ราชันย์สิบโลก

    ตอนที่ 29 การทดสอบ 1

        “ท่านลุงพอจะทราบไหมว่าพวกโจรมันมีจำนวนมากแค่ไหน”

    “ข้าเองก็ไม่ค่อยจะแน่ใจสักเท่าไหร่ แต่เท่าที่สังเกตดู พวกมันลงเขามาปล้นทีหนึ่งก็ประมาณ สามสิบคนเห็นจะได้”

    “ลงมา แสดงว่าท่านลุงรู้ว่าพวกโจรมันอยู่ที่ไหนอย่างนั้นหรือ”

    “พวกเราทุกคนในหมู่บ้านต่างก็รู้ดีกันทั้งนั้นว่าโจรพวกนี้อาศัยอยู่บนยอดเขาลูกนั้น” ลุงชุนพูดพลางชี้นิ้วไปทางยอดเขาลูกหนึ่งซึ่งมองเห็นได้อย่างชัดเจน

    “เขาลูกนั้นพวกเราเรียกมันว่า เขาวารี โจรพวกนั้นใช้เขาวารีแห่งนั้นเป็นที่กบดานของพวกมัน” 

    พวกเขาเดินทางชั่วระยะเวลาหนึ่งก้านธูปจึงมาถึงบ้านของชายวัยกลางคนถึงแม้จะเป็นเพียงกระท่อมเล็ก ๆ แต่ก็ดูสะอาดสะอ้าน 

    “ท่านลุงท่านอยู่คนเดียวอย่างนั้นหรือ?”

    “เมื่อก่อนข้าอยู่พร้อมครอบครัว แต่ตอนนี้ครอบครัวของข้า ทั้งลูกและเมียของข้าถูกพวกโจรจับตัวไปจนหมดแล้ว” ลุงชุนพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นคลอ

    “ข้าขออภัยด้วยท่านลุง”

    “ไม่เป็นไรหรอก เจ้าไม่รู้ ข้าไม่โทษเจ้าหรอก จะโทษก็โทษความอ่อนแอของข้านี่แหละที่ช่วยเหลือพวกเขาไม่ได้เอง”

    “ท่านลุงท่านพอจะช่วยนำทางข้าไปที่กบดานของพวกโจรได้ไหม เผื่อบางทีข้าอาจจะช่วยลูกเมียของท่านได้”

    “เจ้าหนูเจ้าพูดเล่นหรือเปล่า ขนาดพวกเรายังทำอะไรมันไม่ได้เลย”

    “พวกท่านทำไม่ได้ หรือไม่กล้าทำกันแน่ หากพวกท่านร่วมมือร่วมใจกัน พวกโจรมันคงไม่กล้ากระทำการแบบนี้หรอก”

    ลุงชุนนิ่งไปพักใหญ่

    “ก็ได้ข้าจะนำเจ้าขึ้นเขาไปเอง ข้าจะพาเจ้าไปตอนกลางคืนไม่ต้องกลัวหลงทาง เพราะข้าอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เด็กข้าขึ้นเขาลูกนั้นมาตั้งแต่เด็กแล้ว และข้าเองก็รู้ด้วยว่าพวกมันจะกบดานกันอยู่ที่ใด”

    “แล้วพวกที่ถูกจับไปมีมากเท่าไหร่ละท่านลุง”

    “คนในหมู่บ้านที่ถูกจับตัวไปส่วนมากจะเป็นผู้ชาย เสียเป็นส่วนใหญ่ ส่วนเด็กและผู้หญิง พวกมันจับไปไม่มากเท่าไหร่ รวม ๆ แล้วน่าจะประมาณสามถึงสี่สิบคนได้แล้ว”

    “อื่ม งั้นคืนนี้เราแอบไปสังเกตการณ์กันดูก่อนก็แล้วกัน”

    “ท่านเองก็ไม่ต้องห่วง ข้าเองก็พอมีวิชายุทธ์ติดตัวอยู่บ้าง” เฟิ่งหยูพูดพลางหยิบท่อนไม้ขนาดใหญ่มาพร้อมกับบีบมันจนแหลกละเอียดคามือ

    เย็นวันนั้น เฟิ่งหยูและชายวัยกลางคนออกเดินทางขึ้นเขาไปยังรังของพวกโจรโดยมีชายวัยกลางคนเป็นผู้นำทางไป

    พวกเขาลัดเลาะไปตามหุบเขา ผ่านแม่น้ำลำธาร และโขดหินไปเรื่อย สองชั่วยามผ่านไป พวกเขาจึงมองเห็นแสงไฟ 

    “พวกเราคงเข้าใกล้แหล่งกบดานของพวกมันแล้ว  ท่านลุงท่านลงเขาไปก่อน ก่อนฟ้าสางข้าจะตามลงไปเอง ท่านไม่ต้องห่วงข้า ข้าเองสามารถเอาตัวรอดได้”

    “ก็ได้ เจ้าเองต้องระวังตัวให้ดีด้วยนะ”

    ชายวัยกลางคนลงเขาจากไปพร้อมกับความเป็นห่วงเฟิ่งหยู แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะเขาไม่มีวิชายุทธ์ติดตัวเลย เขาเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง หากพวกโจรจับได้ เขาเองก็คงไม่รอดเช่นเดียวกัน

    “เฟิ่งหยูค่อยๆ ลักลอบเข้าไปในค่ายของพวกโจร เขาแอบฟังพวกโจรพูดคุยกันจึงได้รู้เรื่องราวหลาย ๆ เรื่อง ทั้งที่คุมขัง ทั้งสาเหตุที่พวกเขาจับชาวบ้านมา และที่สำคัญที่สุดคือ จำนวนของพวกโจร และระดับวรยุทธ์ของพวกมัน”  

                ถึงแม้พวกโจรจะมีระดับวรยุทธ์ที่สูงกว่าเฟิ่งหยู แต่เฟิ่งหยูหาได้กลัวพวกมันไม่ เพราะเขายังมีไม้เด็ดที่สามารถจัดการกับพวกโจรได้อีกหลายอย่าง

                เฟิ่งหยูตรวจสอบพวกมันอย่างละเอียดและพบว่าพวกโจรมีด้วยกันทั้งหมดสามสิบหกคน หัวหน้าโจรไว้หนวดยาวรกรุงรัง พวกเขาต่างเรียกกันว่าหมาป่าดำซึ่งเป็นหัวหน้าโจรที่มีระดับวรยุทธ์แข็งแกร่งกว่าเฟิ่งหยูอยู่เท่าตัวหมาป่าดำมีระดับวรยุทธ์ระดับปฐพีขั้นที่ห้า

    “เราต้องวางแผนให้รอบคอบ การช่วยเหลือชาวบ้านในครั้งนี้จะผิดพลาดไม่ได้ ข้าคงต้องหวังพึ่งค่ายกล ที่ท่านปูสอนข้ามาแล้วหละ”

    เฟิ่งหยูจัดทำค่ายกลไว้รอบ ๆ ค่ายของพวกโจร จากนั้น เขารีบไปจัดวางค่ายกลโจมตีที่ปากทางเข้าค่ายของพวกโจรอย่างเงียบ ๆ ค่ายของพวกโจรจะมีทางเข้าออกเพียงทางเดียวเป็นหุบเขาแคบ ๆ หากไม่สังเกตหรือมีคนนำทางมา เฟิ่งหยูก็ไม่สามารถหาค่ายของพวกมันพบ

    เฟิ่งหยูจัดค่ายกลโจมตี และ ค่ายกลกักขังพวกโจรเสร็จสิ้นกินเวลาไปถึงหนึ่งชั่วยามเต็ม

    เฟิ่งหยูกลับเข้าไปในค่ายโจรอีกครั้ง ครั้งนี้เขาแอบไปยังที่คุมขังพวกชาวบ้าน ซึ่งมีพวกโจรยืนเฝ้าอยู่ทั้งหมดสี่คน แต่ระดับวรยุทธ์ของพวกมันไม่สูงมากนัก 

    “ฟุบ” เฟิ่งหยูใช้สันมือฟันที่ต้นคอของโจรคนแรกจนสลบและเคลื่อนย้ายโจรเข้าไปซ่อนพร้อมกับมัดอย่างแน่นหนาโดยทันที ตอนแรกเฟิ่งหยูกะจะปลอมตัวโดยใช้ชุดของพวกโจร แต่ดันลืมนึกไปว่าตัวของเขาเองตัวเล็กกว่าพวกโจรมาก ความคิดนี้จึงเป็นอันตกไป

    เฟิ่งหยูใช้วิธีการเดียวกันกับยามอีกสามคน จากนั้นเขาจึงแอบเข้าไปคุยกับชาวบ้านที่ถูกจับ

                “เฟิ่งหยูปล่อยชาวบ้านออกมาก่อนสี่คน เพื่อไปยืนยังตำแหน่งของพวกโจร และมอบอาวุธที่ยึดมาจากพวกโจรให้ชาวบ้านพวกนั้นถือไว้ เป็นการพรางตาพวกโจรได้เป็นอย่างดี”

                “ข้าจะช่วยพวกท่านออกไป เมื่อพวกท่านออกไปได้แล้วพวกท่านต้องช่วยข้าจัดการกับพวกโจร”

                “พวกเราเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดา ไม่มีวรยุทธ์จะช่วยเหลือเจ้าได้อย่างไร เจ้าหนู” ชายวัยกลางคนคนหนึ่งเอ่ยขึ้นมา

    “ พวกท่านไม่มีวรยุทธ์ แต่พวกท่านยังมีแรงกันอยู่ไม่ใช่หรือ พวกท่านที่โดนจับมาเท่าที่ข้ามองดูคร่าว ๆ หากไม่นับเด็กและผู้หญิง พวกท่านมีมากกว่าห้าสิบคนด้วยซ้ำไป”

    “เจ้าจะให้พวกเราทำยังไง ก็ว่ามาเถอะ หากช่วยพวกเราออกไปได้ จะให้พวกเราทำอะไรพวกเราก็ยอม ดีกว่าเป็นทาสของพวกมันแบบนี้”

    “ข้าได้วางค่ายกลไว้ทั้งหมดหกจุดด้วยกัน พวกท่านไปซุ่มรออยู่ หากพวกโจรหลุดเข้าไปในค่ายกลของข้า พวกท่านรอจนแน่ใจว่าพวกมันหมดแรงจากนั้น พวกค่อยร่วมมือกันโจมตีพวกโจรที่หมดแรง มันคงไม่ยากเกิดไปสำหรับพวกท่านหรอก”