เช้าวันใหม่ยังคงเหมือนเดิมแต่เพียงเปลี่ยนมุมมอง—ทุกอย่างที่เคยเหมือนเดิมก็กลับดูแตกต่างออกไปอย่างน่าประหลาดผมยังคงยืนอยู่บนหลังคาของโรงแรมอาเรียเหมือนเช้าวันก่อน สายลมยามเช้าพัดผ่านเส้นผมและชายเสื้อคลุมเบา ๆ ผมทอดสายตามองลงไปยังถนนเบื้องล่าง
ผู้คนเริ่มออกมาใช้ชีวิตกันั้แ่เช้าพ่อค้ากำลังเข็นรถสินค้าไปตามถนน เสียงล้อไม้บดไปกับพื้นหินดังเป็จังหวะ รถม้าหลายคันเคลื่อนผ่านไปมา บางคันบรรทุกสินค้า บางคันกำลังพาผู้คนมุ่งหน้าไปยังสถาบันและยังมีนักเรียนของสถาบันเวทมนตร์กำลังเดินปะปนอยู่ทั่วเมือง
บางคนเดินมากับเพื่อนบางคนเดินเคียงข้างผู้ติดตามบางคนกำลังพูดคุยกันอย่างสนุกสนานถึงผลการทดสอบเมื่อวานเสียงเ่าั้ลอยขึ้นมาถึงบนหลังคาอย่างแ่เบาเสียงเ่าั้ลอยขึ้นมาถึงบนหลังคาอย่างแ่เบา
เมื่อไม่กี่วันก่อน เมืองแห่งนี้ยังเป็เพียงเมืองหลวงที่ผมไม่เคยรู้จักสถานที่ที่ผมเดินทางเข้ามาเพราะ้าเข้าเรียนในสถาบันเวทมนตร์ผมมีทั้งสนามประลองมีหน้ากากจิ้งจอก มีชื่อปลอมที่เพิ่งสร้างขึ้น มีเงินก้อนใหญ่จากการประลอง และที่สำคัญที่สุด... ผมกำลังจะมีฐานลับเป็ของตัวเอง
“ซีโร่...”
ผมพึมพำชื่อนั้นเบา ๆ เมื่อคืนยังมีคนเป็พันะโเรียกชื่อที่ผมเพิ่งคิดขึ้นมาไม่กี่นาที ผมยกมือขึ้นแตะหน้ากากจิ้งจอกที่ห้อยอยู่ข้างเอว พร้อมกับกางแขนออกทั้งสองข้างราวกับกำลังรับพลังอะไรบางอย่าง
“ไม่เลวเลยนี่”
ผมยกยิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจ ทว่า ในขณะที่สายตากำลังทอดมองกลุ่มนักเรียนที่เดินผ่านถนนเบื้องล่าง ก่อนจะมีความคิดบางอย่างขึ้นมาอีกครั้ง—
พรุ่งนี้สินะ... วันที่ความโกลาหลที่แท้จริงจะเริ่มต้นขึ้น
ในหัวของผมเริ่มประมวลภาพฉากในฝันขึ้นมาอย่างฉับพลัน—วันแรกของการเปิดภาคเรียน ณ สถาบันเวทมนตร์อันยิ่งใหญ่! และแน่นอนว่า สถานที่แบบนี้จะขาดสิ่งนั้นไปไม่ได้
(การประลองระหว่างนักเรียน...)
แล้วจากนั้นก็ต้องมีพวกขุนนางนิสัยเสียที่เข้ามาท้าทาย จากนั้นในขณะที่ทุกคนกำลังเหยียดหยาม... ผมก็จะเผยพลังออกมาเพียงแค่ 10% พร้อมกับรอยยิ้มเยือกเย็น! และถูกจัดการอย่างหมดสภาพแล้วฝากคำพูดเอาไว้ก่อนหมดแรง
“ฝากไว้ก่อนเถอะ”
แค่คิดประโยคเปิดตัวในหัว หัวใจมันก็เต้นตึกตักด้วยความตื่นเต้นจนแทบเก็บอาการไม่อยู่! แล้วถ้ามีอีเวนต์ระดับคลาสสิกอย่าง 'พวกลูกกระจ๊อกเข้ามาหาเื่ต่อหน้าสาวงาม' หรือพวก 'ศัตรูหัวใจ' ที่เป็ถึงองค์ชายลำดับที่สองเดินทางมาท้าดวลล่ะ? โอ้ว...
สมบูรณ์แบบ!
แน่นอนคนเราไม่ว่าใครก็ต่างมีความฝันที่อยากจะทำให้มันเป็จริง
ไม่ว่ามันจะเป็แบบไหนก็ตาม ถ้ามองจากมุมมองคนอื่นก็คงแปลกถ้าในหัวของคนๆหนึ่งๆที่คิดแต่เื่แบบนี้
ถ้าเป็เมื่อก่อนความคิดพวกนี้คงเป็ได้แค่ความฝันที่ไม่มีทางเป็จริงแน่นอน
พอมานึกดูแล้วผมก็ไม่ใช่คนประเภทืี่จะมาสนใจเื่การวิจารณ์ของคนอื่น เมื่อก่อนผมเอาแต่คิดว่าต้องแข็งแกร่ง ต้องเก่ง ต้องทำให้สำเร็จ... เพราะผมคิดว่านั่นคือสิ่งเดียวที่ทำให้ชีวิตมีความหมาย ต่อแม้ใครจะวิจารณ์เื่การกระทำของผม ผมก็แค่เมินมันไปและถอยห่างจากสิงที่ไม่สำคัญออกไป เพราะคนเราต่างใช้ชีวิตมาต่างกัน
และบางที...สิ่งที่ผมกำลังตามหามาตลอด อาจไม่ใช่พลัง ไม่ใช่ชื่อเสียง หรือแม้แต่การยืนอยู่เหนือคนอื่น
อาจจะเป็แค่ ความสนุกในการได้ใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเอง้า ผมหลับตาลงชั่วครู่ ปล่อยให้สายลมยามเช้าพัดผ่านร่างกาย
แต่โลกใบนี้แตกต่างออกไป ที่นี่ผมสามารถทำเื่ไร้สาระได้ สามารถสร้างองค์กรลับใต้ดินได้ สามารถสวมหน้ากากแล้วเข้าไปเป็นักสู้ลึกลับในสนามประลองได้ สามารถยืนบนหลังคาแล้วพูดอะไรเท่ ๆ กับตัวเองโดยไม่ต้องสนใจว่าใครจะมองว่าบ้า และมีคนที่สำคัญอยู่ข้างๆ
“ฮะ...”
ผมหัวเราะออกมาเบา ๆ บางทีนี่อาจเป็เหตุผลที่ผมชอบโลกใบนี้ก็ได้ วันนี้ก็ยังเหลือเวลาอีกตั้งหนึ่งวันผมก้มมองถนนเบื้องล่างอีกครั้ง
“แล้วจะทำอะไรดีล่ะ?”
ไปดูที่ดิน? ลิเลียกำลังจัดการเื่นั้นอยู่ ไปหาเบอร์เก้?ถ้าไปตอนนี้ก็คงโดนลากไปคุยเื่วัสดุก่อสร้างอีกยาวแน่ จะไปหาสาวหูสัตว์คนนั้นดีไหมน๊าหรือว่า…ดวงตาของผมเป็ประกาย
“จริงสิ”
“ความฝันของลูกผู้ชาย...”
ผมหันหลังกลับอย่างช้า ๆ
“การผจญภัยโดยไม่มีแผน!”
ใช่แล้ว ก่อนอื่นจะลองไปหาสาวหูสัตว์คนนั้นดูก่อนแล้วจากนั้นก็ค่อยออกไปสำรวจนอกเมืองแล้วกัน!
ผมะโลงจากหลังคาอย่างสบาย ๆ ก่อนหายไปไม่เหลือแม้แต่เงามีเพียงสายลมที่ผ่านเข้าช่องเล็กๆที่หน้าต่างเข้าไปที่ห้องของลิเลีย เธอหันมามองที่หน้าต่างแต่มันกลับว่างเปล่ามีเพียงผ้าม่านที่กำลังขยับตามแรงลม
“แปลกจัง...”
ลิเลียขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะส่ายหน้า ผมกับก้มลงนอนอ่านนิยายต่ออย่างอารมดี
“คงเป็ลมมั้งคะ”
✩
ในเวลาเดียวกันนั้น—ผมกำลังเดินอยู่บนหลังคาของเมืองอย่างสบายใจเท้าข้างหนึ่งก้าวผ่านกระเื้ัคา อีกข้างเหยียบลงบนขอบกำแพง ก่อนจะะโข้ามช่องว่างระหว่างอาคารสองหลังไปอย่างง่ายดาย
อิสระจริง ๆไม่มีลิเลียคอยห้ามอะไร ไม่มีใครคอยห้ามไม่ให้ผมะโจากหลังคาไม่มีใครคอยถามว่ากำลังจะไปไหนมีเพียงผมคนเดียว
“ฮ่า.. วันนี้ค่อยรู้สึกเหมือนการผจญภัยหน่อย”
ผู้คนมากมายกำลังเดินไปมา รถม้าวิ่งสวนกันไปมา เสียงพ่อค้าะโเรียกลูกค้าดังขึ้นเป็ระยะเมืองแห่งนี้ใหญ่กว่าที่ผมคิดเอาไว้มากถ้าเดินตามถนนธรรมดา ผมคงต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะสำรวจได้หมดแต่ถ้าใช้เส้นทางแบบผม—ผมพยักหน้าอย่างพอใจ
ในขณะที่กำลังเดินไปเรื่อย ๆ สายตาของผมก็สะดุดเข้ากับบางอย่างร้านค้าขนาดเล็กตรงหัวมุมถนนและหน้าร้านนั้น—ผมเห็นหูคู่หนึ่งที่คุ้นเคย
หูสัตว์ที่กำลังกระดิกไปมา ผมหยุดเดินทันทีก่อนจะนั่งด้วยท่านั่ง[Asian Squat] ผมจ้องเธออย่างไม่ละสายตาสาวหูสัตว์ที่ผมกำลังตามหาแต่ดูเหมือนเธอจะกำลังยุ่งอยู่กับการเลือกสินค้า ไม่ได้รู้เลยว่ามีใครบางคนกำลังนั่งมองเธอจากบนหลังคา
หูของเธอกระดิกอีกครั้ง ซ้ายขวาสลับไปมามันทำให้ผมยิ่งละสายตาไปจากมันไม่ได้เลย
“...น่ารักแฮะ อยากจับเป็บ้า”
ผมพึมพำออกมาโดยไม่รู้ตัวถ้าลิเลียมาได้ยินตอนนี้— คงทำหน้าประมาณว่า “ท่านเรนกำลังทำตัวเหมือนโรคจิตอีกแล้วค่ะ”
“จะเข้าไปทักยังไงดีนะ”
ถ้าผมะโลงจากหลังคาอย่างสง่างาม เสื้อคลุมสะบัดตามแรงลม หญิงสาวเงยหน้าขึ้น
“เอ๊ะ?”
ผมยืนอยู่ตรงหน้าเธอ
“ขอโทษที่มารบกวน...”
ก่อนจะคุกเข่าข้างหนึ่งก่อนดึงมือข้างหนึ่งของเธอมาจูบบนฝ่ามือจากนั้นลมก็พัดผ่าน—
ผมส่ายหน้าภาพนั้นก็หายไปในทันที
“ไม่ไหว”
ผมกำลังจมอยู่กับคิดอย่างจริงจังอีกครั้ง ทันใดนั้นเอง
“กรี๊ดดดด!”
เสียงร้องดังขึ้นจากถนนเบื้องล่าง ผมหันไปมองตามเสียงผู้คนกำลังแตกตื่น รถม้าคันหนึ่งกำลังเสียการควบคุม และกำลังพุ่งตรงมาทางร้านค้าพอดีหญิงสาวหูสัตว์ที่อยู่หน้าร้านเธอเองก็หันไปทางเสียงนั้นแต่ด้วยความเร็วของรถม้าที่พุ่งตรงเข้ามาอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่เธอจะหลบทัน
ภายในเสี้ยววิในหัวของผมก็คิดขึ้น นี้มัน (อีเว้นต์ช่วยสวยงาม!) ผมพุ่งออกไปจากหลังคาร่างของผมร่วงลงมาจาก้าอย่างรวดเร็วเพียงเสี้ยววิก็มาปรากฏตรงหน้าของหญิงสาวแล้ว
“เอ๊ะ—?!”
เธอเงยหน้าขึ้น
“กรี๊ด—!”
ในเสี้ยววินาที—ผมอุ้มเธอขึ้นมา
“เอ๊ะ?”
แขนข้างหนึ่งรองใต้ขา อีกข้างประคองแผ่นหลัง ใช่แล้ว ท่าอุ้มเ้าหญิง สมบูรณ์แบบ เหลือแค่พูดประโยคนั้นเพียงเท่านั้น
“ไม่เป็ไรแล้ว”
ผมพูดด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง ก่อนจะก้าวถอยออกจากเส้นทางของรถม้า
ตูมมมมมม!!
เสียงของรถม้ากระทบกับบางอย่างฝุ่นฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ ม้าสองตัวร้องลั่น ก่อนที่สถานการณ์ทั้งหมดจะสงบลงก่อนฝุ่นนั้นจะค่อยๆจางลงเผยให้เห็น กำแพงเวทมนตร์ขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นพร้อมกับชายคนหนึ่งนั้นไม่ใช่ผมแต่กับเป็อัลเบโด้ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าม้าสองตัวนั้น
ผมก้มมองสาวหูสัตว์ไม่ได้สนใจสิ่งรอบๆเลยไม่สิแทนที่จะเรียกว่ามองเธอแต่สายตาของผมนั้นมันกลับมองไปที่ใบหูที่กระดิกไปมาเธอกำลังมองหน้าผมอย่างงุนงง
“คุณเรน?”
“ชั้นแค่ผ่านทางมา”
ผมตอบทันที เท่และสมบูรณ์แบบก่อนที่ผมจะได้วางเธอลง—
“แกกำลังคิดจะทำอะไร”
เสียงเ็าดังขึ้นจากด้านข้างทำให้ผมหยุดซะงัก
“หืม?”
ผมหันไปมองที่มาของเสียงนั้น อัลเบโด้กำลังเดินเข้ามา ดวงตาของเขาจ้องผมอย่างไม่เป็มิตร
(หมอนี้มาจากไหนเนี่ย)
“ชั้นถามว่า...”
อัลเบโด้กำหมัด
“แกคิดจะทำอะไรกับแม่ของชั้น”
“เอ๋?”
ผมก้มมองหญิงสาวที่ยังอยู่ในอ้อมแขนจากนั้นหันกลับไปมองอัลเบโด้
“แม่?”
“ค่ะ”
เอมี่ตอบอย่างสงบพร้อมกับรอยยิ้ม
“แม่เองค่ะ”
ผมก้มลงมองเอมี่อีกครั้งเธอดูอายุไม่ต่างจากผมมากนัก จากนั้นผมก็มองกลับไปที่อัลเบโด้
“แต่นายไม่มีหูนิ”
“...”
“...”
บรรยากาศเงียบลงทันที ผมเหลือบมองหูสัตว์ของเอมี่ กระดิกไปมาราวกับกำลังเชื้อเชิญผม ก่อนจะมองศีรษะของอัลเบโด้มันเรียบไม่มีอะไรเลยเป็ศีรษะธรรมดา
“หรือมันเป็แบบซ่อนอยู่?”
“นี้แกกำลังกวนประสานชั้นใช่ไหม”
“งั้นนายจะไปเป็ลูกของเธอได้ยังไง? ดูเธอสิมีหูที่วิเศษขนาดนี้ ดูมันสิกระดิกไปมาอย่างน่ารักเลยย ชั้นเห็นครั้งแรกอยากจะจับสุดๆเลยไป”
ผมยื่นตัวของเอมี้ไปข้างหน้าราวกับกำลังโชว์สิ่งที่มีค่ามากๆอยู่ อัลเบโด้เงียบ เอมี่เองก็เงียบไปเช่นกันก่อนที่เธอจะ—
“ฟุฟุ...”
“เอ๊ะ?”
เอมี่รีบยกมือขึ้นปิดปากไหล่ของเธอสั่นเล็กน้อย
“ขอโทษค่ะ”
เธอพยายามกลั้นหัวเราะ อัลเบโด้มองผมอย่างระแวง
“แล้วตอนนี้แกจะวางแม่ชั้นลงได้หรือยัง”
ผมพยักหน้า ก่อนจะค่อย ๆ วางเอมี่ลงกับพื้นอย่างระมัดระวังเอมี่ยืนขึ้น จากนั้นเธอก็จัดเสื้อผ้าเล็กน้อย หูทั้งสองข้างกระดิกไปมาผมก็จ้องมันไม่หยุด
“...”
อัลเบโด้ขยับตัวมาขวางทันที
“อย่ามองแม่ชั้นแบบนั้น”
“ชั้นยังไม่ได้ทำอะไรเลย”
“ไอสาระเลวแบบแกกำลังคิดอะไรอยู่แน่ ๆ เมื่อกี้แกพูดเองว่าอยากจับหู!แม่ของชั้น!”
ผมมองอัลเบโด้ที่กำลังโมโห แล้วมองเอมี่ จากนั้นก็พยักหน้าช้า ๆ
(เข้าใจแล้ว)
(หมอนี่เป็ประเภทลูกชายหวงแม่ แต่ทำไมต้องโกรธขนาดนั้นด้วยนะ)
เอมี้ค่อยๆขยับเข้ามาใกล้ๆผม เอมี่เธอยื่นมือไปจับหูของตัวเองเบา ๆ
“ถ้าท่านอยากจับ...”
“เอ๊ะ?”
อัลเบโด้หันไปมองเธอทันที
“แม่?!”
“ก็นิดหน่อยไม่เป็ไรนี่คะ”
“ไม่ได้นะ!”
ผมมองหูที่อยู่ตรงหน้าใกล้มากใกล้จนแทบ—ได้กลิ่นของเธอที่หอมมากลอยออกมาถึงจะสู้ลิเลียไม่ได้ก็เถอะ แต่หูนี้มันอยู่ใกล้สุดๆ
อัลเบโด้กำหมัดแน่น
“ลองแตะดูสิ”
ผมค่อย ๆ ยื่นมือออกไป
“เรน อัลเดรเซีย แกลองแตะเธอดูสิชั้นจะทำให้แกได้เห็นนรก”
ผมหยุดมือ ก่อนจะยิ้ม ฉากพูดแบบนั้นมันเหมือนตอนที่ตัวร้ายกำลังโดนขู่จากตัวเอกอยู่เลย ใช่ได้เลย หมอนี้คือตัวสร้างอีเวนต์ของผมจริงๆด้วยถึงจะอยากจับหูนั้นมากแค่ไหนแต่การทำอะไรแบบนั้นในตอนนี้คงหมดสนุกแน่เลยช่วยไม่ได้ผมคงต้องตัดใจก่อน
ในขณะที่อััลเบโด้กำลังชักดาบขึ้นมาพร้อมจ้องมองมาที่ผมอย่างไม่ละสายตาจากผมเลย
“ไว้เจอกันใหม่นะครับ...คุณเอมี่”
ผมสบัดผ้าคลุมด้วยเวทย์สายลมก่อนะโขึ้นไปบนหลังคาในทันที
“...หมอนั่นหนีไปแล้ว”
เอมี่เงยหน้ามองหลังคา ริมฝีปากของเธอยกขึ้นเล็กน้อย
“เขาน่าสนใจดีนะคะ ทั้งเื่ที่ดินในเขตนั้นแล้วยังความสามารถแบบนั้นอีก”
“แม่!”
“อย่าไปยุ่งกับไอหมอนั่นเลยนะ!”
“ทำไมล่ะ?”
“ก็หมอนั่นมันเป็คนที่ชั่วช้าที่สุดเลย มันชอบทำร้ายคนอื่นและยังเป็เศษเดนสุดๆมันทำได้แม้กระทั่ง….”
อัลเบโด้หยุดพูด
“...”
“อัลเบโด้จัง”
อัลเบโด้หน้าเปลี่ยนสีทันที
“ไม่มีอะไรครับ”
“แม่ว่าเขา ไม่ใช่คนเลวร้ายแบบนั้นเลยนะ”
✩
ให้ตายสิพลาดโอกาศดีๆไปแล้ว แล้วจะเอายังไงต่อดีนะอยากได้เธอมาเข้าองค์กรด้วยจังแต่ ดูแล้วหมอนั้นทำไมต้องโกรธอะไรขนาดนั้นด้วยนะผมไปทำอะไรให้กันแน่ คงต้องหายโอกาศพูดดีๆกับหมอนั้นหน่อยแล้วสิ ไม่อย่างนั้นคงยากที่จะพาเธอคนนั้นมาอยู่ในองค์กรสุดยอดของผม ถ้างั้นวันนี้เปลี่ยนเป้าไปที่องค์หญิงดีไหมน๊า หรือจะเป็คุณนักฆ่าดีแต่ถ้ากลับไปตอนนี้ลิเลียคงดักรอผมอยู่แน่ๆเลย
ช่างมันเถอะไหน ๆ ก็ออกมาแล้ว วันนี้ต้อง การผจญภัยเท่านั้น ผมะโจากหลังคาหนึ่งไปยังอีกหลังหนึ่งผ้าคลุมสะบัดตามสายลม
“ไปตามหาความฝันของลูกผู้ชายต่อดีกว่า!”
ผมะโจากหลังคาหนึ่งไปยังอีกหลังหนึ่ง ผ้าคลุมสีดำสะบัดไปตามสายลม ถ้ามีใครเดินอยู่บนถนนแล้วเงยหน้าขึ้นมามองในตอนนี้ก็คงเห็นชายคนหนึ่งกำลังะโไปตามหลังคาบ้านด้วยรอยยิ้มบนใบหน้าคงโดนเข้าใจว่าเป็โจรแน่ๆแต่ไม่ต้องห่วงเพราะไม่มีคนปกติที่ไหนเงยหน้ามองหลังคาอยู่แล้ว ดังนั้นผมจึงปลอดภัย
“ฮะฮะฮะ...”
เสียงหัวเราะเบา ๆ หลุดออกมาจากปากในตอนแรกผมคิดว่าจะลองตามหาคุณองค์หญิงสักหน่อยแต่พอมาคิดดูแล้วเธอก็คงจะอยู่ในห้องของโรงแรมนั้นล่ะผมไม่อยากเจอลิเลียตอนนี้ด้วย เลยคิดว่าจะสำรวจเมืองต่อไปแต่ว่า
ไม่มีอะไรเลย ไม่มีหญิงสาวกำลังถูกโจรล้อม ไม่มีองค์หญิงองค์อื่นปลอมตัวเดินอยู่ตามตลาด ไม่มีนักฆ่าที่เดินอยูบนหลังคาของเมืองด้วยเหมือนกัน
“เมืองนี้มันใหญ่เกินไป”
ผมถอนหายใจ หรือความจริงแล้วเหตุการณ์แบบนั้นมันไม่ได้เกิดขึ้นง่าย ๆ กันนะ? ไม่สิผมปฏิเสธความคิดนั้นทันทีโลกแบบนี้ต้องมีอะไรสนุก ๆ ซ่อนอยู่ที่ไหนสักแห่งแน่นอน เพียงแต่ผมยังหาไม่เจอเท่านั้น ผมเดินต่อไปบนหลังคาอีกพักใหญ่ ก่อนจะหยุดอยู่เหนือถนนสายหนึ่ง
ด้านล่างเป็เขตตลาด ผู้คนเดินไปมาอย่างคึกคัก พ่อค้ากำลังะโเรียกลูกค้า รถม้าเคลื่อนผ่านไปมา เสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะดังอยู่ทั่วบริเวณผมย่อตัวลงนั่งบนขอบหลังคา
“เอาไงต่อดีนะ...”
ในขณะที่ผมกำลังคิดว่าจะะโลงไปหาอะไรทานดีไหม—
“หยุดนะ!”
เสียงะโดังขึ้นจากถนน
“หืม?”
“หยุดเดี๋ยวนี้!”
เสียงของทหารดังขึ้นจากนั้น—มีเงาร่างหนึ่งวิ่งผ่านใต้หลังคาที่ผมนั่งอยู่ ผมก้มลงมองหญิงสาวคนหนึ่งกำลังวิ่งหนีสุดชีวิตเธอสวมผ้าคลุมสีดำสนิทเหมือนของผมก่อนที่ฮูดที่คลุมอยู่จะหลุดออกเพราะแรงลม แต่สิ่งที่ทำให้ผมหยุดมองไม่ใช่แค่ผ้าคลุมเส้นผมสีเขียวอ่อนยาวสลวยของเธอโผล่ออกมาจากใต้ฮู้ด และเมื่อสายลมพัด—ปลายหูแหลมของเธอก็ปรากฏขึ้น
เอลฟ์? ยิ่งไปกว่านั้น—จากใต้ผ้าคลุม ผมยังเห็นชุดของเธอได้เล็กน้อย ชุดนักเรียนของสถาบัน ในมือของเธอกำลังถือถุงขนาดใหญ่ด้านหลังมีทหารหลายคนกำลังไล่ตามมาอยู่ห่างมากๆ
“น่าจะเป็ทางนั้น!”
“อย่าให้หนีได้!”
ดวงตาของผมเป็ประกายทันที
(ในที่สุด!)
เสียงหายใจหอบจากการวิ่งดังเป็จังหวะ ๆ
“ไอพวกนั้นกล้าดียังไงมาหลอกชั้น”
เด็กสาวบ่นออกมาในขณะที่กำลังวิ่งหนีจากหทารสุดกำลัง
“ต้องหนีไปให้ได้ถ้าโดนจับได้ต้องแย่แน่ๆ”
ฟ้าววว!
เสียงบางอย่างดังขึ้นจาก้าชั้นเงยหน้าขึ้นไปมองทางเสียงนั้นก็จะหยุดวิ่ง ร่างของคนที่อยู่ในชุดคลุมร่วงลงมาจาก้าก่อนเขาจะจอดลงที่หน้าเรา
“...!”
เขายืนขวางทางอย่างสง่างามผ้าคลุมสะบัดก่อนฮูตนั้นจะถูกเขาเปิดให้เห็นใบหน้าของเด็กหนุ่มคนหนึ่งบนใบหน้านั้นมีรอยยิ้มเหมือนคนกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่ พร้อมกับท่าทางที่สง่างามราวกับถูกจัดเตรียมมาอย่างดี ชั้นถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว พลังเวทย์ของชายคนนั้นชั้นไม่สามารถััมันได้เลย แต่กลับรู้สึกอะไรบ้างอย่างรอบๆตัวเขา
(ลม? แล้วทำไมมันถึงอยู่รอบๆตัวเขากัน?)
(ผู้ใช้ภูติหรอ ไม่สิหมอนั้นเป็มนุษย์นิ)
“หมดเวลาเล่นของเธอแล้วสาวน้อย”
“…?!”
เขายกมือขึ้นก่อนสะบัดมือนั้นเล็กน้อยก่อนที่ชั้นจะได้ทันรู้ตัวถุงในมือของชั้นก็ขาดออกเผยให้เห็นสิ่งที่อยู่ข้างในนั้นมันไม่ใช่สิ่งที่ชั้น้าไม่ใช่สิ่งที่ตกลงกับพวกนั้น สิ่งที่เรา ตกลงไว้มันคือผงStarDustแต่ที่กับร่วงลงมามันกับไม่ใช่ผงแต่เป็ชิ้น?!มันคือ กางเกงในของผู้หญิงที่ยังมีป้ายราคาติดอยู่
ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงนั้นยืนตัวแข็งกับภาพตรงหน้าก่อนที่เขาจะหันหน้าหนีเล็กน้อยราวกับกำลังเห็นในสิ่งที่ไม่ควรเห็น
“ขอโทษด้วย คนเราก็มีรสนิยมที่ต่างกันไปชั้นเข้าใจเธอ ชั้นสัญญาจะไม่บอกใครแน่นอน”
“ไม่ใช่แบบนั้นยะ”
“ชั้นได้ยินเสียงจากแถวนั้น”
เสียงของทหารที่ไล่ตามมาก่อนหน้านี้กำลังเหมือนจะใกล้เข้ามา
(บ้าที่สุดชั้นต้องหาทาง จัดการกลุ่มของพวกแกแน่ไอพวกมนุษย์น่ารังเกลียด)
“ขอโทษนะแต่ชั้นไม่สามารถโดนจับได้”
หมอนั้นยิ้มอะไรอยู่ได้คนว่าตัวเองเป็ใครกันชั้นพุ่งเข้าไปเพื่อจัดการกับเขาแต่เขากับจับที่ข้อมือของชั้นอย่างรวดเร็วมือทั้งสองข้างของชั้นถูกเขาจับไว้ด้านหลังขยับไม่ได้
“บ้าชะมัด ฟีซ่าโจมตีใส่เขาซะ”
ฟีซ่าคือภูติของชั้นเธอมีรูปร่างเป็เด็กสาวตัวจิ๊วที่ลอยไปมาอยู่ใยอากาศที่สวมชุดสีแดงมันใช้บงบอกธาตุของภูติิได้และคนที่ไม่ได้ถูกทำสัญญาด้วยจะไม่มีทางมองเห็นเธอได้ เปลวไฟก่อเกิดขึ้นในอากาศชายคนนั้นเห็นภาพตรงหน้าเขาไม่มีสีหน้าใเลยแม้แต่น้อย แต่ดวงตาเขาเหมือนกำลังตื่นเต้นกับอะไรบ้างอย่าง ก่อนที่ฟีซ่าจะโจมตีใส่ชายคนนั้นเธอก็หยุดการโจมตีที่ปล่อยออกไปนั้นลง เปลวไฟนั้นหายไปในกลางอากาศ ฟีซ่าลอยเข้าไปหาเขา ก่อนจะลอยไปมารอบๆเขาเหมือนกำลังดีใจ ฟีซ่าเป็ภูติเธอไม่สามารถพูดหรือสื่อสารได้โดยตรง ปกติแล้วเธอก็ไม่แสดงอารมย์ความรู้สึกอะไรเลยนอกจากกับผู้ทำสัญญา
“เอ๋ ฟีซ่า”
“เมื่อกี้มันอะไรเปลวไฟนั้นอยู่ๆก็หายไป”
เสียงพูดที่กดลงตํ่าของเขามันฟังดูน่ากลัว อย่างกับกำลัง ตั้งคำถามเพื่อข่มขู่ไม่มีผิดในจังหวะที่เขากำลังสนใจเปลวไฟที่หายไปนั้นชั้นก็ลงนํ้าหนักตัวไปด้านหลังเพื่อกดเขาลงไปที่พื้น แต่มันกับไม่ขยับเลย
“ทำไมกัน”
“ขอโทษที่นะตัวเล็กๆและเบาแบบนั้นจะทำให้ผมล้มลงได้จริงๆหรอ”
“งั้นถ้าแบบนี้ล่ะ”
ชั้นยกขาทั้งสองขาขึ้นแล้วปล่อยให้นํ้าหนักทั้งหมดทำให้ชั้นล้มลงกระแทกพื้นและมันเหมือนจะได้ผลตัวของชั้นกำลังจะตกกระแทกพื้นแล้วแต่ผู้ชายคนนั้นกลับหมุนตัวสลับกับชั้นมือทั้งสองถูกปล่อยแล้วร่างของเขาก็ลงไปกระแทกพื้นแทนหลังของเขากระแทกลงพื้นด้วยความแรงโดยที่ชั้นมีหน้าอกของเขารับแรงกระแทกให้
“ให้ตายสิถึงจะเป็โจมขโมยชุดชั้นใน แต่ก็เป็ผู้หญิงชั้นไม่ยอมให้ผู้หญิงเจ็บตัวโดยไม่มีเหตุผลไม่ได้หรอ”
หลังจากที่ชั้นได้ยิินคำพูดนั้นแล้วแก้มของชั้นก็รู้สึกร้อนขึ้นมาไม่ใช่แค่แก้มแต่แม้ใบหูก็เช่นกันก่อนชั้นจะคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
(ขอโทษด้วยนะนายพลาดเองที่ทำแบบนี้)
“ช่วยด้วยค่ะ!!!!!”
“เอ๋?”
"ชั้นจับโจรขโมยชุดชั้นในได้ ใครก็ได้ช่วยด้วยยยย!"
“????"
ใบหน้าของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความสับสนอย่างเห็นได้ชัด
ฉันจัดการล็อกข้อมือของเขาไว้กับพื้น ก่อนจะใช้เข่ากดตรึงขาของอีกฝ่ายและทิ้งน้ำหนักตัวลงไปให้มากที่สุด เพื่อไม่ให้เขามีโอกาสขยับหนีได้
แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ไม่ขัดขืน ไม่แม้แต่นิดเดียว ชายหนุ่มไม่ได้พูดอะไรตอบกลับสิ่งที่ฉันะโใส่ไปก่อนหน้านี้ ไม่มีคำแก้ตัว ไม่มีแม้แต่ความพยายามจะดิ้นรน มีเพียงสีหน้าที่เต็มไปด้วยความสับสน—
...ไม่สิ
ตอนนี้มันไม่ใช่ความสับสนแล้ว สีหน้าของเขาค่อย ๆ เปลี่ยนไป ราวกับกำลังจมอยู่ในห้วงความคิดและพยายามนึกถึงบางสิ่งบางอย่างจากนั้น— เขาก็ขยับมือข้างที่ฉันกำลังล็อกไว้ เพียงออกแรงเล็กน้อย ข้อมือของเขาก็หลุดออกจากการจับกุมของฉันได้อย่างง่ายดาย
หากเป็เช่นนั้น เขาก็น่าจะผลักฉันออกแล้วหนีไปได้อย่างสบาย ๆ แต่สิ่งที่เขาทำกลับตรงกันข้าม ชายหนุ่มไม่ได้คิดจะหลบหนีเลยแม้แต่น้อย เขายกมือข้างนั้นขึ้นมาแตะที่คาง ราวกับคนที่กำลังครุ่นคิดถึงเื่สำคัญบางอย่างอยู่เสียอย่างนั้นก่อนที่จะยิ้มออกมาเล็กน้อย โดยที่ฟีซ่าก็กำลังะโเต้นรวบๆเขาอยู่