บทที่ 6
จวี๋ฮุ่ยหนีไปไหน!
กิจวัตรในแต่ละวันของจวี๋ฮุ่ยก็ไม่มีอะไรมากมายนัก ยามเช้าตื่นมารดน้ำผักที่แปลงข้างบ้านโดยมีเด็กๆ ช่วยเหลือบ้าง ยามสายหน่อยเอานำเสื้อผ้าสกปรกของเหล่าเด็กๆ มาซักล้างทำความสะอาด แน่นอนว่าการทำความสะอาดนี้จวี๋ฮุ่ยจุ่มเสื้อสกปรกลงน้ำหนหนึ่ง พอดึงผ้าขึ้นมาก็สะอาดเอี่ยมอ่องเหมือนใหม่ ใช้พลังเวทเล็กๆ น้อยๆ เพื่อไม่ให้ตนเองเหน็ดเหนื่อยเกินไปนัก
เื่เหล่านี้จึงไม่ทำให้จวี๋ฮุ่ยหนักใจ แต่เื่ที่กำลังรบกวนจิตใจนางในเวลานี้ไม่ใช่เื่ของโจวอี้น้อย แต่เป็เื่ของเด็กในกลุ่มดาวเหม่าซิ่วสองคนที่นางยังไม่พบ
แม้แต่ขุนพลอสนีโจวอี้การเผชิญด่านเคราะห์หนนี้ยังกลายเป็เด็กอัปมงคล เด็กน้อยทั้งสี่เป็ขอทานเร่ร่อน นางกลัวว่าเ้าเด็กสองคนจะลำบาก...
ดังนั้นเมื่อเื่ลงหลักปักฐานลงตัวดีแล้วจวี๋ฮุ่ยจึงคิดออกไปตามหาเ้าลูกเจี๊ยบทั้งสองที่กำลังหลงทาง เมื่อตะวันเริ่มส่องแสงจวี๋ฮุ่ยจึงตื่นเร็วขึ้นกว่าปกติ
เหล่าเด็กๆ นอนรวมกันกับจวี๋ฮุ่ย ด้านซ้ายสุดที่ติดกับผนังบ้านเป็ที่ของซานซานและเสียวเสี่ยว ส่วนฝั่งขวาจะเป็ของโจวอี้ เอ้อร์เกอและต้าเกอ
เมื่อจวี๋ฮุ่ยขยับตัวผู้ที่รับรู้ได้ก่อนผู้ใดไม่ใช่เสียวเสี่ยวที่เป็ทารกที่ไวต่อการเปลี่ยนแปลงทว่าเป็โจวอี้
“จวี๋ฮุ่ย...”
จวี๋ฮุ่ยไม่ทันได้ลุกยืนชายเสื้อก็ถูกดึง เห็นโจวอี้กำลังขยี้ตางัวเงียก็กดเสียงเบา “ข้าจะออกไปข้างนอกครู่เดียว เ้านอนต่อเถอะ”
“จวี๋ฮุ่ยจะไปไหน”
โจวอี้ยังคงไม่ปล่อยชายเสื้อจวี๋ฮุ่ย ถามเสียงอู้อี้ จวี๋ฮุ่ยถอนใจมองโจวอี้ที่กำลังมองมาก็ไม่อยากพูดเสียงดังจนเด็กๆ ที่เหลือตื่นขึ้น ตัดสินใจอุ้มโจวอี้น้อยแล้วลุกขึ้น เดินออกไปด้านนอก
โจวอี้อายุหกขวบแล้วแต่ยังผอมแห้ง ไม่อวบอ้วนขาวๆ ไม่เพียงโจวอี้แต่เด็กทั้งหมดในบ้านก็ต่างผอมเช่นกัน แขนขาลีบเล็กไม่ต่างจากขาไก่ ดูแล้วหลังจากเก็บเหล่าลูกเจี๊ยบครบนางต้องเร่งบำรุงพวกเขาแล้ว
“ข้าจะขึ้นเขาไปเก็บใบไผ่กะว่าจะนำมาห่อบ๊ะจ่างให้พวกเ้ากิน”
“ทำไมต้องไปเวลานี้หรือ”
“ทำไมกลัวข้าจะหนีไปหรือ” คำถามนี้ของโจวอี้ทำให้จวี๋ฮุ่ยอดคิดไม่ได้ ทั้งๆ ที่นางมอบพลังเซียนที่กักไว้ในจี้หยกกว่าเจ็ดส่วนให้เขารักษาแต่โจวอี้น้อยก็ยังหวาดกลัวอยู่ร่ำไป!
“ไม่ได้กลัวจวี๋ฮุ่ยหนีไป แต่กลัวว่าเวลานี้หากขึ้นเขาไปแล้วเจองู จวี๋ฮุ่ยจะทำอย่างไร”
จวี๋ฮุ่ยได้ยินคำว่างูก็ขนลุกพองขึ้นมาแม้รู้สึกหวั่นใจแต่งูตัวเล็กๆ ในภพมนุษย์ย่อมไม่เกินความสามารถของนาง ยอบกายลงเข้าใจเจตนาของโจวอี้น้อยที่เป็กังวลจึงปลอบใจเขา
“ไม่ใช่ว่าพวกเรากราบไหว้ขุนพลอสนีอยู่หรือ มีเขาคุ้มครอง ย่อมไม่มีอันตรายใดกล้ำกราย” จวี๋ฮุ่ยยิ้มแย้ม ชี้นิ้วไปยังกลางโถงที่แขวนรูปขุนพลอสนีเอาไว้
โจวอี้นึกถึงรูปไก่เขี่ยกลางโถงใบหน้าก็ฉายความไม่พอใจเล็กน้อย ก้มหน้าลงจับชายเสื้อนางร้องเสียงเบา
“ข้าไปด้วย”
“หากเ้าตามข้าไปแล้วถูกงูกัดขึ้นมาจะทำอย่างไร” จวี๋ฮุ่ยเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ย้อนถามเขาอย่างจนใจ
“มีขุนพลอสนีอยู่ งูไม่กัดข้าหรอก”
เดิมทีจวี๋ฮุ่ยคิดว่าเขาคงหวาดกลัวแต่คำตอบของเขากลับเป็การย้อนคำของนาง พริบตานั้นจวี๋ฮุ่ยบื้อใบ้มองโจวอี้ดัง้าค้นหาว่าแท้จริงแล้วเขากำลังยียวนนางอยู่หรือไม่ แต่มองไปมองมาแววตาของเขาก็ยังใสซื่อเช่นเคย จวี๋ฮุ่ยกุมหัว จนใจกับการติดหนึบของเขามากเหลือเกิน ขบคิดอยู่พักใหญ่ถึงพูดขึ้นมาได้
“หากผู้อื่นตื่นมาแล้วไม่เจอทั้งข้าและเ้า ไม่คิดว่าพวกเขาจะตื่นตระหนกใจนขวัญบินหายหรือ”
โจวอี้ไม่สนใจว่าผู้อื่นจะเป็อย่างไรแต่หลังจากนึกถึงคำว่าใจกว้างที่นางเคยพูด เหลือบตามองสีของท้องฟ้าที่สว่างขึ้นกว่าเดิม ท้ายแล้วโจวอี้จึงผงกหัวลง
“เด็กดี”
จวี๋ฮุ่ยลูบหัวพลางชมเชยด้วยรอยยิ้มกว้าง มองเขาที่ไม่คิดตามมาอีกก็หยิบเอาตะกร้าและมีดเล่มเล็กเดินออกจากบ้านไปยังป่าไผ่
หลังจากดวงตะวันโผล่ขึ้นจากเส้นขอบฟ้า แสงตะวันยามอรุณรุ่งสาดส่อง จวี๋ฮุ่ยกลับบ้านมาพร้อมกับใบไผ่หลายปึก ตัวนางเดินยังไม่ถึงบ้านก็เห็นเงาร่างเล็กๆ ห้าร่างเกาะขอบรั้วชะเง้อคอมอง
“จวี๋ฮุ่ย!”
เสียงร้องเรียกนี้ทำให้จวี๋ฮุ่ยอ่อนใจมากเหลือเกิน มองเด็กๆ ทั้งห้าที่วิ่งเข้ามาหานางก่อนจะถึงบ้าน นางออกจากบ้านในยามที่ตะวันยังไม่ส่องดี จนยามนี้ตะวันโผล่พ้นเส้นขอบฟ้าแต่ก็ยังเร็วไปที่พวกเขาจะตื่นนอน
“ออกมาทำไมกันหือ ทำไมไม่ไปนอนกัน”
จวี๋ฮุ่ยเดินเข้าบ้านโดยมีเด็กๆ ล้อมหน้าล้อมหลัง พัวพันไม่ต่างจากลูกสุนัขจนนางกลัวว่าจะเผลอเหยียบพวกเขาเข้าจริงๆ
“พวกเขานึกว่าพี่สาวจวี๋ฮุ่ยจะหนีไป ทิ้งพวกเราไว้!” ซานซานพูดขึงขัง ชี้นิ้วเล็กๆ ไปยังต้าเกอและเอ้อร์เกอ
“มะ ไม่ใช่สักหน่อย!” ต้าเกอที่ถูกล่วงรู้ความในใจก็รีบปฏิเสธเสียงแข็ง ส่วนเอ้อร์เกอนั้นบิดตัวเขินอาย...
“แล้วเ้าไม่กลัวข้าหนีไปรึ” จวี๋ฮุ่ยก้มหน้าถามซานซาน วางตะกร้าลงบนแคร่หน้าบ้าน เตรียมแช่ใบไผ่ให้นิ่มลงพอที่จะใช้ห่อบ๊ะจ่าง
“ไม่กลัว!”
“ทำไมเล่า”
“เพราะว่าพี่สาวจวี๋ฮุ่ยเป็คนดี!”
จวี๋ฮุ่ยได้ยินพลันหลุดขำ มองเด็กๆ ทั้งห้าแล้วถามไถ่
“ตื่นเช้าเช่นนี้คงหิวแล้วกระมัง เมื่อวานมีถั่วแดงเหลืออยู่ มื้อเช้าวันนี้กินโจ๊กถั่วแดงกันดีหรือไม่”
“ดี!”
จวี๋ฮุ่ยได้ยินแล้วจึงเข้าไปต้มโจ๊กถั่วแดงให้เด็กๆ กินเป็มื้อเช้า หลังจาก่เช้าผ่านพ้นจวี๋ฮุ่ยจึงลงมือทำบ๊ะจ่างอย่างแข็งขัน
จวี๋ฮุ่ยห่อบ๊ะจ่างไว้เยอะมาก เยอะจนเด็กๆ ทั้งห้าที่รุมล้อมสงสัย
“พี่สาวจวี๋ฮุ่ยทำไมถึงได้ทำเยอะนักเล่า” ซานซานร้องถาม
“เอาไว้ให้พวกเ้ากินกันตอนข้าไม่อยู่”
จวี๋ฮุ่ยตอบเรียบๆ บ๊ะจ่างเก็บไว้ได้นานและกินได้หลายวัน พวกเขายังเด็กการทำอาหารกินเองย่อมเป็ไปไม่ได้ แต่หากแกะบ๊ะจ่างกินเองพวกเขาสามารถทำได้แน่นอน
“จวี๋ฮุ่ยจะไปไหนหรือ” หนนี้เป็เอ้อร์เกอถาม ดวงตาเบิกกว้างด้วยความใ สีหน้าซีดเผือดไปขั้นหนึ่ง
“ไปทำธุระด้านนอกสักสองสามวัน”
หลังจากนางพูดคำนี้ออกไปรอบด้านก็เงียบกริบ แม้แต่เสียงหายใจก็ยังแ่เบา หากเข็มสักเล่มตกก็ได้ยินกันจนทั่ว
“แต่ข้าไม่หนีไปไหนหรอก ก่อนกลับมาข้าฝากพวกเ้าไว้กับน้าฉิวที่อยู่บ้านใกล้เราที่สุดไว้แล้ว ทั้งบ๊ะจ่างนี่ก็กินได้หลายวัน พวกเ้าก็ทนกินไปก่อนเถิดไว้กลับมาข้าจะซื้อเนื้อมาฝาก”
“ข้า...ข้าไปด้วยได้หรือไม่”
โจวอี้เวลานี้ใกว่าผู้ใด ใบหน้าของเขาซีดลงราวกระดาษราวกับิญญาบินหายออกไปกว่าครึ่ง แววตาคล้ายเห็นท้องฟ้าถล่มลงมาตรงหน้า คว้าจับแขนเสื้อของจวี๋ฮุ่ยเอาไว้แน่น
“เ้าจะไปลำบากกับข้าทำไมเล่า” จวี๋ฮุ่ยแววตาอ่อนลง รู้ว่าด่านที่ยากที่สุดย่อมเป็โจวอี้น้อยแล้ว
“ข้าไม่กลัวลำบาก!”
โจวอี้พูดเสียงดัง น้ำเสียงหนักแน่นสีหน้าขึงขัง แต่เห็นแววตาของจวี๋ฮุ่ยแม้จะมองมาอย่างอ่อนโยนแต่ลึกๆ ในใจเขากลับรู้ดีว่านางไม่ใจอ่อนแน่
โจวอี้เม้มปากแน่น ใบหน้าเล็กๆ เจือด้วยความเศร้าหมองและอึดอัดใจ สุดท้ายก็ปล่อยแขนเสื้อของนางะโลงจากแคร่วิ่งหุนหันเข้าบ้านไป
จวี๋ฮุ่ยเห็นโจวอี้น้อยกำลังแง่งอนก็ลอบระบายลมหายใจยาว มองเด็กๆ ทั้งสี่ที่ไม่มีท่าทางจะร้องไห้ก็แสนจะโล่งใจ
“ข้าไปดูโจวอี้สักเดี๋ยว พวกเ้าไม่ต้องตามมา”