ความมืดไม่มีที่สิ้นสุดไม่ใช่ความมืดของยามค่ำคืน แต่เป็ความมืดที่กลืนกินทุกสิ่ง แม้กระทั่งความคิด
โจเวลลืมตาขึ้น อย่างน้อยรู้สึกเช่นนั้นพบว่าไม่มีพื้นให้เหยียบ ไม่มีท้องฟ้าให้มองเห็นแม้แต่ร่างของตัวเองก็ไม่มีให้ััมีเพียงการมีอยู่ที่ลอยเคว้งคว้างอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่า
เขาพยายามขยับแต่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรขยับอะไร ประสาทััทั้งห้าไม่ตอบสนองอย่างที่เคยรับรู้
แล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นไม่ใช่เสียงที่ได้ยินผ่านหู แต่มันดังขึ้นจากข้างใน ลึกลงไปกว่าหัวใจลึกลงไปกว่าสติ
“ยังเร็วเกินไปสำหรับเ้าที่จะเปิดประตูอีกบาน”
ฉับพลันพื้นที่เคยมีแต่ความมืดมิดพลันสว่างจนแสบตา พบว่าเบื้องหน้าจากไม่มีอะไรเลยกลับปรากฏบานประตูขนาดใหญ่สีขาวขึ้นลวดลายถูกตกแต่งแกะสลักงดงามราวกับถูกสร้างสรรค์มาจากสรวง์
มือที่ไม่เคยรับรู้ว่ามีอยู่กลับกำลูกบิดสีทองไว้แน่นั้แ่เมื่อไหร่ก็ไม่อาจรู้
โจเวลหันซ้ายมองขวาพบแต่พื้นสีขาวไม่มีที่สิ้นสุด สายลมที่ไม่รู้ต้นกำเนิดพัดกระทบใบหน้าเต็มแรงเขาต้องโซเซถอยหลังเพื่อลดทอนกำลัง ทำให้ปล่อยมือที่เกาะกุมเมื่อสักครู่ออกไป
อากาศเย็น ความอบอุ่นและความเศร้าปะทะกันในห้วงความคิดจนสับสนหัวใจบีบรัดให้ความรู้สึกว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขามาที่นี่
“ที่นี่ที่-”
“ไว้เราพบกันใหม่” เสียงนั้นดังแทรกขึ้น
ก่อนที่มือปริศนาคู่หนึ่งจะยื่นมาจากด้านหลังปิดลงบนดวงตาของเขาอย่างแ่เบาแล้วทุกอย่างก็ถูกดึงให้ล้มลงจมสู่ความมืดมิดอีกครั้ง
ภาพทั้งหมดดับวูบลงในพริบตา
นายน้อย
นายน้อย…นายน้อยตื่น ตื่นสิขอรับ
เสียงของใครบางคนแว่วเข้ามาในโสตประสาทการรับรู้มันก้องเสียงเกินกว่าจะจับใจความได้ว่าเป็ใครหรือเรียกเขาด้วยเหตุผลอะไร
ความขุ่นมัวของภาพเริ่มมีให้เห็นจากเงาระลอกคลื่นบนพื้นน้ำเริ่มกระจ่างชัดคล้ายกับกระจกที่สะท้อนความเป็จริงตรงหน้า
“เกิดอะไรขึ้น”
โจเวลถามด้วยความตื่นตะหนกสภาพของแต่ละคนดูไม่ได้เลย
แซมมีเืไหลซึมที่มุมปาก
เอเมอร์เหงื่อท่วมกาย
ส่วนทางด้านโรเบิร์ตก็หอบหายใจถี่อยู่ไม่ไกล
“เฮ้อ…” เอเมอร์ถอนหายใจ
โชคดีที่โจเวลฟื้นคืนสติมาได้ทันเวลาไม่งั้นสถานการณ์คงเลวร้ายมากขึ้น
ตัวต้นเื่กวาดตามองทั่วห้องพบว่ายังอยู่ในห้องฝึกออร่าของตระกูลโคมคริสตัลส่องแสงสีฟ้าเป็ประกายบางเบาเหมือนก่อนหน้าเช่นเดิม
ถึงกลับมาแล้วแต่นิมิตเมื่อครู่ยังคงชัดเจนในความทรงจำมือทั้งสองข้างยังคงสั่นเทาด้วยอาการแปลกประหลาดบางอย่าง
“ท่านร้องไห้งั้นหรือพวกข้าสิควรต้องร้อง” เอเมอร์ดูจะตื่นตูมกว่าใครเพื่อน
“ร้องไห้ ข้านี่นะ” โจเวลยกนิ้วััแล้วพบว่าเจอกับรอยน้ำตาที่เปื้อนอยู่จริงๆ
ทำไมถึงร้องไห้ ร้องไห้ด้วยเื่อะไรไม่สามารถหาคำอธิบายได้เลย แต่ก่อนที่จะคลายข้อสงสัยกลับพบว่าทุกคนทำหน้าใกันอีกแล้ว
“ที่มือของท่าน”
แซมชี้นิ้วด้วยใบหน้าที่ไม่เข้าใจว่ากำลังคิดอะไรอยู่
“มืออะไร”
โจเวลพลิกหลังมือขึ้นมาดูพบว่ารอยสักจุดเล็กสีฟ้า กลายเป็รอยสักคลื่นน้ำขนาดพอเหมาะอีกทั้งยังมีลวดลายคล้ายกำลังจะก่อตัวสร้างรูปอะไรสักอย่างขึ้น
จุดน่าสงสัยอยู่ตรงที่สีมันเปลี่ยนไปจากสีฟ้าผสมเงินกลายเป็สีเงินส่องสว่างคล้ายใบดาบ
“ยินดีด้วยขอรับ นายน้อยโจเวลตอนนี้ท่านได้เลื่อนระดับเป็ผู้ใช้ออร่าขั้น 2แล้ว”
หลักฐานยืนยันการเติบโตของพลังถูกสลักโชว์ให้ทุกคนได้เห็น
เพียงเวลาหนึ่งเดือนกับการเปิดใช้งานออร่าอย่างเป็ทางการครั้งแรกได้ยกระดับพลังจนก้าวะโขึ้นมายืนในจุดที่อัศวินขั้นต้น้าได้สำเร็จ
“ขั้น 2”
โจเวลััได้ถึงพลังงานในร่างกายได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ทันทีที่เพ่งความคิดไปยังมือประกายแสงอบอุ่นสีเงินได้ห่อหุ้มจรดปลายนิ้วคล้ายกับสวมถุงมืออยู่
ความฮึกเหิมพุ่งขึ้นในอกพร้อมความมั่นใจที่ท่วมท้น ตอนนี้ตนสามารถชกก้อนหินขนาดเท่าตัวแตกได้แน่นอนอีกด้วย
“สงสัยข้าคงกลายเป็คนรุ่นหลังที่ทำได้เพียงเฝ้าดูแล้ว”
โรเบิร์ตยิ้มด้วยใบหน้าอ่อนล้า
โจเวลหันไปมองเอเมอร์กับแซมทั้งคู่ก็สามารถใช้พลังออร่าได้ดีขึ้นในระดับหนึ่งเช่นกัน
ความคืบหน้าอันน่ามหัศจรรย์รวมถึงเหตุการณ์แปลกประหลาดติดอยู่ในหัวของโรเบิร์ต
เขาได้พร่ำสอนยุคสมัยของอัศวินมาค่อนข้างเยอะแต่กลับไม่เคยพบเจออะไรอันน่าสะพรึงและหวาดหวั่นได้เช่นนี้มาก่อนสัญชาตญาณของเขากำลังกรีดร้องว่าสิ่งที่เจอไม่ควรมีอยู่จริง
“คงต้องรีบแจ้งเื่นี้ให้กับท่านผู้นำ”
เหงื่อเย็นไหลผ่านแผ่นหลังของเขาโดยไม่รู้ตัวราวกับว่ากำลังเผชิญหน้ากับความตาย ไม่มีผิดเพี้ยน
…
ภายในตัวคฤหาสน์้าของห้องฝึกกำลังพบเจอกับสถานการณ์ที่กดดันไม่แพ้กัน
เสียงส้นรองเท้าหนังหนักกระทบพื้นหินดังก้องเป็จังหวะสม่ำเสมอทุกย่างก้าวกำลังกดทับบนศักดิ์ศรีของผู้คนในห้องตรงหน้าให้จมต่ำลง
ประตูไม้โอ๊คบานใหญ่ถูกผลักเปิดออกลมหายใจของห้องโถงเงียบลงโดยไม่ต้องมีใครสั่ง
แสงจากภายนอกสาดเข้ามาเป็เงายาวก่อนที่ร่างหนึ่งจะก้าวผ่านมันเข้ามา
“เคานต์แบล็กธอร์นและนายน้อยเมกัสมาถึงแล้ว” เสียงประกาศของข้ารับใช้สั่นเล็กน้อยโดยไม่อาจปกปิด
ชุดคลุมสีดำสนิททิ้งตัวแนบไปกับร่างของเคานต์แบล็กธอร์นอย่างสง่างามเนื้อผ้าหนาแน่น แฝงลวดลายสีเงินสะท้อนเป็รูปปีกอีกาและคมดาบที่แทบมองไม่เห็นขอบผ้าถูกเย็บอย่างประณีต แต่มีร่องรอยจางของการผ่านศึกเข็มกลัดโลหะสีดำบนไหล่สลักตราตระกูลอย่างเรียบง่ายไร้เครื่องประดับฟุ่มเฟือย
ดวงตาสีเข้มกวาดมองไปรอบห้องอย่างไม่เร่งรีบคล้ายกำลังประเมินว่าใครมีค่าพอจะถูกจดจำ ไม่มีรอยยิ้ม ไม่มีการคำนับมีเพียงแรงกดดันที่แผ่ออกมา จนแม้แต่ขุนนางระดับสูงยังหลบสายตา
“ดูเหมือน…ดยุกของพวกท่าน จะยังไม่มา”
ไม่มีการตอบรับ หรือแม้แต่รอฟังคำตอบสองพ่อลูกทรงอำนาจเลือกเดินไปนั่งอยู่แถวหัวโต๊ะตามตำแหน่งของตนที่ซึ่งตรงข้ามเป็ของมาร์ควิสผู้หนึ่งแต่ที่นั่งกลับว่างเปล่าและแทนด้วยป้ายว่าติดาชายแดน
เสียงสนทนาในห้องโถงใหญ่ยังคงดำเนินต่อไปอย่างระมัดระวังเหล่าขุนนางจับกลุ่มพูดคุยกันด้วยน้ำเสียงเบาโดยระวังตัวไม่มีใครอยากให้คำพูดของตัวเองดังเกินจำเป็
จนกระทั่ง กึก…เสียงปริศนาดังขึ้น
มันไม่ใช่เสียงที่ดังจนน่าสะดุ้งใแต่กลับทำให้ทั้งห้องหยุดนิ่ง
ประตูบานใหญ่ยังไม่ทันเปิดออกด้วยซ้ำทว่าแรงกดดันอันน่าเกรงขามที่สุดได้แผ่เข้ามาก่อนเหมือนลมหายใจของสัตว์ร้ายที่ยืนอยู่หลังประตู
“ดยุกลาเมทัส ผู้ปกครองแห่งวาลการ์ดมาถึงแล้ว”
เสียงประกาศยังไม่ทันจบประตูถูกเปิดออกฉับพลัน
ร่างของชายผู้หนึ่งก้าวเข้ามาชุดคลุมทางการของดยุกลาเมทัสเป็สีแดงเข้มทิ้งตัวอย่างสมบูรณ์แบบเนื้อผ้าเรียบหรูแฝงลวดลายสีทองสว่างเป็ตราอำนาจที่สลักลายวิจิตรบรรจง ขอบผ้าถูกตัดเย็บไร้ที่ติทุกเส้นสายคมกริบไร้ร่องรอยการสึกหรอ
มันคือความสมบูรณ์แบบของผู้ที่ไม่จำเป็ต้องพิสูจน์อะไรอีกเข็มกลัดสีทองบนไหล่ยึดตราประจำเมืองและตราของตระกูลไว้อย่างสง่างาม
ไม่มีความโอ้อวดมีเพียงความเรียบง่ายที่กดดันทุกสายตาให้ต้องก้มลงเอง
ฝีเท้ากดลงพื้นไม่หนัก แต่กลับชัดเจนเหมือนทุกย่างก้าวถูกโลกทั้งใบตั้งใจฟัง เดินผ่านแถวของขุนนางไร้การทักทายและรอยยิ้ม
มีเพียงการมีอยู่ที่ทำให้พื้นที่รอบตัวเงียบงัน
จนกระทั่งเขาหยุดตรงหัวโต๊ะประชุมก่อนจะนั่งลงอย่างเรียบง่ายทว่า…ไม่มีใครกล้ามองว่ามันเป็เพียงการนั่งธรรมดาทั่วไปดยุกลาเมทัสเอนหลังเล็กน้อย สายตาเหลือบขึ้น
“เริ่มประชุมได้”
รายการสถานการณ์น้อยใหญ่ในการปกครองถูกหยิบยกขึ้นแจ้งกล่าวตามขั้นตอนมีทั้งปัญหาภัยแล้ง ปัญหากองกำลังรักษาชายแดน การรับสมัครอัศวินรับจ้างข่าวอาชญากรตามพื้นที่ ปัญหาการรุกรานของฝูงุ์รวมถึงความเสียหายของพืชผลจากภัยพิบัติมากมายเข้ามาก่อกวน
การจัดสรรแก้ไขปัญหาถูกจัดวางตามเหตุเห็นสมควรโดยผ่านการระดมความคิดของทุกคนในที่แห่งนี้
แม้ภายนอกทุกคนจะดูสามัคคีช่วยเหลือซึ่งกันและกันแต่ไม่อาจรู้ได้ ว่ามีใครคนไหนบ้างแอบซ่อนมีดแหลมคมไว้ข้างหลังแน่นอนว่า…ขุนนางเก่าแก่อยู่ได้เพราะผลประโยชน์กันทั้งนั้น
ดวงตาสีเงินกวาดมองทุกคนตรงหน้าด้วยความคิดที่ไม่มีใครล่วงรู้ดยุกลาเมทัสผู้นี้กำลังคิดอะไรอยู่
แสงอาทิตย์เคลื่อนผ่านจากขอบฟ้าด้านหนึ่งสู่อีกด้านเงาทอดยาวก่อนจะถูกกลืนหายไปในความมืด เวลาผ่านไปโดยไม่มีผู้ใดฉุดรั้งได้
“ข้าเพิ่งรู้ข่าว…โจเวลกลับมามีไฟในการฝึกอีกครั้งงั้นหรือ”เคานต์แบล็กธอร์นเอ่ยหลังจากการประชุมสิ้นสุดลง
ขุนนางส่วนใหญ่ทยอยออกห้องประชุมไปกันแล้วเหลือเพียงไม่กี่คนที่ยังคงพูดคุยกันในมุมของตัวเอง
“เป็เช่นนั้น”ดยุกลาเมทัสหรือเฮนรี่พยักหน้าตอบกลับด้วยความเรียบเฉย
“ถือเป็ข่าวดีในรอบหลายปีจะเป็อะไรไหม…ข้าอยากให้เมกัสไปทักทายเขาเสียหน่อย”
คำพูดของเคานต์แบล็กธอร์นหรือเซนซัสมีความเคารพไม่กี่ส่วนอยู่ในนั้น แถมยังมีความแอบแฝงอะไรสักอย่างทิ้งท้ายไว้ด้วย
หากเป็ก่อนหน้านี้เฮนรี่คงตอบกลับโดยไม่ได้คิดอะไรมากแต่ตอนนี้เื่ราวบางอย่างกำลังดึงรั้นให้เขาได้ไต่ตรองดูสักหน่อย
“พอดีเลย…คืนนี้ที่เมืองของเ้ามีงานกราเวนเทอร์ราเทศกาลขอบคุณพื้นดินจัดอยู่ด้วย ญาติพี่น้องจะได้เจอหน้ากันสักทีหลังจากไม่ได้เจอกันมานาน”
เฮนรี่มองเข้าไปยังดวงตาสีดำสนิทของเซนซัสรอยยิ้มมุมปากของชายตรงหน้าสร้างความหนักใจไม่น้อย
“ข้าจะให้คนไปแจ้งเขา”
คำตอบเรียบเฉยไร้อารมณ์แล้วลุกขึ้นจากที่นั่งไปโดยไม่กล่าวสิ่งใดต่อ
พร้อมกับการปรากฏตัวของโนอาห์หัวหน้าพ่อบ้านในมุมมืดของห้องชายชราในชุดทางการสุดเนี้ยบเดินเก็บเอกสารบนโต๊ะแล้วตามหลังดยุกของตนออกไปด้วยความเรียบร้อยโดยไม่ลืมจะทำความเคารพแก่ท่านเคานต์แบล็กธอร์นก่อนปิดประตูห้องประชุม
“ถือดีไปเถอะสักวันข้าจะทำให้พวกเ้าทั้งตระกูลไม่มีที่ยืน”
เซนซัสมีเพียงสายตาที่อาฆาตแค้น
“เหยียบมันให้จมดินต่อหน้าทุกคนถ้าทำให้มันหายไปเลย…ก็อย่าให้เหลือแม้แต่เงา”
น้ำเสียงของเขาเรียบนิ่งแต่เย็นกว่าคมมีดเหล็กกล้า
“ขอรับท่านพ่อ”
เมกัสตอบรับเลือกเดินออกไปทำตามคำสั่งโดยไม่ขัดข้อง
“ข้าจะทวงคืนสิ่งที่ควรเป็ของข้าให้หมดดินแดนแห่งนี้ต้องเป็ของแบล็กธอร์นเท่านั้น!”