“ปวยเอ๋อ!! ข้าว่าแล้วเจ้าต้องทำอะไรเสี่ยงๆอีกเป็นแน่ จึงกังวลอย่างยิ่งที่เจ้าไม่เข้ามาสักที แต่ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ข้ามักจะเชื่อเสมอในทุกเรื่องว่าเจ้าจะต้องมันทำได้” ยี่หลานรีบมาหาเขา แล้วทั้งคู่ก็รอดูการทดสอบที่เร่ิมมีคนผ่านได้มากขึ้น จนอีกครู่ใหญ่ๆต่อมาได้มีคนเข้ามาถามหาเขา
“ผู้ใดเป็นเล้งปวย” เมื่อเขาหันไปตามเเสียงก็พบศิษย์รุ่นพี่คนหนึ่งที่เรียกชื่อของเขา
“ข้าเอง นาม เล้งปวยท่านมีอันใด”
“ท่านอาจารย์ให้ตามเจ้าไปพบ เจ้าตามข้ามา” เขาจึงให้จวงยี่หลานรออยู่ก่อน แล้วเขาเร่งตามศิษย์พี่ไปอย่างสงสัย ในใจเริ่มกังวลถึงเรื่องที่ถูกเรียกไปพบ หรือเป็นเรื่องให้ชดใช้ค่าเสียหายที่ถ้ำพัง เพราะเขา ซึ่งเขาย่อมยินดีจ่ายให้
“ศิษย์พี่ ไม่ทราบพอจะบอกว่านี่เป็นเรื่องใดหรือไม่” เขาอดถามไม่ได้
“เฮอะ !! เจ้าเพียงตามมาให้ทัน ไม่ต้องถามอันใด” มันกลับแสดงท่าทางอวดดีเย่อหยิ่งอย่างยิ่ง เขาจึงเงียบลงและเพียงตามมันไป ความจริงเขาต้ังใจจะถามมันอีกหลายเรื่อง
แล้วศิษย์พี่ผู้นั้นก็เร่งฝีท้าวขึ้นมาราวเหินบินบัดเดียวพุ่งวาบออกไปได้หลายสิบวาไปตามทางขึ้นไปทางเนินไหล่เขา
“เฮอะ เจ้าจะอวดโอ่หรือเราจะย่อมไม่ยอมให้เจ้าสมปรารถนา” มันรู้ว่าอีกฝ่ายเร่งฝีท้าด้วยคิดกลั่นแกล้งมัน ดังนั้นจึงรีบตามติดมันไปอย่างไม่ลดละ
หลังวิ่งตะบึงไปได้ราวๆห้าลี้ก็ปรากฏเห็นหมู่ตึกที่ตั้งเรียงรายอยู่บนเชิงเขาด้วยบรรยากาศที่ร่มรื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งนั้น มีพลังปราณธรรมชาติที่เข้มข้นเหมาะแก่การเพาะบ่มพลังปราณเป็นที่สุด
ตอนนี้ศิษย์รุ่นพี่ผู้นั้นหยุดลง แล้วหันกลับมาดูเล้งปวย
“เหอะ อยากจะรู้นักว่าคนที่อาจารย์ถึงกับสนใจ จะมีปัญญาตามเรามาทันได้ยังไง หากเจ้าตามมาไม่ได้เหอะ…” แต่พอเห็นอีกฝ่ายถึงกับอยู่ที่ด้านหลังมัน ซ้ำยังไม่มีอาการหอบเหนื่อยอันใด มันกลับเป็นฝ่ายงุนงงจนตื่นเต้นขึ้นมาบ้างแล้ว
“เจ้าตามมา” มันพูดแก้เขินที่เห็นอีกฝ่ายตามมันมาได้มันพาเขาเดินขึ้นเข้าไปในตึกใหญ่โตสวยงามหลังหนึ่ง เข้าไปในมีห้องโถงใหญ่ที่ปูพื้นด้วยศิลาอย่างดี แล้วทำท่าคารวะลงก่อนกล่าวรายงาน
“เรียนท่านอาจารย์ข้าพามันมาแล้วขอรับ” แล้วมันรีบถอยกลับออกไปยืนนิ่งอยู่ไกลๆ
“ดี เจ้าออกไปได้” เสียงเปล่งที่อัดแน่นด้วยพลังปราณระดับสูงอันพอจะทำให้คนบาดเจ็บล้มตายได้พลันกดกระแทกมาใส่เล้งปวยเต็มที่
“นี่ !! เสียงกระแทกนี้ หากเป็นเมื่อตอนก่อนที่ร่างมังกรจะตื่น เราคงต้องไดรับบาดเจ็บแน่ๆ” มันรู้สึกขุ่นเคืองขึ้นมาเล็กน้อย
พลันมีชายชราหน้าเรียวยาวไว้เคราห้าแฉก บุคลิกมีสง่าราศีแววตามีประกายอันคมกริบ พลังปราณกระจายรอบๆร่างอย่างเข้มข้น จนคล้ายกับจะมองเห็นหน้ามันได้ไม่ค่อยชัดนัก มันเดินออกมาจากด้านในมองดูเขาด้วยสายตาวูบวาบชั่วครู่
“เด็กน้อยเจ้าหรือคือ เล้งปวย ที่พึ่งผ่านการสอบในรอบที่สองมา”
“คารวะท่านผู้อาวุโส ผู้น้อยนาม เล้งปวย ขอรับ” พลางคารวะลงกับพื้น “อือ เจ้าอยากเป็นศิษย์ของหมู่ตึกเทพอสูรหรือไม่” เป็นคำถามที่เขาไม่ทราบจะตอบเยี่ยงไร เพราะไม่ทราบข้อมูลใดๆเลยทั้งเวลาก็กระทันหัน ได้แต่ตอบไปตามตรง
“เรียนท่านผู้อาวุโสผู้น้อยไม่ทราบควรจะตอบเยี่ยงไรดี เพราะผู้น้อยยังไม่ทราบอันใด อีกอย่างการทดสอบก็ยังไม่ได้สรุปลง”
“หือ…มีคนมากมายอยากเป็นศิษย์หมู่ตึกเรา เจ้ากลับลังเล ได้แต่โทษวาสนาของเจ้าแล้ว เจ้าไปได้” แล้วมันก็หายวับไป
“ผู้น้อยขออำลา” มันจึงจากมาด้วยความสับสนงุนงง ที่มันถูกเรียกมาถามเท่านี้ ที่มันไม่ตัดสินใจไม่ทราบเพราะอันใด อาจจะเป็การละทิ้งโอกาสดีๆก็เป็นได้ แต่สุดท้ายมันก็เลิกคิดไป
“อยู่ที่โชคชะตาก็แล้วกัน” มันได้แต่บอกกับตัวเองเช่นนั้น เมื่อกลับมาถึงก็เห็นจวงยี่หลานรอเขาอยู่ที่เดิม และการสอบใกล้จะเสร็จสิ้นลง เขาได้เล่าให้นางฟังคร่าวๆ
“เจ้าใยมิรีบตอบรับไปละ เป็นโอกาสดีแท้ๆเลย” นางพูดหลังจากฟังเขาเล่าจบลง
“อืม ก็อาจจะจริงอย่างเจ้าว่านะ แต่ช่างเถอะ”
แล้วการสอบของกลุ่มสีเขียวก็สิ้นสุดลง มีผู้สอบผ่าน 243 คน แล้วผู้ควบคุมการสอบก็ได้ชี้แจงว่าวันนี้พอแค่นี้วันพรุ่งนี้เช้าให้นำป้ายหยกผู้สอบผ่านมารายงานตัวเลือกหมู่ตึก พร้อมๆกับกลุ่มสีที่สอบยังไม่เสร็จ
ขณะกำลังจะเดินแยกออกมาจากกลุ่มนั้นก็มีเสียงเรียกเขา
“เล้งปวย!!! ข้าตามหาเจ้าตั้งนานแนะ” มองไปเห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งร่างอวบๆผิวขาวๆท่าทางแคล่วคล่อง นัยตาสุกใแฝงแววฉลาดรอบรู้ หน้ามันมีรอยยิ้มอย่างเป็นมิตรตลอดเวลา ป้ายที่หน้าอกบอกว่ามันนาม ลี้เพ้ง มันรีบเดินมาหาเขาและยี่หลาน
“เจ้ามีอันใดถึงได้ตามหาข้า อ๋อ !! ข้าจำเจ้าได้แล้ว ลี้เพ้งนั่นเอง”
“ข้าย่อมต้องมีเรื่องสำคัญที่จะต้องบอกต่อเจ้าแน่นอน อันดับแรก ข้าต้องขอบคุณเจ้าอย่างยิ่งจริงๆ” มันพลันโค้งให้เขาอย่างจริงจังขึ้นมา
“เพราะหากไม่มีโชคช่วย ได้เจอเจ้าอย่างคำทำนาย แล้วข้าคงได้เผชิญกับการสอบในถ้ำที่แสนโหดเหมือนสองปีก่อนที่ข้าเคยสอบตกเป็นแน่ และข้าคงได้ตกอีกเป็นปีที่สามอย่างไม่ต้องสงสัย ดังนั้นข้าจึงติดค้างบุญคุณของเจ้า” ท่าทางของมันถึงกับจริงจังเป็นที่สุด
“ก็ได้ๆ ถือว่าเจ้าติดค้างข้าก็ได้ แล้วคำทำนายอันใดของเจ้าอีกหละ…” เขาอดขำไม่ได้ที่เห็นมันจริงเอาปานนั้น เล้งปวยพูดพลางเดินออกมาเพื่อจะกลับไปที่พัก มันรีบเดินตามมา
“ก็ ซินแส ตาบอดในตลาดทำนายบอกว่า ปีนี้ข้ามีโชคอย่างยิ่ง จะได้พบเพื่อนซึ่งจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในอนาคต เขาจะช่วยให้ข้าสอบผ่านในครั้งนี้อย่างแน่นอน ดังนั้นพอมาถึงข้าจึงต้องคอยสังเกตตั้งแต่เช้ามาตลอดว่าใครบ้างที่มีแววจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในอนาคตได้ ซึ่งข้าได้พยายามติดตามดูคนที่เข้าท่าถึงหลายคน แต่สุดท้ายบางคนสอบตกก่อนข้าก็มี ส่วนเจ้านั้น แม้ว่ามีแววอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้สดุดตาข้าในตอนแรกนัก ไม่ได้ดูใหญ่โตโอ่อ่าเช่นพวกนั้น ข้าจึงมองข้ามไปแหะๆ พูดมาแล้วน่าเจ็บใจที่ไปมองผิดคน” มันพูดไม่หยุดจนเริ่มหายใจแรงขึ้นมา
“กระทั่งพอเห็นเจ้าชี้แนะเด็กผู้หญิงคนนั้น เท่านั้นเองข้าถึงได้รู้ว่า เจ้าคือคนที่ข้าตามหา” มันหยุดหายใจ
“นี่แล้วพรุ่งนี้เจ้าคิดจะเลือกหมู่ตึกใด บอกข้าได้ไหม” ที่มันพูดมาทั้งหมดก็มีคราวนี้แหละที่เล้งปวย มีท่าทีสนใจขึ้นมาจริงจัง
“เจ้าพูดราวกับว่าเจ้ารู้รายละเอียดเกี่ยวกับพรุ่งนี้บ้างแล้ว”
“ฮ้า!!! แน่นอน เจ้ารูไหมทำไมเพื่อนให้ฉายาข้าว่า สัพพัญญูลี้น้อย” หันมามองอีกฝ่ายก่อนยึดอกขึ้นมา แล้วค่อยพูดต่อ
“อย่าว่าแต่ข้าที่สอบตกมาตั้งสองครั้งเลย แม้แต่ก่อนหน้านั้นข้าก็รู้เกี่ยวสำนักนี้มากยิ่งกว่าใครอยู่แล้ว”
“เช่นนั้นเจ้าพอจะบอกข้าทั้งหมดที่เจ้ารู้เกี่ยวกับเรื่องราวของสำนักหมื่นบรรพตได้ไหม โดยเฉพาะอันใดเรียกว่าตึกเทพอสูร”
“ได้…แต่ตอนนี้ข้าชักหิวขึ้นมาละสิ เอาเยี่ยงนี้ ข้าจะพาไปทานอาหารที่อร่อยที่สุดของเมืองนี้รับรองพวกเจ้าต้องถูกใจ ตามข้ามา
ดูเหมือนว่าจะไม่ได้เกินไปนัก หากจะเรียกมันว่า สัพพัญญูลี้นอย เพราะร้านอาหารที่มันพาไปทานนั้น นอกจากจะมีทิวทัศน์ ภูเขา แม่น้ำ มวลพฤกษาชาตินานาพันธุ์ ราวกับอยู่ในภาพวาดแล้ว เรื่องอาหารยิ่งเลอเลิศเลยทีเดียว คนที่มีความปิติสุดๆแม้จะมิได้ลิ้มรสอาหารนั้นก็คือหลินซี นางส่งเสียงเจื้อยแจ้วอยู่ภายในตลอดเวลา