ณ ค่ายทหารลับในหุบเขาเร้นลับ จดหมายเร่งด่วน ที่ผนึกตราประจำตัวของเหล่าหยวนไว้อย่างแ่า ถูกส่งมอบต่อให้กับม้าเร็วฝีเท้าจัดของกองทัพ ตามคำสั่งพิเศษของแม่ทัพเฉินเหยาจิน ทหารม้าเร็วนายนั้นรับจดหมายมาด้วยความเคารพ ก่อนจะควบม้าทะยานออกจากค่ายลับ ผ่านเส้นทางที่ซับซ้อนซึ่งมีเพียงคนของท่านแม่ทัพเท่านั้นที่ล่วงรู้ มุ่งหน้าสู่เมืองหลวงด้วยความเร็วสูงสุด
ภารกิจแรกของม้าเร็วผู้นี้ หาใช่การตรงไปยังจวนสกุลจ้าวไม่ แต่เป็การมุ่งหน้าไปยัง ตำหนักเหอผิง อันเป็ที่ประทับของ องค์หญิงชิงเหอ พระมารดาของคุณหนูเฉินซูเหริน และเป็ที่พำนักของท่านผู้บัญชาการเฉินซูเหลียงด้วยเช่นกัน ท่านแม่ทัพเฉินเหยาจินได้กำชับอย่างหนักแน่น ให้แจ้งข่าวการรอดชีวิต ของคุณชายจ้าวแก่บุตรชาย และสะใภ้ของท่านให้ทราบเป็การภายในก่อน เพื่อให้ทั้งสองได้เตรียมตัวรับสถานการณ์และรักษาความลับนี้ไว้ ก่อนที่จดหมายจะถูกนำส่งต่อไปยังจวนสกุลจ้าว
ม้าเร็วควบตะบึงฝ่าลมฝุ่น ผ่านทิวทัศน์ที่เปลี่ยนจากป่าเขาสู่ทุ่งราบ และเข้าสู่กำแพงเมืองหลวงอันโอ่อ่าในที่สุด เขาเร่งรุดไปยังตำหนักเหอผิง แจ้งข่าวสำคัญแก่ผู้บัญชาการเฉินซูเหลียงและองค์หญิงชิงเหอตามคำสั่ง ก่อให้เกิดความประหลาดใจ ระคนความยินดี และความกังวลใจอย่างยิ่งยวดแก่ทั้งสองพระองค์
หลังจากปฏิบัติภารกิจแรกสำเร็จลุล่วง ม้าเร็วผู้นั้นจึงนำ จดหมายด่วนฉบับจริง มุ่งหน้าต่อไปยังจวนสกุลจ้าว ซึ่งตั้งอยู่ในย่านที่พักของเหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่ บรรยากาศภายในจวนใน่หลายวันที่ผ่านมานั้นเต็มไปด้วยความโศกเศร้าและเงียบเหงา ข่าวการเสียชีวิตของคุณชายใหญ่ของตระกูลจากการถูกโจรปล้นและตกเหว ได้สร้างความะเืใจอย่างใหญ่หลวงแก่ทุกคน โดยเฉพาะนายท่านจ้าวและฮูหยิน
ณ ห้องหนังสือส่วนตัวของนายท่านจ้าว บรรยากาศยังคงอึมครึม ท่านรองเ้ากรมพิธีการผู้เคยสง่างาม บัดนี้ดูซูบเซียวและมีริ้วรอยความทุกข์ปรากฏชัดบนใบหน้า เขากำลังนั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง จมอยู่ในความอาลัยอาวรณ์ถึงบุตรชายผู้เป็ความหวังเดียว
ทันใดนั้น พ่อบ้านจ้าวก็ก้าวเข้ามารายงานด้วยท่าทีเร่งร้อนเล็กน้อย “นายท่านขอรับ มีจดหมายด่วน ส่งมาจากชายแดนขอรับ!”
นายท่านจ้าวหันขวับกลับมาด้วยความประหลาดใจ “จดหมายจากชายแดน? ของผู้ใดกัน?”
พ่อบ้านจ้าวรีบนำจดหมายที่ผนึกตราอย่างแ่ามาส่งให้ถึงมือ นายท่านจ้าวรับมาพิจารณาด้วยความฉงนใจ ตราผนึกนั้นดูไม่คุ้นตา แต่กระดาษและลักษณะการผนึกดูไม่ธรรมดา เขาสูดลมหายใจลึก ค่อยๆ ใช้มีดเล็กเปิดผนึกออกอย่างระมัดระวัง
คราแรกที่เห็นตัวอักษร ที่เขียนอยู่บนกระดาษแผ่นแรกที่ดึงออกมา นายท่านจ้าวก็จดจำได้ทันที! แม้จะห่างหายกันไปนาน แต่ลายมืออันเป็เอกลักษณ์ แข็งแรง หนักแน่น แต่ก็มีระเบียบแบบทหารนี้จะเป็ของผู้ใดไปไม่ได้ นอกจาก เหล่าหยวน! บ่าวผู้ติดตามที่ซื่อสัตย์ที่สุด และเป็องครักษ์ส่วนตัวที่เขาไว้วางใจให้ดูแลบุตรชายในการเดินทางครั้งนี้!
พลัน! ั์ตาของเขาที่เคยหม่นเศร้าก็สั่นไหวอย่างรุนแรง! หัวใจที่เคยด้านชาด้วยความทุกข์กลับเต้นรัวแรงประหนึ่งกลองศึก! มือไม้ที่ถือจดหมายนั้นสั่นเทาอย่างเห็นได้ชัด! ความหวังระลอกใหญ่ซัดถาโถมเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว! เป็ไปได้อย่างไร? หรือว่า...?
เขาพยายามรวบรวมสติ บังคับมือที่สั่นเทาให้มั่นคง แล้ว ค่อยๆ อ่านจดหมายทีละตัวอักษร ด้วยใจที่เต้นระทึก ลายมือของเหล่าหยวนเขียนสั้นๆ กระชับได้ใจความสำคัญ
“กราบเรียนนายท่าน และฮูหยินด้วยความเคารพยิ่ง ข้าน้อยเหล่าหยวนและคุณชายน้อย พร้อมทั้งอาไค่และถิงถิง ยังคงมีชีวิตอยู่และปลอดภัยดี พวกเราประสบเหตุร้ายจริงตามข่าว แต่ได้รับความช่วยเหลือจากผู้มีเมตตา ขณะนี้ได้พักฟื้นอยู่ในสถานที่อันปลอดภัยแล้ว ขอท่านและฮูหยินโปรดวางใจ รักษาสุขภาพ อย่าได้กังวล พวกเราทุกคนปลอดภัยดี...”
ประโยคแล้วประโยคเล่า... คำแล้วคำเล่า... ซึมซับเข้าสู่หัวใจของผู้เป็บิดา เมื่ออ่านจนจบประโยคสุดท้าย ความรู้สึกหนักอึ้งที่กดทับอกมานานหลายวันก็พลันมลายหายไปสิ้น! ประหนึ่งมีใครมายกูเาทั้งลูกออกจากอก!
“เฮ้ออออออออออออออ!” เขาพรูลมหายใจยาวออกมาอย่างโล่งอกที่สุดในชีวิต ร่างที่เคยตึงเครียดพลันอ่อนยวบลงพิงพนักเก้าอี้ หยาดน้ำตาแห่งความยินดีและความหวังไหลรินอาบแก้มเหี่ยวย่นโดยไม่รู้ตัว
“เฉินเอ๋อร์... เฉินเอ๋อร์ของพ่อ... เ้ายังอยู่... เ้ายังไม่ตาย...” เขากระซิบพึมพำกับตัวเองซ้ำไปซ้ำมา ราวกับไม่เชื่อในสิ่งที่เพิ่งได้อ่าน เสียงนั้นสั่นเครือแต่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขอย่างเหลือล้น
แม้จดหมายจะไม่ได้บอกรายละเอียด หรือสถานที่พักพิง แต่เพียงแค่รู้ว่าบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนยังมีชีวิตอยู่และปลอดภัยดี... แค่นั้นก็เพียงพอแล้วสำหรับหัวใจของผู้เป็พ่อในยามนี้ ความหวังได้ถูกจุดขึ้นใหม่แล้ว ท่ามกลางความมืดมิดที่เคยปกคลุมจวนสกุลจ้าว..
ความโล่งอกอันท่วมท้นยังคงอัดแน่นอยู่ในหัวอกของนายท่านจ้าว แต่ในฐานะประมุขแห่งจวน เขาจำต้องรวบรวมสติและกลับมาควบคุมสถานการณ์โดยเร็วที่สุด ข่าวนี้มิใช่เื่ที่เขาจะเก็บงำไว้เพียงลำพังได้
“พ่อบ้านจาง!” นายท่านจ้าวเอ่ยเรียกเสียงเรียบ แต่แฝงอำนาจ
“ขอรับ นายท่าน” พ่อบ้านชราผู้ภักดีรีบเข้ามาค้อมกายรับคำสั่ง “ไปตามฮูหยินใหญ่ อนุหลิว และคุณชายรองมาพบข้าที่ เรือนรับรอง บัดนี้! บอกว่ามีเื่สำคัญเร่งด่วน”
พ่อบ้านจางรับคำแล้วรีบออกไปจัดการทันที นายท่านจ้าวใช้เวลาเพียงครู่เดียวปรับสีหน้าและอารมณ์ให้กลับมาสุขุมดังเดิม เขาเดินนำไปยังเรือนรับรองซึ่งใช้สำหรับต้อนรับแขกหรือประชุมเื่สำคัญภายในครอบครัว นั่งลงบนเก้าอี้ตำแหน่งประมุขของห้องอย่างสง่างาม รอคอยการมาถึงของทุกคน
เพียงชั่วเวลาจิบชา ประตูเรือนรับรองก็ถูกเปิดออกอีกครั้ง ฮูหยินจ้าว ผู้มีใบหน้าซีดเซียวและดวงตาบวมช้ำจากการร้องไห้ตลอดหลายวันที่ผ่านมา เดินนำเข้ามาเป็คนแรก
ตามติดมาด้วย อนุหลิว ที่ยังคงมีท่วงท่าสง่างามแต่แววตามีความกังวลซ่อนอยู่ และสุดท้ายคือ จ้าวซื่อเจี๋ย บุตรชายคนรอง ผู้มีสีหน้าเรียบเฉยยากจะคาดเดาความคิด ทั้งหมดเดินเข้ามาภายในเรือนรับรอง อย่างพร้อมเพรียงโค้งคำนับผู้เป็ประมุขตามธรรมเนียม
นายท่านจ้าว กวาดสายตามองคนในครอบครัว ทีละคน แววตาของเขาอ่านได้ยาก ก่อนจะหันไปให้ความสนใจกับฮูหยินเอกของตนเป็พิเศษ
“ฮูหยิน... มีข่าวจากเหล่าหยวน” เขากล่าวเสียงเรียบ พลางหยิบจดหมายฉบับนั้นขึ้นมา แล้ว ส่งให้แก่ฮูหยินจ้าว โดยตรง
ฮูหยินจ้าว รับจดหมายมาด้วยความประหลาดใจ และใจหายวาบ ‘ข่าวจากเหล่าหยวน? หรือว่าจะเป็ข่าวร้ายยืนยัน...’ นางคิดในใจ มือไม้สั่นเทาเล็กน้อยขณะค่อยๆ คลี่กระดาษออก ทว่าเพียงแค่นางกวาดสายตาอ่านเนื้อหาภายในบรรทัดแรกเท่านั้น พลันน้ำใสๆ ก็เอ่อคลอขึ้นมาเต็มหน่วยตา ก่อนจะไหลรินอาบสองแก้มโดยที่นางไม่รู้ตัว!
นางเงยหน้าขึ้นสบตานายท่านจ้าวทันที ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความสงสัย ความไม่เชื่อ และความหวังอันริบหรี่ สายตาของนางเอ่ยถามความจริงจากผู้เป็สามีโดยไม่ต้องใช้คำพูด ‘นี่... นี่มันเื่จริงหรือ? ท่านพี่?’
นายท่านจ้าวเพียงแค่ผงกศีรษะลงช้าๆ เป็การยืนยันความเป็จริง นั้น!
เพียงเท่านั้น! ทำนบน้ำตาของฮูหยินจ้าวก็พังทลายลง! นางร่ำไห้ออกมาเสียงดังระคนเสียงหัวเราะอย่างยินดี! สองมือยกขึ้นปิดปาก กลั้นเสียงสะอื้นอย่างสุดกำลัง ดวงใจของผู้เป็มารดาที่เคยแตกสลายเป็เสี่ยงๆ ไปแล้วเมื่อทราบข่าวร้าย บัดนี้พลันได้รับน้ำทิพย์ชโลม หลอมรวมกลับคืนมาเป็หนึ่งเดียวอีกครั้ง!
ความปิติยินดีนี้มากมายเกินกว่าจะบรรยายเป็คำพูดได้! “เฉินเอ๋อร์! เฉินเอ๋อร์ของแม่! เ้ายังอยู่! เ้ายังอยู่จริงๆ!” นางพร่ำเรียกชื่อบุตรชายซ้ำไปซ้ำมาด้วยความดีใจสุดขีด
ภาพนั้นทำให้ อนุหลิวและจ้าวซื่อเจี๋ย ที่ยืนมองอยู่เื้ัถึงกับหน้าถอดสี! แม้จะยังไม่ได้อ่านเนื้อความในจดหมาย แต่ปฏิกิริยาของนายท่านและฮูหยินใหญ่ก็บ่งบอกทุกอย่างชัดเจน! ‘จ้าวมู่เฉินยังไม่ตาย!’
ความคิดนี้แล่นปราดเข้ามาในหัวของทั้งสองแม่ลูกพร้อมกัน! ภายในใจของพวกเขาก็รู้สึกตื่นตระหนกอย่างรุนแรง! ความกลัวแล่นจับขั้วหัวใจ! กลัวว่าจะมีคนรู้ว่าพวกเขาเป็คนลงมือ! กลัวว่าจ้าวมู่เฉินจะกลับมาทวงทุกสิ่งทุกอย่างคืน! แผนการที่คิดว่าสำเร็จลุล่วงไปแล้ว กลับพังทลายลงในพริบตา!
แต่ทั้งคู่ก็เป็ผู้ที่เก็บงำอารมณ์ได้เก่งกาจยิ่งนัก! เพียงชั่วพริบตา สีหน้าตื่นตระหนกก็ถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มอันแเี พวกเขาต้องแสร้งทำเป็ยินดี ไปกับข่าวดีนี้ด้วย!
“จริงหรือเ้าคะ นายท่าน! คุณชายใหญ่ปลอดภัยหรือเ้าคะ! เป็พระคุณอย่างสูงจริงๆ!” อนุหลิวรีบกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่พยายามให้ดูยินดีที่สุด พลางเดินเข้าไปแสดงความยินดีกับฮูหยินจ้าว
“ยินดีด้วยขอรับ ท่านพ่อ ท่านแม่” จ้าวซื่อเจี๋ยกล่าวเสริม ประสานมือแสดงความยินดี
“นับเป็ข่าวดีที่สุดจริงๆ ที่ พี่ใหญ่ ยังคงมีชีวิตอยู่ พวกเราเป็ห่วงท่านพี่แทบขาดใจ” คำพูดนั้นดูจริงใจ แต่แววตาที่หลุบลงเล็กน้อยนั้นซ่อนความรู้สึกที่แท้จริงไว้ได้อย่างมิดชิด
นายท่านจ้าวและฮูหยินจ้าวซึ่งกำลังเปี่ยมล้นไปด้วยความสุข ไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติในท่าทีของสองแม่ลูกเลยแม้แต่น้อย บรรยากาศในเรือนรับรองจึงเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความยินดี... โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่า ภายใต้รอยยิ้มแสดงความยินดีนั้น คือความหวาดกลัวและความคิดชั่วร้ายที่กำลังก่อตัวขึ้นใหม่... รอวันที่จะหาโอกาสลงมืออีกครั้ง!