ตอนที่2: ต้องตามไปให้ทัน
“ประสาท ! ”
เจียงไห่โปใจนเกือบจะะโเหยงเพราะเสียงคำรามของเจียงเสี่ยวไป๋และเมื่อเห็นว่าเขาร้องลั่นแล้วก็วิ่งออกไปเหมือนคนบ้าก็อดสบถด่าไม่ได้
ทว่าวันนี้ด่าไอ้สารเลวนั่นไม่ยักจะเห็นเขาต่อปากต่อคำเหมือนทุกที
สิ่งนี้ทำให้เจียงไห่โปรู้สึกสงสัยเล็กน้อยเขารู้สึกคล้ายกับว่าเจียงเสี่ยวไป๋ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว
แต่หากให้บอกว่าไม่เหมือนตรงไหนเจียงไห่โปเองก็พูดไม่ถูกเหมือนกัน
เมื่อได้สติกลับมาและพบว่าเจียงเสี่ยวไป๋วิ่งออกไปไกลแล้วเขาก็ถอนหายใจและไม่ได้สนใจอีก ชายวัยกลางคนยกจอบขึ้นมาทำงานของตนเองต่อ
ชาวบ้านทุกคนที่กำลังทำไร่ทำนาอยู่ต่างได้ยินเสียงะโของเจียงเสี่ยวไป๋พวกเขาแอบหันไปมองอย่างเงียบ ๆ และเมื่อเห็นว่าเจียงเสี่ยวไป๋วิ่งตะบึงออกไปราวกับคนบ้าพวกเขาก็พากันคาดเดาไปต่าง ๆ นานา
“ไอ้อันธพาลนั่นไปเบื่ออะไรมาจากไหนอีกน่ะ ? ”
“ใครจะไปรู้กับมันล่ะ ? หรือว่าผีสุราเข้าสิง ? ”
“เฮ้อ……ดูซิเป็ผู้เป็คนดีๆ ไม่ชอบ อยากจะเป็พวกอันธพาลหัวไม้เสียได้”
“ฉันล่ะเสียดายหลินเจียอินเหลือเกินหญิงสาวที่ดีขนาดนั้นยอมหนีมาจากในเมืองเพื่อแต่งงานกับเขา ช่างโชคร้ายเหลือเกิน”
“ชานชานก็ด้วย ทั้งที่เป็วัยกำลังโตแต่กลับต้องมาอดมื้อกินมื้อน่าสงสารเหลือเกิน”
“……”
เจียงเสี่ยวไป๋ไม่ได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของลุงป้าน้าอา
ในเวลานี้เขากำลังเป็ห่วงหลินเจียอินจนใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวอย่าว่าแต่ไม่ได้ยินคำวิพากษ์วิจารณ์พวกนั้นเลย ต่อให้ได้ยินเขาก็ไม่สนใจแล้ว
ตอนนี้สิ่งที่เขาต้องทำคือไล่ตามหลินเจียอินให้ทันห้ามไม่ให้เธอขายเื เพื่อป้องกันไม่ให้โศกนาฏกรรมนั้นเกิดขึ้น
ในหัวของเจียงเสี่ยวไป๋คิดแค่นี้จริงๆ
เขาไม่รู้ว่าตัวเองจะตามทันหรือไม่แต่นี่เป็หนทางเดียวที่เขาสามารถทำได้แล้ว
เจียงเสี่ยวไป๋วิ่งเต็มกำลังไม่นาน เขาก็วิ่งออกจากเส้นทางบนสันเขาแล้วเข้าสู่ถนนลูกรังที่ยังซ่อมไม่เสร็จ
เจียงวานอยู่ภายใต้เขตการปกครองอำเภอชิงซานอยู่ห่างจากตัวอำเภอประมาณ 4-5 ลี้
แต่ไหนแต่ไรมาก็มีถนนลูกรังเล็กๆ เข้าเมืองแค่สายเดียว ตอนนี้กำลังซ่อมถนนลูกรังชาวบ้านหลายหมู่บ้านริมทางช่วยกันระดมทุนมาซ่อมและทุกครัวเรือนจะต้องออกมาช่วยกันซ่อมเช่นกัน
นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่ว่าทำไมเจียงเสี่ยวไป๋ถึงไม่เห็นใครอยู่บ้านเพราะหากไม่ไปทำงานในแปลงนา พวกเขาก็จะมาซ่อมถนนกัน
ถนนลูกรังที่เพิ่งซ่อมไม่มีรถวิ่งผ่านและเนื่องจากลูกรังมีเหลี่ยมและมุมแหลม ทำให้ตำเท้าเวลาวิ่งอีกทั้งยังมีชาวบ้านกำลังซ่อมถนนอยู่ตลอดทาง ทางเรียบจึงน้อยกว่าทางที่มีหินมาก
เจียงเสี่ยวไป๋ยังคงตะบันหน้าวิ่งต่อไปโดยไม่สนใจอะไร
“นั่นมันเจียงเสี่ยวไป๋ไม่ใช่หรือ ? จะวิ่งเร็วอะไรขนาดนั้น ? ”
“คงไม่พ้นไปเล่นไพ่หรือไม่ก็ไปกินเหล้าหรอกคนไม่เอาถ่านอย่างเขาจะมีเื่รีบร้อนอะไรให้ทำกันล่ะ ? ”
“ไม่น่าให้ไอ้เวรนั่นวิ่งผ่านถนนเส้นนี้เลยตอนเราซ่อมถนนกันก็ไม่เห็นมันจะมาช่วยพอถนนใกล้ซ่อมเสร็จแล้วล่ะวิ่งเร็วกว่าใครเลยถ้าเบื่อชีวิตนักก็ล้มให้มันหน้าทิ่มตายไปเลยสิวะ ! ”
“……”
คนที่มาซ่อมถนนในวันนี้ต่างก็รู้จักเจียงเสี่ยวไป๋แต่ชาวบ้านเกือบทุกคนไม่ชอบเขา ทว่าทุกคนรอให้เขาวิ่งผ่านไปแล้วถึงได้ด่าทอเพราะไม่มีใครกล้าพูดต่อหน้าเจียงเสี่ยวไป๋
หากไปทำให้ไอ้เวรนี่โกรธขึ้นมามีหวังซวยแน่
เจียงเสี่ยวไป๋วิ่งไปจนสุดทางและในที่สุดเขาก็วิ่งมาจนถึงเมืองชิงโจว
การวิ่งสุดกำลังตลอดระยะทางกว่า4-5 ลี้นี้เปลืองแรงมากแต่โชคดีที่ร่างกายของเขาแข็งแรง ไม่อย่างนั้นเขาคงได้เหนื่อยตายก่อน
แต่ถึงอย่างนั้นก็ทำเอาเขาหอบหายใจอยู่เหมือนกัน
ทว่าเจียงเสี่ยวไป๋ไม่กล้าหยุดเขายังต้องไล่ตามหลินเจียอินไปให้ทันก่อนที่เธอจะไปถึงธนาคารเืเขาถึงจะสามารถหยุดโศกนาฏกรรมนี้ได้
อำเภอชิงซานตั้งอยู่เขตชานเมืองชิงโจวหากจะเข้าเมืองต้องนั่งรถไปประมาณ 15-16 ลี้มีรถโดยสารประจำทางไปยังสถานีขนส่งผู้โดยสารชิงโจว เพียงแต่รอบวิ่งมีน้อย มีแค่รอบ6.00 น. และรอบ17.00 น. เท่านั้น
ดูจากตอนนี้น่าจะประมาณ8.00 - 9.00 น. แล้วไม่มีรอบรถวิ่งในตอนนี้
“เจียอินไม่น่าจะนั่งรถเที่ยวเช้าเข้าเมืองเธอน่าจะเดินเท้าไป”
เจียงเสี่ยวไป๋คิดขณะวิ่ง
เพราะถึงอย่างไรค่ารถโดยสารเข้าเมืองชิงโจวก็ตั้ง5 หยวน
ไม่ต้องพูดถึงเื่ที่หลินเจียอินไม่มีเงินติดตัวเพราะต่อให้เธอมี เธอก็คงเสียดายไม่กล้าใช้มัน
คนในยุคสมัยนี้ลำบากยากแค้นมากคนที่เสียดายเงินค่ารถโดยสารไม่ได้มีแค่หลินเจียอินเท่านั้นชาวบ้านส่วนใหญ่ต่างลังเลที่จะจ่ายเงินจำนวนนี้เป็ค่าโดยสารเข้าเมืองพวกเขายอมที่จะเดินเท้าเข้าเมือง
ในปี1983 คนงานในเมืองชิงโจวได้ค่าแรงเพียงเดือนละ20 หยวนรายได้ของเกษตรกรรอบนอกยิ่งได้น้อยลงไปอีก แต่ละเดือนหาเงินได้ 5-6 หยวนก็ถือว่ายอดเยี่ยมแล้ว
อีกอย่างคนในยุคสมัยนี้ส่วนใหญ่ยังขาดแคลนอาหารและเสื้อผ้าเงิน 5 หยวนสามารถซื้อเนื้อได้เป็ครึ่งชั่ง
สำหรับเกษตรกรแล้วระยะทาง 10-20 ลี้ไม่ถือว่าไกล ใช้เวลาเดินเท้าสัก 3-4 ชั่วโมงก็ถึงแล้วประหยัดเงิน 5 หยวนเอาไว้กินเนื้อไม่ดีกว่าหรือ ?
นึกถึงเหตุผลนี้เจียงเสี่ยวไป๋ก็รู้สึกโชคดีอยู่ลึก ๆ
“โชคดีที่การจราจรในยุคสมัยนี้ไม่ได้ดีนักไม่อย่างนั้นถ้าเจียอินนั่งรถเข้าเมืองขึ้นมา เราก็คงตามไม่ทัน”
เจียงเสี่ยวไป๋กำลังมองหารถแต่ตอนนี้แม้ว่าจะมีถนน แต่ก็มีรถวิ่งผ่านไปมาน้อยมาก เขาวิ่งไปตามถนนในตลาดทว่าก็ยังไม่เห็นรถสักคัน
ถ้ามีรถคันไหนผ่านมาไม่ว่าจะเป็รถอะไร เขาจะต้องขอ “ยืม” ก่อนแน่นอน
ตอนนี้มันคือเื่เร่งด่วนขอเพียงแค่เขาตามหลินเจียอินทัน ต่อให้เขาต้องทำผิดกฎหมาย เขาก็ยอม
เจียงเสี่ยวไป๋สูดลมหายใจและวิ่งต่อไปบนถนน
วันนี้ไม่ใช่วันเปิดตลาดจึงไม่มีใครมาจ่ายตลาด แต่มีชาวเมืองหลายคนกำลังเดินเล่นและคุยกันอยู่บนถนน
“กริ๊ง กริ๊ง……”
ด้านหน้ามีเสียงกริ่งจักรยานดังขึ้นเป็ชุดสาวสวยวัยยี่สิบต้น ๆ คนหนึ่งกำลังขี่จักรยานล้อใหญ่ผ่านมา
รถจักรยานขี่ช้าบิดไปบิดมาอยู่ด้านหน้า
มีชาวบ้านสองคนที่เดินอยู่บนถนนเห็นจักรยานคันนี้ก็รีบแหวกทางให้เพราะกลัวจะถูกชนเข้า
ในปี1983 รถจักรยานถือว่าหายากในพื้นที่ชนบทมีคนไม่มากนักที่สามารถหาซื้อได้
ดูจากรูปร่างหน้าตาและทักษะขี่จักรยานที่ไม่ได้เื่ของผู้หญิงคนนี้ดูท่าว่าเธอเพิ่งจะซื้อมาและอยากจะขี่โชว์ จะได้ถือโอกาสฝึกขี่จักรยานไปด้วย
เจียงเสี่ยวไป๋กลับตาเป็ประกาย
หากได้ปั่นจักรยานเข้าเมืองมันย่อมต้องเร็วกว่าวิ่งเข้าเมืองจริงไหม ?
“คนสวย ขอยืมจักรยานหน่อยสิ”
เจียงเสี่ยวไป๋วิ่งตรงไปหาหญิงสาวที่ขี่จักรยานเขากางแขนขวางทางเธอไว้เหมือนอันธพาลที่ดักปล้นตามถนน
“อ๊า……”
ผู้หญิงคนนี้ขี่จักรยานไม่เก่งอยู่แล้วและจู่ ๆ เจียงเสี่ยวไป๋ก็วิ่งมาขวางทางเธอแบบนี้อีก เธอร้องกรี๊ดแล้วรีบบีบเบรก ก่อนจะกระโจนลงจากรถ
แม้ว่าเธอจะขี่ช้ามากแต่หลังจากะโลงมา เธอเซถลาก้าวไปข้างหน้าสองสามก้าวถึงยืนได้อย่างมั่นคงล้อหน้าของจักรยานเกือบชนน่องของเจียงเสี่ยวไป๋
“นี่นายทำอะไรของนายเนี่ย ? ”
“อยากตายหรือไง”
หญิงสาวหัวเสียมากเธอะโใส่เขาด้วยความโมโห
“คนสวย อย่าโมโหเลยนะ”
“พอดีมีเื่ด่วนน่ะผมจำเป็ต้องยืมจักรยานของคุณสักพัก เดี๋ยวตอนเย็นๆ ผมจะเอามาคืนที่นี่นะ”
สีหน้าของเจียงเสี่ยวไป๋ดูเป็กังวลมากแม้ปากของเขาจะสุภาพ แต่เขากลับคว้าจักรยานของหญิงสาวมาแม้ว่าเธอจะไม่ยอมก็ตามเขาแย่งจักรยานมาแล้วนั่งคร่อมพร้อมกับออกแรงปั่นไปสุดชีวิต
เพียงชั่วพริบตาเขาก็ปั่นจักรยานออกไปอย่างรวดเร็ว
ก่อนที่หญิงสาวจะได้สติเธอก็เห็นเจียงเสี่ยวไป๋ปั่นจักรยานไปไกลลิบแล้ว
นี่คือการยืมอย่างนั้นหรือ?
มีใครเขายืมของคนอื่นแบบนี้บ้าง ?
หญิงสาวและคนผ่านทางอีกสองคนต่างพากันตกตะลึงตาค้าง
“โจรปล้น ! ……”
ผ่านไปครู่หนึ่งหญิงสาวเพิ่งได้สติกลับมาก็ส่งเสียงกรี๊ดลั่น