ท้องฟ้าสีครามอากาศกรุ่นไปด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้ จ้าวเสวี่ยหรูแง้มผ้าม่านของรถม้าขึ้นเล็กน้อยพลางสูดลมหายใจเข้าไปอย่างเต็มปอด ยามนี้ในใจของนางมีทั้งความหวาดกลัว ความหวาดหวั่นและเต็มไปด้วยความตื่นตาตื่นใจ นางไม่คิดเลยว่าโลกในนิยายที่นางสร้างขึ้นมาจะมีความงดงามและแฝงกลิ่นอายแห่งความเป็จริงได้มากถึงเพียงนี้ สภาพแวดล้อมที่นางเห็นคล้ายคลึงกับภาพยนตร์หรือไม่ก็ซีรีส์ย้อนยุคที่นางเคยดูเป็อย่างยิ่ง เพียงแต่ที่น่าตื่นเต้นก็คือยามนี้นางกำลังใช้ชีวิตอยู่ในสถานที่แห่งนี้ และกำลังหาวิธีที่จะสามารถมีชีวิตรอดให้ได้อีกด้วย
“ข้าอยากไปไหว้พระที่วัดเทียนฝูเ้าค่ะ” จ้าวเสวี่ยหรูหันไปเอ่ยกับพี่ชายด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้มซึ่งจ้าวเสวี่ยหรงก็ยินยอมทำตามความ้าแต่โดยดี
“ไปวัดเทียนฝู” จ้าวเสวี่ยหรงเอ่ยสั่งคนของเขาที่นั่งอยู่เคียงข้างคนขับรถม้าที่อยู่ด้านหน้าของตัวรถ
“ยามนี้เ้าคงรู้สึกดีขึ้นแล้วกระมัง” จ้าวเสวี่ยหรงเอ่ยถามน้องสาวด้วยน้ำเสียงแ่เบา
“ดีขึ้นแล้วเ้าค่ะ ยามนี้ข้าแข็งแรงดีแล้วทั้งร่างกายและจิตใจพี่ใหญ่ไม่ต้องเป็ห่วงข้าหรอกเ้าค่ะ” ได้ยินน้องสาวเอ่ยเช่นนี้สีหน้าของจ้าวเสวี่ยหรงจึงได้ดีขึ้น
วัดเทียนฝูอยู่ไม่ไกลจากจวนสกุลจ้าวเท่าใดนักใช้เวลาเพียงไม่นานก็ถึงแล้ว เมื่อจ้าวเสวี่ยหรงลงจากรถม้าก็พลันเห็นว่ายามนี้มีรถม้าของจวนสกุลกู้และจวนสกุลเฉิงจอดอยู่ไม่ไกล เสียงหัวเราะราวกระดิ่งของกู้ชิงโหรวและสหายของนางทำให้เขาขมวดคิ้ว เขาจำได้ว่าเด็กสาวกลุ่มนี้มีความสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยจะดีกับน้องสาวของเขานัก เขาจึงได้หันไปเอ่ยกับน้องสาวของเขาที่กำลังให้สาวใช้ประคองลงจากรถด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเป็ห่วง
"วันนี้ผู้คนครึกครื้นมากจนเกินไปมิสู้พวกเรากลับจวนไปก่อนแล้ววันหน้าค่อยมาใหม่ดีหรือไม่" เมื่อได้ยินพี่ชายเอ่ยเช่นนี้จ้าวเสวี่ยหรูก็ส่งยิ้มให้เขา
“ในเมื่อมาถึงที่นี่แล้วเหตุใดพวกเราจะต้องกลับด้วยเล่าเ้าคะ หากคนมากจนเกินไปพวกเราหลบเลี่ยงสักหน่อยก็ได้แล้ว” เสียงพูดคุยของบรรดาเด็กสาวที่เดินขึ้นบันไดวัดอยู่ด้านหน้าดังมาถึงบริเวณที่นางยืนอยู่ เสียงหัวเราะและพูดคุยของเด็กสาวเ่าั้ล้วนเอ่ยถึงแต่เื่ที่จ้าวเสวี่ยหรูถูกทอดทิ้งเกือบทั้งสิ้น นางได้ยิ้มออกมาแล้วคิดอยู่ในใจว่า 'แล้วอย่างไรเล่านางในยามนี้ไม่ใช่จ้าวเสวี่ยหรูคนเดิมแล้วเหตุใดนางจะต้องถอยหนีเพียงเพราะอาจจะได้ฟังเื่ที่ผู้อื่นติฉินนินทาจ้าวเสวี่ยหรูคนเก่าด้วย'
“เช่นนั้นก็ตามแต่ใจของเ้าเถิด” เขาเอ่ยพลางมองตามน้องสาวที่ยามนี้เดินยิ้มกริ่มขึ้นบันไดวัดไปโดยไม่สนใจเสียงสนทนาที่กำลังเอ่ยถึงเื่ที่นางพลาดตำแหน่งไท่จื่อเฟย ได้เห็นนางมีสีหน้าปกติเช่นนี้เขาจึงคิดได้ว่าในเมื่อนาง้าจะเผชิญหน้ากับคนกลุ่มนั้น เขาที่เป็พี่ชายก็ไม่ควรจะขัดขวาง ยิ่งได้เห็นว่าสายตาที่จ้าวเสวี่ยหรูใช้มองกลุ่มสตรีที่กำลังพูดคุยอยู่ด้านหน้าไม่ได้มีความหวั่นไหวเลยสักนิดเขาจึงได้วางใจและรีบเดินติดตามน้องสาวเพื่อคอยดูแลอย่างใกล้ชิดในทันที
“นั่นมิใช่คุณหนูใหญ่สกุลจ้าวหรอกหรือ” กู้ชิงโหรวที่กำลังหัวเราะและพูดคุยอยู่กับสหายแต่สายตาของนางกลับสะดุดตากับสตรีผู้หนึ่งที่กำลังจุดธูปและเทียนเพื่อบูชาพระพุทธรูปอย่างตั้งอกตั้งใจ สายตาที่นางใช้มองสตรีผู้นั้นพลันเต็มไปด้วยความเย้ยหยันและสาแก่ใจในทันทีเมื่อนางจดจำได้ว่าเป็จ้าวเสวี่ยหรูที่นางพึ่งจะเอ่ยถึงเมื่อครู่นี้
ทางฝ่ายจ้าวเสวี่ยหรูนั้นนางกำลังตั้งอกตั้งใจไหว้พระอยู่ท่ามกลางสาวใช้และผู้ติดตามที่กำลังห้อมล้อมนางอยู่แต่ความงดงามขอนางนั้นกลับดึงดูดสายตาของทุกคนภายในวัดเทียนฝูแห่งนี้ จ้าวเสวี่ยหรูรู้ตัวดีว่ายามนี้สายตาทุกคู่กำลังจ้องมองมาที่นาง แต่นางกลับยังคงทำสีหน้าปกติและกราบไหว้บูชาพระพุทธรูปตรงหน้าโดยไม่ได้สนใจสายตาของผู้อื่นเลยสักนิด
นางจำได้ว่าก่อนที่นางจากหมดสตินางกำลังเขียนนิยายถึงตอนที่จ้าวเหลียงตี้กำลังกราบไหว้บูชาพระเพื่อรำลึกถึงพี่สาวที่ตายไปแล้ว ใจหนึ่งนั้นจ้าวเหลียงตี้ก็อยากจะแก้แค้นให้กับพี่สาวที่ต้องตายจากไปอย่างคับแค้นใจ แต่อีกใจนางก็หลงรักองค์ไท่จื่อผู้เป็สวามีของนางไปแล้ว
ในขณะที่จ้าวฉิงกำลังจะเขียนบรรยายถึงความเสียใจของจ้าวเสวี่ยอิงที่ได้เป็จ้าวเหลียงตี้แล้วและกำลังจะลงมือแก้แค้นองค์ไท่จื่อฉู่เฟยหลง แต่อยู่ๆ นางก็พลันหมดสติไป เมื่อฟื้นขึ้นมานางก็ไม่ใช่จ้าวฉิงแล้วแต่ดันกลายเป็จ้าวเสวี่ยหรูผู้ที่จ้าวเสวี่ยอิงกำลังคิดถึงอยู่ อีกทั้งนางยังเข้ามาอยู่ในร่างนี้ในตอนที่จ้าวเสวี่ยหรูยังไม่ตายอีกด้วย ส่วนจ้าวเสวี่ยอิงนั้นในยามนี้ยังคงเป็เด็กสาวที่ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในจวนสกุลจ้าวอยู่เลย
“คิดไม่ถึงว่าคุณหนูใหญ่สกุลจ้าวจะออกมาข้างนอกได้แล้ว เมื่อไม่กี่วันก่อนข้าพึ่งจะได้ข่าวว่าท่านต้องลมเย็นจนล้มป่วยมิใช่หรือ” กู้ชิงโหรวเป็ฝ่ายเดินเข้ามาทักทายก่อน จ้าวเสวี่ยหรูที่ในตอนนี้ภายในคือจิติญญาของจ้าวฉิงจ้องมองสตรีตรงหน้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสับสนและกำลังพยายามคาดเดาอยู่ว่าสตรีตรงหน้าผู้นี้คือตัวละครตัวไหนในนิยายที่ตนเองเขียนเอาไว้
“ออกมาได้เช่นนี้ข้าย่อมต้องหายดีแล้ว ขอบคุณที่เป็ห่วงและมาถามไถ่อาการของข้านะเ้าคะ” นางตัดสินใจเอ่ยตอบโดยอย่างสุภาพโดยไม่ระบุชื่อของคู่สนทนาพลางชำเลืองสายตาไปมองสาวใช้ของตนที่ยามนี้กำลังก้มหน้าลงอย่างสงบเสงี่ยมเมื่อคิดได้ว่าคงจะพึ่งพาสาวใช้ไม่ได้นางจึงได้ส่งสายตาไปทางพี่ชายของตนเพื่อขอความช่วยเหลือในทันที
“ผู้ใดว่าข้าเป็ห่วงเ้ากัน ข้าก็แค่สงสัยว่าเ้าไม่รู้สึกอับอายบ้างเลยหรือที่ในยามนี้ไม่ได้เป็ไท่จื่อเฟยอย่างที่เคยโอ้อวดเอาไว้” เมื่อสตรีตรงหน้าแสดงสีหน้าที่เป็อริได้ถึงขนาดนี้ รวมทั้งท่าทีที่เต็มไปด้วยความมั่นอกมั่นใจและท่าทางที่คนรอบข้างปฏิบัติของสตรีตรงหน้าทำให้จ้าวเสวี่ยหรูสามารถคาดเดาได้ในทันทีว่าสตรีตรงหน้าคือกู้ชิงโหรว คุณหนูใหญ่ของจวนไหวกั๋วกงสกุลกู้ ที่มักจะแสดงตัวว่าเป็อริกับจ้าวเสวี่ยหรูและจ้าวเสวี่ยอิงอย่างออกนอกหน้า
“เท่าที่ข้าจำได้ข้าก็ไม่เคยโอ้อวดว่าตนเองจะได้เป็ไท่จื่อเฟยนะ อีกทั้งสาเหตุที่ยามนี้ข้าไม่ได้เป็ไท่จื่อเฟยก็ล้วนไม่ใช่ความผิดของข้า แล้วเหตุใดข้าจึงจะต้องอับอายกันเล่า” คำพูดนี้ของจ้าวเสวี่ยหรูทำให้สายตาทุกคู่ที่จ้องมองอยู่ต่างพากันจ้องมองนางด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปในทันที เริ่มแรกคือสายตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชมในความงามของนาง ต่อมาก็เป็สายตาที่เต็มไปด้วยความสงสารเมื่อสามารถจดจำนางได้ แล้วในยามนี้พลันแปรเปลี่ยนเป็ความชื่นชมอีกครั้งเมื่อได้ยินคำพูดของนาง
“เ้าเอ่ยเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร คุณหนูใหญ่สกุลจ้าวทางที่ดีเ้าควรจะระมัดระวังคำพูดของตนเองเอาไว้บ้างนะ หากเ้าไม่ผิดแล้วผู้ใดกันที่ผิด องค์ไท่จื่อหรือว่าเป็ไท่จื่อเฟยเช่นนั้นหรือที่เป็คนผิด” ได้ยินสตรีผู้นั้นเอ่ยมาเช่นนี้จ้าวเสวี่ยหรูก็พลันส่งยิ้มให้นางในทันที
“เป็เ้าเอ่ยออกมาเองนะ ข้าไม่ได้เอ่ยมาสักหน่อยว่าผู้ใดเป็คนผิด พวกท่านคงได้ยินกันหมดแล้วกระมังเมื่อครู่นี้คนที่เอ่ยออกมาว่าผู้ใดคือคนผิดคือคุณหนูผู้นี้ชัดๆ” จ้าวเสวี่ยหรูเอ่ยพลางหันไปเอ่ยกับผู้คนรอบข้าง
“นี่เ้า!”
“กู้ชิงโหรว อย่าได้มาหาเื่น้องสาวของข้า นางอยู่ของนางดีๆ แล้วเหตุใดเ้าจะต้องออกหน้ามาหาเื่นางเช่นนี้” เมื่อจ้าวเสวี่ยหรงเอ่ยเช่นนี้ก็นับว่าเป็การช่วยยืนยันเป็อย่างดีว่าสตรีตรงหน้านี้คือกู้ชิงโหรว จ้าวเสวี่ยหรูจึงได้ยิ้มออกมา จะมีผู้ใดไม่รู้จักตัวละครที่ตนเองสร้างขึ้นมาเป็อย่างดีได้เล่า สาเหตุที่กู้ชิงโหรวมักจะหาเื่พี่น้องสกุลจ้าวเช่นนี้ แท้จริงแล้วก็แค่เพราะนางริษยาในหน้าตาที่งดงามเหนือผู้อื่นของสองพี่น้องสกุลจ้าวเพียงเท่านั้น เมื่อคิดได้เช่นนี้สายตาที่จ้าวเสวี่ยหรูใช้มองกู้ชิงโหรวก็พลันแปรเปลี่ยนไปในทันที