ข่าวเื่ศิษย์ใหม่ซอมซ่อจากยอดเขาไร้นาม บังอาจดึง "ป้ายดำมรณะ" ลงจากกระดานหอภารกิจ แพร่สะพัดไปทั่วสำนักวายุครามดุจไฟลามทุ่ง
ณ ยอดเขาทรุดโทรม ศิษย์สายในผู้ทำหน้าที่ส่งสารวิ่งกระหืดกระหอบขึ้นมาจนถึงลานกว้างหน้าหอตำรา มันรีบคุกเข่าลงเบื้องหน้าชายชราอู๋มู่ที่กำลังนอนเอกเขนกจิบสุราอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ เพื่อรายงานความบ้าบิ่นของเยี่ยเฟยิด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก ทว่า... ปฏิกิริยาของัเฒ่าผู้นี้กลับทำให้ศิษย์ส่งสารต้องเบิกตากว้างด้วยความงุนงง
"ฮ่า ๆ ๆ ! ไอ้เด็กเหลือขอนั่นมันหยิบป้ายมรณะไปงั้นรึ?" อู๋มู่ะเิเสียงหัวเราะร่าลั่นยอดเขา น้ำเต้าสุราในมือสั่นไหวจนน้ำเมาหกเลอะเทอะ ชายชราไม่มีทีท่าร้อนรนหรือเป็ห่วงศิษย์สายตรงเพียงคนเดียวของตนเลยแม้แต่น้อย
"ทะ... ท่านผู้าุโอู๋มู่ ศิษย์ของท่านอยู่เพียงแดนควบแน่นปราณ ขั้นที่ 3 นะขอรับ! อสูรพยัคฆ์เงาทมิฬตัวนั้นฆ่าศิษย์สายในไปนับไม่ถ้วน หากท่านไม่รีบไปห้าม เขาต้องตายแน่ ๆ !" ศิษย์ส่งสารพยายามอ้อนวอน
"ห้ามงั้นรึ? ทำไมข้าต้องห้าม!" อู๋มู่แค่นเสียง แค่นยิ้มมุมปาก "วิถีแห่งการบำเพ็ญเพียรไม่มีการปูพรมแดง หากมันอยากรนหาที่ตาย หรืออยากก้าวไปคว้าโชคลาภวาสนา ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับ 'ลิขิตฟ้า' และความสามารถของมันเอง! หากแค่อสูรกลายพันธุ์ตัวเดียวยังเอาชีวิตรอดกลับมาไม่ได้ ก็แปลว่ามันไร้ค่ายิ่งกว่าปุถุชน... กลับไปบอกตาเฒ่าคุมหอภารกิจเถอะ ว่าไม่ต้องมายุ่ง!"
ศิษย์ส่งสารหน้าถอดสี ไม่กล้าเอื้อนเอ่ยสิ่งใดอีก ทำได้เพียงล่าถอยกลับไปอย่างรวดเร็ว
ไม่นานนัก เยี่ยเฟยิก็เดินเท้ากลับขึ้นมาถึงยอดเขาทรุดโทรม ชายหนุ่มไม่ได้สนใจสายตาของใคร เขาดินตรงเข้าไปในหอตำราเพื่อเก็บสัมภาระสำหรับการเดินทาง เขายัด 'หม้อหลอมเหล็กทมิฬ' ตำราสมุนไพร และขวดหยกบรรจุโอสถรวมปราณบริสุทธิ์สิบส่วนลงในห่อผ้าปะชุนอย่างทะมัดทะแมง การลงเขาครั้งนี้ไม่ใช่แค่การทำภารกิจ แต่มันคือการฝึกฝนจริงในโลกอันโหดร้าย
เมื่อเก็บของเสร็จสิ้น เฟยิเดินออกมาที่ลานหินเพื่อประสานมือคารวะลาอาจารย์
"ศิษย์เตรียมตัวพร้อมแล้วขอรับ ข้าจะลงจากเขาเพื่อไปทำภารกิจ" เฟยิกล่าวเสียงเรียบ
อู๋มู่แง้มเปลือกตาขึ้นมองศิษย์ของตน ชายชราทำเสียง จิ๊จ๊ะ ในลำคอคล้ายรำคาญ ก่อนจะล้วงมือเข้าไปในสาบเสื้อเก่าขาด แล้วโยนสิ่งของชิ้นหนึ่งมาให้เฟยิ
มันคือ 'แผ่นหยกสีหม่น' รูปทรงครึ่งเสี้ยวที่ดูเก่าคร่ำคร่าและมีรอยร้าว เล็ก ๆ
"รับไปซะไอ้หนู" อู๋มู่กระดกสุราดื่ม "อย่าเพิ่งตายโหงไปก่อนล่ะ ข้าี้เีหาคนมารดน้ำพรวนดินแปลงสมุนไพรใหม่ หยกนั่นคือของวิเศษคุ้มกันกาย หากเ้าเจออันตรายถึงชีวิต มันจะกางม่านพลังป้องกันให้เ้าได้ 3 ครั้ง... จำไว้ให้ดี มันสามารถป้องกันการโจมตีจากผู้ฝึกตนที่อยู่ต่ำกว่า 'แดนแกนทองคำ' ได้อย่างสมบูรณ์แบบ!"
เฟยิเบิกตากว้างเล็กน้อย ดวงตาสีม่วงหม่นจ้องมองแผ่นหยกในมือด้วยความตกตะลึง ในสำนักระดับกลางเช่นนี้ แดนแกนทองคำคือระดับของผู้าุโคุมยอดเขา! นั่นหมายความว่า ต่อให้ศิษย์ชั้นยอดในแดนเปิดชีพจร หรืออาจารย์เล็กในแดนสร้างฐานรากมารุมโจมตีเขา หยกแผ่นนี้ก็สามารถรับการโจมตีเ่าั้ได้สบาย ๆ !
"ขอบพระคุณขอรับ ท่านอาจารย์" เฟยิกำหยกในมือแน่น ความอบอุ่นสายเล็ก ๆ พาดผ่านจิตใจที่ด้านชา แม้ตาเฒ่าผู้นี้จะปากร้ายและดูไม่สนใจโลก แต่กลับมอบไพ่ตายที่ล้ำค่าขีดสุดให้แก่เขา
ชายหนุ่มก้มศีรษะคำนับอีกครั้ง ก่อนจะหันหลังก้าวเดินลงจากยอดเขาวายุคราม มุ่งหน้าสู่โลกกว้างเบื้องล่างทันที
--------------------------------------------------------------------------------
เป้าหมายของภารกิจคือ 'หุบเขาเงามรณะ' ซึ่งตั้งอยู่ห่างไกลออกไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เฟยิใช้วิชา 'ย่างก้าวเงาไร้ลักษณ์' ในการเดินทางสลับกับการเดินเท้าปกติ เพื่อเคี่ยวกรำร่างกายและลมปราณไปตลอดทาง
ทว่า... ยิ่งเขาเดินทางรอนแรมลึกเข้าไปในเขตชายแดนและห่างไกลจากความเจริญมากเท่าไหร่ ทัศนียภาพรอบด้านก็ยิ่งสะกิดความทรงจำอันเลวร้ายของเขามากขึ้นเท่านั้น
ตลอดเส้นทาง เฟยิเดินผ่านหมู่บ้านปุถุชนหลายแห่ง แต่แทนที่จะได้เห็นควันไฟจากการหุงหาอาหาร หรือเสียงเด็ก ๆ วิ่งเล่น สิ่งที่เขาพบกลับมีเพียง 'หมู่บ้านร้าง' ที่เงียบสงัดดุจสุสาน! ซากปรักหักพังของบ้านเรือนมีรอยกรงเล็บขนาดมหึมาขีดข่วน คราบเืสีแดงคล้ำที่แห้งกรังติดอยู่ตามกำแพงและลานดิน ส่งกลิ่นคาวคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ
เฟยินั่งยอง ๆ ลงแตะคราบเืบนพื้น แววตาของเขาเย็นเยียบลง "ไม่ใช่ฝีมือของพวกผู้ฝึกตน... รอยกัดและรอยกรงเล็บพวกนี้ เป็ของสัตว์อสูร"
"ผิดปกติมาก..." เสียงทุ้มต่ำของอัคคีนิลดังขึ้นในห้วงจิต "ไอ้หนู เ้าััได้หรือไม่? กลิ่นอายความตายในอากาศมันเข้มข้นเกินไป ปริมาณสัตว์อสูรในเขตชายแดนแห่งนี้กำลังเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างผิดปกติและบ้าคลั่ง ราวกับมี 'บางสิ่ง' กำลังขับไล่หรือควบคุมพวกมันให้ออกมาล่าเหยื่อเพื่อสังเวยชีวิต!"
เฟยิขมวดคิ้วแน่น สถานการณ์ดูอันตรายและซับซ้อนกว่าที่คิด อสูรพยัคฆ์เงาทมิฬที่เป็เป้าหมายภารกิจ อาจไม่ใช่สัตว์อสูรกลายพันธุ์ที่หลงฝูงมาธรรมดา ๆ เสียแล้ว
ชายหนุ่มเร่งฝีเท้าเดินทางต่อด้วยความระมัดระวังขีดสุด เขาซ่อนเร้นกลิ่นอายปราณของตนเองไว้ใต้พลังของแหวนหยกนิล จนกระทั่งเวลาล่วงเลยเข้าสู่ยามโพล้เพล้ บรรยากาศรอบด้านเริ่มถูกความมืดกลืนกิน ป่าไม้สองข้างทางทึบและแผ่ไอเย็นะเื เฟยิก็เดินทางมาใกล้ถึงเขตแดนของหุบเขาเงามรณะ
ทว่าในจังหวะนั้นเอง หูของเขาก็แว่วเสียงปะทะอาวุธ เสียงกู่ร้อง และเสียงคำรามของสัตว์อสูรดังกึกก้องมาจากถนนดินสายหลักเบื้องหน้า!
เฟยิรีบกระโจนขึ้นไปบนกิ่งไม้ใหญ่ ซ่อนเร้นกายในเงามืดดุจภูตผี แล้วทอดสายตามองลงไปยังจุดเกิดเหตุทันที
สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือ 'กองคาราวานขนาดใหญ่' ที่ดูหรูหราผิดแผกจากขบวนสินค้าทั่วไป รถม้าคันกลางถูกสร้างจากไม้หอมชั้นดีและประดับด้วยหยกแกะสลัก บ่งบอกชัดเจนว่าผู้ที่อยู่ด้านในต้องเป็ 'สตรีผู้สูงศักดิ์' จากตระกูลใหญ่หรือขุนนางในเมืองหลวงอย่างแน่นอน
แต่สภาพของคาราวานในยามนี้กลับเข้าตาจนขีดสุด!
ฝูงสัตว์อสูรที่มีรูปร่างคล้ายหมาป่าทมิฬนับสิบตัว ดวงตาของพวกมันแดงก่ำดุจสีเื กำลังล้อมกรอบและพุ่งเข้าโจมตีขบวนรถม้าอย่างบ้าคลั่ง ผู้คุ้มกันในชุดเกราะที่อยู่ในแดนควบแน่นปราณ ขั้นที่ 4 และขั้นที่ 5 ต่างสู้ยิบตา เสียงกระบี่ฟาดฟันกับกรงเล็บอสูรดังสนั่น โลหิตสาดกระเซ็นย้อมผืนดิน ร่างของผู้คุ้มกันหลายคนถูกตะปบจนล้มลงไปกองกับพื้น นอนร้องครวญครางด้วยความเ็ป
"คุ้มกันคุณหนู! อย่าให้พวกอสูรชั้นต่ำเข้าใกล้รถม้าได้เด็ดขาด!" หัวหน้าผู้คุ้มกันะโสั่งการด้วยสภาพเือาบหน้า
ม่านบังตาของรถม้าหรูหราถูกแง้มออก เล็กน้อย เผยให้เห็นเสี้ยวใบหน้าของสตรีผู้หนึ่งที่งดงามทว่าซีดเซียวด้วยความหวาดกลัว นางสวมอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์และกำเครื่องรางในมือแน่น
บนกิ่งไม้สูง เยี่ยเฟยิทอดสายตามองภาพการนองเืเบื้องล่างด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย ไร้ระลอกคลื่นแห่งความตื่นตระหนก
หากเป็เขาในอดีตตอนที่เป็เพียงปุถุชนหาเช้ากินค่ำ เขาคงพุ่งตัวเข้าไปช่วยอย่างไม่คิดชีวิต ทว่า... บทเรียนจากคืนที่หมู่บ้านถูกเผาและลุงหลินถูกฆ่าตาย สอนให้เขารู้ซึ้งถึงสัจธรรมอันโหดร้ายของโลกใบนี้ 'การทำตัวเป็คนดีโดยไร้พลังและการไตร่ตรอง มีแต่จะนำพาความตายมาสู่ตนเอง'
"เอาอย่างไรดีไอ้หนู?" อัคคีนิลเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงท้าทาย "หมาป่าพวกนั้นอยู่แค่ระดับ 3 และ 4 เ้าสามารถจัดการพวกมันได้สบาย ๆ แต่ขบวนรถม้านี่ดูร่ำรวยและมีกลิ่นอายของผู้ทรงอิทธิพล หากเ้าก้าวออกไปยุ่ง เ้าอาจจะได้ผลประโยชน์ก้อนโต หรือไม่... ก็อาจจะโดนดึงเข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งของพวกขุนนางจนซวยไปด้วย เ้าจะสวมบทวีรบุรุษ หรือจะปล่อยให้พวกมันกลายเป็อาหารอสูรล่ะ?"
เยี่ยเฟยินั่งนิ่งอยู่บนกิ่งไม้ นิ้วชี้ที่สวมแหวนหยกนิลเคาะกับด้ามกระบี่สนิมเขรอะเบา ๆ เป็จังหวะ ดวงตาสีม่วงหม่นหรี่ลงอย่างใช้ความคิด ชายหนุ่มกำลังชั่งน้ำหนักผลประโยชน์และความเสี่ยงในหัวอย่างรอบคอบ
เขาควรจะเข้าไปแทรกแซงเพื่อสร้างบุญคุณกับสตรีสูงศักดิ์ผู้นี้ หรือควรจะยืนดูพวกนางถูกฉีกกระชากอยู่ในเงามืด... การตัดสินใจครั้งแรกในฐานะผู้ฝึกตนของเขา กำลังจะเริ่มต้นขึ้น!