หวังเฟยหรงผู้อยู่ในเหตุการณ์ มองทุกฉากที่เกิดขึ้นพลางหัวเราะในลำคอ “หึหึหึ” การปะทะฝีปากกันของทั้งคู่ราวกับกำลังแสดงละครเร่ก็ไม่ปาน ใจอยากจะบอกให้โหยวซานซุนรีบกลับไปเสีย แต่ก็ติดที่ว่าเขามิใช่เ้าของจวนแห่งนี้ ถึงอย่างนั้นจะกล่าวว่าโหยวซานซุนรักหน้าตนเองอยู่บ้างก็คงจะใช่ เพราะเขาเห็นอีกฝ่ายหันหลังเดินออกไปทันทีพร้อมกับบ่าวชาย และเขากลับหัวเราะหนักกว่าเดิมเมื่อเห็นเฉินลี่หลินยกโถน้ำชาสาดไล่หลังพร้อมกับพูดว่า
ซ่าๆ! “ไปๆ ชิ้วๆๆ”
“หึหึ ฮ่าๆๆๆ”
โหยวซานซุนเดินออกมาจากจวนสกุลเฉินพร้อมกับความเจ็บใจ เขาสั่งคนขับรถม้าให้เดินทางไปหาบิดาของตนเองที่จวนหลักทันที พร้อมกับเล่าเื่ราวที่ตนนั้นถูกเฉินลี่หลินขับไล่ออกมาจากจวนสกุลเฉิน ความโมโหแสดงออกไปอย่างรุนแรงจนบ่าวและสาวใช้วิ่งหลบซ่อนตัวกันจ้าละหวั่น พร้อมกับไม่ลืมที่จะบอกกับบิดาว่าตัวเขาจะไม่เข้าไปเหยียบสกุลเฉินให้เสียศักดิ์ศรีอีกเป็แน่ “หากมีผู้ใดรู้เื่นี้ ข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ใดขอรับท่านพ่อ ข้าเป็ถึงราชเลขาตราตั้งที่รอเข้าไปทำงานกับฮ่องเต้ หนทางของข้าก็ควรขาวสะอาดก่อนจะเข้าวังหลวง มิใช่ระหว่างทางมีแต่ข่าวลือเช่นนี้” ใบหน้าคมคร้ามแดงก่ำ มองบิดาอย่างตัดพ้อ คำสั่งเดิมของท่านคือเข้าหาเฉินลี่หลินจนครบเจ็ดวัน ให้เื่ราวที่นางมาหมดสติในจวนพระราชทานของเขาจางหายไปโดยไม่มีความบาดหมาง ถึงยามนั้นเขาค่อยถอยห่างออกจากนาง...แต่เื่ราวกลับกลายเป็ว่าสตรีที่เขาควรจะแสร้งทำเป็ขอโทษนั้นหาได้สนใจใยดีไม่ มิหนำซ้ำนางยังป่าวประกาศให้ใครต่อใครรู้ ว่านางมีหวังเฟยหรงเป็คนรัก ช่างเป็สตรีไร้ยางอายและน่ารังเกียจที่สุดในแคว้น “แล้วท่านพ่อรู้หรือไม่ว่านางมีบุรุษคนใหม่ที่นางรักแล้ว”
“หวังเฟยหรงน่ะรึ เอาเถอะ หากเฉินลี่หลินไม่รักใคร่ใยดีและตัดใจจากเ้าได้จริง เช่นนั้นเื่ที่นางหมดสติในจวนพระราชทานของเ้าก็ให้มันแล้วไปเสีย ดีเท่าไหร่ที่นางไม่สิ้นชีพอยู่ตรงนั้นให้เป็มลทินแก่จวนเ้า” โหยวต่วนลอบถอนหายใจที่ปัญหาของบุตรชายกับเฉินลี่หลินนั้นจบลง แต่ก็มิได้หมายความว่าจะจบไปทั้งหมดแล้วในเมื่อยังมีสตรีอย่างหวังซินเจียอยู่และแน่นอนว่าสตรีสกุลหวังก็มิใช่ทางเลือกที่เขาอยากจะส่งเสริมให้สมรสกับบุตรชาย “หลังจากเกิดเื่ในจวนเ้า คุณหนูหวังเป็อย่างไรบ้าง”
โหยวซานซุนที่เอาแต่คิดเื่วุ่นวายของเฉินลี่หลินถึงกับสะดุ้ง ‘ใช่สิ เขาลืมหวังซินเจียไปเลย’ นับจากวันนั้นที่หวังซินเจียกับเฉินลี่หลินไปที่จวนของเขาพร้อมกัน ผ่านมาได้สามวันแล้วที่เขาไม่พบหน้านาง “ท่านพ่อ ข้าคิดว่าสตรีที่ข้าควรจะเข้าหาควรเป็หวังซินเจียมากกว่านะขอรับ นางงดงามมีมารยาท เป็สตรีในห้องหอ สมควรที่ข้าจะส่งแม่สื่อไปสู่ขอนางมาเป็ฮูหยิน ท่านพ่อคิดเห็นอย่างไรขอรับ”
โหยวต่วนเหลือบมองบุตรชายอย่างขัดใจ สติปัญญาของบุตรชายนับว่ามิเป็รอง แต่เหตุใดบุตรของเขาจึงคิดไม่ได้ว่า ณ เวลานี้ตำแหน่งราชเลขานั้น หมายถึงการอยู่เคียงข้างฮ่องเต้ ย่อมหมายความว่าสตรีในรั้วในวังย่อมมีมาให้เลือก! “สกุลหวังเป็สกุลพ่อค้าที่มีชื่อเสียงที่สุดประจำแคว้น นางเป็บุตรสาวของฮูหยินเอก ย่อมเหมาะสมที่จะได้ตบแต่งเข้ามาเป็ฮูหยินให้เ้า แต่เื่ส่งแม่สื่อไปทาบทาม พ่ออยากให้เ้ารอไปก่อน รอจนกว่าเ้าจะเข้าไปรับตำแหน่งในวังหลวงและทำงานเคียงข้างฝ่าา แสดงความสามารถให้พระองค์ได้เห็น ถึงยามนั้นแม้แต่สมรสพระราชทานกับองค์หญิงสักพระองค์ก็คงไม่เกินเอื้อม เ้าว่าจริงหรือไม่” ใจของผู้เป็บิดา แต่เดิมที่สตรีสองสกุลหมายปองบุตรชายเขา แน่นอนว่าสตรีสกุลเฉินผู้เป็บุตรสาวของรองแม่ทัพย่อมได้เปรียบ ในเมื่อเื่ราวมิได้เป็ดังคาด เช่นนั้นแล้วสะใภ้ที่สมน้ำสมเนื้อย่อมต้องรอไปอีก ดังที่เขาบอกกับบุตรชายไปเมื่อครู่
ดวงตาของโหยวซานซุนสว่างวาบราวกับเห็นจุดหมายสูงสุด เขายกยิ้ม ^^ ก่อนจะคิดได้ว่าเื่ของหวังซินเจียควรเป็เื่หลังและเื่สตรีในวัง ย่อมต้องมาก่อน “บุตรโง่เขลา ขอบคุณบิดาที่ชี้แนะขอรับ”
“บิดาย่อมอยากเห็นบุตรของตนมีความสุข” ^^
ราชเลขาคนใหม่นั่งวาดฝันไปไกลเกินกว่าจะคาด โดยลืมบอกบิดาไปว่า เมื่อครู่นี้ที่จวนสกุลเฉิน...เฉินลี่หลินกำลังวาดภาพของสตรีนางหนึ่งอยู่
&&&&
คืนนั้น (20.00)
เฉินลี่หลินนั่งมองภาพวาดของสตรีผู้วางยาในโถน้ำชาของนาง ด้วยอาการเหม่อลอย ภาพจากความฝันถูกถ่ายทอดผ่านภาพวาดในอิริยาบถที่สตรีผู้นี้กำลังเทผงอะไรบางอย่างลงในกาน้ำชา สถานที่ลงมือก็ยังเป็ห้องครัวของจวนราชเลขาโหยวซานซุน ในความหมายที่นางกำลังจะสื่อก็คงมีเพียงเสี่ยวจวงเท่านั้นที่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับนางบ้าง เพียงแต่ว่านางจะกล่าวอ้างอย่างไรให้ภาพนี้เชื่อมโยงไปถึงความจริงได้อย่างแเี ในเมื่อมันเป็เพียงภาพจากความฝันและนางมิได้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ด้วยตนเอง
“คุณหนูเ้าขา ภาพสตรีนางนี้ดูชี้ชัดได้ว่านางคือผู้วางยาคุณหนูใช่หรือไม่เ้าคะ” เสี่ยวจวงเพ่งมองภาพวาดที่ก่อนหน้านี้ยังไม่ลงรายละเอียดอันใดนอกจากใบหน้า ต่างกับยามนี้ภาพของสตรีในโรงครัวนั้นปรากฏให้เห็นเด่นชัด กล่าวว่านางจำโรงครัวได้ก็ไม่ผิด จะผิดก็แค่สตรีผู้นี้ดูเหมือน “เดี๋ยวนะเ้าคะ!บ่าวจำได้แล้ว สตรีผู้นี้เป็คนยกน้ำชามาให้คุณหนูเ้าค่ะ!”
“นั่นอย่างไรเล่า ข้าเองก็ค่อนข้างมั่นใจว่านางคือผู้กระทำเื่นี้แน่ แต่ข้าจะนำภาพนี้ไปติดประกาศหรือไปแจ้งความจับนางคงไม่ได้ ในเมื่อข้ามิได้เห็นตอนนางวางยา” มันคือเื่ที่นางกังวล แต่จะให้ถือกระดาษแผ่นนี้ไปสอบถามผู้คนด้านนอก สุดท้ายจะกลายเป็นางเองที่ถูกเอาความ “เ้าเชื่อข้าหรือไม่เสี่ยวจวง”
เสี่ยวจวงมีสีหน้าหนักใจ แต่ถึงอย่างนั้นนางก็ตอบคุณหนูไปว่า “เชื่อเ้าค่ะ จะว่าไปแล้ว ในตอนที่คุณชายโหยวมองเห็นภาพของสตรีผู้นี้ บ่าวเห็นคุณชายชะงักไปชั่วครู่นะเ้าคะ”
“ข้าก็เห็นเหมือนกับเ้า โหยวซานซุนชังข้า เป็ไปได้หรือไม่ที่เขาจะเป็ผู้สั่งการสตรีผู้นี้” ยิ่งได้รับคำยืนยันจากเสี่ยวจวงว่าสตรีผู้นี้คือผู้ยกน้ำชามาให้ เฉินลี่หลินก็เริ่มมั่นใจเกินครึ่งว่าเื่ในครั้งนี้โหยวซานซุนย่อมมีส่วนเกี่ยวข้องแน่นอน “เ้าเป็อะไรน่ะเสี่ยวจวง” ถามสาวใช้ที่จู่ๆ ก็ทำหน้าเศร้า
เสี่ยวจวงน้ำตาคลอ “บ่าวผิดเองเ้าค่ะคุณหนู ถ้าหากวันนั้นบ่าวมีสติและคิดได้ บ่าวคงจะบอกเื่ที่คุณหนูถูกวางยาให้นายท่านโหยวต่วนทราบไปแล้ว มิใช่ใจนทำสิ่งใดไม่ถูกจนเวลาล่วงเลยมาถึงวันนี้ หากจะย้อนกลับไปสืบหาหลักฐาน ผงยาพิษในน้ำชาก็คงถูกทำลายไปแล้วเป็แน่เ้าค่ะ” ทำหน้าเศร้า นึกย้อนกลับไปในวันที่เกิดเื่ ตัวนางเอาแต่ใและร้องไห้เพราะเห็นคุณหนูหมดสติ ยามนี้จะให้ไปร้องขอความเป็ธรรมและหาตัวคนร้ายในจวนสกุลโหยวก็เกรงว่ามันจะสายเกินไปเสียแล้ว ‘ทำอย่างไรดี’