บทที่ 3 ความเศร้าของฮ่องเต้
เมื่อเห็นความว่างเปล่าที่หน้าหลังไม่มีเนื้อหาต่อไป
ฮ่องเต้จูสูดหายใจยาว ลมหายใจของพระองค์ปะปนด้วยอารมณ์กระวนกระวาย จากนั้นพระองค์ก็ค่อย ๆ ปิดสมุดบันทึกลง ในขณะนั้น จิตใจของเขาสั่นคลอนอย่างรุนแรง ไม่สามารถสงบใจลงได้เลย
สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้แต่ละอย่าง แต่ละเื่ ต่างประดังเข้าสู่ในหัวของเขาไม่หยุด
“ฟู่… ฟู่...” ฮ่องเต้จูสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามสงบสติอารมณ์ว้าวุ่นในใจอยู่นาน
สัญชาตญาณบอกเขาว่าสิ่งที่บันทึกไว้ในสมุดบันทึกของอู่อ๋องล้วนเป็เื่จริง
แต่มีอยู่เื่หนึ่งที่ยากจะยอมรับได้
เมื่อสงบใจลงได้ ฮ่องเต้จูจึงเริ่มสรุปประเด็นสำคัญออกมาได้หลายข้อ
ประการแรกคือ โอรสองค์ที่ห้าของเขา ตื่นรู้ บังเกิดมาพร้อมสติปัญญาอันเฉียบแหลม แถมยังเคยเกิดเป็บุตรชายของเขามาหลายภพหลายชาติแล้ว
ประการที่สอง ในชาติภพหนึ่ง อู่อ๋อง จูซู่เคยก้าวขึ้นเป็ฮ่องเต้
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังครองราชย์ได้อย่างรุ่งเรือง ยิ่งใหญ่กว่าบิดาอย่างจูหยวนจางหลายเท่านัก บรรณาเขตขยายกว้างใหญ่ไพศาลกว่าในปัจจุบันถึงสิบเท่า กระทั่งเื่ราวที่จารึกไว้ในสมุดบันทึกเล่มนั้น ล้วนเป็สิ่งที่เกินกว่าพระองค์จะคาดฝัน
ในยามนี้ ท้องพระคลังของราชวงศ์ิมีเงินเพียงไม่กี่ล้านตำลึงราษฎรยังคงใช้ชีวิตอย่างอัตคัด ขัดสน
ในรัชสมัยของจูซู่ ทุกบ้านต่างมีเสบียงอาหารเหลือเฟือ ในสายตาของเขา นี่ช่างเป็เื่เหลือเชื่อ ราวกับนิทานปรัมปรา ไฉนเลยจะเป็ไปได้!
ประการที่สาม นโยบายมากมายที่เขาตราไว้ล้วนมีปัญหาใหญ่หลวง โดยเฉพาะนโยบายอุปถัมภ์เชื้อพระวงศ์ ยิ่งซ่อนเร้นภัยร้ายที่อาจนำพาบ้านเมืองไปสู่ความหายนะ
ประการที่สี่ โอรสองค์โปรดของเขา จูเปียว รวมถึงฮองเฮาคู่ทุกข์คู่ยากของเขาล่วงลับไปก่อนวัยอันควร สาเหตุการตายของทั้งสองนั้นล้วนเกี่ยวข้องกับตัวเขาเองทั้งสิ้น
ประการที่ห้า เนื่องด้วยจูเปียวสิ้นชีพลงก่อนเวลาอันควร เขาจึงจำต้องยกราชบัลลังก์ให้แก่จูอวิ่นเหวิน หลานชายของเขา แต่เ้าเด็กน้อยผู้นี้กลับเลือกที่จะลดทอนอำนาจของเชื้อพระวงศ์ลงหลังจากที่เขาสิ้นใจ
ประการที่หก และเป็ประการที่สำคัญที่สุด โอรสองค์ที่ห้าของเขามีพลัวที่แข็งแกร่งที่สุด
จากการวิเคราะห์ของเขา การที่จูซู่มีความสามารถยิ่งใหญ่ได้ถึงเพียงนี้นั้น ส่วนหนึ่งเป็เพราะสติปัญญาเฉียบแหลมมาแต่กำเนิด แต่อีกส่วนหนึ่ง เขาคาดการณ์ว่าสองภพก่อนหน้าของจูซู่นั้น คงเป็โลกที่แข็งแกร่งกว่าโลกที่พวกเขาอาศัยอยู่ในตอนนี้ เป็โลกที่มีทั้งจอมยุทธ์และผู้ฝึกเซียน หลังจากจุติมาแล้ว พลังฝีมือจากชาติภพก่อนก็ติดตามมาด้วย
ั้แ่เนิ่นนานมาแล้วที่จูซู่เริ่มฝึกฝน
บางที เขาอาจใช้วิชาจากชาติภพก่อนเพื่อฝึกฝนนักรบเงาเหล่านี้ กระทั่งแม้แต่ตัวเขาก็ไม่อาจล่วงรู้ได้
แม้ว่าจากบันทึกในสมุดจะเห็นได้ว่า จูซู่ไม่ได้คิดจะก่อฏ แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าข้างกายเขามีนักรบเงาของจูซู่ หัวใจขององค์ฮ่องเต้ก็รู้สึกไม่สงบ แม้แต่ยามนอนก็ยังไม่สบายใจ”
“หากเกิดเื่ไม่คาดฝันขึ้นมาล่ะก็!”
“ลูกอกตัญญูผู้นี้ หากคิดก่อฏขึ้นมาวันใดเล่า ข้าจะเอาสิ่งใดมาต่อกร?”
“ไม่ต้องกล่าวถึงองครักษ์ผู้ภักดีห้าสิบนาย เพียงแค่พลังอันแข็งแกร่งของจูซู่ ก็สามารถฆ่าฟันเข้าออกวังหลวงได้เจ็ดครั้งเจ็ดคราแล้ว”
“ยิ่งมิต้องกล่าวถึง เขายังฝึกฝนจนบรรลุถึงขั้นดาบหอกมิอาจทำอันตรายได้แล้ว”
“ไร้หนทาง!”
เมื่อคิดถึงจุดนี้ ฮ่องเต้จูก็รู้สึกสิ้นหวังยิ่งนัก
“มิได้เด็ดขาด!”
ครุ่นคิดมาถึงตรงนี้ จู่ ๆ ฮ่องเต้จูก็ทรงบังเกิดความคิดหนึ่งในใจ อยากจะสืบทอดราชบัลลังก์ให้กับอู่อ๋อง
ยิ่งไปกว่านั้น!
ด้วยพละกำลังของอู่อ๋อง หากต้องปราบปรามเหล่าเชื้อพระวงศ์ที่กระด้างกระเดื่อง ย่อมเป็เื่ง่ายดายยิ่งนัก เหล่าองค์ชายที่เหลือย่อมไม่ต้องวิตกกังวลว่าอู่อ๋องจะริบอำนาจ พวกเขาควรยอมรับผลลัพธ์นี้ได้โดยไม่ยากเย็น
ทว่าหากทำเช่นนั้นแล้ว จะทำเช่นไรกับองค์ชายรัชทายาทเล่า?
เขากุมขมับ นับั้แ่ขึ้นครองราชย์เป็ฮ่องเต้ จูหยวนจางไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อน แบบนี้มันช่างน่าหนักใจนัก
ในขณะเดียวกัน!
ในจวนอู่อ๋อง จูซู่พลันลืมตาขึ้น พ่นลมหายใจยาวออกมา สิ่งที่ทำให้คนรู้สึกตกตะลึงก็คือ ลมหายใจที่จูซู่พ่นออกมานี้ ราวกับดาบยาว
จนกระทั่งหลายเมตรไปแล้วจึงค่อยสลายหายไปอย่างช้า ๆ
“ลมปราณกับร่างกายหลอมรวมเป็หนึ่ง ข้าสำเร็จวิชาพลังัคชสารขั้นที่เจ็ดแล้ว ในวัยเท่าข้า หากเป็โลกแห่งจอมยุทธ์ในชาติที่แล้ว การฝึกวิชาพลังัคชสารถึงขั้นนี้ นับว่าเป็อัจฉริยะคนหนึ่งเลยทีเดียว! ยิ่งมิต้องกล่าวถึงโลกธรรมดาเช่นนี้”
“ด้วยพลังฝีมือของข้าในยามนี้ แม้ในโลกนี้ ก็มากพอที่จะปกป้องตนเองได้แล้ว”
“เพียงแต่นึกไม่ถึงว่าจะได้มาเกิดเป็โอรสของฮ่องเต้จูหยวนจางอีกครั้ง ช่างน่าสนใจยิ่งนัก!”
เดิมที จูซู่เป็เพียงชายหนุ่มธรรมดาคนหนึ่งบนดาวเคราะห์สีน้ำเงิน บังเอิญกาลเวลาพลิกผัน ย้อนอดีตมายังโลกแห่งจอมยุทธ์ในราชวงศ์ิ อีกทั้งยังได้มาเกิดเป็โอรสองค์ที่ห้าของฮ่องเต้หงอู่*[1] จูหยวนจาง หรือก็คืออู่อ๋อง จูซู่นั่นเอง
ในยามนั้น จูซู่ตื่นเต้นดีใจยิ่งนัก!
ในฐานะที่เป็บุตรของจูหยวนจาง นั่นถือว่าเป็เื่ที่ยอดเยี่ยมยิ่งนัก ฮ่องเต้จูลำบากมาั้แ่เยาว์วัย จึงไม่ปรารถนาให้ลูกหลานของตนเองต้องลำบากตามไปด้วย สำหรับโอรสธิดาเหล่านี้ของเขา เขาดูแลอย่างเป็อย่างดี
‘ตราบใดที่ไม่ก่อฏ ก็สามารถเป็องค์ชายที่ใช้ชีวิตสุขสบายได้อย่างแน่นอน สามารถพูดได้ว่าสิ่งใดก็พร้อมสรรพ!’
‘แต่มีข้อเสียเพียงเื่เดียวคือ เมื่อเจี้ยนเหวิน*[1] เ้าเด็กหัวดื้อคนนี้ขึ้นสู่บัลลังก์ก็จะตัดทอนอำนาจของอาอย่างพวกข้าที่เป็ท่านเ้าเมืองลงหลังจากขึ้นครองราชย์’
‘แล้วจะทำอย่างไรดีล่ะ?’
‘ก่อฏหรือ?’
‘เป็ไปไม่ได้!’
‘ท่านพ่อของข้า ก่อนสิ้นใจ ย่อมจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว’
‘สิ่งใดก็ตามที่เป็ภัยต่อเ้าเด็กน้อยจูอวิ่นเหวิน ล้วนถูกกำจัดสิ้นแล้ว’
‘หากข้ากล้าแม้แต่คิดก่อฏ ท่านพ่ออาจส่งเขาไปอยู่กับบรรพบุรุษแล้ว’
‘มิกล้าคิดก่อฏหรอก!’
‘แต่เ้าเด็กน้อยเจี้ยนเหวินผู้นี้ มีแต่จะปลดพระบรมวงศานุวงศ์’
เมื่อคิดถึงตรงนี้ จูซู่ก็รู้สึกจนใจ ไม่รู้ว่าควรทำเช่นไรดี
แต่ในตอนนั้นเอง! ระบบก็ปรากฏขึ้น ด้วยความช่วยเหลือจากระบบ หลังจากที่เขามาถึงเขตปกครองของตน เขาก็เริ่มพัฒนาและสะสมกำลังพล รอเพียงวันที่เ้าเด็กน้อยเจี้ยนเหวินคิดจะตัดทอนอำนาจพระบรมวงศานุวงศ์
ครั้งนั้น เขาจึงตั้งตนเป็ฏ ปราบปรามคนชั่วช้าล้มล้างราชบัลลังก์ ขับไล่ฮ่องเต้เจี้ยนเหวินลงจากบัลลังก์ัอย่างราบคาบ
ด้วยประสบการณ์นานัปการจากโลกภายภาคหน้า ผสานกับพลังแห่งระบบอันพิศดาร ภายใต้การนำพาของเขา ฮ่องเต้จูซู่ ราชวงศ์ต้าิจึงเจริญรุ่งเรืองอย่างรวดเร็ว เพียงห้าปี สรรพกำลังของแคว้นก็เพิ่มพูนเป็ทวีคูณ
เส้นทางคมนาคมแข็งแกร่งด้วยปูนซีเมนต์ ทอดยาวไปทั่วทุกสารทิศ
นโยบายมากมาย อาทิ การงดเว้นภาษีแรงงาน การปฏิรูปภาษีที่ดิน การปฏิรูประบบการสอบขุนนาง การลดทอนอิทธิพลของลัทธิขงจื๊อ การส่งเสริมพัฒนาความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ ล้วนนำพาต้าิก้าวเข้าสู่ยุคแห่งอุตสาหกรรมอย่างเต็มภาคภูมิ
ห้าปีคือบันไดขั้นแรก สู่การพัฒนาที่ไม่หยุดยั้ง
ในเวลาไม่ถึงสิบปี แผ่นดินของต้าิ ก็ได้แผ่ขยายไปถึงขอบเขตที่บันทึกในสมุดบันทึกของจูซู่
ทุกแห่งที่มีแสงอาทิตย์และดวงจันทร์ส่องไปถึง ล้วนแต่เป็แผ่นดินของฮั่น
ในขณะเดียวกัน โลกแห่งจอมยุทธ์ของต้าิ ก็ล้วนอยู่ภายใต้การควบคุมของจูซู่
ไม่ว่าสำนักไหนก็ต้องผ่านการประเมินจากราชสำนัก และได้รับใบอนุญาตก่อน สำนักนั้นถึงจะสามารถดำรงอยู่ได้ และต้องจ่ายภาษีให้กับราชสำนัก
แม้แต่สำนักใหญ่เช่นเส้าหลิน ก็ยังจำเป็ต้องมาลงทะเบียนกับราชสำนักและจ่ายภาษี มิเช่นนั้น สำนักนั้นจะถูกทำลายล้าง ไม่มีการเจรจาใด ๆ ทั้งสิ้น
ในตอนแรก! สำนักเส้าหลินไม่เห็นด้วย ผลลัพธ์คืออันใด?
กองทัพแสนนาย ยกมาล้อมูเาซงซาน จูซู่กล่าวเพียงประโยคเดียว ว่ายินยอมสวามิภักดิ์ต่อราชสำนัก และจ่ายภาษีเสียแต่บัดนี้ หรือมิเช่นนั้น สำนักเส้าหลินก็ไม่จำเป็ต้องคงอยู่
นับแต่บัดนั้น สำนักเส้าหลินต่างก็ยอมสยบ ยินดีจ่ายภาษีให้แต่โดยดี
ทว่า!
ครั้นเวลาล่วงเลยถึงยี่สิบปีแห่งรัชสมัยของฮ่องเต้จูซู่ ก็บังเกิดเื่ไม่คาดฝัน เสียงระบบดังขึ้น กล่าวเตือนถึงภัยว่า การดำรงอยู่ของเขานั้น ได้ล่วงรู้ไปถึง์ บัดนี้ ์จ้องมองมายังเขา การกระทำอันแสนบังอาจของเขาได้ทำลายความเงียบสงบแห่งกาลเวลา ์พิโรธ จึงจักลงทัณฑ์
ฮ่องเต้จูซู่ ปรารถนาต่อกร ฝืนลิขิต์ ทำลายพันธนาการ
แต่มนุษย์เช่นเขา ไหนเลยจะต่อกรกับ์ได้ เพียงฟ้าผ่าลงมาครั้งเดียว
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครา ก็พบว่าตนเองอยู่ในโลกที่ไม่คุ้นเคยเสียแล้ว พลังยุทธ์ที่เคยทะยานถึงขั้นปรมาจารย์ไร้เทียมทาน บัดนี้กลับสลายหายไปในพริบตาภายใต้บัญชาแห่ง์
ยิ่งไปกว่านั้น ระบบที่เคยติดตัวเขามานานก็พลันหายไปอย่างไร้ร่องรอย ราวกับถูกทำลายล้างไปพร้อมกับสายฟ้าฟาดจากฟากฟ้า
ทว่า!
สิ่งที่ทำให้จูซู่ถอนหายใจด้วยความโล่งอก คือ แม้ระบบจะหายไป แต่ความทรงจำในอดีตชาติของเขายังคงอยู่ครบถ้วน และสิ่งที่ทำให้เขาเบิกบานใจยิ่งกว่าสิ่งใด คือ กองทัพเงา อันเป็รางวัลจากระบบในอดีต ยังคงหลงเหลืออยู่ถึงห้าสิบนาย พวกเขาไม่ได้ถูกทำลายไปพร้อมกับสายฟ้าจาก์
นอกจากนี้ ยังมีสมุดบันทึกเล่มหนึ่งที่ติดตามเขามายังโลกแห่งต้าิอันยิ่งใหญ่นี้ด้วย
องครักษ์เงาที่แฝงตัวอยู่ข้างกายจูหยวนจาง ก็คือทหารห้าสิบนายแห่งกองทัพเงา
ใน่สิบกว่าปีหลังจากที่จูซู่ฟื้นคืนสติ เขาก็พยายามฝึกฝนวิทยายุทธจากชาติภพก่อนอยู่เสมอ แต่น่าเสียดายที่นอกจากวิชาพลังัคชสารแล้ว วิชาอื่นล้วนไม่อาจฝึกได้
“ความรู้สึกของการเป็ฮ่องเต้ ข้าได้ลองมาแล้ว ก็เป็เช่นนี้แหละ!”
“ในชาตินี้ ขอเป็เพียงท่านอ๋องผู้สุขสบายก็แล้วกัน! หากสร้างความเปลี่ยนแปลงใหญ่หลวงไป เกรงว่าจะถูก์ของโลกนี้จับตามองอีก ข้าก็มิวายชีวาวุ่นอีกหรือ?”
“เฮ้อ!”
“โอ้ ระบบของข้า เ้าถูกทำลายภายใต้ทัณฑ์์หรือ หรือเ้าเข้าสู่ห้วงนิทราแล้ว”
“ตอบกลับข้าสักคำเถิด!”
“...”
“แต่...ไม่เป็ไร”
จูซู่ สูดหายใจเข้าลึก ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มแห่งความมั่นใจเอ่ยว่า “นี่เป็เพียงโลกประวัติศาสตร์ราชวงศ์ิธรรมดา พลังของข้านั้นเพียงพอที่จะปกป้องตนเองได้ ข้าเพียง้าเป็อ๋องที่อิสระเสรีเท่านั้น หากในภายภาคหน้า เจี้ยนเหวิน เด็กน้อยผู้นั้นกล้าคิดตัดแขนขาข้า”
“ข้าจะฟาดฝ่ามือเดียว จนมันขี้แตกเยี่ยวราด”
[1] ตามประวัติศาสตร์จีน ฮ่องเต้จูหยวนจาง หรือฮ่องเต้หงอู่ เป็ฮ่องเต้องค์แรกของราชวงศ์ิ
[2] ชื่อตอนขึ้นครองราชย์ของจูอวิ่นเหวิน