และนี่คือ!!! วิญญาณคุณชายสุดเฮี้ยนกับนายนักเขียนสยองขวัญ

    บทที่ 29 ขอเห็นผีที่ศาลเจ้าสุดขลัง!


    แวะไปอ่านฉบับ WEBTOON กันได้นะครับ อย่าลืมไปกดเรตติ้งเต็มสิบ กดปุ่มหัวใจและเข้ามาพูดคุยกันได้นะครับ


    ___________________________________________________


    เรื่องราวของศาลเจ้าพ่อสุดขลังชื่อดัง ณ สี่แยกไฟแดงกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วในมุมซอกหลืบ ณ แยกไฟแดงแห่งหนึ่งเคยมีลานว่างเปล่าผืนหนึ่งเต็มไปด้วยสารพัดของเก่าเก็บ บรรดาข้าวของกองพะเนิดของผู้คนไม่ใช้แล้วรวมไปถึงเศษเหล่าใบไม้ใบหญ้า หากตั้งใจสังเกตให้ดีและถ้วนถี่ในที่แห่งนั้นคุณจะพบว่ามีศาลเจ้าเล็กๆ ขนาดเท่ากับศาลเพียงตาอยู่ศาลหนึ่งตัวเสาของศาลทำมาจากป้ายจราจรเก่าขึ้นสนิม โครงสร้างประกอบกันเรียบง่ายเหมือนบ้านตุ๊กตา หลังคาปูด้วยสังกะสี มีผ้าขาดผูกตรงกลางไว้นอกจากคนเก็บขยะแล้วก็ไม่ค่อยมีใครเห็นหรือให้ความสำคัญอะไรกับศาลแห่งนี้เท่าไรกระทั่งวันดีคืนดีมีคนผู้หนึ่งไปลองอธิษฐานขอพรกับศาลลึกลับแห่งนี้เข้า ผลลัพธ์สุดมหัศจรรย์ที่ได้คือคนผู้นั้นขอพรพลันสมความปรารถนาทุกประการ ! คนผู้นั้นจึงกลับมาตอบแทนศาลเจ้าอันศักดิ์สิทธิ์ด้วยการซื้อที่ดินกว้างขวางบริเวณนั้นทั้งหมด ปรับเปลี่ยนเป็นตำหนักเรือนไทยขนาดใหญ่โตโอ่อ่า จนเป็นที่ฮือฮาแก่สายตาผู้คนในละแวกนั้นอย่างยิ่งยวดก่อนขนานนามศาลแห่งนั้นภายหลังว่า ศาลเจ้าพ่อสี่แยกไฟแดงสาธุชนคนนิยมศรัทธาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างเล่าลือปากต่อปากมากราบไหว้มากขึ้นทุกวันทุกคืน พวกเขาต่างประสบความสำเร็จ ล้วนสมหวังดังพรที่ขอมากขึ้นเรื่อย ๆ ผลคือมีการตั้งแฮชแท๊กขึ้นมาว่าเป็นศาลเจ้าสุดขลังแห่งปีแฮชแท๊กนี้มีผู้คนให้ความสนใจมากจนไปสะดุดตารายการสยองขวัญชื่อดังแห่งยุคอย่างรายการคนป่วนผีและมันนำมาสู่ภารกิจสุดพิเศษที่คิด หนุ่มนักเขียนนิยายชื่อดังจะต้องเดินทางไปเพื่อท้าพิสูจน์ดีกรีความศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่แห่งนี้หลังจากอัดรายการช่วงเช้าจนเสร็จ คิดพร้อมด้วยคณะพลพรรคก็นั่งรถทีมงานรายการมายังศาลเจ้าพ่อที่ขึ้นชื่อ ในการณ์นี้คุณชายก็มาตามด้วยเช่นกัน เจ้าตัวนั่งไขว่ห้างมองดูวิวมาตลอดทางไปพลางมองพวกคนท่าทางดี๊ด๋าดีใจกับการเดินทางคราวนี้“ว่ากันว่าที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องขอพรความรัก ผมไปขอรักแท้บ้างดีกว่า” ต่ายกล่าวพลางพนมมือไหว้สีหน้ายิ้มแย้มกับเสือ“ก็ดี มีแฟนแล้วเผื่อจะโตเป็นผู้เป็นคนบ้าง” เสือเสริมความเห็น“อะไรกันพี่เสือ” ต่ายพูดพลางบุ้ยปากเล็กน้อย “แล้วพี่ล่ะ จะขอพรอะไร” ถามกลับบรรณาธิการรุ่นพี่ที่ฝึกงาน เสือคิดครู่หนึ่งก่อนตอบ“ไม่ได้คิดไว้เลย ว่าจะมาทำบุญอย่างเดียว ช่วงนี้เหมือนเจออะไรมาเยอะ” ภาพเหตุการณ์สยองขวัญที่ผ่านมาในช่วงนี้ทำเอาคนในรถอย่างต่ายหรือสองพลันขนลุกซู่ ยิ่งหลังรถมีคุณชายนั่งอยู่ยิ่งรู้สึกหนาวเย็นยะเยือก“บรื้อ จู่ๆ ก็อยากทำบุญด้วยขึ้นมาชอบกล” สองพึมพำพร้อมกัดฟัน“คิด ไอ้ที่พูดขอพรในรายการ พี่ว่าเปลี่ยนเป็นเรื่องการงานแทนน่าจะดีกว่านะ ลอง…” เสือพูดพลางหันไปทางคิดแต่ชะงักเมื่อเห็นอีกฝ่ายคอพับไปเสียแล้ว“หลับอีกแล้วครับ” ต่ายกล่าวเมื่อมองเห็นคิดที่หลับไปทั้งสวมหน้ากากแมสในรถ“นิ่งเป็นหลับขยับเป็นป่วนจริงๆ เจ้าหมอนี่” คุณชายนึกในใจ สายตามองทอดไปบนท้องถนนก่อนเอ่ยต่อ “ไปขอให้ความทรงจำกลับมาดีไหมนะ แต่ไอ้ที่ไปเนี่ยมันจะขลังจริงหรือเปล่าหนอ?” 


    ในความฝันคิดได้เห็นร่างตัวเองในวัยเด็กวิ่งเล่นกับครอบครัวพ่อแม่ของนักเขียนหนุ่มยังคงเหมือนในภาพความทรงจำแสนสุขฉับพลันภาพก็ตัดภาพไปในรถยนต์ คิดนั่งอยู่ที่เบาะหลัง งอแงว่าไม่อยากไปโรงเรียนมารดาหันมาปลอบ บอกกับเจ้าตัวว่าไม่เป็นไร โรงเรียนยังมีหลายสิ่งหลายอย่างให้เด็กน้อยเรียนรู้ ด้านบิดาก็เอ่ยบอกแซวว่าถ้าคิดเหงาก็ให้หาเพื่อนหรือหาแฟนดูสิ ก่อนแม่จะเอามือตีแขนสักที แล้วหัวเราะกันยกใหญ่ภาพความสุขยังคงแจ่มชัดในความทรงจำรวมถึงรถบรรทุกคันหนึ่งที่พุ่งหักศอกเข้ามาด้านหน้ารถพวกเขา“ทั้งหมดคือความผิดของแก!!! เป็นความผิดของแกคนเดียว!!!” เสียงแหบคำรามเกรี้ยวกราดดังขึ้นพร้อมเศษกระจกรถแตกละเอียดพุ่งเข้าใส่ เด็กชายดวงตาเบิกกว้าง กรีดร้องหวาดกลัวตกใจก่อนภาพทั้งหมดพุ่งเข้ามายังคิด


    คิดตื่นขึ้นมาในรถ หอบ เหงื่อกาฬยังคงไหลอยู่บนเรือนร่างเจ้าตัว“เป็นอะไรหรือเปล่าคุณคิด สีหน้าดูไม่ดีเลยนะ” นายสองกล่าวเบาดังกระซิบ “ไม่สบายหรือเปล่าครับ?” “เปล่าครับ…ผมโอเค” เป็นแค่ความฝัน คิดพึมพำในใจพลางลูบดวงตากับใบหน้าเล็กน้อยคุณชายชำเลืองมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่อย่างนิ่งงัน ไม่พูดหรืออกความเห็นอะไรระหว่างนั้นรถยนต์ก็หยุดจอด…พวกเขามาถึงตำหนักเจ้าพ่อตามภารกิจแล้ว“ไปกันทุกคน ตากล้องเตรียมตัว” ทีมงานเอ่ย“ไปขอพรกันทุกคน!” ต่ายพูดปลุกใจ “ลงรถกัน!” “เรามาทำงานน่ะต่าย ไม่ได้มาเที่ยวเล่น” เสืออบรม ด้านต่ายทำเป็นหูทวนลม เรื่องสนุกเช่นนี้เขาหรือจะพลาด เจ้าตัวเป็นคนแรกที่กระโดดโลดเต้นลงจากรถ ตามด้วยคิดและคุณชาย พวกเขาเดินดุ่ยไปยังป้าย แต่สิ่งที่สายตาต่ายคิดเหลือบไปเห็นคือป้ายแขวนที่ปริ้วอยู่ด้านหน้า“เอ๊ะ ป้ายนั้นมัน…” ป้ายสี่เหลี่ยมเขียนว่า Close พร้อมกับประกาศเรื่องไวรัสโคโรน่าระบาด ไม่ให้คนเข้าเขตสถานความเชื่อโดย กทม.! “ไม่จริงน่า มาถึงแท้ๆ” อปป้าผมฟ้าอ่อนร้องครวญ“เฮ้ย ทีมงานคนไหนฝ่ายติดต่อประสานงานเนี่ย ทำไมไม่แจ้งว่าตำหนักปิด! แล้วเราจะถามยังไงล่ะเฮ้ย!!” เสียงทีมงานกับตากล้องคำรามถามอย่างหัวเสีย มองหาความรับผิดชอบอย่างเกรี้ยวกราด“เราก็เพิ่งมาเห็นเหมือนกันนี่แหละครับพี่” ทีมงานอีกคนชี้แจ้ง “เดี๋ยวจะติดต่อพี่ป่องก็นะครับ” ในระหว่างที่ด้านนอกชุลมุนกันอยู่ สายตาของคิดก็เหลือบไปเห็นเงาร่างคนผู้หนึ่งอยู่ภายในตำหนัก เดินไปมาอยู่แวบ ๆ มีคนอยู่? ชายหนุ่มนักเขียนนึกก่อนเดินเข้าไปผ่านป้ายที่เขียนว่าปิดอย่างที่ไม่มีคนทันสังเกตยกเว้นผีเช่นคุณชายเพียงตนเดียวเท่านั้นที่เดินตามคิดไปต้อย ๆ “จะไปไหนกันเจ้านักเขียนนี่ เขาก็บอกอยู่ว่าปิด!” คิดเดินเข้าไปพลันเจอชายผมดำผู้หนึ่ง อายุราวยี่สิบกว่าๆ รูปร่างสูง ใบหน้านั้นเข้าขั้นระดับดาราชายสักช่อง เขาคือคนที่คิดเห็นจากด้านนอกเจ้าตัวก็กำลังมองมาที่เขาเช่นกันด้วยสีหน้างง ๆ คิดยกมือไหว้อีกฝ่ายพร้อมสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แล้วจึงเอ่ยถาม“ขอโทษนะครับ ที่นี่ใช่ตำหนักศาลเจ้าพ่อสี่แยกไฟแดงหรือเปล่าครับ?” คิดถามเสียงใส“ใช่ คุณเป็นใคร” ชายหนุ่มอีกฝ่ายถาม“ผมชื่อคิด ผมเป็นนักเขียนนิยายสยองขวัญ มาที่นี่เพราะมีเรื่องอยากจะมาขอพรน่ะครับ คือว่าผมอยากเห็นวิญญาณเฮี้ยนในห้องของผมน่ะครับ” เจ้าตัวพูดพลางพนมมือสีหน้าของฝ่ายตรงข้ามทำหน้างุนงงในทันทีที่ได้ยินด้านคุณชายก็เช่นกันเพราะในสายตาคุณชายไม่ได้เห็นเพียงชายหนุ่มอยู่ในศาลตามลำพังอย่างคิดเห็นเท่านั้น! หากแต่มีร่างของเจ้าที่สวมชุดไทยอยู่ด้วยอีกหนึ่งตนอยู่ด้วยเช่นกันในตำหนักแห่งนี้ และสายตาของเจ้าที่ผู้นั้นก็จ้องมายังคิดกับคุณชาย! ศาลตำหนักนี้มีเจ้าพ่ออยู่จริง ๆ ด้วย คุณชายนึกในใจ