“คุณหนูเรียกหาข้าทำไมหรือ” ป้าสี่ยืนกอดอกทั้งยังพูดจาแข็งกร้าวกับลู่อวิ๋นชย่าอย่างไม่เกรงใจ ก่อนที่นางจะขมวดคิ้วเมื่อเห็นอี้จู้นั่งคุกเข่าอยู่ “แล้วนี่เ้าจะคุกเข่าอยู่ทำไมหรืออี้จู้ รีบลุกขึ้นสิ ทำไมถึงไม่รู้จักปกป้องชื่อเสียงของเ้านาย หากฮูหยินใหญ่รู้เข้าจะทำยังไง เ้าต้องรู้จักทำตัวให้คนอื่นรู้ว่าเ้าเป็คนที่ฮูหยินใหญ่ส่งมาสิ”
‘อ้อ...นี่กำลังยกเอาฮูหยินใหญ่มาขู่ข้าอีกคนแล้วหรือ’ ลู่อวิ๋นชย่ายิ้มมุมปากแล้วหลับตาเพื่อค้นความทรงจำเก่าขึ้นมา แม้ความทรงจำจะขาดหายไปบ้าง แต่นางก็พอจะได้คำตอบแล้วว่าฮูหยินใหญ่ที่ป้าสี่ยกขึ้นมาขู่นางอยู่นี้คือผู้ใด
“คุณหนูใหญ่สั่งให้ข้าคุกเข่าเ้าค่ะป้าสี่ ข้าบอกนางไปแล้วว่าข้าเป็คนที่ฮูหยินใหญ่ส่งมา แต่คุณหนูใหญ่ก็ไม่ฟัง ทั้งคุณหนูยังบังคับให้ข้ากินขนมชิ้นนี้อีกด้วย ขนมของเ้านาย ข้าจะกล้ากินเข้าไปได้ยังไง หรือว่าคุณหนูใหญ่รังเกียจฝีมือของท่านกันแน่เ้าคะป้าสี่” อี้จู้ยักคิ้วให้ป้าสี่อย่างรู้กัน
“ขนมเปี๊ยะชิ้นนี้ข้าทำจนสุดฝีมือ หรือคุณหนูใหญ่คิดว่าท่านสูงส่งมากถึงกินของที่ข้าทำไม่ได้ ข้าเป็แม่ครัวที่ติดมากับสินเดิมของฮูหยินใหญ่เชียวนะเ้าคะ คุณหนูลืมไปแล้วหรือว่าตระกูลเดิมของฮูหยินใหญ่คือผู้ใด” ป้าสี่มองหน้าลู่อวิ๋นชย่าก็เห็นว่าอีกฝ่ายยืนหลับตายิ้มอยู่ก็เกิดโมโหขึ้นมา “คุณหนูใหญ่! ข้าพูดกับท่านอยู่นะเ้าคะ”
เพียะ เพียะ เพียะ
“Oops!...ขอโทษทีนะ เ้าเสียงดังเกินไป ข้าก็เลยใไปหน่อย หน้าหนาๆ ของเ้าคงไม่รู้สึกเจ็บเท่าไหร่หรอกมั้ง แต่มือข้านี่สิ เจ็บไปหมดแล้ว” ลู่อวิ๋นชย่าคลำมือตัวเองคล้ายกับว่ามันเ็ปมากเสียอย่างนั้น
ป้าสี่กับอี้จู้ต่างก็ตกตะลึง วันนี้คุณหนูใหญ่กล้าตบหน้าพวกนางอย่างนั้นหรือ ทั้งสองหันมาพยักหน้าให้กันแล้วพุ่งเข้าหาลู่อวิ๋นชย่าทันที หนิงผิงเห็นท่าไม่ดีจึงเข้ามาขวางไว้ ก่อนที่สาวใช้ตัวเล็กอย่างนางจะถูกสาวใช้มีอายุทั้งสองเหวี่ยงไปชนกับผนังจนผนังด้านนั้นพังลงมาทั้งแถบ
ลู่อวิ๋นชย่าที่เตรียมตั้งรับอยู่แล้วก็ไม่ได้หลบไปไหน เมื่อเห็นสองคนนั้นพุ่งเข้ามา นางก็ถีบเก้าอี้เข้าใส่สองคนนั้นทันที ป้าสี่และอี้จู้ถูกเก้าอี้ชนเข้าที่หัวเข่าอย่างจัง จนทำให้ทั้งสองล้มลงและไม่มีทีท่าว่าจะลุกขึ้นได้เลย ลู่อวิ๋นชย่าเห็นอย่างนั้นก็หัวเราะออกมา ก่อนที่จะเดินเข้าไปกระชากผมป้าสี่กับอี้จู้ขึ้นอย่างแรงเพื่อบังคับให้ทั้งสองเงยหน้าขึ้นมองมาที่ตน
“คนหนึ่งทำขนมขยะนี้มาให้ข้า ส่วนอีกคนก็แสร้งอยากกินขนมของข้า อืม...เอายังไงดีล่ะ วันนี้ข้าอารมณ์ดีซะด้วยสิ ข้าจะป้อนมันให้พวกเ้ากินก็แล้วกัน” ลู่อวิ๋นชย่ายิ้มเย็น “แต่ถ้าใครกล้าคายมันออกมา ขาของพวกเ้าก็จะเหมือนกับสิ่งนี้”
ลู่อวิ๋นชย่าใช้เท้าเตะเข้ากับขาเตียงที่ทำจากไม้ไผ่อย่างจัง ท่วงท่าดูไม่รุนแรงแต่ทว่าไม่เพียงขาเตียงด้านที่ถูกเตะนั้นจะหักลงเท่านั้น แต่กลับเป็เตียงไม้ไผ่ทั้งหลังที่พังลงพร้อมกัน
ป้าสี่กับอี้จู้ไม่มีทางเลือก พวกนางกลั้นใจกินขนมเปี๊ยะก้อนดำๆ นั้นเข้าไป แต่เคี้ยวไปได้สักพักก็อยากคายออก เพียงแต่เมื่อได้ยินเสียงลู่อวิ๋นชย่าเคาะไม้อยู่ด้านข้าง ทั้งสองก็ฝืนกลืนขนมเปี๊ยะลงไปทั้งน้ำตา ใช้เวลาอยู่นานกว่าที่ป้าสี่และอี้จู้จะกินขนมเปี๊ยะจานนั้นหมด
“คุณหนูเ้าขา ต่อจากนี้พวกเราจะทำยังไงกันดี ป้าสี่กับพี่อี้จู้ต้องไปฟ้องฮูหยินใหญ่แน่ๆ เลยเ้าค่ะ”
“ไม่ต้องไปสนใจพวกเขาหรอก ไหนเ้าลองเล่าให้ข้าฟังต่อซิว่าเ้ามาอยู่กับข้าได้ยังไง”
“ตอนบ่าวอายุได้สิบขวบ บ่าวยังเป็ขอทานอาศัยขอเงินจากผู้ใจบุญอยู่หน้าวัดฟู่ผิงเ้าค่ะ ฮูหยินใหญ่กับคุณหนูคอยให้เงินบ่าวไว้ใช้จ่ายทุกครั้งที่พวกท่านไปทำบุญ จากนั้นบ่าวก็ขอติดตามรับใช้พวกท่าน ฮูหยินใหญ่เห็นว่าคุณหนูต้องมีสาวใช้คอยติดตาม นางก็เลยรับบ่าวให้เข้ามารับใช้คุณหนูั้แ่ตอนนั้นเ้าค่ะ”
“แล้วข้าถูกส่งมาอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้ได้ยังไง”
“คุณหนูถูกส่งมาอยู่ที่นี่เพื่อไว้ทุกข์ให้ฮูหยินใหญ่อย่างไรเ้าคะ คุ...คุณหนูจำเื่พวกนี้ไม่ได้เลยหรือ” หนิงผิงลุกขึ้นพร้อมกับฉุดลู่อวิ๋นชย่า “คุณหนูไปให้ท่านหมอเฉียวตรวจดูอาการสักหน่อยดีหรือไม่เ้าคะ”
“คงเพราะก่อนหน้านี้ไข้ขึ้นสูง ทั้งข้ายังไม่ได้รับอาหารดีๆ เข้าร่างกาย คิดว่าความจำของข้าก็คงจะหลงลืมไปบ้าง เ้าอย่าเพิ่งใไป” ลู่อวิ๋นชย่าฉุดหนิงผิงให้นั่งลง “ตอบคำถามข้าก่อน ข้าถูกส่งมาที่หมู่บ้านนี้เพื่อไว้ทุกข์ให้ท่านแม่นานเท่าไหร่แล้ว”
“หกเดือนได้แล้วเ้าค่ะ” หนิงผิงมองดูเ้านายอย่างสงสาร “อยู่ที่นี่เวลามันผ่านไปเร็วมากนะเ้าคะ อีกไม่นานก็จะครบกำหนดไว้ทุกข์สามปี หลังจากนั้นคุณหนูก็จะได้กลับไปอยู่ที่บ้านแล้วเ้าค่ะ”
ลู่อวิ๋นชย่าแสร้งคลึงขมับ พร้อมกับคิดไปตามคำบอกเล่าของหนิงผิง ‘ก็แสดงว่าเราย้อนกลับมาใน่ก่อนที่จะถูกนักฆ่าไล่ล่าแล้วทะลุมิติไปใช้ชีวิตในโลกอนาคตสินะ ถ้างั้นเราก็ยังไม่เคยเห็นคนที่สวมแหวนใส่นิ้วเราด้วยน่ะสิ’
“คุณหนูปวดหัวอีกแล้วหรือเ้าคะ”
“เปล่าหรอก ข้าแค่กำลังคิดว่า่นี้ยังอยู่ใน่ไว้ทุกข์ให้ท่านแม่ ฉะนั้นตำแหน่งฮูหยินใหญ่ก็คงจะยังไม่ถูกแต่งตั้ง แต่ทำไมป้าสี่กับอี้จู้ถึงเรียกนายหญิงของพวกเขาว่าฮูหยินใหญ่ล่ะ” ลู่อวิ๋นชย่ายิ้มขึ้นอีกครั้ง “อยากขึ้นเป็ฮูหยินใหญ่อย่างนั้นหรือ พวกเ้าต้องถามข้าก่อนว่าข้าอนุญาตหรือเปล่า”
หนิงผิงไม่เข้าใจสิ่งที่เ้านายกำลังพูดอยู่เลยสักนิด นางฝืนตัวเองให้ยืนขึ้น “บ่าวจะไปตามคนให้มาซ่อมที่พักให้คุณหนูก่อนนะเ้าคะ แล้วก็จะไปขอยืมมันหวานจากชาวบ้านมาเผาให้คุณหนูกินด้วย บ่าวรู้ว่าคุณหนูไม่ชอบมันหวาน แต่มันหวานเป็อาหารอย่างเดียวที่บ่าวจะสามารถหยิบยืมมาได้เ้าค่ะ”
“พวกเราไม่มีเงินค่าใช้จ่ายส่วนตัวเลยหรือ”
“เอ่อ...บ่าวก็ไม่รู้เ้าค่ะ พี่อี้จู้บอกแค่ว่าคุณหนูอยู่ที่หมู่บ้านนี้ไม่ได้ออกไปไหน เพราะฉะนั้นคงไม่มีความจำเป็ที่ต้องถือเงินไว้ในมือ”
“ถ้าเ้าไปยืมของกินจากชาวบ้านมา แล้วเ้าเอาเงินที่ไหนไปคืนพวกเขาล่ะ”
“เป็เงินเก็บของบ่าวเองเ้าค่ะ บ่าวเก็บเงินพวกนี้ไว้ั้แ่ตอนที่ได้เข้ามาติดตามรับใช้คุณหนู” หนิงผิงยิ้มกว้าง พร้อมกับกระซิบ “บ่าวไม่กล้าเอาเงินออกมาใช้คราวละมากๆ กลัวว่าพี่อี้จู้จะรู้ แต่คุณหนูไม่ต้องเป็ห่วงนะเ้าคะ บ่าวฝังเงินจำนวนนั้นไว้อย่างดี ถ้าเราใช้กันอย่างประหยัดสักหน่อย คิดว่าคงจะใช้พอจนกว่าเราจะได้กลับบ้านกันเ้าค่ะ ไม่คุยกับคุณหนูแล้ว บ่าวต้องรีบไปก่อน เกิดคนมาซ่อมที่พักเราไม่ทัน มีหวังคืนนี้พวกเราต้องนอนหนาวตายแน่ๆ”
“ไปเถอะ ข้าจะรอเ้าอยู่ตรงนี้ก็แล้วกัน” ลู่อวิ๋นชย่ามองตามหลังสาวใช้ไปอย่างใช้ความคิด ไม่นานฝ่ามือด้านขวาก็เกิดร้อนขึ้นมา
ลู่อวิ๋นชย่าพลิกฝ่ามือตนเองขึ้นมาดูก็เห็นรอยสักสีขาวรูปหงส์ค่อยๆ เปล่งแสงขึ้นทีละนิด จากนั้นนิ้วนางด้านซ้ายที่นางสวมแหวนหงส์อยู่ก็เปล่งแสงขึ้นอีกเช่นกัน นางเอาฝ่ามือที่มีรอยสักวางทับไปบนนิ้วที่กำลังสวมแหวนอยู่ตามจิตสำนึก จากนั้นลู่อวิ๋นชย่าก็ถูกดูดเข้าไปในมิติ นางทั้งประหลาดใจและดีใจเป็อย่างมาก เพราะที่นี่คืออาคารอเนกประสงค์ที่คุณพ่อลู่เกาสร้างเอาไว้ให้เป็พื้นที่ส่วนตัวของนางนั่นเอง