ทันทีที่ได้ัักับคมหิมะในมือฉวี่หฺวาก็รู้สึกราวกับมีลมหนาวพัดผ่านปลายนิ้วไหลเข้าไปยังทุกส่วนของร่างกาย
เขามองมันอย่างพินิจพิจารณาอยู่นานก่อนจะเอ่ยกับฉวี่หลิง “เพียงไม่กี่วัน หลานเจออะไรมามากมายพอตัวเลยนะ กริชเล่มนี้เป็ของชั้นเยี่ยมจริงๆ”
ฉวี่หฺวามองตรงไปที่ดวงตาของฉวี่หลิงสักครู่หนึ่งก็ยกมือขึ้นนับนิ้ว ไม่ทันไรเขาก็ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดเอ่ยกับฉวี่หลิงอย่างเคร่งขรึม “ปู่คำนวณชะตาชีวิตของหลานไม่ได้”
ฉวี่หลิงตะลึงงันจากนั้นก็ยิ้มเจื่อนๆ “อาจเป็เพราะว่าหนูใกล้ชิดกับคุณปู่ ไม่ใช่ว่าคนยิ่งสนิทชิดเชื้อกันชะตาชีวิตยิ่งคำนวณยากหรอกหรือคะ”
“แต่มันก็ไม่มีทางเป็ไปได้ที่จะไม่มีร่องรอยอะไรเลย”ฉวี่หฺวาเลิกคำนวณ แล้วนวดหว่างคิ้วที่ขมวดอย่างอ่อนล้า เอ่ยขึ้น “ยังคำนวณไม่ได้อยู่ดี”
“คำนวณไม่ได้สิคะดี คำนวณออกมาไม่ได้ก็แสดงว่ามีการผกผันอยู่หลายครั้ง” ในใจของฉวี่หลิงร่าเริง “ผกผันแบบนี้ก็ดูท้าทายดี การไม่รู้โชคชะตาข้างหน้านี่สิน่าตื่นเต้นที่สุด”
ฉวี่หฺวาได้ยินคำพูดนี้ก็อดสบายใจขึ้นมาไม่ได้ “หลานช่างใจกว้างนัก”
ฉวี่หลิงกลับยิ้มน้อยๆ“แต่หนูรู้นะคะว่า การมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ย่อมเป็ไปตามเหตุและผลของมันดังนั้นตอนนี้หนูอยากเรียนจากปู่ว่าจะแยกแยะเครื่องลายครามหรือวัตถุโบราณของมีค่าอย่างไร”
“วัตถุโบราณแต่ละชิ้นมีมงคลของมัน อย่างไรหลานสามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่าอยู่แล้วจะเรียนเื่พวกนี้ไปเพื่ออะไร” ฉวี่หฺวาชะงัก ก่อนจะเอ่ยว่า“เื่พวกนี้เรียนรู้ยาก แถมยังสิ้นเปลืองเวลา เริ่มแรกตอนที่ปู่ออกไปเผชิญโลกทางใต้ก็ค่อยๆ สะสมประสบการณ์อยู่นานถึงได้มีแววกับเขาบ้าง”
“ปู่แค่บอกว่าจะสอนหรือไม่สอนหนูก็พอค่ะ” ฉวี่หลิงเท้าคางมองตรงไปที่ฉวี่หฺวา
“ถ้าหลานอยากเรียนปู่ก็จะสอน” ฉวี่หฺวาใช้นิ้วหมุนหนวดเคราอย่างรำคาญใจ“เ้าเด็กคนนี้ ปู่ยังไม่ได้บอกว่าจะไม่สอน หลานจะรีบร้อนอะไรกลัวแต่ว่าหลานเรียนไปแล้วจะรู้สึกว่ามันยากลำบาก ถึงเวลาถ้าหลานร้องไห้ขี้มูกโป่งอยากเลิกเรียนปู่จะตีหลานให้”
ฉวี่หลิงพอใจแล้วจึงคลี่ยิ้มเผยให้เห็นลักยิ้มน่ารักที่พวงแก้ม “ปู่คะหนูรู้ว่าปู่เก่งที่สุดแล้ว หนูไม่เลิกเรียนแน่นอนค่ะ”
เดิมทีเธอแค่เพียงรู้สึกไม่มั่นใจดวงตาที่มองเห็นโชคชะตาของผู้คน หรือมองเห็นลางร้ายของสิ่งของนี้ไม่รู้ว่าจะอยู่ติดตัวเธอไปตลอดหรือไม่เนื่องด้วยเธอไม่อาจรู้ถึงขีดจำกัดของความสามารถ ทำให้รับประกันไม่ได้ว่าจะใช้มันได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุดแทนที่จะใช้ความสามารถของดวงตานี้เป็ไพ่ตาย สู้เรียนรู้ทักษะจริงๆ แล้วเก็บเอาความสามารถนี้ไว้ใช้เป็พลังเสริมดีกว่า
แบบนี้ถึงค่อยวางใจได้
หลังจากที่ฉวี่หลิงบอกกับหวังย่าเหม่ยเธอก็อยู่ที่บ้านของฉวี่หฺวา เธอฝึกร่างกายและเรียนรู้ ใช้เวลาที่เหลืออย่างจริงจังทุกวันจนกระทั่งถึงวันสุดท้ายก่อนเปิดเรียน เธอค่อยลงเขาอย่างไม่อยากจากมา
วันที่ต้องเข้ารายงานตัวที่โรงเรียนประถมเจ๋อซีท้องฟ้าในฤดูใบไม้ร่วงแจ่มใส อากาศเย็นสบาย แสงอาทิตย์กำลังดี
ฉวี่หลิงเก็บของไปรายงานตัวที่โรงเรียนกับหวังย่าเหม่ย พูดกันตามตรง การต้องกลับมาเรียนชั้นประถมใหม่อีกรอบหนึ่งทำให้ฉวี่หลิงรู้สึกไม่สบอารมณ์สักนิด แต่เธอไม่อาจปฏิเสธได้ถึงอย่างไรตอนนี้เธอก็อายุเจ็ดขวบ ต้องเรียนชั้นประถมหนึ่งอย่างแน่นอน
ทางเดินในโรงเรียนทั่วทุกแห่งเต็มไปด้วยนักเรียนและผู้ปกครองเดินกันขวักไขว่ทุกคนต่างเดินเข้าไปยังสถานที่รายงานตัวด้วยรอยยิ้มที่เป็สุข
หลังจากที่หวังย่าเหม่ยกับฉวี่หลิงรายงานตัวเสร็จแล้วฉวี่หลิงก็ไปที่ชั้นประถมหนึ่งห้องหนึ่ง
ในห้องเรียนมีนักเรียนนั่งอยู่อย่างมากก็หกถึงเจ็ดคนพวกเขาพูดถึงทุกอย่างในโรงเรียนด้วยความตื่นเต้น ส่งเสียงจ้อกแจ้กจอแจ
ฉวี่หลิงกวาดตามองดูรอบหนึ่งแล้วมุ่งตรงไปยังที่นั่งแถวสุดท้ายริมหน้าต่าง เพิ่งจะนั่งลงได้ไม่นานเด็กหญิงผมสั้นคนหนึ่งก็นั่งลงข้างเธอ
ซูเยี่ยนหนานรู้สึกว่าเด็กหญิงที่นั่งข้างเธอดูเงียบๆหน้าตาน่ารัก เธอเท้าคางและมองมายังฉวี่หลิงด้วยความตื่นเต้น “เธอ เธอชื่ออะไรเหรอ”
ฉวี่หลิงหันไปมองคนคุ้นเคยในกาลก่อนก็อดยิ้มน้อยๆ ไม่ได้ “ฉันชื่อฉวี่หลิง เธอล่ะ”
“ฉันชื่อซูเยี่ยนหนาน เธอเรียกฉันว่าหนานหนานก็ได้นะ ว่าแต่เธอยิ้มออกมาแล้วน่ามองจัง” ซูเยี่ยนหนานจ้องลักยิ้มที่พวงแก้มของฉวี่หลิง เอ่ยชมอย่างจริงใจ
ฉวี่หลิงมองรอยยิ้มจริงใจบนใบหน้าของซูเยี่ยนหนานก็ฉีกยิ้มมากขึ้นเล็กน้อย “เธอเองก็น่ามอง”
ซูเยี่ยนหนานถูกชมก็หน้าแดง“ถ้าฉันได้อยู่ห้องเดียวกับเธอก็ดีสิ”
ฉวี่หลิงยิ้มไม่เอ่ยอะไรออกมาความสัมพันธ์ของเธอกับซูเยี่ยนหนานจัดอยู่ในขั้นดีอีกอย่างต่อมาพวกเธอเองก็ได้เป็เพื่อนโต๊ะข้างกันจริงๆ
ขณะคุยกันจู่ๆ รอบข้างก็เงียบลง ฉวี่หลิงเงยหน้าขึ้นก็เห็นหวังย่าหลินผู้เป็น้า เขาเหน็บหนังสือมาเล่มหนึ่งเดินขึ้นไปบนแท่นหน้าชั้นเรียน
ฉวี่หลิงเหยียดมุมปากอย่างไม่มีความหมายแน่ชัดเหมือนกันกับกาลก่อนไม่มีผิด น้าของเธอยังคงเป็ครูประจำชั้นเมื่อครั้งกาลก่อนหวังย่าหลินอ่อนโยนกับเพื่อนๆ ของเธอทุกคนในชั้นทว่าเข้มงวดกับเธอเพียงคนเดียวมาโดยตลอด ฉวี่หลิงรู้ว่าเขากลัวคนอื่นจะพูดว่าเขาให้ท้ายเพราะเธอเป็ญาติกับเขาถึงได้จงใจเข้มงวดกับเธอ
ทว่าคำพูดบางคำของเขาทำร้ายเธออยู่มากจริงๆ
หวังย่าหลินเองก็เห็นฉวี่หลิงแล้วไม่ทันไรเขาก็คิดถึงเื่ที่คราวก่อนทะเลาะกันจนไม่พอใจแล้วต้องลาจากกัน ในใจจึงรู้สึกไม่สบอารมณ์อยู่บ้าง
เขาทำเสียงให้สดใสกวาดตามองนักเรียนที่ดูสนอกสนใจที่ด้านล่างแท่น ก่อนจะยิ้มและเอ่ยขึ้น “สวัสดีจ้ะนักเรียน ครูเป็ครูที่ปรึกษาของพวกเธอแล้วก็เป็ครูสอนภาษาของพวกเธอด้วย ครูแซ่หวัง พวกเธอเรียกว่าครูหวังก็ได้ ตอนนี้ครู้านักเรียนชายหลายคนไปช่วยยกหนังสือมีใครยินดีไปกับครูบ้าง”
ด้านล่างแท่นมีมือหลายข้างยกขึ้นมา “ครูครับ ผมไปครับ!”
“ครูครับ ผมไปด้วยครับ!”
หวังย่าหลินยิ้มพลางนับเด็กชายไปสิบกว่าคน“พวกเธอมากับครู”
หลังจากที่เด็กชายพวกนั้นไปกับหวังย่าหลินแล้วเสียงพูดคุยในห้องก็ค่อยๆ ดังขึ้น
เมื่อหวังย่าหลินกลับมาฉวี่หลิงที่ได้รับหนังสือแล้วก็ทำตามคนส่วนมาก แนะนำตัวเอง รอให้ถึงเวลาเลิกเรียน แล้วค่อยกลับบ้าน
ฉวี่หลิงเปิดดูหนังสือเรียนเนื้อหาของหนังสือเรียนวิชาภาษาคือพินอิน[1] วิชาคณิตศาสตร์ก็เป็วิธีการบวกลบอย่างง่ายๆ
บทเรียนพวกนี้ง่ายเกินไปสำหรับเธอถ้าให้เรียนใหม่อีกรอบก็จะสิ้นเปลืองเวลาเกินไป รอให้ผ่านชั้นประถมหนึ่งเทอมที่สองเธอจะลองดูว่าสามารถข้ามชั้นได้หรือเปล่า
ฤดูใบไม้ร่วงค่อยๆผ่านไป ฉวี่หลิงก้มหน้า ในมือพลิกเปิดนิยายฉบับภาษาอังกฤษข้างหูมีเสียงครูสอนภาษาหวังย่าหลินขาดๆ หายๆ เป็ห้วงๆ
กาลก่อนฉวี่หลิงเก่งภาษาอังกฤษอยู่พอสมควรแต่เธอกลัวว่าเวลานานไปแล้วจะลืมได้ดังนั้นจึงใช้โอกาสใน่เวลานี้หยิบขึ้นมาอ่าน
หวังย่าหลินเพิ่งจะเขียนกระดานดำเสร็จเพียงหันมาก็เห็นว่าศีรษะของฉวี่หลิงโน้มต่ำลง เห็นได้ชัดว่าไม่ได้มองกระดานดำ
คิ้วของเขาขมวดขึ้นมาน้ำเสียงดุดันมากขึ้น “ฉวี่หลิง หนูขึ้นมาท่องบทเรียนซิ”
ฉวี่หลิงหูตาว่องไวการตอบสนองเองก็ดีเพราะถูกปู่ของเธอฝึกมาให้ตื่นตัวอยู่เสมอ เมื่อได้ยินหวังย่าหลินเรียกชื่อของเธอเธอก็ซ่อนหนังสือนิยายไว้อย่างไร้ร่องรอย ก่อนจะลุกขึ้นท่องบทเรียนอย่างคล่องแคล่วลื่นไหล
ขณะที่เธอท่องมีจังหวะเสียงสูงต่ำเว้นวรรคตอนภาษาจีนกลางได้มาตรฐานกว่าผู้สอนไปมาก อีกทั้งเสียงของเธอนุ่มนวลและอ่อนหวานราวกับสายน้ำไหลผ่านอยู่ข้างหูอย่างไรอย่างนั้นทำให้นักเรียนบางคนที่ส่งเสียงกระซิบกระซาบกันอยู่เงียบลงและหันไปมองใบหน้าขาวสะอาดสะอ้านภายใต้แสงอาทิตย์อย่างเงียบๆแทน ทุกคนต่างตกอยู่ในภวังค์ของท่วงทำนองที่สวยงามชวนประทับใจของเธอ
สิ้นเสียงฉวี่หลิงเสียงกริ่งเลิกเรียนของโรงเรียนก็ดังขึ้น ทุกคนต่างรู้สึกว่าบทเรียนชวนปวดหัวในแต่ละวันกลับสั้นได้ถึงเพียงนี้
หวังย่าหลินรู้สึกราวกับถูกฉีกหน้าในใจของเขารู้สึกเคืองเล็กน้อย “นักเรียนคนอื่นๆ กลับบ้านได้ฉวี่หลิงมาที่ห้องพักครูหน่อย” เขาเอ่ยจบก็หยิบหนังสือเรียนเดินจากไปก่อน
ซูเยี่ยนหนานดึงแขนเสื้อเธอเบาๆสีหน้าฉายแววเป็ห่วง “หลิงหลิง จะทำอย่างไรดี”
“เธอวางใจเถอะ ไม่มีเื่อะไรหรอกจ้ะ”ฉวี่หลิงยิ้มปลอบขวัญ จากนั้นจึงเดินไปทางห้องพักครูของหวังย่าหลิน
ฉวี่หลิงไปถึงหน้าประตูห้องพักครูเคาะประตูเบาๆ เมื่อได้ยินเสียงตอบรับจึงค่อยเดินเข้าไป เมื่อโฮ่วกุ้ย ครูวิชาคณิตศาสตร์เห็นเธอก็ยิ้มเป็การทักทายก่อนจะเดินออกไป
หวังย่าหลินรอให้ครูทั้งหมดกลับไปก่อนจึงปิดสมุดการบ้านที่กำลังตรวจอยู่ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองฉวี่หลิง “หลิงหลิง หลานรู้ตัวหรือเปล่าว่าทำอะไรผิด”
ฉวี่หลิงเม้มปาก“หนูรู้ค่ะ หนูไม่ควรเหม่อขณะที่เรียนอยู่”
“หลานรู้ก็ดีแล้ว”
หวังย่าหลินเห็นว่าฉวี่หลิงว่านอนสอนง่ายในใจก็ค่อนข้างภูมิใจ เขายกแก้วชาขึ้นดื่มอึกหนึ่ง “น้าเป็น้าของหลานควรจะเข้มงวดกับหลานให้มากหน่อย หลานเป็คนฉลาด เรียนรู้อะไรได้เร็ว แต่ว่าหลานต้องไม่หยิ่งทระนงจนเกินไปจะคิดว่าแม้แต่ครูก็ไม่อยู่ในสายตานั้นไม่ได้ ครูตั้งอกตั้งใจสอนหนังสืออยู่บนแท่นแต่หลานทำเื่ของตัวเองอยู่ที่โต๊ะ ไม่ตั้งใจเรียน นี่คือการไม่เคารพคุณครูไม่เห็นครูอยู่ในสายตา”
“ในใจของหนูเคารพคุณครูมากค่ะ”ฉวี่หลิงรู้สึกว่าตัวเองให้ความเคารพครูบาอาจารย์ ทว่าวันนี้เธอเองก็มีความผิดจริง“วันนี้หนูทำไม่ถูกก็จริง แต่หนูรู้สึกว่าวิชาของชั้นประถมหนึ่งง่ายเกินไปสำหรับหนูดังนั้นหนูถึงได้เหม่อลอย”
“หลานบอกว่าวิชาของชั้นประถมหนึ่งง่ายเกินไปสำหรับหลานหรือ”
ความน้อยเนื้อต่ำใจเสียดแทงเข้าไปในใจของหวังย่าหลินทว่าก็รู้สึกภาคภูมิใจเล็กน้อยในฐานะที่เป็ครู จิตใจที่ย้อนแย้งเช่นนี้ ทำให้เขากลายเป็คนที่โอนอ่อนง่ายแต่ก็ยังมีความดื้อดึงอยู่บ้าง ทั้งยังมีนิสัยโลเล เขาไม่กล้าตอบโต้เฝิ่งเย่ว์ภรรยาของเขาที่หาเงินได้มากกว่าเขาแม้สักคำแต่สามารถข่มฉวี่หลิงได้แทน
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่https://www.readawrite.com/a/a46536d46fa0b5329d985f5a4109f950
[1] สัทอักษรที่ใช้ในภาษาจีน