พูดถึงใบหน้าที่ธรรมดาสามัญของมิโกะชิบะ เรียวมะแล้วความเห็นก็คงจะแตกต่างกันไปตามแต่บุคคล แม้จะไม่ได้หน้าตาน่าเกลียดมากแต่ก็ไม่ได้หล่อเหลาอะไร มักได้ยินบ่อยครั้งว่าเป็คนที่หน้าสมกับเป็ผู้ชายดีหนักไปทางดูเข้ม ดุดัน พูดกันง่ายๆ ก็ใบหน้าของคนญี่ปุ่นล่ะนะ
ในด้านของรูปร่างแล้วก็จัดว่าตัวหนาแขนสองข้างขนาดประมาณเอวของผู้หญิงตัวเล็กๆ ได้ แต่ก็ไม่ได้อ้วนจ้ำม่ำเต็มไปด้วยไขมันส่วนเกินแต่อย่างใดโดยรวมแล้วเป็ร่างกายที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อแข็งแรง มีกล้ามเนื้อขึ้นเป็มัดๆั้แ่แขนกระทั่งบั้นท้าย เรียกได้ว่าไปคนละทางกับหุ่นพิมพ์นิยมที่นิยมกล้ามบางๆ ในสมัยนี้
ที่โรงเรียนตั้งฉายาให้เขาว่าหมีจำศีล เพราะด้วยนิสัยที่สุภาพนุ่มนิ่มใจดีและใบหน้าที่เหมือนกับหมีจึงได้รับฉายานี้มาแต่จริงๆ แล้วเหตุผลนั่นเป็แค่เื่ของรูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้นคนที่รู้ถึงความหมายที่แท้จริงของฉายานี้มีอยู่ไม่กี่คนซึ่งพวกเขาก็ไม่เคยปริปากพูดออกมา ไม่สิ ต้องบอกว่า ต่อให้เป็พวกนั้นก็ตามไม่มีใครรู้จักตัวตนที่แท้จริงของเรียวมะหรอก
ส่วนเื่กลุ้มใจที่เป็ปัญหาของเรียวมะก็คงเป็เื่ใบหน้าที่แก่เกินอายุคงเป็อุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขาแล้ว อย่างไรก็ตามตัวเขาที่อายุย่างเข้า16 แต่มักจะโดนคนรอบข้างทักว่าอายุ 25 จนไปถึง 30 เป็คำวิจารณ์ที่ฟังแล้วช็อกในระดับที่แทบลงไปนอนร้องไห้เลยทีเดียว
ยิ่งไปกว่านั้นที่จริงแล้วสาเหตุที่เขาถูกบอกว่าหน้าแก่ไม่ใช่เพียงเพราะใบหน้าที่ดูเกินอายุไปไกลแน่นอนว่าเรียวมะไม่ได้หน้าเด็กหรือมีใบหน้าหวาน แต่กลับเป็ความรู้สึกที่อยู่รอบๆ ตัวเขาต่างหากที่ทำให้เขาดูแก่ ถ้ามองแค่หน้าล่ะก็พอจะมองเห็นสาเหตุได้สักข้อสองข้อ หากถามว่าคืออะไรสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้ดูแก่ก็คงเป็บรรยากาศอันดูสงบสุขุมที่เขาแผ่ออกมากับรูปลักษณ์ที่ห่างไกลจากคนญี่ปุ่นทั่วไป
แม้จะเป็แบบนั้น แต่ก็ยังพอมีข้อดีที่มีอยู่น้อยนิดได้บ้างข้อดีที่ว่าก็คงเป็เื่ประมาณที่สามารถเข้าไปซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ร้านสะดวกซื้อได้โดยไม่ต้องตรวจยืนยันอายุนั่นเอง
ในสมัยเด็กๆเคยโดนปู่ที่กำลังเมาหลอกให้ดื่มเหล้าเรียวมะก็ติดใจในรสชาติของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นับแต่นั้นเป็ต้นมาและในตอนนั้นเขาก็ไม่ได้ต่อว่าที่ปู่ส่งเสียงดังน่ารำคาญแต่อย่างใดซ้ำยังมานั่งร่วมเป็เพื่อนดื่มด้วยกันอีกด้วย
งานอดิเรกของเรียวมะคือ การอ่านหนังสือเกี่ยวกับภาพยนตร์และเล่นเกมแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าอ่อนกีฬาแต่อย่างไร พูดให้ถูกคือเป็มนุษย์ประเภทที่ชอบสิงอยู่ในห้องคนเดียว ไม่ใช่ว่ากลัวการเข้าสังคมแต่เหมือนว่าเขาจะไม่ค่อยชอบที่ที่คนจอแจเสียงดังเสียมากกว่าและก็เพราะเป็คนแบบนั้นจึงไม่ได้เป็จุดสนใจของคนรอบข้างมากนักเป็เด็กมัธยมปลายที่ออกจะมืดมนนิดๆ แบบที่หาได้ทั่วไปล่ะนะ และแน่นอนว่าไม่มีแฟน
ถึงอย่างนั้นเรียวมะก็คิดไว้ว่า ถ้าใช้ชีวิตแบบนี้ในญี่ปุ่นต่อไปเรื่อยๆ สักวันก็คงจะได้เจอกับหญิงสาวที่เขาจะตกหลุมรัก และสร้างครอบครัวที่อบอุ่นด้วยกันแต่เหมือนว่าท่านเทพแห่งความรักจะไม่ยอมให้ความฝันแสนสวยของเขาเป็จริง และแล้ววันนี้ในฤดูร้อน เขาก็ได้ร่วงลงสู่ขุมนรก
“อ่าในที่สุดก็ได้กินข้าว” วิชาสุดท้ายของคาบเช้าจบลง มิโกะชิบะเรียวมะพ่นลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ที่นี่แม้จะไม่ใช่โรงเรียนสำหรับการเตรียมตัวเข้าสู่ระดับอุดมศึกษาแต่ก็เป็โรงเรียนที่อัตราของนักเรียนที่เลือกเรียนต่อมหาวิทยาลัยก็นับว่าสูง ถึงเรียวมะจะเพิ่งเข้ามาเรียนที่โรงเรียนนี้ใน่ฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมา แต่เขาแทบไม่ต้องปรับตัวในการเรียนแต่อย่างใด เพียงแต่ถ้าเป็เื่ที่มีความสนใจแล้วก็จะแสดงออกถึงความรู้อันสุดยอดที่มีออกมาแต่กับเื่ที่ไม่สนใจแล้วเขาก็จะไม่ได้แสดงออกอะไรเลย คงเป็เพราะโดยลึกๆ แล้วพื้นฐานเป็คนเอาแต่ใจอยู่พอตัว
เรียวมะนั่งบนเก้าอี้และยืดตัวขึ้น
วิชาที่เรียวมะสนใจมากที่สุดคือประวัติศาสตร์และวรรณคดีสามารถพูดได้ว่าเป็พวกชอบสายวิชาแนวมนุษยศาสตร์หรือศิลปะ ทว่าเขากลับอ่อนในวิชาภาษาอังกฤษเอามากๆ
(ก็เป็คนญี่ปุ่นนี่นาเรียนแค่ภาษาญี่ปุ่นก็น่าจะพอแล้วนี่)
เดี๋ยวคาบตอนสี่โมงเย็นเป็วิชาภาษาอังกฤษสมองต้องล้ามากแน่ๆ
(อ่าช่างเถอะ เอาเป็ว่าตอนนี้ไปดาดฟ้านั่งกินข้าวก่อนดีกว่า แล้วค่อยหนีไปนอนสักหน่อยวันนี้อากาศดีด้วยสิ)
พร้อมกับความรู้สึกไม่พอใจที่ไม่สามารถเป็ส่วนหนึ่งของสังคมนานาชาติในปัจจุบันได้เรียวมะหยิบกล่องข้าวออกมาจากกระเป๋า เป็ข้าวกล่องที่อาซึกะทำให้
โรงเรียนเขาให้เวลาพักเที่ยงหนึ่งชั่วโมงั้แ่เวลาเที่ยงตรงจนถึงบ่ายโมง แต่เวลาพักเที่ยงจริงๆ คือ่ที่เลยเวลาที่กำหนดไว้มาแล้วเรียวมะหยิบกล่องข้าวกับขวดน้ำชา เดินไปเปิดประตูห้องเรียน แต่ว่าในตอนนั้นเพื่อนร่วมห้องที่กำลังเตรียมของสำหรับข้าวกลางวันอยู่ตรงโต๊ะที่ติดกับประตู ส่งเสียงเรียกเรียวมะขณะกำลังจะเดินออกไป
“มิโกะชิบะคุงจะไปกินข้าวที่ดาดฟ้าหรอ? นานๆ ที ไปกินด้วยกันไหม? อยากจะคุยเื่ชมรมด้วยน่ะ”เป็เด็กผู้หญิงผมยาว ตากลม หน้าตาน่ารักพอตัว
เรียวมะได้ยินแล้วจึงหยุดอยู่ที่ประตูเขามีสีหน้าลังเลไปแวบหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจยิ้มให้เธอแล้วตอบ
“อ่าขอโทษนะ ไว้คราวหน้าแล้วกัน”
ไม่ใช่ว่าเรียวมะไม่อยากไปกินข้าวกับพวกผู้หญิงหรอกนะที่จริงต้องพูดจากใจจริงเลยว่าได้ไปกินข้าวกับเพื่อนร่วมชั้นผู้หญิงนี่เป็เื่น่ายินดีด้วยซ้ำไปแต่ว่าเรียวมะมีสองเหตุผลที่จำเป็ต้องปฏิเสธคำชวนนั้นไป
เหตุผลที่เขาไม่สามารถไปกินข้าวกับเพื่อนร่วมห้องได้ประการแรก
ว่ากันง่ายๆเลยคือเขาไม่อยากให้ใครเห็นข้าวกล่องของเขาเพราะข้าวกล่องที่อาซึกะทำนั้นมันน่ารักเกินไปจนดูไม่เข้ากับรูปลักษณ์ของเขาเลยอย่างน้อยที่สุดเขาก็คิดแบบนั้น
ในโลกนี้มีสิ่งที่เรียกว่าข้าวกล่องคาแรคเตอร์อยู่เป็ข้าวกล่องเอาวัตถุดิบมาทำเป็รูป คาแรคเตอร์ต่างๆ เป็ผลผลิตของเหล่าคุณแม่ที่ทุ่มแรงกายแรงใจคิดขึ้นมาและเรียวมะก็หนีไม่พ้น
อาซึกะมีความหลากหลายเยอะมากเธอสามารถเอาวัตถุดิบต่างๆมาทำข้าวกล่องเป็รูป คาแรคเตอร์ต่างๆตัวอย่างเช่นตัวการ์ตูนที่เป็หนูพลังไฟฟ้าจากเกมชื่อดังที่รู้จักกันและอีกหลายตัว
แน่นอนการใช้วัตถุดิบทำอาหารมาทำเป็รูปการ์ตูนต่างๆนั้นต้องใช้ฝีมืออย่างมากและเรียวมะก็ยอมรับในความสามารถนี้
แค่เพราะว่าเขาที่เป็คนทำอะไรหยาบๆเข้าไปทำอาหารในครัว ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่เข้าใจถึงความสามารถในการทำอาหารและความตั้งใจของอาซึกะ
แต่ว่าพูดตรงๆแล้วล่ะก็ ช่วยไม่ได้เลยที่เขาอยากให้อาซึกะหยุดทำข้าวกล่องลาย คาแรคเตอร์ต่างๆ ให้เขาได้แล้ว
เป็ถึงหนุ่มมอปลายแล้วยังกินข้าวกล่องที่เป็ลายหน้าตัวละครจากเกมเนี่ย...เป็ข้าวกล่องที่ได้รับจากผู้หญิงก็น่าดีใจอยู่หรอกแต่ภาพลักษณ์ความเป็ผู้ชายของเขาป่นปี้หมดแล้ว
แต่ทว่าคนทำข้าวกล่องอย่างอาซึกะนั้นไม่ได้สนใจจิตใจลูกผู้ชายของเรียวมะเลย
ตอนมัธยมต้นนั้นเขากินข้าวกลางวันของโรงเรียนจึงไม่มีปัญหาอะไรมาก แต่พอขึ้นมัธยมปลายก็ต้องเริ่มพกข้าวกล่องมากินที่โรงเรียนด้วยความที่ไม่มีพ่อกับแม่ และตาแก่เองก็ไม่ใช่คนที่จะทำข้าวกล่องให้เรียวมะก่อนหน้านี้เรียวมะจัดการโดยการซื้อขนมปังที่โซนร้านค้ากินเอา จนเมื่อราวๆ หลังเดือนเมษายนมาสักพักอาซึกะก็เสนอที่จะมาทำข้าวกล่องให้
ไหนๆ ก็รับน้ำใจมาแล้วแต่พอเปิดฝากล่องข้าวก็รู้สึกใ
(ดีนะที่ไม่มีใครเห็น..)
เรียวมะนึกถึงเื่ราวขึ้นมาได้ทีไรตอนนี้ก็ยังตัวสั่นไม่หาย
เพราะไม่อยากให้ใครเห็นข้าวกล่องเรียวมะจึงตั้งหน้าตั้งตากินอย่างเอาเป็เอาตายและเอาเป็ว่าเขาสามารถปกป้องภาพลักษณ์ลูกผู้ชายเอาไว้ได้สำเร็จ แต่ว่าในกลับบ้านวันนั้น เขาตั้งใจโทรไปเอ็ดอาซึกะเื่ข้าวกล่องพอวันต่อมาข้าวกล่องของเขาเลยกลายเป็มารุเบนโตะ*
(ั้แ่ข้าวเช้าแล้วนะ...ให้กินแค่ซีเรียลคอร์นเฟล็กกับนมเนี่ย)
เขาไม่ได้จะว่าร้ายดูถูกซีเรียลคอร์นเฟล็กกับนมหรอกนะแต่สำหรับเรียวมะที่ต้องตื่นมาซ้อมหนักแต่เช้าพร้อมกับกระเพาะที่ว่างเปล่า นี่มันเป็เมนูทรมานคนชัดๆ
ถึงเป็แบบนั้นเรียวมะก็ต้องจำใจอดทนนั่งหิวไปตลอดคาบเรียน รอให้ถึงเวลาพักเที่ยง แล้วก็เปิดฝากล่องข้าวพร้อมกับความสิ้นหวังตามเคย
สุดท้ายแล้วเรียวมะจึงต้องจำใจเก็บความไม่พอใจนี่ซ่อนไว้ในใจลึกๆ เพราะรู้สึกผิดต่ออาซึกะเนื่องจากพอเขาตั้งใจจะกลับไปซื้อขนมปังกินหรือจะทำข้าวกล่องเองก็สังเกตได้ว่าอาซึกะก็จะแสดงท่าทีไม่พอใจออกมาด้วยเหตุนี้ทำให้ข้าวกล่องของเขากลายเป็ข้าวกล่องลายการ์ตูนต่างๆเรื่อยมาตามที่กล่าวไปและก็ด้วยเหตุนี้เขาจึงหนีไปกินข้าวที่ดาดฟ้าคนเดียวแต่ไม่ใช่เหตุผลที่เขาปฏิเสธเพื่อนร่วมห้องที่มาชวนในวันนี้
“เอาแต่พูดคราวหน้าๆตลอดเลย! หลังเลิกเรียนก็รีบดิ่งกลับบ้านทันทีอุตส่าห์มีร่างกายที่ดีขนาดนั้นแต่ดันอยู่ชมรมวรรณศิลป์นี่น่าเสียดายนะฉันเองก็โดนรุ่นพี่ที่ชมรมกดดันมาด้วย ขอร้องล่ะ แค่ครั้งเดียวก็ยังดีช่วยเข้าไปดูที่ชมรมคาราเต้หน่อยนะ เข้าไปนั่งดูเฉยๆก็ยังดี” เด็กสาวว่าแบบนั้นพร้อมกับช้อนตาขึ้นมองเรียวมะ เป็สีหน้าที่น่ารักพอตัวถ้าเป็ผู้ชายทั่วไปคนยอมแพ้สีหน้าแบบนั้น แล้วยอมไปตามคำเชิญของเด็กสาวแล้ว
แต่ว่าเรียวก็ยังคงยืนยันที่จะปฏิเสธที่จริงแล้วั้แ่เข้ามาเรียนที่นี่ ก็มีคำชวนจากหลายชมรมมาหาเข้าแทบทุกวัน
“ก่อนหน้านี้ก็บอกไปแล้วนี่นาฉันน่ะไม่สนใจที่จะเข้าทั้ง เคนโด้ หรือคาราเตะ หรือยูโดด้วย ขอโทษด้วยนะ” เพราะ อีกฝ่ายเป็เพื่อนนักเรียนหญิงเป็เพื่อนร่วมชั้นและยังจัดว่าเป็คนที่หน้าตาดีทั้งเป็คนที่พูดแล้วมีความน่าเชื่อถือ แม้ว่าในใจจะรำคาญขนาดไหนแต่ก็ไม่มีความจำเป็ที่จะต้องพูดปฏิเสธแบบหักหาญน้ำใจกัน เรียวมะจึงพยายามไม่ใช้คำพูดรุนแรงแต่ก็ปฏิเสธไปอย่างๆตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อมและที่พูดถึงชมรมอื่นนอกจากคาราเต้แล้วก็เป็เพราะอยากให้เพื่อนคนอื่นๆในห้องได้ยินด้วย
ที่โรงเรียนนี้มีให้ความสำคัญในด้านกีฬาพอๆกับชื่อเสียงด้านวิชาการโดยเฉพาะกีฬาด้านศิลปะการต่อสู้จัดได้ว่ามีคะแนนที่ดีในระดับหนึ่งเคยได้รับรางวัลชนะเลิศในการแข่งขันระดับเขต แม้ว่าจะไม่เคยได้ไปถึงในระดับชาติแต่ก็ติดอันดับท็อปสิบหกในกลุ่มโรงเรียนรัฐบาล และคงจะขึ้นไปในระดับท็อปแปดได้อย่างไม่น่าแปลกใจ
และมิโกะชิบะเรียวมะที่เข้ามาเป็นักเรียนใหม่ที่นี่พร้อมกับสภาพร่างกายที่ดีเยี่ยมก็เป็เื่ปกติจะถูกจับตามองและโดนชมรมต่างๆ เชื้อเชิญให้เข้าร่วม
ส่วนสูงที่เกิน190 เิเบวกกับกล้ามเนื้อที่ถูกฝึกมาอย่างดีซึ่งมองอย่างไรก็ไม่ใช่กล้ามเนื้อแบบพวกนักเล่นกล้าม เป็กล้ามเนื้อที่มีความยืดหยุ่นไขมันในสัดส่วนที่พอดี เป็กล้ามเนื้อที่ราวกับเป็เกราะป้องกัน ไม่สงสัยเลยว่ามีประสบการณ์เล่นกีฬาจำพวกศิลปะการต่อสู้มา
“อืมงั้นวันนี้ไม่เป็ไร แต่ว่าอยากให้เก็บเอาไปคิดดีๆ นะ เพราะถ้ามิโกะชิบะคุงเข้าชมรมเราละก็มีหวังชิงชนะเลิศได้แน่ๆ!”พูดจบเด็กสาวก็หมุนตัวกลับไปหากลุ่มเพื่อนๆที่นั่งรออยู่ที่โต๊ะอย่างว่องไว คงจะรู้ตัวว่าต่อให้ตามตื้อไปก็ไม่มีประโยชน์
(อ่าขยันมาถามทุกวันๆ ไม่มีเบื่อเลยนะ.... ถ้าแค่ชวนไปกินข้าวเฉยๆก็จะคิดดูอยู่หรอก)
เรียวมะยิ้มแห้งๆให้เด็กสาวที่มาชวนเขาก่อนจะเปิดประตูห้องเรียนออกไป
ที่จริงแล้วไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้จะทำยังไงกับข้าวกล่องของอาซึกะหรอกหากจะไปกินกับกลุ่มสาวๆพวกนั้น ถ้าจะซื้อขนมปังหรือข้าวกล่องมาให้นั่งกินด้วยก็ไม่มีปัญหาส่วนข้าวกล่องของอาซึกะเอาไว้กินเป็อาหารว่างแทนขนมก็ได้ แต่ถึงจะคิดไว้แบบนั้นเรียวก็ไม่คิดจะทำแต่อย่างใดนำมาสู่เหตุผลที่ไม่ยอมกินข้าวกับเพื่อนอีกเหตุผลหนึ่ง
ถ้าพูดตรงๆเลยก็คือเขารำคาญคำชวนเข้าชมรมต่างๆ
แน่นอนว่าไม่มีเจตนาจะดูถูกกีฬาสายต่อสู้แต่อย่างไรแน่นอนว่ามันเป็การดูถูกคนที่ทุ่มเทชีวิตกับกีฬาสายนี้
แต่มันเป็เื่ของมุมมองต่างหากเรียวมะไม่มีความคิดที่จะเล่นกีฬาที่ต้องแบ่งระดับตามน้ำหนัก และไม่มีความคิดที่จะอวดพละกำลังของตัวเองด้วย
สำหรับเรียวมะแล้วนักสู้นั้นคือสิ่งที่ต้องปลิดชีวิตคู่ต่อสู้ให้ได้ เป็เพียงเครื่องมือเพื่อป้องกันการโดนศัตรูฆ่าทิ้งเสียเองเป็เื่ง่ายๆแค่นั้น ไม่ใช่การต่อสู้แข่งขันที่เป็ธรรม แต่มองในอีกแง่หนึ่ง ความคิดของเรียวมะแบบนั้นคงไม่ได้รับการยอมรับในยุคแห่งสันติภาพแบบปัจจุบันซึ่งเขาเองก็รู้อยู่แก่ใจ ไม่ว่าจะใช้คำพูดอธิบายเพียงใดก็คงไม่มีใครเห็นด้วยอยู่ดี สำหรับคนส่วนมากนั้น การต่อสู้จึงถูกจัดว่าเป็กีฬามิเช่นนั้นแล้วการขัดเกลาจิตใจมนุษย์กับการอนุรักษ์วัฒนธรรมก็คงไร้ความหมาย
มารุเบนโตะ* ข้าวกล่องที่มีแค่ข้าวสวยแล้วมีบ๊วยแปะตรงกลางหนึ่งเม็ด