บทที่ 9-1 จะรับกี่ชิ้นดีเ้าคะ
ใน่ยามอิ๋นของวันสารทเหอฟางหรู ชงเมิ่ง และหลินอิงซึ่งหายป่วยแล้วช่วยกันเตรียมของเซ่นไหว้บรรพบุรุษ โดยมีหลินอิงรับหน้าที่เป็แม่ครัวหลักเมื่อถึงยามเฉินครอบครัวทั้งเจ็ดคนของหวังิเยว่จึงสวมชุดใหม่ที่เหอฟางหรูเป็ผู้ตัดเย็บให้ร่วมกันเซ่นไหว้บรรพบุรุษด้วยความเบิกบานใจ
จวบจนยามบ่ายครอบครัวของหวังิเยว่เดินไปยังบ้านของท่านตาและท่านยายแลได้พบว่าท่านตาและท่านยายก็ใส่ชุดใหม่เช่นกัน โดยท่านยายยังปักปิ่นทองที่ท่านแม่มอบให้หวังิเยว่จึงเอ่ยหยอกเย้าผู้เป็ยายว่า
“ท่านยายเ้าคะ วันนี้ท่านยายสวยจนเด็กสาวยอมแพ้เลยเ้าค่ะ”
“เ้าหลานคนนี้ แกล้งหยอกยายรึ ยายอายุใกล้จะหกสิบแล้วจะไปสวยสู้หญิงสาวได้เช่นไรกัน” กัวฮุ่ยเหมยตอบกลับหลานสาว
‘แต่ท่านยายยังไม่หุบยิ้มเลยนะเ้าคะ’
เมื่อเหอเจียหยุนได้ยินเช่นนั้น จึงกล่าวกับผู้เป็ภรรยาว่า
“แต่ข้าว่า เยว่เอ๋อร์พูดถูกนะ เ้ายังสวยไม่เปลี่ยนเลย”
‘โอ๊ย!มดกัดเ้าค่ะท่านตา’
“ตาแก่นี่ ไม่อายเด็ก ๆ บ้างรึ” กัวฮุ่ยเหมยส่งสายตามองค้อนขวับไปให้สามีแต่เหอเจียหยุนกลับส่งรอยยิ้มหวานให้ภรรยา จากนั้นกัวฮุ่ยเหมยจึงกล่าวกับหลานสาวว่า
“เยว่เอ๋อร์ ซินเอ๋อร์ มาให้ยายดูพวกเ้าใกล้ ๆ เถิด” หวังิเยว่และหวังิซินเดินเข้าไปหาผู้เป็ยาย
“พวกเ้าดูดี มีน้ำมีนวลขึ้นมาก โดยเฉพาะเยว่เอ๋อร์ยายดีใจที่เ้าแข็งแรง ไม่ป่วยง่ายเหมือนแต่ก่อน” กัวฮุ่ยเหมยกล่าวกับหลานสาวด้วยรอยยิ้ม
“ขอบคุณเ้าค่ะท่านยาย เยว่เอ๋อร์จะพยายามรักษาตัวให้ดีจะได้สวยเหมือนท่านยายเ้าค่ะ” หวังิเยว่กล่าวประจบกัวฮุ่ยเหมย
เหอเจียหยุนที่ได้ยินคำพูดของหวังิเยว่จึงรีบเอ่ยต่อจากหลานสาวว่า
“พูดดี พูดได้ดีมากเยว่เอ๋อร์ ฮาฮ่า”เสียงหัวเราะของทุกคนดังลั่นอยู่ในห้องโถงนั่งเล่น
หวังิเยว่พาหวังิซินและชงเมิ่งไปที่ร้านขายน้ำเต้าหู้ั้แ่่เช้าโดยมีหวังหนิงเฉิงเป็คนขี่เกวียนให้ เนื่องจากวันนี้หวังิเยว่จะลองทำขนมชนิดใหม่‘แต่เก่าของชาติที่แล้วนะคะ’จึงมาที่ร้านเนื่องจากมีอุปกรณ์ให้นางใช้ครบครันกว่าที่บ้าน โดยขนมที่หวังิเยว่เลือกทำคือขนมไดฟูกุ ด้วยเหตุผลที่ว่า นางชอบกินมากนั่นเอง หวังิเยว่จะลองทำสองไส้คือถั่วแดงและถั่วดำ โดยมีชงเมิ่งเป็ลูกมือช่วยทำ และมีน้องเล็กที่นั่งให้กำลังใจอยู่ข้างๆ
ผ่านไปประมาณสองชั่วยาม หวังิเยว่จึงได้ขนมไดฟูกุที่ดูน่ากินออกมาจำนวนมากนางจึงตั้งชื่อให้ขนมไดฟูกุที่เหมาะกับยุคนี้ว่า ขนมแป้งกวนเพราะมีขั้นตอนที่ต้องนำแป้งมากวน หวังิซินได้ชิมขนมเป็คนแรกและบอกกับพี่สาวว่าอร่อยมากจึงกินขนมไม่หยุดปากจนหวังิเยว่ต้องเอ่ยห้ามให้หยุดกิน เพราะกลัวว่าน้องเล็กจะปวดท้องจากนั้นหวังหนิงเฉิงและหวังหนิงเทียนได้ลองชิมขนมแป้งกวนทั้งสองไส้ต่างบอกว่า ขนมอร่อยมากเช่นกัน
วันนี้ลูกค้าในร้านต่างได้ชิมขนมแป้งกวนไส้ถั่วดำและไส้ถั่วแดงโดยไม่เสียเงินต่างชมเชยบอกว่าขนมอร่อยมากและอยากขอสั่งซื้อขนมเพิ่ม แต่หวังิเยว่บอกว่าวันนี้แค่ทำมาให้ลองชิมเท่านั้นโดยจะเริ่มขายขนมแป้งกวนในเดือนหน้า เพราะต้องเสียเวลาในการจัดหาเตรียมวัตถุดิบ
‘นานจริงจริงนะเ้าคะ ลูกค้า’
ใน่บ่ายเมื่อหวังหนิงหลงและชงจื้อกลับจากโรงเรียนแล้วมาช่วยงานที่ร้าน หวังิเยว่จึงให้เด็กทั้งสองคนลองชิมขนมแป้งกวนทั้งสองต่างชมว่าอร่อยมาก และมองนางด้วยสายตาชื่นชม
เมื่อพวกของหวังิเยว่กลับถึงบ้านใน่ยามเซิน ทุกคนเดินเข้าไปในบ้านแล้วได้พบว่าท่านป้าสะใภ้รองมู่เลี่ยงลี่และลูกทั้งสองคนของนางนั่งอยู่ในห้องโถงนั่งเล่น กำลังคุยกับท่านพ่อและท่านแม่ของพวกนางอยู่เมื่อเหอฟางหรูมองเห็นหวังิเยว่จึงได้ร้องบอกบุตรสาวว่า
“เยว่เอ๋อร์ ท่านป้าสะใภ้รองของเ้ามาขอให้ท่านลุงรองไปทำงานที่ร้านน้ำเต้าหู้ด้วย”
“พวกเ้าให้แต่ครอบครัวของลุงใหญ่ทำงานแล้วครอบครัวของข้าล่ะ” ท่านป้าสะใภ้รองมู่เลี่ยงลี่กล่าวด้วยความไม่พอใจ
“บ้านของพวกเ้าใหญ่โตและมีกิจการร้านค้าเหตุใดจึงไม่คิดช่วยเหลือญาติ ๆ บ้างเล่า” เหอเฟยจูรีบกล่าวสมทบมารดาของตน
หวังิเยว่คิดว่าร้านน้ำเต้าหู้ขายดีทั้งวันและนางยังคิดขนมชนิดใหม่ออกมาเรื่อย ๆถ้าจะให้ท่านลุงรองไปช่วยงานเพิ่มอีกคนย่อมได้ จึงได้เอ่ยออกไปว่า
“ได้เ้าค่ะ พรุ่งนี้ให้ท่านลุงรองไปเริ่มทำงานได้เลย”
มู่เลี่ยงลี่เห็นว่า หวังิเยว่ยอมรับสามีของตนทำงานอย่างง่ายดายจึงได้ลำพองใจกล่าวต่อว่า
“ขอค่าแรงวันละสี่สิบอีแปะนะเพราะท่านลุงรองของเ้ามีภาระเยอะ เฟยฉีเรียนหนังสือต้องใช้เงินมาก” มู่เลี่ยงลี่กล่าวพร้อมกับเชิดใบหน้าของตนเองขึ้น
เหอฟางหรูหันมามองหน้าหวังิเยว่ด้วยความลำบากใจ ที่พี่สะใภ้ของตนเองทำกิริยาและพูดจาไม่ดีเยี่ยงนี้หวังิเยว่รับรู้และเข้าใจถึงความรู้สึกของผู้เป็มารดา จากนั้นนางได้ยินเสียงของเหอเฟยฉีกล่าวว่า
“วันนี้ ข้าได้ยินจากสหายในสำนักศึกษาว่าที่ร้านพวกเ้ามีขนมชนิดใหม่ ชื่อขนมแป้งกวน พรุ่งนี้พวกเ้าให้หนิงหลงนำขนมไปให้ข้าที่สำนักศึกษาข้าจะนำไปแจกบรรดาสหาย” เหอเฟยฉีหยักยิ้มที่มุมปากเพราะคิดว่าพรุ่งนี้เขาจะนำขนมชนิดใหม่ที่ยังไม่ออกขายไปอวดเพื่อนโดยไม่ต้องเสียเงินสักอีแปะ
หวังิเยว่จ้องมองไปที่ครอบครัวของท่านป้าสะใภ้รองด้วยความใบหน้านิ่งเฉยแล้วกล่าวตอบออกไปว่า
“เื่ค่าแรงของท่านลุงรอง ข้าจะคุยกับท่านลุงรองเองเ้าค่ะส่วนขนมแป้งกวนข้าจะให้หนิงหลงนำไปให้พี่เฟยฉีในวันพรุ่งนี้ โดยข้าจะหักเงินค่าขนมจากค่าแรงของท่านลุงรองพี่เฟยฉีจะรับกี่ชิ้นดีเ้าคะ”
รอจนกระทั่งท่านป้าสะใภ้รองมู่เลี่ยงลี่และลูกทั้งสองคนของนางกลับบ้านไปหวังิเยว่ก็ยังไม่ได้รับคำตอบของคำถามที่ว่า จะรับกี่ชิ้นดีเ้าคะ
เมื่อเหอจิวหูรู้ว่า ภรรยาไปของานให้ตนเองทำและยังเรียกค่าแรงถึงสี่สิบอีแปะต่อวันซึ่งมากกว่าค่าแรงปกติทั่วไปถึงเท่าตัว จึงรีบมาขอโทษครอบครัวของหวังิเยว่และบอกว่าไม่ต้องจ้างตนเองทำงานหรอกเพราะที่ร้านมีทั้งเหอจิวฝูและเหอเฟยิแล้ว แต่หวังิเยว่ยืนยันที่จะให้ท่านลุงรองไปช่วยงานที่ร้านเพราะเวลาที่ลูกค้าเยอะ ต้องขึ้นไปนั่งบนชั้นสอง ทำให้ดูแลลูกค้าไม่ทั่วถึงจึงคิดให้ท่านลุงรองคอยดูแลลูกค้าบนชั้นสอง โดยจะจ่ายค่าแรงวันละสามสิบอีแปะเหมือนท่านลุงใหญ่และพี่เฟยิ
‘ทำไมลูกไม้บ้านลุงรองถึงตกไกลต้นของลุงรองแต่ไปตกใกล้ต้นป้าสะใภ้แทน เฮ้อ! ช่างไม่รักดีเอาเสียเลย’
ใน่ระหว่างเวลาที่รอเก็บเกี่ยวผักในรอบต่อไป หวังิเยว่จึงคิดทำผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ซึ่งก็คือซอสถั่วเหลือง
‘ถั่วเหลืองอีกแล้วรึก็ยุคนี้ถั่วเหลืองราคาถูกนี่ค่ะ’
หวังิเยว่ให้ชงไฉ่ไปซื้อไหขนาดใหญ่ยี่สิบใบแล้วแช่ถั่วเหลืองค้างคืนไว้ จากนั้นวันรุ่งขึ้นหวังิเยว่ยืนอยู่หน้าเตาไฟทำการต้มถั่วเหลืองจำนวนมาก โดยมีหลินอิง ชงไฉ่ และชงเมิ่งคอยช่วย
‘ขนาดมีคนช่วยยังยุ่งขนาดนี้ ด้วยสองมือคงไม่พอ อยากจะมียี่สิบมือเหมือนทศกัณฐ์จริง ๆ ค่ะ’
หวังิเยว่เคยทำงานเป็นักวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อยู่ในบริษัททำซอสปรุงรสนานหนึ่งปีหกเดือนดังนั้นนางจึงมีความมั่นใจในการทำซอสถั่วเหลืองมากผ่านไปสามชั่วยามกระบวนผลิตจึงแล้วเสร็จ หมักทิ้งไว้ต่อประมาณหกเดือนก็จะได้ซอสถั่วเหลืองสิบไหใหญ่