บทที่ 1
เมืองซ้อนเมือง
ยามแสงสีแดงย้อมผู้คนที่อยู่ในห้องนั้น --- เมื่อนั้นเองเราจึงได้รู้ว่าใคร ๆ ก็เหมือนกันทั้งหมด
ในโลกที่พวกเรานั่งอยู่ ล้อมรอบบนที่นั่งโซฟากระจัดกระจาย บนเวทีทรงกลมด้านหน้าคือการแสดงที่เรียกความตื่นเต้นให้กับชายหญิงทุกคน --- ผู้มต่างจับจ้องสนใจหญิงสาวในชุดหนังรัดรูป เงาของหนังวาววับยามต้องแสงสีแดงชาด และเมื่อเปลี่ยนแสงไปเป็สีอื่น...น้ำเงิน, เขียว, ฟ้า, ขาว, ส้ม, แดง และอีกครั้ง ที่เธอยังดูสูงส่ง ด้วยสายตาและท่าทางที่ไม่ว่าใครต้องยอมจำนน และด้วยอำนาจกับแส้ในมือเธอก็ทำให้ชายที่เปลือยท่อนบนสยบแทบเท้าโดยง่าย ชายคนนั้นถูกมัดด้วยเชือกเงื่อนยามั้แ่ฐานคอจนไปถึงเอว มือไพล่หลัง คุกเข่าใบหน้าราบไปบนพื้นยอมให้หญิงสาวกดส้นรองเท้าที่เล็กกว่าปลายจมูกเขาบนศีรษะ ก่อนจะรับการ ‘ลงโทษ’ โดยดุษฎี
แม้ความรุนแรงตรงหน้าจะปรากฏอยู่ต่อสาธารณะ ทว่านั่นคือความยินยอมของทั้งสองฝ่าย และโชว์นี้ก็เปรียบได้เพียงแค่จานเรียกน้ำย่อยเท่านั้น --- สำหรับคลับที่เปิดโอกาสให้คุณได้แสดงธาตุแท้และความรุนแรงตาม้าภายใต้กฎแล้ว แม้จะถูกย้อมไปด้วยสีแดงฉาน แต่นั่นก็คือ์ชั้นดีเลยทีเดียว และมากพอที่จะเรียกให้นฤบดินทร์ซึ่งหันหลังให้บาร์ชงเครื่องดื่มไปดูการแสดง ณ อีกฟากของคลับตื่นตะลึงจนใบหน้าร้อนผ่าว
เขามองดูการแสดงนั้นผ่านไปจนกระทั่งทุกอย่างจบลงตามกำหนด เมื่อแสงไฟสีขาวกระพริบตัดฉับ เผยให้เห็นหญิงสาวในชุดหนังและแส้กับชายหนุ่มเปลี่ยนอิริยาบถ มีเจาหน้าที่สองคนเดินไปหาฝ่ายชายแล้วแก้มัด ก่อนที่แสงไฟจะตัดสลับเป็จังหวะพร้อมเพรียงกับดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ยุคใหม่อีกครั้ง เป็สัญญาณว่าความสนุกกำลังจะเริ่มขึ้นต่อจากนี้
“จะว่าไป…” บาร์เทนเดอร์หนุ่มหน้าตาหล่อเหลาเอาการ ซึ่งวางแก้วใบสุดท้ายที่เช็ดบนเคาน์เตอร์หันมาคุยกับลูกค้าประจำของคลับ “หลายวันมาแล้วนะครับที่พี่ไม่มาคลับเนี่ย”
หนุ่มวัยสามสิบร่างสูงโปร่งผมยาวหน้าม้าปกหน้ายิ้มให้บาง ๆ พูดด้วยน้ำเสียงทุ้มเข้ม “ก็แหม...่นี้งานนู้นงานนี้ยุ่งไปหมดนี่นะ…พี่ก็เพิ่งจะว่างหรอกถึงมาได้”
เสียงของหญิงคนหนึ่งดังขึ้น “ว่าไงคะ?” --- เธอในชุดเสื้อเดรสหนังสีดำแนบเนื้อ ปลอกแขนยาวั้แ่ครึ่งปลายแขนถึงข้อมือ ดวงหน้านั้นดูลึกลับยามมีหน้ากากแบบปิดตารูปกระต่ายปกป้องตัวตนเธอไว้ ทว่าดวงตาสีฟ้าครามราวทะเลสว่างวาบท่ามกลางห้องสลัว อีกทั้งผมยาวตรงและรอยยิ้มที่ดูจะเชื้อเชิญทุกคนที่สนใจเข้าหาเธอ หญิงสาวร่างผอมเพรียวนั่งลงบนเก้าอี้ข้างนฤบดินทร์ก่อนจะกระซิบถามเบา ๆ ว่า
“วันนี้อยากมาสนุกด้วยกันมั้ย?”
นฤบดินทร์ยิ้ม ทักทายเธออย่างเป็กันเอง ราวว่าไม่สนใจสายตาเชื้อเชิญของสาวเ้า “ดีเหมือนกัน”
“เหรอ นานแค่ไหนล่ะ?” จันทรประภา สาวเ้าที่หมุนเบาะเก้าอี้หันตรงมาหาเขาแล้วยกเท้ามาสะกิดขาอีกฝ่าย ส่งสายตาเย้ายวนพร้อมข้อเสนอ “อยากทำอะไรบ้างล่ะ”
นฤบดินทร์มองเธอแล้วจึงลุกขึ้น “จะเริ่มเลยมั้ยครับ?” เขายกแก้วดื่มเป็ครั้งสุดท้าย วางไว้ก่อนจะจับจ้องหญิงสาวลึกลงไป...เธอดูจะพึงพอใจกับอีกฝ่ายพอสมควรจึงหัวเราะออกมา มือเรียวบางทาเล็บสีแดงชาดแตะบนแก้วขวาของเขา
“ท่าทางจะไม่ต้องทดสอบอะไรแล้วสินะเนี่ย”
นฤบดินทร์พยักหน้า “ตามที่นายหญิงว่ามาเลยครับ ผมพร้อมรับทุกอย่าง”
เธอมองดูศุภกริต บาร์เทนเดอร์หนุ่มซึ่งทำงานอยู่ที่นี่มานานก่อนจะยิ้มให้ “งั้นพี่ไปก่อนนะ”
“ครับ ขอให้สนุกนะ”
และแล้วนฤบดินทร์ ลูกค้าประจำก็ลุกเดินตาม ‘นายหญิง’ ลงไปยังชั้นใต้ดิน ท่ามกลางเสียงโห่ร้องของชายหน่มและหญิงสาวคนอื่น ๆ ผ่านพนักงานสองสามคนที่เดินขึ้นมาจากห้องใต้ดิน บ้างก็มาคนเดียว บ้างก็กลับมาพร้อมกับลูกค้า --- และเมื่อเท้าข้างแรกแตะบันไดทางไปชั้นใต้ดิน นั่นเองที่โลกอันแสนหฤหรรษ์ก็เริ่มต้นแต่งแต้มบทกวีด้วยความวุ่นวาย
คลับแห่งนี้ตั้งอยู่ในเขตห่างไกลจากย่านการค้า ปะปนไปกับคลับและผับบาร์หลายแห่งในอาณาบริเวณใกล้เคียงกัน --- สำหรับผู้ที่สนใจในเื่การพันธนาการ, การปกครองและการอยู่ภายใต้การปกครอง, รวมทั้งผู้ที่แสวงหากิจกรรมทางเพศในรูปแบบใหม่ ๆ ก็นับได้ว่าคลับที่ถูกย้อมไปด้วยแสงสีแดงแห่งนี้ก็เป็อีกตัวเลือกหนึ่ง
ขณะที่นฤบดินทร์ ชายวัยสามสิบยอมรับให้หญิงสาวเตรียมการโดยการดึงสายรัดขึงพาดข้อมือข้อเท้าไว้บนเตียง ในห้องซึ่งมืดสลัว แสงไฟสีขาวเพียงดวงเดียวฉายกลางร่างสูงโปร่งของเขา ในค่ำคืนนี้ก็เหมือนกับคืนก่อน ๆ ที่เขาเคยมาใช้บริการในคลับ --- การเล่นหรือ ‘เพลย์’ คือกิจกรรมอีกประการที่เขาใช้เพื่อตอบสนองความ้าลึก ๆ ของตัวเอง...ในฐานะที่เป็ชายคนหนึ่งซึ่ง้าให้สาวสวยบดขยี้เขาและทรมานด้วยแส้ที่ลากไปบนหน้าท้อง ก่อนที่จันทรปภาที่ยังคงทรงเสน่ห์ลึกลับในหน้ากากกระต่ายเริ่มออกแรงฟาดแส้ไปบนเรือนร่างขาวกระจ่างของชายที่ร้องเรียกมัน
ค่ำคืนนั้นยังคงดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ ฝ่ายหญิงคืบคลานเขาจากขึ้นแต่มิได้เกินเลยไปจนถึงมีสัมพันธ์ลึกซ้งกัน ทว่าด้วยความเ็ปและการตึงเค้นอารมณ์ตลอดหนึ่งชั่วโมงก็ทำเอานฤบดินทร์มีอารมณ์ใคร่อันเห็นชัดจากปฏิกิริยาร่างกายและเครื่องเพศซึ่งชูชัน ทว่าด้วยข้อตกลงที่พพวกเขาเล่นเพื่อเสพสมทางอารมณ์เท่านั้นจึงไม่มีการแตะต้องล่วงเกินแต่อย่างใด
หาจะว่ากันตามตรง --- ไม่ใช่ว่าเขาเองไม่มีอารมณ์ทางเพศกับการเล่นดังกล่าว เพียงแต่ด้วยอะไรบางอย่างเขาจึงรู้สึกว่า้าอะไรที่ทำให้เขาเ็ปมากกว่านี้
ก่อนหน้านั้นประมาณห้าที สองคนนั่งอยู่ที่เตียงนอน มองดูสายรัดหนังสีดำติดกับราวบนหัวเตียงกว้างขนาดรองรับได้สองคน ล้อมรอบด้วยราวเหล็กสีเหลี่ยมที่แม้ไม่น่าพิสมัย แต่แสงไฟสลัวก็ช่วยให้เขารู้สึกคึกคักได้เช่นกัน นั่งมองจากขอบเตียงไปบนกำแพงก็เห็นอุปกรณ์นานาชนิดแขวนและพิงไว้อยู่ ไม่ว่าจะเป้นแส้ขนาดต่าง ๆ สายรัดเสริมอื่นใดที่นอกเหนือจากนั้น ไม้กากบาท ณ อีกสุดมุมตรงนั้นเขาจำได้ว่าเคยเล่นตรงนั้นแล้ว และนั่นเองก็เป็จุดแรที่เขาถูกขึงพาดรอรับการลงโทษเช่นกัน
จันทรปภายื่นเสื้อเชิ้ตของเขามาให้ “ขอบใจนะ” รับมาชายหนุ่มก็สวมใส่ตามเดิม แม้จะรู้สึกตื่นเต้นที่รอยฟาดแส้นั้นยังเห็นได้ชัดจนไม่อยากสวมเสื้อผ้าเลยก็ตามเพราะแผ่นหลังก็เต็มไปด้วยรอยแถบแดงเช่นกัน ทว่กา็มิได้สาหัสขนาดเืออกซิบ ๆ แบบครั้งแรกที่เขาเล่นกับศุภกริตแต่อย่างใด
“วันนี้ท่าทางไม่ค่อยสบายเลย” หญิงสาวซึ่งเป็นายหญิงของเธอในคืนนี้เอ่ย “เหนื่อยเหรอกรุง?”
“อืม คิดว่านะ” ตอบพลางยิ้ม ๆ “ที่จริงก็อย่างที่บอก --- พรุ่งนี้ต้องไปเสนองานด้วยเลยไม่อยากให้ใครเห็นน่ะ”
“ก็เข้าใจได้อยู่” เธอเข้าไปทรุดตัวลงข้าง ๆ ก่อนจะแกล้งแตะบนหน้าท้องที่เกิดรอบแดดนูนจากการลงโทษชายหนุ่มเมื่อครู่ นฤบดินทร์สะดุ้งโหยงแล้วเด้งตัวออกมา
“โอ๊ย!”
สาวเ้าหัวเราะ “อะไรกัน แตะนิดแตะหน่อยไม่ได้”
“ก็มันเจ็บนี่…” พยายามบอกปัดไป แต่เห็นสายตาของอีกฝ่ายก็ได้แต่หลบตา
“แต่ตรงนั้นยังไม่ยอมลงนี่”
ว่าพลางจันทรปภากชี้ไปที่กางเกงของลูกค้าประจำ ชายหนุ่มหน้าแดงจนเห็นได้ชัด
“ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว” ว่าพลางก็โน้มหน้าไปใกล้ ดวงตาสีฟ้าจากคอนแทคเลนส์ทำให้เธอดูมีเสน่ห์จากปกติ “เดี๋ยวฉันจะให้รางวัลก็แล้วกันนะ”
“เอ๋?”
“ขอมาสิ ว่าอยากให้ทำอะไร”
เขามองลึกไปยังสายตาของหญิงสาว “ถ้างั้น…”
“แต่ถ้าให้เตะหรือต่อยฉันไม่เอาหรอกนะ”
เธอทำหน้าบูดบึ้งใส่แกมหยอกล้อ ราวว่ารู้ทัน นฤบดินทร์หน้าเสียทันที เขาถอนหายใจออกมาด้วยความอึดอัด --- แม้กิจกรรมดังกล่าวจะผิดแผกจากเส้นทางปกติหรือรุนแรงแค่ไหน; ทว่าคลับนี้มีกฎง่าย ๆ เพียงแค่ ‘ทุกเพลย์จะไม่เลยเถิดไปถึงขั้นรุนแรง’ อย่างมากที่สุดคลับนี้อนุญาตให้เล่นเฆี่ยนตีและใช้เซ็กซ์ทอยได้ ตราบใดที่ไม่หลุดไปจากกรอบดังกล่าวและยังต้องใช้ดันเจี้ยนใต้ดินนั้น
เธอหายใจหนัก ๆ ทีหนึ่งก่อนจะเรียก “หันมาสิ” เมื่อชายผู้นั้นมาเธอจึงจรดริมฝีปากเบา ๆ อย่างแแ่ ทว่านั่นก็สั้นเพียงนิดเดียว ก่อนจะผละออกแล้วจึงอวยพร
“ยังไงพรุ่งนี้ก็ขอให้โชคดีนะ”
ว่าแล้วก็ลุกออกจากที่นอนเมื่อเห็นว่านาฬิกาเรือนใหญ่บนผนังบอกเวลาสามทุ่มสี่สิบนาที --- หมดเวลาแล้ว
ศุภกริตทำหน้าอึ้ง ๆ เมื่อได้ยินชายหนุ่มเหงื่อซ่กกลับมาแล้วขอเครื่องดื่ม เื่ราวหลังจากที่เล่นกิจกรรมนั้นทำให้บาร์เทนเดอร์ซึ่งสนิทกับนฤบดินทร์ออกจะสนใจ
“ปกติพี่ลิสไม่ใช่พวกชอบให้กำลังใจใครหรอกครับ” ส่งเครื่องดื่มในแก้วค็อกเทลก้านสูงไปแล้วจึงพูดยิ้ม ๆ “สงสัยจังเลยว่าเจ๊แกคิดอะไร…”
“ไม่เคยเพลย์กับพี่เขาเหรอ?”
นฤบดินทร์ตาโต เห็นอีกฝ่ายสั่นศีรษะเนือย ๆ
“ไม่หรอกครับ ผมเป็เกย์ ส่วนพี่แกก็สนใจพวกผู้หญิงมากกว่าอีก” ว่าพลางก็ชี้ไปยังหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งน่าจะมายังคลับนี้ครั้งแรก เธอกับกลุ่มเพื่อนสี่คนกำลังนั่งในที่นั่งมุมในสุดกับจันทรปภา ท่าทางสนใจแลกระือรือร้นอยู่เหมือนกัน “ถึงอย่างนั้นก็เถอะนะ อย่างพี่ลิสเขาเป็แพนมากกว่านะผมว่า”
“อย่างนั้นเหรอ?”
อีกฝ่ายพยักหน้า “ถึงจะไม่รู้เื่คนรักแบบเป็ตัวเป้นตนก็เถอะครับ แต่คนที่เพลย์ได้โดยไม่สนใจว่าใครขอมาก็น่าจะเรียกแบบนั้นได้”
“ไม่ใช่ว่าเป็งานหรอกเหรอ…” สีหน้าของลูกค้าประทำดูเสียดายหน่อย ๆ ยามมองเห็น ‘นายหญิง’ เดินหายไปกับหญิงสาวที่ตกลงกันเรียบร้อยแล้ว
“ก็นะครับ…” ศุภกริตยิ้ม เขาหันไปรับรายการของชายหนุ่มสองคนที่มานั่งหน้าเคาน์เตอร์แล้วจึงผสมเครื่องดื่มแล้วจึงนำไปเสิร์ฟให้ กลับมาคุยกับนฤบดินทร์ต่อ “ว่าแต่ท่าทางดูเหนื่อย ๆ นะครับวันนี้”
“ถึงจะขอให้แค่ต่อยท้องยังทำไม่ได้เลยนี่สิ…” ว่าพลางก็ยกแก้วเครื่องดื่มดวดไปอึกใหญ่ ศุภกริตยิ้มบาง ๆ
“ยังไม่ยอมแพ้รึไงครับนั่น?”
“ถึงจะทวิตไปหลายทีแล้วก็เถอะ…”
“ไม่รู้ว่ายังมีอยู่รึเปล่านะครับ -- ที่จริงที่คลับก็เคยมีพี่คนหนึ่งเป็ดอมฯ และก็เล่นเื เล่นรุนแรงอะไรแบบนี้เหมือนกัน”
“เหรอ?”
“ลืมไปว่าพี่เองก็เพิ่งมารู้จักคลับนี้นี่นะ” ชายหนุ่มซึ่งทำงานมาก่อนที่เขาจะรู้จักคลับแห่งการแสวงหาตัวตนอันทะเยอทะยานและนอกเหนือบรรทัดฐานหัวเราะแห้ง ๆ “แต่เมื่อก่อน -- ประมาณหกเจ็ดปีก่อนนี่เขาก็ค่อนข้างดังในทวิตเตอร์พอตัวเลยนะครับ ส่วนมากพวกเกย์หรือไบชายจะรู้จักกันเพราะพี่เขาก็เหมือน ๆ กันนี่แหละ”
วูบหนึ่งในความคิด --- นฤบดินทร์รู้สึกราวว่าอีกฝ่ายกำลังเชื้อเชิญเขาให้ไปแสวงหาโลกใบใหม่ที่เกินจากขอบเขตของคลับก็ว่าได้ ชายหนุ่มตั้งใจฟังโดยไม่ถามอะไร สีหน้าแววตาสังเกตได้จนอีกฝ่ายต้องตัดบทไว้ก่อน
“...แต่พี่คนนั้นหายหน้าไปนานแล้วครับ ขนาดผมลองถามเพื่อน ๆ แกก็ไม่รู้เลยว่าทำไมแกถึงหยุดไป”
“น่าเสียดายจังนะ…” ชายหนุ่มเผยความในใจออกมาโต้ง ๆ “ว่าแต่แกมีแอคเคาท์ของพี่คนนั้นรึเปล่าล่ะ?”
ศุภกริตส่วยหน้าก่อนจะพูดยิ้ม ๆ ทว่าน้ำเสียงแฝงนัยจริงจังมากพอตัว
“ตอนนั้นผมเพิ่มยี่สิบเองพี่ ไม่ได้สนใจทางนี้มากหรอก --- แต่ผมว่าอย่าไปหาเื่ใส่ตัวเลยดีกว่า”
ขับรถกลับจากคลับในตัวเมืองก่อนเวลาปิดสองชั่วโมง นฤบดินทร์รู้สึกอื้ออึงอยู่ในหัวจากฤทธิ์แอลกอฮอล์และความเคลิบเคลิ้มของรสชาติที่เขาเองก็ได้รับไปแล้วจากเกมการทรมานของสาวเ้า ทว่าจนถึงคอนโดมิเนียมเขายังคงนั่งคิดตลอดทางถึงเื่ที่ศุภกริตว่ามา --- แท้จริงเขาเองก็มิได้สนใจในเื่เพศมากนัก ขอแค่อะไรที่เขาพึงพอใจ...ขอแค่อะไรที่ทำให้เขาพอใจได้
ขอแค่อะไรที่ทำให้เขารู้สึกเติมเต็มได้เท่านั้น
แม้จะฟังดูประหลาด --- ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาเริ่มคิดว่าเขาอาจจะ ‘ไม่เป็ไปตามแบบของสังคม’ ก็น่าจะเริ่มมาั้แ่อายุสิบห้าปี, เขายังจำกลิ่นของห้องน้ำชายหลังโรงเรียนที่เหม็นสาบสกปรกได้อยู่ เป็กลิ่นที่ปะปนระหว่างปฏิกูลกับควันบุหรี่ บางทีอาจจะมากกว่ากลิ่นบุหรี่ด้วยเพียงแต่เขาไม่รู้เท่านั้น...ทว่าในวันนั้น เขากับกลุ่มเพื่อนกำลังร่วมรุมสกัมเพื่อนคนหนึ่งในห้องที่ไม่มีอะไรโกระแค้นกันเลยเพียงเพราะเขานั้น ‘ทำร้ายผมก่อน’ --- ซึ่งเป็เื่ธรรมดาสามัญเพียงเพราะในคาบพลศึกษา เขาอัดลุกวอลเลย์บอลโดนหน้าผมจนเืกำเดาไหลเพียงเท่านั้น
ยามเมื่อความเ็ปแล่นปรี๊ดั้แ่ศูนย์กลางใบหน้าลามไปจนถึงสมอง เมื่อเขาล้มลงและรู้สึกว่ามีอะไรอุ่น ๆ ไหลย้อนจากรูจมูกเข้าไปในปาก: เขาไอ, เบี่ยงไปนอนตะแคงก่อนจะชันตัวขึ้นมา เืที่เปรอะเสื้อเชิ้ตโปโลสีขาวกับกางเกงวอร์มสีน้ำเงินกรมท่า เพื่อน ๆ ที่กรีดร้องวุ่นวายพลางก่นด่า เสียงนกหวีดของครูผู้สอนที่เรียกให้ทุกคนออกไป แรงของเพื่อนที่ดึงแขนเขาให้ลุกขึ้น ทุกความสนใจและความงดงามที่เขาเคยได้รับมาตลอดเริ่มถูกทำลายไปนับแต่นั้น…
และเมื่อเริ่มนึกถึงใบหน้าที่ปูดบวม ช้ำม่วงของเพื่อนซึ่งถูกทำร้าย เืกำเดาที่เปรอะไหลบนเสื้อไม่ต่างจากเขาเมื่อตอนบ่าย...และนั่นเองเป็ครั้งแรกที่เขาใช้เื่ที่ทั้งตัวเองและผู้อื่นถูกทำร้ายมาเสริมแรงขณะกำลังช่วยตัวเอง
ความรู้สึกที่ ‘ผิดแผก’ ไปนี้กลายเป็เื่ที่เขาเก็บกั้นมาตลอดจนกระทั่งเมื่อสองปีก่อนที่เขาได้รู้จักคลับ และนั่นเองที่เขาได้ก้าวเข้าไปยังโลกของการลงทัณฑ์ การผูกพันธนาการ ยามเมื่อร่างกายไร้ซึ่งอิสรภาพและต้องยอมจำนนกับคำสั่งของใครก็ตาม สายตาที่มองเขาราวกับเป็เแมลงตัวจ้อยและลดทอนให้เขาตกต่ำจนต้องยอมจำนน กระนั้นเองที่กิจกรรมทางเพศอีกรูปแบบกำลังเป้นยาเสพติดขนานใหม่ และทำให้เขาเริ่มเข้าใจจินตนาการที่เขากักเก็บเมื่อนานมาแล้วมากขึ้น
เดินออกจากลานจอดรถแล้วมุ่งหน้าขึ้นไปยังัชั้นสิบเอ็ดของตึกสูงยี่สิบสองชั้น --- เลี้ยวเข้าห้องยามโถงทางเดินสว่างไสวด้วยแสงไฟผิดกับความสลัวอันฉายทะลุผ่านหน้าต่างกระจกข้างนอก ยามนี้รถรายังคงแล่นอยู่ ท้องฟ้ามืดมัวน่าหวาดหวั่น เขาไขกุญแจเข้าห้องไปก่อนจะจัดการธุระส่วนตัว --- เมื่อเสร็จจากอาบน้ำก็นอนกอดผ้านวมบนเตียงกว้าง สาละวนกับการอ่านข้อความจากห้องสนทนาของพนักงานในบริษัท ซึ่งยังคงเน้นย้ำการนำเสนอแผนงานในวันพรุ่งนี้กับฝ่ายบริหาร สำหรับเขาที่เป็ถึงหัวหน้าจึงมิได่รู้สึกว่าหนักหนาอะไรเพราะทุกอย่างได้เตรียมการไว้หมดแล้ว
เหลือบมองดูรอยแดงที่เริ่มจางลงไปแล้ว คืนนี้ดูเหมืนจันทรปภาออมมือมิให้เป็แผลจนน่ากลัว แม้กระนั้นบนหลังรอยนูนจากแผลเป็ก็ทำให้เขารู้สึกกังวลไม่น้อยแม้จะไม่ใช่เื่สลักสำคัญอันใดก็ตามที...เขาเปลี่ยนมาดูข้อความในหน้าแรกของทวิตเตอร์ พบว่าจันทรปภายังคงโฆษณางานยามค่ำของตนอย่างมุ่งมั่น, เท่าที่เขารู้เธอคนนี้เป็ถึงพนักงานขายเครื่องประดับในโลกจริง และค่อนข้างจะร่ำรวยพอสมควร
ซึ่งเอาจริง ๆ ไม่ว่าเธอจะเป็ใคร สำหรับ ‘โลกใบนั้น’ --- สิ่งที่กำหนดว่าเราคือใครคือบทบาทที่จะเล่นกันเท่านั้น ตามความพึงปรารถนาและความสมัครใจของแต่ละคน
เขากดเข้าไปดูหน้าโปรไฟล์ของบัญชีผู้ใช้ตัวเอง --- โปรไฟล์ของเขาใช้ชื่อเรียบง่ายเพียงว่า ‘Night Tower’, เป็ชื่อที่ไม่เปลี่ยนเลยั้แ่สมัครเข้าใช้งานใหม่ ๆ จำนวนผู้ติดตามเขาไม่มากแต่เขาติดตามคนในวงการ BDSM หลายคน เนื่องด้วยโลกของทวิตเตอร์หรือที่มีศัพท์สแลงเรียกกันว่า ‘แอคเค่อ’ ทำให้เขารู้สึกว่าปลอดภัยกว่าไลน์หรือเฟซบุ๊กที่มีเพื่อนร่วมงานของเขาเป็ส่วนใหญ่ เพราะนอกจากศุภกริตหรือจันทรปภาแล้วก็มิมีใครในโลกแห่งความเป้นจริงที่รู้ว่าเขาใช้บัญชีผู้ใช้ดังกล่าว
--- เขากดเข้าไปดูข้อความที่เขาปักหมุดไว้: ‘อยากนัดครับ เป็ชายแท้ หายนายชาย/หญิง เล่นได้หมด อยากได้คนเล่น edge play เล่นเื ชอบแบบเตะต่อยครับ’ --- ข้อความนั้นเขาอัพโหลดเมื่อสามเดือนก่อน โดยผู้ที่เข้ามาให้ความสนใจโดยมากคือคนแปลกหน้าที่เขาติดตามอยู่ พวกเขาต่างสนใจในกิจกรรมทางเพศแบบเดียวกันทว่าก็มิได้มีใครพูดเป็จริงเป็จรังเื่เล่นเืหรือเล่นความรุนแรงที่มีเขาร้องขอ จันทรปภาเคยขอไว้ครั้งหนึ่งว่าอย่าทำให้มันโจ่งแจ้งแต่ด้วยความหัวรั้นก็ไม่อาจห้ามเขาได้อยู่ดี
ในวันนี้ไม่มีใครส่งข้อความมาบอกว่าสามารถสนองความปรารถนาส่วนลึกนั้นได้ และทุกอย่างก็นิ่งเงียบ...คงมีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศครางหึ่งหั่งกับค่ำคืนซึ่งไหลไม่ย้อนคืนอยู่อย่างนั้น
ทว่าเมื่อนึกถึงความรุนแรงและสีหน้าของนายหญิง...อารมณ์ของเขาก็พาลพุุ่งพล่นจนมิอาจทนได้อีกต่อไป
เช้าวันนี้นฤบดินทร์เข้างานสายกว่าปกติไปสิบห้านาที มาถึงเวลาแปดโมงเกือบสี่สิบนาทีก็พบว่าพนักงานส่วนใหญ่เริ่มมาประจำที่นั่งกับแล้ว แผนกส่งเสริมการขายของบริษัทอันตั้งบนตึกสูงสิบสามชั้นแห่งนี้เป้นห้องทำงานที่กว้างขวางและสว่าง จุดต่าง ๆ มีการตกแต่งอย่างดีเพื่อความผ่อนคลายของพลักงาน โดยพนักงานแต่ละคนจะได้นั่งประจำโต๊ะซึ่งจัดสรรไว้โดยมีคอกกั้นเพื่อความส่วนตัว สำหรับหัวหน้าผู้จัดการแผนกหรือตัวนฤบดินทร์ โต๊ะของเขาจะอยู่กลางห้องโดยมีฉากหลังคือตึกสูงตะหง่านทำให้เขาดูยิ่งใหญ่
เดชวุฒิ พนักงานรุ่นพี่ในตำแหน่งรองผู้จัดการแผนกเห็นเขาแล้วก็รีบปรี่เข้ามาทันทีพร้อมธัมป์ไดรฟ์อันหนึ่ง --- เขาเข้าเื่งานทันทีโดยไม่ทันที่ชายหนัวหน้าจะควักโทรศัพท์ออกมาจากสูทด้วยซ้ำ
“มอร์นิ่งน้องกรุง เอ้านี่ พี่ทำแผนนำเสนอใกับเพาเวอร์พ้อยท์ในนี้ให้แล้ว”
ชายหนุ่มผู้อายุน้อยกว่ารับมายิ้ม ๆ “ขอบคุณครับ” ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งด้วยความโล่งใจ --- เขาเห็นว่าทางขวามือ ณ โต๊ะอีกฝั่งหนึ่งซึ่งห่างไปเพียงสอง่แขน หญิงสาวมัดผมมวยใบหน้าจริงจังวางโทรศัพท์ลงก่อนจะโค้งให้ทีหนึ่งทั้งที่นั่งอยู่ เธอเอ่ยขึ้งด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ
“สวัสดีค่ะ”
“สวัสดีครับคุณปริม” เขาเอ่ยกับเลขานุการสาว
“เอ้อนี่ ว่าแต่,” เดชวุฒิโพล่งขึ้นกลางที่ทำงาน “วันนี้ไม่มีใครต่อโอนะ เราไปดื่มฉลองกัน โอเคมั้ย?”
ทุกคนดูสับสนแต่ก็ตอบรับพร้อมเริ่มเสนอไอเดียร้านอาหารที่จะไปกินกัน --- ราวกับหยั่งรู้ล่วงหน้าแล้วว่าแผนการส่งเสริมการขายของเดือนนี้จะผ่านไปได้ด้วยดี นฤบดินทร์คิดอะไรออกมาได้แต่ก็ไม่กล้าจะถอนหายใจออกมาด้วยซ้ำ จนกระทั่งปริมศิรา, เลขานุการสาวเอ่ยขึ้น ขณะเดินมาตรงหน้าโต๊ะทำงานของชายหนุ่มแล้วพูดกับเดชวุฒิที่อยู่ใกล้ ๆ กัน
“หนูว่าพี่เดชเอาเวลาไปทำงานก่อนดีกว่านะคะ”
พนักงานบางส่วนหลุดหัวเราะเบา ๆ เดชวุฒิหน้าเสียชนวิดเห็นได้ชัด หากตรงหน้ามิใช่นฤบดินทร์ชายรุ่นน้องที่เขาเอ็นดูป่านนี้คงได้มีเื่ตบตีกันไปนานแล้ว
“โธ่ยายปริม...นี่แกจะขัดคอคนอื่นไปเรื่อยเลยเหรอ?”
“ไม่นี่คะ”
เธอปรายตามองแบบไม่ใยดี ก่อนจะขอตัวเข้ามุมพักผ่อนเพื่อกดเครื่องดื่ม
ชายวัยสามสิบหกผู้เป็รุ่นพี่บ่นกับหัวหน้าอายุน้อยอย่างเบื่องหน่าย “นี่กรุง แกดูยายคนไร้มารยาทตรงนั้นสิ หน้าตาก็ดีแต่ปากร้ายฉิบหายเลยแกว่ามั้ย? ไม่ชวนไปด้วยซะเลยดีมั้ยเนี่ย…”
“ใจเย็นดีกว่าพี่ เอาไว้ตอนบ่าย ๆ เดี๋ยวผมหาร้านให้นะ” นฤบดินทร์พยายามเกลี้ยกล่อม --- สถานการณ์ตึงเครียดมาั้แ่เปิดเฟซบุ๊กเสียแล้วด้วยซ้ำ โทรศัพท์อันเสมือนคือโลกอีกใบก็แทบจะปะปนระหว่างความคิดกับความจริงอยู่เนือง ๆ: ทั้งข่าวสารความวุ่นวายของบ้านเมือง ข่าวธุรกิจการทำมาหากิน รวมทั้งโพสต์พูดบ่นถึงการทำงานและพาดพิงถึงเพื่อร่วมงานที่ไม่ชอบหน้าด้วย
หญิงสาวคนหนึ่งซึ่งเป็พนักงานใหม่ของแผนกจู่ ๆ ก็เดินเข้ามาร่วมวงสนทนาของหัวหน้าด้วยคำถามแปลก ๆ
“เอ่อ...พี่เดชคะ” เธอถามผ่านทางรองหัวหน้าทว่าจับจ้องนฤบดินทร์ไม่วางตา “คื...พี่พอรู้มั้ยคะว่าบอสเขา...เคยทำงานด้านบันเทิงมาก่อนรึเปล่า?”
นฤบดินทร์หัวเราะแห้ง ๆ เห็นว่าปริมศิราเดินกลับมาพร้อมแก้วเซรามิกสีเหลืองนวลที่มีชาเขียวหอมกรุ่นแล้วเริ่มทำงานก่อนเวลาเริ่มงานสิบนาที ส่วนเดชวุฒิตอนนี้ทำท่าทางจะดึงแก้วอีกฝ่ายที่เข้ามาถามเื่ไม่เป็เื่
“โถยายลี่...พี่ก็นึกว่าเื่งาน --- นี่แกทำงานมาจะเกือบสองเดือนแล้วเพิ่รู้เหรอว่าบอสแกเคยเป็ดาราดังน่ะ”
“เอ๋?” พนักงานสาวตาลุกวาวด้วยความแปลกใจ “จริงเหรอคะ?”
“แล้วนึกอะไรถึงมาถามเอาป่านนี้ล่ะ? ตอนเข้าค่ายอบรมพนักงานใหม่ก็เคยมีคนไปขอลายเว็นบอสแกให้ควั่ก”
หญิงสาวดวงหน้าธรรมดามิโดดเด่นอธิบายกับเดชวุฒิ “เมื่อคืนหนูเข้าไปดูละครรีรันในแอปฯ น่ะค่ะ...เื่ ‘หัวใจวัยฝัน’, หนูรู้สึกว่าตัวละคร...คนนี้น่ะค่ะ” พลางยื่นโทรศัพท์สวมเคสประดับด้วยเพชรปลอมระยิบระยับให้เดชวุฒิดู “นี่แหละค่ะ...หนูก็ว่าหน้าชาครทำไมคุ้น ๆ”
“ใช่…” นฤบดินทร์ยิ้มอ่อน ๆ “เื่นั้นพ่อเอาพี่ไปฝากไว้ แล้วแคสต์นักแสดงผ่านไงเลยได้แสดงยาวเลย…”
เดชวุฒิหันไปมองเด็กใหม่ซึ่งตะลึงพร้อมกับเปรมปรีดิ์เหลือล้น
“แล้วแกจะเอามั้ย ลายเซ็นน่ะ”
“ไม่ค่ะไม่” เธอว่าก่อนจะกล่าวต่อ “แต่ที่หนูเห็นคือพี่กรุงเล่นละครน้อยนะคะ...ไม่ค่อยคุ้นชื่อเลย ขนาดละครดังแล้วก็เถอะ…”
“แกไปว่าลูกชายผู้กำกับได้ยังไงกัน!” คนที่เดือดดาลแทนกับเป้นรุ่นพี่ของนฤบดินทร์เสียเอง “เขาแสดงเก่งกว่าแกตั้งเยอะ ลองเอาแกไปเล่นละครแทนสิ ฉันจะพังทีวีให้ดู”
พนักงานหญิงทำหน้าบูดบึ้ง “เลือปฏิบัติแถมล่วงละเมิดทางเพศนะคะ!”
“ตรงไหนกัน? นี่พอบริษัทมีกฎปกป้องลูกน้องแกก็เอาให่เลยเหรอยายลี่ --- ”
“ --- ไม่เอาน่าพี่ น้องเขารู้แล้วก็ไม่เห็นเสียหายเลย, เนอะ…” นฤบดินทร์ว่า ก่อนที่เสียงกระดิ่งดังขึ้น เตือนบอกเวลาเก้าโมง --- ได้เวลาทำงานแล้ว ทุกคนที่ยืนจับกลุ่มคุยกันกลับไปประจำโต๊ะทำงานของตนตามปกติ ทิ้งบรรยากาศความบาดหมางตรงหน้าเขากลาย ๆ
เดชวุฒิดูจะไม่ปลื้มใจนักเมื่อเห็นว่าหญิงที่นั่งอยู่ตรงข้ามกันคือปริมศิรา เลขานุการของเ้านายและลูกน้องของเขา --- ร้านอาหารแบบยืนดื่มตกแต่งด้วยสไตล์เรโทร แสงไฟจากหลอดไฟนีออนบนกำแพงสลัวทำจากกระเบื้องเรียบ ๆ ดูแล้วเข้ากันกับอาหารเซ็ตตะวันตกแต่ขัดกับสีของเบียร์สีอำพัน แม้กระนั้นนฤบดินทร์ก็เลือกที่จะดื่มไวน์ไปด้วยเพราะเขาชอบไวน์มากกว่า
ขณะที่เขากำลังรินไวน์แดงให้กับปริมศิราที่อยู่ข้าง ๆ เดชวุฒิก็เริ่มเปิดประเด็นด้วยสีหน้านิ่งเฉย
“ว่าแต่แกเถอะปริม อยู่ ๆ ไปขอไวน์จากกรุงมันมาได้ไงกัน”
เธอไม่ได้ยกดื่มในทันที มองดูชายอีกคนปกป้องเธอบนโต๊ะกลม “เอาน่าพี่เดช น้องเขาก็บอกว่าดื่มเบียร์ไม่ได้นี่” ก่อนจะชะเง้อชะแง้ไปโต๊ะข้าง ๆ แล้วะโบอกอย่างร่าเริง “ใคร่ผมดื่มไวน์หน่อยครับ”
“แกไม่เห็นต้องไปช่วยยายคนไม่มีมารยาทเลย” เดชวุฒิเผาหญิงสาวไม่ไว้หน้า “ดูยายลี่เอาสิ มันดื่มเบียร์ไม่ได้ก็สั่งน้ำอัดลมมา ดีกว่าเธออีกที่ริกินของแพงแบบนั้น”
“ผมว่าพอดีกว่านะพี่เดช” ว่าพลางก็หยิบมันฝรั่งทอดจากจานฟิชแอนด์ชิปส์ที่อยู่ตรงกลางมากิน “วันนี้ทุกคนก็ทำกันสุดความสามารถแล้ว แค่แก้ตามแบบที่ฝ่ายบริหารว่าก็จบแล้ว”
“ก็นึกว่าจะง่ายอยู่หรอก…”
นฤบดินทร์เบี่ยงประเด็น “ว่าแต่พี่เดชเตรียมงานกีฬาบริษัทเป็ไงบ้างครับ”
จู่ ๆ ปริมศิราก็ทักขึ้น “...จะว่าไป พี่กรุงเคยเป็นักว่ายน้ำเก่ามาก่อนใช่มั้ยคะ?”
“ครับ” นฤบดินทร์ตอบ “ตอนนี้ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายแล้ว...จะว่ามันเป็อดีตแล้วได้มั้ยนะ”
“ไม่หรอกน่ากรุง พี่ว่าถ้าแกไปฟิตอีกหน่อยคงดูดีจนสาวกรี๊ดแน่ ๆ”
เดชวุฒิสนับสนุนพลางบุ้ยใบ้ไปที่พนักงานชายคนหนึ่งในชุดสูทบริษัท ผมตัดสั้นสวมแว่นตาหนาเตอะท่าทางเคอะเขินท่ามกลางกลุ่มพนักงานรุ่นราวคราวเดียวกัน
“ดูไอ้หนุ่มคนนั้นแล้วเป็แรงบันดาลใจเอาก็ได้ --- แกน่ะดีกว่าเด็กไม่เอาไหนคนนั้นเยอะ”
“อุตส่าห์เป็หลานชายของพี่แพ็ก ”
ปริมศิราเติมคำตอบให้สมบูรณ์ จงใจให้เดชวุฒิหงุดหงิด...เธอรู้ว่าเด็กหนุ่มท่าทางไม่เอาไหนคนนั้นเป็ญาติของหัวหน้าของอีกแผนกหนึ่งจึงเข้ามาทำงานที่นี่ได้โดยง่าย นฤบดินทร์เห็นว่าดวงหน้าเธอออกจะตึงเครียดอยู่หน่อยหนึ่งจึงตัดบท
“นี่...ผมว่าเราหลงประเด็นกันไปไกลแล้วนะ”
“นั่นสิ” เดชวุฒิว่า ก่อนจะบอกเพียงสั้น ๆ “ตอนที่ไปประชุมเมท่อวานก็คุยเื่นี้เหมือนกัน เห็นว่างานปีนี้ก็ยังใช้ทีมงานเดิมจัดนั่นแหละ”
“จะว่าไปพี่เดชจะลงแข่งวิ่งสามขาอีกมั้ยครับ?” พนักงานชายคนหนึ่งในโต๊ะโพล่งขึ้นมา และด้วยคำถามนั้นเดชวุฒิจึงหันไปทำหน้าดุ ๆ --- เมื่อปีที่แล้วเขา พนักงานอีกคนหนึ่ง กับปริมศิรานั้นเป็ทีมวิ่งสามขา และได้ที่โหล่ ด้วยเหตุนี้ทำให้สีของพวกเขาพ่ายแพ้หมดรูป จึงเป้นเหตุให้สองชายหญิงกลายเป้นไม้เบื่อไม้เมาเรื่อยมา...อาจจะฟังดูไร้เหตุผลแต่นฤบดินทร์ก็เข้าใจว่าในตอนนั้นบริษัทจะให้เงินสนับสนุนกับแผนกหรือสีที่ชนะด้วย เดิมพันนับว่าสูงและจุดชนวนความโกรธเกรี้ยวมากทีเดียว
เดชวุฒิแยกเขี้ยวใส่แต่ก็ถูกหญิงผู้เป็ต้นเหตุยั่วโมโห “ปีนี้จะแข่งกับพี่เดชอีกก็ได้นะคะ” ก่อนจะยกไวน์ขึ้นจิบโดยไม่สนว่าอีกฝ่ายกำลังอาฆาตแค้นเธออยู่
นฤบดินทร์หัวเราะก่อนจะบอกว่า “ถ้างั้นปีนี้ผมเอาด้วยละกันครับ”
“ไม่เอาดีกว่าน่า เดี๋ยวแกได้ฟันหักจริง ๆ แน่”
จะว่าไปเมื่อปีที่แล้ว, นฤบดินทร์เป็ผู้รักษาประตูในการแข่งขันฟุตบอล และด้วยเหตุนั้นทำให้เขาถูกลูกบอลอัดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ว่าจะหน้าท้องหรือศีรษะ แต่เอาเข้าจริง ๆ แม้ขนาดเกือบจะสลบจนต้องหามเข้าห้องพยาบาลทว่าก็ไม่มีใครรู้จุดประสงค์ว่าทำไมอดีตนักว่ายน้ำและนักกีฬาโรงเรียนจึงเลือกไปยืนรอที่หน้าโกลแทนที่จะเป็กองหน้าดังที่หลายคนทาบทามก่อนหน้า
ปริมศิราแสดงความห่วงใยออกมาบ้าง “ครั้งหน้าลองเปลี่ยนไปเล่นกองหลังดีมั้ยคะ?”
“แกอยากจะไปซับเหงื่อประจบเขาอีกล่ะซี” เดชวุฒิยังไม่ลดความมุมานะที่จะขัดคออริของเขา
“เอาจริง ๆ ผมก็อยากเปลี่ยนบ้างนะครับ --- เผื่อแบบวิ่ง ๆ ไปกับพี่เดชแล้วล้มกันคงจะสนุกดี” นฤบดินทร์หัวเราะ ก่อนจะลืมตามาแล้วพบว่าทุกคนมีสีหน้าเคร่งเครียดราวกับเห็นการแข่งขันกีฬาสีประจำปีเป็ศึกตัดสินชะตาเลยทีเดียว
ในกระเป๋ากางเกงสั่นเพราะโทรศัพท์แจ้งเตือนข้อความเข้า ชายหนุ่มผู้จัดการขออนุญาตทุกคนก่อนจะเดินไปหลบที่มุมทางเข้าห้องน้ำซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก กดเปิดข้อความแล้วก็พบว่าเป็การแจ้งเตือนจากทวิตเตอร์ว่ามีคนตอบกลับเขา เมื่อกดเข้าไปดูการแจ้งเตือนโทรศัพท์ก็พาไปยังหน้าทวิตเตอร์ โดยขึ้นเป็ข้อความปักหมุดซึ่งใช้นัดหาคนเล่น BDSM
เลื่อนไปจนถึงล่างสุดก็พบว่าผู้ตอบกลับใช้ชื่อโปรไฟล์ว่า ‘Mr. X’:
‘คิดดีแล้วจริง ๆ เหรอ?’
NOTE:
ต้นฉบับผมใส่ประกอบทุกคำอยู่แล้วน่ะนะแต่คือว่า...บทที่ 1: ศัพท์เฉพาะเต็มไปหมด --- นี่คือข้อห้าม NG ไม่ควรเด็ดขาด...และผมแหกมันไปแล้วนี่สิ --- หัวเราะ
(ที่มา: Wikipedia)
สำหรับใครที่สนใจเพิ่มเติมผมเองก็บอกได้ไม่มากนะครับว่าจะหาอะไรมาอ่านอ้างอิงได้บ้าง และนี่ก็ถือว่ามากพอดูแล้วเหมือนกัน หากมีบทต่อ ๆ ไป (ขอให้มีน่ะนะ) ก็จะนำมาอัพโหลดเรื่อย ๆ ที่นี่แหละครับ ขอบคุณมากครับ