หลายวันผ่านไปยามเหม่าเมื่อสาวใช้จอมเถลไถลกลับมาเห็นแม่นางน้อยคนหนึ่งกำลังปรนนิบัติฉีซินอี๋ล้างหน้าบ้วนปากท่าทางเอาอกเอาใจกิริยาเคารพยำเกรงเป็อย่างยิ่ง ย่ามบนไหล่ไหลลงตามแนวแขน ของหนักๆ ในนั้นหล่นกระทบพื้นดังตุบ! ดึงความสนใจจากฉีซินอี๋และเฟิ่งเสี่ยวทันที
“คะคุณหนู นะ นี่ท่าน...” ชี้นิ้วไปทางเฟิ่งเสี่ยวริมฝีปากอ้าพะงาบ ๆ
ฉีซินอี๋ยิ้มหวานไปถึงดวงตา“สาวใช้คนใหม่ของข้าเอง”
“ไม่ได้!”ไม่ทันกล่าวจบสาวใช้คนนั้นพลันตรงรี่มายืนเท้าเอวตรงหน้านางน้ำเสียงแข็งกระด้าง
ฉีซินอี๋“ทำไมจะไม่ได้เล่า”
สาวใช้ข่มโทสะของตนลงท้องพยายามรักษาท่าทีกับนางมากที่สุดเท่าที่จะเป็ไปได้
“คุณหนูเราแทบไม่มีเงินเลี้ยงปากท้อง นี่ท่านยังพาปากท้องจากไหนไม่รู้เพิ่มเข้ามาแล้วเราจะเอาอะไรกิน”
ฉีซินอี๋ใช้ผ้าเนื้อลื่นที่เฟิ่งเสี่ยวยื่นมาซับหน้าอย่างใจเย็นก่อนจะหันมาทางสาวใช้ เอ่ยด้วยถ้อยคำอ่อนหวาน “พี่สาวคนดีท่านก็เอาเบี้ยหวัดของข้าซื้ออาหารเพิ่มก็พอแล้ว ข้าจำได้ว่าแม้ท่านพ่อจะโกรธข้ามากแต่ยังส่งเบี้ยหวัดมาให้ไม่เคยขาด”
ได้ยินคำพูดเฉลียวฉลาดของนางสาวใช้พลันชะงักแผ่นหลังเย็นเยียบ ริมฝีปากสั่นระริก
“นะนั่นมันไม่พอ นายท่าน หะ ให้มาแค่ไม่กี่อีแปะเท่านั้น”
นางมุ่นหัวคิ้ว“จะเป็ไปได้อย่างไร ดีชั่วยังไงข้าก็เป็บุตรสาวของท่านพ่อ”เวลานี้พึ่งรู้ตัวว่าคำพูดดังกล่าวช่างกระดากปากเสียยิ่งกระไรแต่เพื่อตบตาอีกฝ่ายฉีซินอี๋ไม่รู้สึกว่าต้องรู้สึกผิดตรงไหน
“แค่สาวใช้ระดับล่างยังได้เบี้ยหวัดเป็ตำลึง”คล้ายจะสังเกตเห็นความสงสัยผาดผ่านแววตาของสาวใช้ ฉีซินอี๋รีบเปลี่ยนท่าที เดินมากอดเอวซุกหน้าลงกับอกอีกฝ่าย
“พี่สาวเวลาท่านไม่อยู่ข้าเหงานี่นาเกิดระหว่างนั้นข้าป่วยอาการทรุดลงแล้วท่านมาไม่ทันหรือหากเกิดเื่อันตรายกับข้าขึ้นจริงๆ...” ท้ายน้ำเสียงแหบพร่า นางช้อนแววตาแดงก่ำ แพขนตาสั่นเทา “พี่สาวคนงามท่านงามทั้งร่างกายงามทั้งจิตใจ ย่อมไม่อยากให้ข้าจากไปเพียงลำพังอีกประการมีสาวใช้คนใหม่เพิ่มขึ้นมาจะได้ช่วยท่านแบ่งเบางานบ้านงานเรือนข้าเห็นท่านตรากตรำงานจนเหน็ดเหนื่อยแล้วปวดใจยิ่งนัก”
เจอลูกอ้อนทั้งไม้อ่อนไม้แข็งแถมคิดไปถึงความสะดวกสบายยามไม่ต้องรับใช้คุณหนูผู้ตกอับโทสะของสาวใช้หายไปอย่างรวดเร็วมีความเบิกบานเข้ามาแทนที่
“...ย่อมได้แต่ต่อไปเ้าต้องกินยาทุกมื้อห้ามไปวิ่งเล่นในป่า เชื่อฟังคำสั่งของข้า!”
ฉีซินอี๋พยักหน้าหงึกหงักแววตาเป็ประกายก้มลงซุกกับหน้าท้องสาวใช้“ข้าว่าแล้วว่าพี่สาวใจดีที่สุด”
ดวงจิตแห่งหยกกล่าวพลางส่ายหัว“นอกจากพลังปราณสถิตแก่กล้า ยิ่งนับวันเ้ายิ่งชำนาญเื่ปากปราศรัยน้ำใจเชือดคอจุ๊ ๆ สาวใช้นางนี้ช่างไม่รับรู้ถึงอันตรายที่คืบคลานเข้ามาจริง ๆ”
ฉีซินอี๋“...”
หลังหลอกล่อสาวใช้ที่ดูแลนางจนสำเร็จเฟิ่งเสี่ยวก็กลายมาเป็สาวใช้ข้างกายฉีซินอี๋เต็มตัว แม้จะไม่ได้รับการอบรมสั่งสอนเื่การปฏิบัติและหน้าที่แต่นั่นไม่ใช่ความ้าดังเดิมของฉีซินอี๋
ตอนแรกเฟิ่งเสี่ยวยังหวาดกลัวแต่หลังจากเกิดเหตุการณ์ชิงทรัพย์วันนั้นท่าทีของอีกฝ่ายก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงสายตาพรั่นพรึงหวาดระแวงกลายเป็เคารพและเทิดทูนราวกับนางเป็เทพเซียนจุติลงมาบนโลกมนุษย์
ฉีซินอี๋ยังจำท่าทีกล้าๆ กลัว ๆ ยามเฟิ่งเสี่ยวเดินเข้ามาขอฝึกพลังปราณสถิต อยากแข็งแกร่งเหมือนนางจะได้ไม่โดนรังแก
เฟิ่งเสี่ยว“คุณหนู...” เหลือบมองทีหลุบตาบิดสายคาดเอวของตัวเองที
“เ้ามีอะไรหรือ”นางเอ่ยถาม
“ข้า...”แล้วก้มลงไปอีก
“หืม?”
“คือข้า...”ก้มมองพื้นอีกแล้ว
หมับ!อดรนทนไม่ไหวยื่นมือมาบีบแก้มเฟิ่งเสี่ยว ใบหน้าเล็ก ๆ บิดเบี้ยวแววตาสั่นวูบเริ่มมีน้ำตารื้นขึ้นมาแต่ฉีซินอี๋ไม่คิดจะปล่อยยื่นหน้าเข้าไปใกล้เอ่ยเน้นทีละคำ
“ถ้าเ้ายังไม่พูดอีกข้าจะทำให้แก้มข้างนี้ของเ้าหายไปจากใบหน้า”
ดวงตาใบหลิวพลิ้วไหวทีคล้ายจะคั้นน้ำออกมาได้เป็ถังหน้าตากล้ำกลืนฝืนทนราวกับถูกรังแก
อืมมเวลานี้นางกำลังรังแกเฟิ่งเสี่ยวจริง ๆ นั่นแหละ
“ยังไม่พูดอีก”ทำท่าจะบีบแรงขึ้นเฟิ่งเสี่ยวร้องลั่น
“ข้ายอมพูดแล้ว!ฮืออ”
“ก็แค่เนี่ยมีอะไรยากตรงไหน” ละมือจากแก้มนุ่มนิ่มที่เริ่มมีน้ำมีนวลขึ้นอย่างน้อยดีกว่าครั้งแรกที่เจอกัน
เฟิ่งเสี่ยวหลุบตาลงมือเล่นสายคาดเอวตัวเองต่อ ปลายเท้าเขี่ยตรงหน้าแ่เบา สะกดก้อนสะอื้น
“ข้า...อยากมีพลังแบบท่านบ้าง”
นางเลิกคิ้วเฟิ่งเสี่ยวช้อนแววตาแดงระเรื่อขึ้นมาก่อนจะจำใจยกมือวาดลวดลายเลียนแบบไปพลางแทบจะล้มคะมำเพราะสะดุดเท้าตัวเองไปพลางเงอะงะอย่างสุดกำลัง ฉีซินอี๋นึกขำแต่ตัดใจสร้างความคับข้องใจให้อีกฝ่ายมากไปกว่านี้ไม่ได้
“นั่นน่ะเรียกว่าพลังปราณสถิตพูดไปเ้าคงไม่รู้จัก”
เฟิ่งเสี่ยวกระตุกแขนเสื้อนาง“เช่นนั้นท่านก็สอนให้ข้า ข้าจะตั้งใจเล่าเรียน”
“อย่างเ้าทนความเ็ปทางร่างกายได้หรือ?”เลิกคิ้วเป็เชิงถาม
เฟิ่งเสี่ยวพยักหน้าอย่างหนักแน่น
รอยยิ้มกรุ้มกริ่มผุดตรงมุมปากของฉีซินอี๋“งั้นพรุ่งนี้ยามอิ๋นเจอกันหน้าเรือน”เฟิ่งเสี่ยวน้อยไม่รู้ความผงกหัวให้อย่างซาบซึ้ง
ยามเหม่าของวันหนึ่ง
“คะคุณหนู ขะ ข้าตะ ต้อง ทะ ทำท่านี้ อะอีก นะ นานเท่าไหร่” เสียงเล็ก ๆ สั่นเครือ ทั่วทั้งร่างกายเต็มไปด้วยความเ็ปจนชาเหน็บถึงอย่างนั้นคุณหนูของนางกลับไม่คิดจะให้พักเพียงหลังค่อมเล็กน้อยก็ถูกฟาดหลังมือจนน้ำตาเอ่อล้น
“เ้าอยากหยุดเพียงเท่านี้หรืออยากเก่งเหมือนข้าเล่า”
เฟิ่งเสี่ยวเม้มปาก“ขะ ข้า ยะ อยากเป็ มะ เหมือนท่าน”
“เช่นนั้นก็ตั้งใจฝึกต่อไปหลังจากเสร็จท่านั่งม้ายังเหลืออีกหลายร้อยกระบวนท่า”
เพียงได้ยินแค่นั้นเฟิ่งเสี่ยวน้อยน่าสงสารแทบจะเข่าทรุดร่างเล็กย่อตัวสั่นพั่บ ๆ หมดทั้งแขน
ดวงจิตแห่งหยกขมวดคิ้วครุ่นคิด“ทำไมข้าดูไปแล้วเหมือนท่านกำลังระบายความคับข้องใจจากตอนฝึกกับข้าที่นาง”
ฉีซินอี๋“...”
เพ้ย!มาดูถูกความหวังดีของนางเสียได้!
ยามซวีของวันหนึ่ง
หลังการคลายเส้นปราณสถิตและเริ่มต้นเดินดวงไฟไปยังจุดตันเถียนทำให้ร่างกายขับของเสียออกมาส่งกลิ่นเหม็นหึ่ง
ฉีซินอี๋เยี่ยมหน้าเข้าไปใกล้เฟิ่งเสี่ยวน้อยทำจมูกฟุดฟิดรอบตัวนางก่อนจะใช้มือบีบจมูกตัวเองพูดอู้อี้ในลำคอ
“ข้าก็นึกว่ามีอะไรตายในห้องที่แต่เป็กลิ่นจากตัวเฟิ่งเสี่ยวน้อยของเรานี่เอง”
เฟิ่งเสี่ยวช้อนดวงตาใบหลิงมองน้ำตากลุ่มก้อนหนึ่งรื้นขึ้นมา
“ขะข้า อึก ข้ายังไม่ตายนะ คะ คุณหนู ข้ายังมีชีวิต”
นางส่ายหัว“จะเป็ไปได้อย่างไรในเมื่อตัวเ้าเหม็นสาบขนาดนี้ ไม่เชื่อก็ลงดมดู”
เฟิ่งเสี่ยวรีบก้มลงดมกลิ่นตัวเองกลิ่นของเสียโชยเข้าจมูกจนใบหน้าเล็กเหยเก น้ำตาท่วมจอไหลพลั่กลงมา
“คะคุณ หนู...ขะ ข้า ฮึก ข้าจะทำอย่างไรดี” ใช้แขนเสื้อปาดหยดน้ำตา
ทันใดนั้นฉีซินอี๋พลางตาเบิกโพลนสีหน้าหวาดหวั่นชี้นิ้วสั่นเทามาทางสาวใช้ตัวน้อย
“ฟะเฟิ่งเสี่ยว เ้า! เ้าเผลอขยี้ตาแรงไปใช่ไหม ตอนนี้ลูกตาของเ้าหายไปข้างหนึ่ง!”
เพียงเท่านั้นสาวใช้ตัวน้อยพลันหยุดชะงักใจนใบหน้าขาวซีดลืมร้องไห้ชั่วขณะก่อนจะพุ่งเข้ามากอดนางอย่างหวาดกลัวระคนเ็ปทรมานส่วนฉีซินอี๋ก็ลูบหลังไปพลางปลอบขวัญไปพลาง
ดวงจิตแห่งหยกทอดถอนใจอย่างเอือมระอา“อืมม ไม่คิดเลยว่าผู้ใหญ่เก็บกดคนหนึ่งจะเอาความแค้นมาลงกับเด็กไม่ประสีประสา”
ฉีซินอี๋“...”
เพ้ย!นางแค่เห็นว่าหลายวันมานี้มัวแต่ฝึกตน เฟิ่งเสี่ยวน้อยทำหน้าเคร่งเครียดมากจนไม่กล้าร้องสักแอะเพราะกลัวจะถูกนางดุจึงตัดสินใจช่วยทำให้เฟิ่งเสี่ยวน้อยตระหนักว่าเวลานี้ยังเป็เด็กสามารถร้องไห้ได้หากรู้สึกเจ็บแค่นั้นเอง!มีเจตนาแอบแฝงอะไรกัน ไม่มี๊!
เปี้ยง!เปรี้ยง!
สายฟ้าฟาดลงมาต่อเนื่องสองสายหนนี้รุนแรงกว่าครั้งแรกมากนัก ถ้ำเดิมที่ฉีซินอี๋ใช้กักตัวพังทลายลงมายามกรวดหินดินทรายทำท่าจะทับถมทั้งตัวนางกลับมีพลังสายสีเขียนวาดขึ้นไปเบิกทางให้
เวลาผ่านมากว่าปีครึ่งเฟิ่งเสี่ยวน้อยสำเร็จขั้นพื้นฐานระดับสามก้าวขึ้นมาเป็ระดับสองเรียบร้อยถึงจะใช้เวลาในการฝึกไวหากเทียบกับฉีซินอี๋ยังนับว่าช้ากว่ามาก เพราะพึ่งอายุสิบปีย่างสิบเอ็ดใบหน้าจึงยังมีความเป็เด็กปนอยู่
รูปร่างหรือก็ดูท้วนขึ้นไม่น้อยสาวใช้คนเก่าของฉีซินอี๋ยังประหลาดใจที่อาหารอย่างยอดไม้ใบหญ้าเหี่ยว ๆ และหมั่นโถวแข็งโป๊กไม่กี่ก้อนกลับทำให้เด็กน้อยผอมซูบทั้งสองมีน้ำมีนวลถึงอย่างไรเมื่อก้มดูหน้าท้องป่องนิดหน่อยของตัวเองเป็ต้องลอบยิ้มอย่างลำพองใจ
ตัวนางยังสมบูรณ์ถึงขั้นรวบเบี้ยหวัดของคุณหนูไว้จนจะกลายเป็เศรษฐินีแถบบ้านนอกนับประสาอะไรกับเด็กสองคนที่เลี้ยงดู ขอแค่ไม่มีอะไรแปลกประหลาดจากกว่าปกติก็พอยิ้มพลางหยิบย่ามขึ้นมาออกไปเที่ยวตะลอนตามอำเภอใจ
หลังสาวใช้จากไปฉีซินอี๋กับเฟิ่งเสี่ยวพากันไปยังถ้ำที่เคยค้นพบก่อนหน้าเมื่อจะเข้าไปจึงกำชับให้เฟิ่งเสี่ยวอยู่เฝ้าเรือนให้ดีกระนั้นเฟิ่งเสี่ยวน้อยยอดกตัญญูดื้อรั้นจะอยู่ปรนนิบัติข้างกายสุดท้ายฉีซินอี๋จำใจปล่อยเลยตามเลย
การผ่านด่านเคราะห์เป็่เวลาสำคัญที่สุดไม่อาจให้ใครเข้าไปรบกวนได้ สุดท้ายฉีซินอี๋จึงจำใจยอมให้เฟิ่งเสี่ยวเฝ้าอยู่หน้าถ้ำ
หากเป็เมื่อหนึ่งปีก่อนตอนที่อีกฝ่ายยังไม่มีพลังปราณสถิตนางคงไม่ยินยอมทว่ายามนี้เฟิ่งเสี่ยวน้อยกลายเป็ผู้ฝึกตนคนหนึ่งละแวกชายขอบป่าไร้ซึ่งวี่แววของสัตว์ิญญาจะมีก็แต่สิงสาราสัตว์ธรรมดาทั่วไป
เช่นนั้นเฟิ่งเสี่ยวน้อยย่อมสามารถรับมือได้อย่างสบายๆ อีกอย่างยังมีวรยุทธ์เล็กน้อยที่นางถ่ายทอดให้ ไม่มีอะไรให้น่าเป็ห่วง
ดังนั้นหลังสิ้นเสียงสายฟ้าฟาดผนังถ้ำพังทลายลงมาเฟิ่งเสี่ยวร้อนรนกลัวฉีซินอี๋จะาเ็รีบถ่ายพลังปราณสถิตไปที่มือก่อนจะวาดมือกลางอากาศสายพลังสีเขียวพุ่งไปทางปากถ้ำะเิเปิดทางจนเห็นเงาร่างของคุณหนูของนาง
ความยินดีที่สามารถช่วยฉีซินอี๋ให้รอดพ้นปลอดภัยวาบผ่านดวงตา
“คุณ...นะ...”ยังไม่ทันเรียกชื่อฉีซินอี๋ เฟิ่งเสี่ยวพลันหน้ามืดเืกำเดาไหลทะลักออกมา ก่อนจะล้มลงกระแทกพื้นกลับมีมือหนึ่งเอื้อมมาประคองตัวเอาไว้
รับรู้ไออุ่นและกลิ่นอายคุ้นเคยเปลือกตาที่ทำท่าจะปิดปรือขึ้นมา
“คุณหนู”เสียงแหบแห้งไปถึงลำคอ พยายามตั้งตัวให้ตรงแต่รู้สึกร่างกายไม่มีเรี่ยวแรง
หมับ!
ทันใดนั้นมืออีกข้างของฉีซินอี๋พลันยื่นมาบีบแก้มป่อง
“เป็เด็กเป็เล็กริอ่านใช้พลังปราณสถิตให้หมดในคราวเดียวได้อย่างไร”บีบซะจนใบหน้าของเฟิ่งเสี่ยวเริ่มขึ้นสี
“ขะข้า...” อยากจะบอกว่า ‘ข้าเป็ห่วงคุณหนู’ แต่สติพลันดับวูบ
ฉีซินอี๋ส่ายหัวความจริงไม่ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากสาวใช้ นางย่อมสามารถป้องกันตัวเองจากผนังถ้ำได้แต่เฮ้อ เื่มันแล้วก็แล้วไปเถอะ
“นี่...อย่ามาแกล้งสลบเพราะกลัวโดนข้าลงโทษนะ”เขย่าแก้มนุ่มเบา ๆ แต่ไร้ความเคลื่อนไหว
ฉีซินอี๋ขมวดคิ้วมุ่นละมือจากแก้มนวลไปอังตรงปลายจมูกลมหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอไม่มีการเสแสร้งใด ๆ ทั้งสิ้น
ดวงจิตแห่งหยกพุ่งออกมาจากแหวนคราวนี้มาในคราบผู้เฒ่าชุดขาว ยกมือลูบเคราตัวเอง ปากพึมพำเอ่ย“นางไม่ใช่จอมกลิ้งกลอกเช่นท่านจึงไม่มีความสามารถจะเสแสร้งเกรงว่าที่หมดสติเป็เพราะฝืนใช้พลังอันน้อยนิดของตัวเอง คราวหน้าคราวหลังท่านก็หาดาบหรือศัสตราวุธสักเล่มมาให้นางใช้เป็ทางผ่านของพลังจะดีกว่า”
ฉีซินอี๋กลอกตา“ข้ายังไม่เรียกให้ท่านออกมา”
ดวงจิตแห่งหยกเชิดคางขึ้นเอามือไปไพล่ไว้ข้างหลังเดินนำหน้านางพร้อมกับเอ่ยอย่างไม่อนาถร้อนใจ
“ข้าเป็ใครท่านยังไม่รู้หรือ...ข้าคือดวงจิตผู้ยิ่งใหญ่นอกจากตัวเองแล้วย่อมไม่มีใครสั่งข้าได้”
สิ้นคำฉีซินอี๋กางฝ่ามือตรงหน้าดวงจิตเกิดแสงวูบพร้อมกับสียงของฉีซินอี๋ดังขึ้น“เข้ามา!”
แวบ!ร่างผู้เฒ่าของดวงจิตหายวาบไปจากเบื้องหน้า
ดวงจิตแห่งหยก“...”
ลำพังพละกำลังของเด็กวัยสิบกว่าปีไม่สามารถยกของหนักๆ ได้แต่ฉีซินอี๋ใช้พลังปราณสถิตพ่วงด้วยกำลังภายในจึงแบกเฟิ่งเสี่ยวที่สลบไสลกลับเรือนอย่างง่ายดาย
“อืมมคุณหนู...คุณหนู!” ร่างเล็กลุกพรวดขึ้นมาด้วยสีหน้าหวาดหวั่นทว่าทันทีที่หางตาเห็นเงาสั่นไหวข้างกายเฟิ่งเสี่ยวรีบหันขวับไปยังไม่ทันเผยยิ้มออกมา
หมับ!
ฉีซินอี๋คว้าแก้มป่องของเฟิ่งเสี่ยวเอาไว้แน่นยื่นหน้าจ้องเข้าไปในดวงตาใบหลิวก่อนจะหรี่ตาทำเสียงน่ากลัว
“คราวหลังยังกล้าทำเื่เสี่ยงตายอีกไหม”
ถึงขนาดรวบรวมพลังปราณสถิตะเิพลังในครั้งเดียวแม้จะทรงพลังอย่างยิ่งแต่ก็เสี่ยงกับผู้ฝึกตกเช่นกันอย่างเช่นว่าพลังหมดเรี่ยวแรงหดหายหากเกิดขึ้นในสนามรบย่อมถูกศัตรูเด็ดหัวอย่างง่ายดายไม่นับสนามรบก็ได้แค่เอาสัตว์ธรรมดาจำพวกหมูป่าอะไรนั่นเพียงพุ่งเข้ามาชนยามเฟิ่งเสี่ยวอ่อนแรงยังจะเอาพลังปราณสถิตที่ไหนหนีไปจากภัยอันตราย
กำลังภายในหรือก็น้อยนิดวรยุทธ์ยิ่งอ่อนด้อย ฉีซินอี๋ส่ายหัวช้า ๆ
มองเห็นความจริงจังในแววตาของเ้านายเฟิ่งเสี่ยวน้อยน้ำตารื้นขึ้นมา กล่าวพลางสะอื้น
“คะคุณหนู อึก ข้า...ผะ ผิดไปแล้ว ต่อไปข้าจะไม่ใช้พลังจนหมด”
ฉีซินอี๋เขย่าแก้มนุ่มมือไปมา“แล้วถ้าต่อไปเ้ายังกล้าทำอีกเล่า!”
กลัวคุณหนูจะโกรธเฟิ่งเสี่ยวน้อยละล่ำละลักเอ่ยด้วยใบหน้าแดงก่ำ“ขะ ข้ายินดีให้คุณหนูลงโทษเ้าค่ะ”
“ฮึเ้าพูดเองนะ”แววตากลิ้งกลอกความเ้าเล่ห์วาบผ่านแต่เฟิ่งเสี่ยวที่ยังใกับอาการหน้ามืดเฉียบพลันรีบร้อนพยักหน้าหงึกหงัก
“ดี!”นางเอ่ย “คราวหน้ายังเกิดเื่แบบนี้อีกข้าจะหยิกให้แก้มเ้าหายไปทั้งสองข้าง!”
ดวงจิตแห่งหยก“ทำไมข้าถึงรู้สึกว่านั่นคือเป้าหมายที่แท้จริงของท่านกัน”
ฉีซินอี๋“...”