บทที่76
ชาชั้นดี
เว่ยเจ๋อจงตระหนักได้ถึงความเอร็ดอร่อยที่เขาสามารถสัมผัสได้จากชาที่เพิ่งดื่มเข้าไป ความอร่อยแตกซ่านกระจายไปทั่วทั้งปากตัวของเขาไม่เคยสัมผัสได้ถึงรสชาติเช่นนี้มาก่อน
รสชาติหอมละมุนของชาและความเอร็ดอร่อยที่ราวกับว่ามันจะแทรกซึมไปทั่วทั้งร่างกายตอบรวมจิตใจให้อบอุ่น
เมื่อได้ดื่มชานั้นเข้าไปดวงตาทั้งสองข้างเบิกกว้างขึ้นดวงตาจ้องมองตาที่หลงเหลืออยู่ประมาณครึ่งถ้วยภายในมือของตนเองอย่างตกตะลึง
เว่ยเจ๋อจงถึงกับพูดไม่ออกดวงตามองสิ่งที่อยู่ภายในมือของตนเองอย่างตาไม่กระพริบมันเป็นเพราะว่าตัวของมันนั้นเคยดื่มชามาแล้วแทบจะทุกชนิดไม่เคยมีชาใดเลยที่ตัวของมันนั้นรู้สึกอร่อยเท่านี้มาก่อน
ลู่หยางใช้ดวงตาของตัวเองจ้องมองคุณชายที่อยู่ด้านหน้าเขากระพริบตามองตาปริบๆมองเห็นท่าทางของอีกฝ่ายดูแปลกพิกลเขาเองก็ได้แต่ฟังข้อสงสัย
“ มีอะไรอย่างนั้นหรือขอรับคุณชายเว่ย? เหตุใดถึงแสดงใบหน้าเช่นนั้นหรือว่าชาไม่ถูกปาก” เขาเอ่ยถามออกมาด้วยความสงสัย
เว่ยเจ๋อจงกำลังนั่งอยู่กับพริบตาปริบๆจ้องมองไปที่ผู้ที่อยู่ด้านหน้าของตนเองทางกลับสั่นหัวไปมาและก็ตอบกลับไป“ ไม่ใช่ขอรับ!! นี่คือชาอันใดอย่างนั้นหรือเหตุใดถึงอร่อยเพียงนี้? ”
“ รสชาติหอมละมุนราวกับดอกไม้แถมยังให้รสหวานที่ปลายลิ้นกลิ่นของมันเองก็หอมมากกว่าชาธรรมดาทั่วไปหลายเท่าข้ารู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก ”เว่ยเจ๋อจงทำการอธิบายออกมาได้ถึงรสชาติของชาชนิดนี้อย่างถ่องแท้
ตัวของเขาไม่ใช่เป็นเพียงแค่พ่อค้าเรียกได้ว่าเป็นนักชิมคนหนึ่งเช่นเดียวกันชาชนิดนี้มีความเลิศรสเป็นอย่างมากแน่นอนว่าเขาต้องทำการเอ่ยปากชม
ดวงตาจ้องมองตรงมาที่ลู่หยางดวงตาของคุณชายผู้นั้นเต็มไปด้วยคำถามเขาส่งดวงตามาเอ่ยถามเกี่ยวกับชาชนิดนี้ที่อยู่ภายในมือของเขา
ลู่หยางมองเห็นดวงตาที่เต็มไปด้วยคำถามนั้นเขาจึงทำการตอบกลับไปอย่างรวดเร็ว“ เกี่ยวกับเรื่องชาชนิดนี้มันมีชื่อว่าชาสวรรค์เป็นชาที่ตัวของข้าได้เมล็ดมาจากท่านอาจารย์ทั้งสอง ”
“ ว่าแต่ตัวของท่านไม่เคยลิ้มลองชาชนิดนี้มาก่อนเลยอย่างนั้นหรือขอรับ?” ลู่หยางเอ่ยถามออกไปด้วยความสงสัย
สำหรับตัวของเขาแล้วคิดว่าการที่อีกฝ่ายนั้นไม่เคยได้ลิ้มลองชาชนิดนี้เมื่อก่อนถือได้ว่าเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดเป็นอย่างมาก
ในตอนแรกเขาคิดว่าชาชนิดที่ไม่ว่าจะหายากแต่ก็น่าจะมีอยู่ภายในพื้นที่ต่างๆของดินแดนนี้
ในตอนนี้แม้แต่พ่อค้าที่เคยลิ้มลองชามามากมายหลายชนิดก็ยังไม่เคยพบเจอมันคุณชายเว่ยผู้นั้นกำลังแสดงดวงตาที่เปล่งประกายออกมาอย่างชัดเจน
อีกฝ่ายแสดงดวงตาที่เปล่งประกายจ้องมองมาที่เขาก่อนจะพูดขึ้น“ไม่เคยขอรับตัวของข้าไม่เคยได้ลิ้มลองรสชาติชาเช่นนี้มาก่อนถือได้ว่าเป็นสิ่งที่แปลก”
“ ข้าไม่เคยลิ้มลองชาชนิดใดที่มีรสชาติล้ำเลิศขนาดนี้มาก่อน ท่านบอกว่าได้เมล็ดมาก็แสดงว่าตอนนี้ท่านปลูกอยู่ใช่หรือไม่ขอรับ”
ลู่หยางพยักหน้าตอบรับกลับไปก่อนที่จะกล่าวอธิบาย“ ใช่แล้วขอรับตัวของข้าปลูกชาชนิดนี้อยู่ ”
“ เดินออกไปด้านนอกแล้วก็ลองมองดูตรงบริเวณด้านข้างก็ได้ขอรับมีต้นชาปลูกอยู่หนึ่งแปลง”
ชาสวรรค์นี้ดีเป็นอย่างมากลำพังตัวตนของมันมีลักษณะพิเศษตรงที่มันมีลำต้นที่ใหญ่กว่าชายธรรมดาทั่วไปเลยทำให้แม้แต่ฤดูหนาวที่มีหิมะตกลงมาพวกมันเองก็ไม่เป็นอันใด
พันธุ์ชาชนิดนี้สามารถอาศัยอยู่ได้ทั้งเขตร้อนและเขตหนาวภายในภูเขาซ่อนเร้นพี่เขานั้นเคยอยู่กับท่านอาจารย์ทั้งสองก่อนหน้านี้ที่เป็นสถานที่ที่พันธุ์ชาชนิดนี้เติบโต
บริเวณสถานที่แห่งนั้นมันเองก็มีลักษณะพิเศษตรงที่ว่าถ้าเป็นฤดูหนาวบรรยากาศน่าจะหนาวมากกว่าปกติทั่วไปถ้าเป็นฤดูร้อนเองก็จะมีความร้อนมากกว่าปกติทั่วไป
เพราะว่าบรรยากาศนั้นมันอยู่ในขั้วตรงข้ามที่แตกต่างกันจะเป็นอย่างมากแต่ว่าชาชั้นดีๆก็สามารถเติบโตอยู่ภายในสถานที่แห่งนั้นได้มันเลยทำให้รู้ว่าชาชนิดนี้มีความพิเศษตรงที่มันสามารถอาศัยอยู่ได้ด้วยบรรยากาศทั้งหมด
เว่ยเจ๋อจงหลังจากที่ได้ยินเช่นนั้นดวงตามองชาที่เหลืออยู่ภายในถ้วยก่อนที่เขาจะทำการยกมันกระดกเข้าไปจนหมด
ลู่หยางแสดงดวงตาที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจที่อีกฝ่ายแสดงท่าทางเช่นนั้นออกมา
เว่ยเจ๋อจงจากที่ดื่มชาถ้วยนั้นจนหมดดวงตาที่เปล่งประกายของมันมองตรงมาที่ลู่หยางก่อนที่จะทำการเอ่ยถามขึ้น “ ท่านปลูกชาชนิดนี้ขึ้นมาเพื่อเอาไว้ดื่มเองอย่างนั้นหรือ?”
ลู่หยางได้ยินคำถามเช่นนั้นตอบกลับไปอย่างรวดเร็ว“ ตอนแรกตัวของข้ามองเห็นว่าชาชนิดนี้มันมีรสชาติที่ดีเป็นอย่างมากตั้งใจจะปลูกมันเอาไว้เพราะมีที่ดินเหลือกะว่าเมื่อถึงยามที่เก็บเกี่ยวได้จะนำมันไปขาย”
ลู่หยางไม่ปกปิดจุดประสงค์แรกที่ตัวของเขานั้นปลูกต้นชาขึ้นมามันเป็นเพราะว่าตัวของเขานั้นตั้งใจจะใช้มันในการขายอยู่แล้ว
“ แต่ว่าหลังจากที่พวกมันเติบโตจนสามารถเก็บเกี่ยวได้ภายในเมืองแห่งนี้เศรษฐกิจเองก็ยังไม่ฟื้นฟูมากนักการที่จะนำเช้าพวกนี้ไปขายมันเองก็ยุ่งยากเช่นเดียวกัน ”
เว่ยเจ๋อจงได้ยินเช่นนั้นดวงตาทั้งสองข้างเปล่งประกายขึ้นมามองตรงไปที่ผู้ที่อยู่ด้านหน้าแล้วก็ขาวขึ้นอย่างทันควัน“ เช่นนั้นให้ข้าช่วยดีหรือไม่ขอรับ? ”
ลู่หยางที่แสดงใบหน้าหนักใจที่ไม่สามารถขายชาออกไปได้ในตอนนี้เงยหน้าของตนเองขึ้นมามองตรงไปที่คนผู้นั้นที่อยู่เบื้องหน้าของตน“ หมายความว่าอย่างไรหรือขอรับ? ”
เว่ยเจ๋อจงตอบกลับ“ จะหมายความว่าอย่างไรก็หมายความว่าอย่างนั้นนั่นแหละขอรับให้ข้าช่วยดีหรือไม่ขอรับ ข้าเองก็กำลังหาสินค้าใหม่ๆในการซื้อขายอยู่พอดี ”
“ ชานี้เป็นชาที่รสชาติดีเป็นอย่างมากจะต้องกลายเป็นที่นิยมอย่างแน่นอน ”
“ เพราะแบบนั้นในเมื่อท่านไม่สามารถทำการหาที่ขายชาสมุนไพรชนิดดีได้ก็เพียงแค่นำมันมาขายให้กับข้าเท่านั้น”
“ ไม่สิเอาเป็นว่าตัวของท่านทำมาฝากขายกับข้าและตัวของข้าเองก็จะหักเป็นข้านายหน้าสองส่วนดีหรือไม่ขอรับ!!ยาชนิดนี้มีความพิเศษเป็นอย่างมากบางทีการขายมันอาจจะได้เงินสูงขึ้นเรื่อยๆถ้าทำการมาขายตรงให้กับค่าท่านอาจจะได้เงินไม่มากนัก” เว่ยเจ๋อจงไม่คิดจะเอาเปรียบทำการยื่นข้อเสนอที่ดีเป็นอย่างมากออกมา
ลู่หยางดวงตาของตนเองมองตรงไปด้านหน้าภายในดวงตาคู่นั้นของเขากำลังปรากฏฉายแววความคิดออกมา
ข้อเสนอนี้ดูไม่เลว‘ ไม่เลวเลยทีเดียวถ้าฝากขายอีกฝ่ายจะหักกำไรสองในสิบส่วนถือว่าไม่ได้มากมายนะถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ภายในยุคสมัยเก่าก็หัก20% จากรายได้ที่ได้ แล้วก็จะมีลูกค้าประจำของพวกเขาอยู่แล้วตัวของเราเองก็ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาทำการหาลูกค้าซื้อขาย ’
เขามองว่าข้อเสนอนี้ดูไม่เลวมันเป็นข้อเสนอที่ตั้งตัวของเขาและก็ตัวของคุณชายเว่ยจะได้ทั้งคู่
แต่ที่สำคัญก็คือตัวของเขาไม่ต้องทำการเดินทางออกไปและก็ไปทำการปล่อยขายพวกสมุนไพรชนิดนี้โดยการหาลูกค้าใหม่ตั้งแต่เริ่มต้น
เครือข่ายการค้าขายของคุณชายเว่ยที่อยู่แล้วเพราะแบบนั้นเขาน่าจะทำการซื้อขายพวกต้นชาพวกนี้ได้อย่างรวดเร็ว
ลู่หยางใช้เวลาในการคิดและก็ตัดสินใจอยู่ไม่นานนักก็ลองคิดคำนวณเวลาที่เขาใช้คิดและตัดสินใจเกี่ยวกับเรื่องนี้น่าจะใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งก้านธูปด้วยซ้ำ
สุดท้ายแล้วก็เงยหน้าของตนเองขึ้นมาแล้วก็ทำการตอบตกลงกับไป
การซื้อขายถือว่าผ่านพ้นไปด้วยดีพวกเขานั้นตอบตกลงเกี่ยวกับการฝากขายใบชาในครั้งนี้
ลู่หยางมีต้นชาอยู่หนึ่งแปลงเก็บเกี่ยวได้จำนวนไม่มากนักแต่ว่าถ้ารอให้ผ่านไปอีกสักพักคงจะสามารถปลูกต้นชาชนิดนี้เพิ่มขึ้นได้ถ้ามีพื้นที่เพิ่มมากขึ้น
เขามีแผนการณ์ว่าจะทำการลงทุนซื้อที่ดินบริเวณรอบๆเพิ่มขึ้นมาเพื่อที่จะทำการสร้างเป็นโรงหมอ
อย่างแรกเขาเองก็ต้องดูก่อนว่าการค้าขายชาในชุดแรกมันจะได้กำไรเท่าไหร่
หลังจากที่พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องราวนะธุระทุกอย่างจนเสร็จก็ทำการแยกย้ายกันออกไปจากสถานที่แห่งนี้คุณชายเว่ยเดินทางมุ่งตรงกับไฟภายในเมือง
ลู่หยางที่อยู่ภายในบ้านเองก็ทำการตรวจเช็คของที่คุณชายเว่ยนำมาให้เขา
เมื่อที่ลองตรวจสอบดูของเหล่านี้เป็นของราคาแพงไม่ว่าจะเป็นอาหารหรือว่าเป็นเครื่องสวมใส่ของจำนวนขนาดนี้เรียกได้ว่าเขาสามารถอยู่อาศัยภายในสถานที่แห่งนี้ไปได้อีกหลายวัน
เพียงแค่จำนวนอาหารแห้งที่นำไว้ใช้กินในฤดูหนาวเขาและก็หนิงหนิงก็คงจะสามารถอยู่ภายในสถานที่แห่งนี้ไปได้อีกนาน
หลังจากนั้นผ่านไปประมาณสามถึงสี่วันลู่หยางจัดเตรียมใบชาในชุดแรกแล้วก็ส่งขายให้กับคุณชายเว่ย
การขายใบชาในชุดแรกถูกส่งออกไปเขาเองก็รอผลของการขายในครั้งนี้ว่ามันจะได้สักเท่าไร
ตอนแรกเขาก็คิดว่ามันจะต้องรอสักประมาณหนึ่งเดือนกว่าที่จะทำการค้าขายหมดแต่ที่ไหนได้เมื่อเขาทำการส่งขายออกไปใช้เวลาเพียงแค่สามวันเท่านั้นผลของการค้าขายก็ถูกแจ้งกลับมา
เงินก้อนแรกถูกส่งกลับมาลู่หยางรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมากเพราะว่าเพียงแค่ผ่านไปแค่ 3 วันเท่านั้นคนของตระกูลเว่ยได้รับการไหว้วานให้เดินทางมาที่เรือนของเขาและก็มาส่งเงินจำนวนหนึ่งให้กับเขา
ก็ลองเปิดดูเงินที่ถูกส่งมามันไม่ใช่เงินจำนวนน้อยๆการค้าขายชาไปรอบแรกทำให้เขานั้นได้เงินถึงสองตำลึง
มันรู้สึกว่าเงินในส่วนนี้มากมายเกินกว่าที่เขานั่งคิดเอาไว้เลยถามออกไปสุดท้ายแล้วมันก็ทำให้เขาได้รู้ว่าการค้าขายใบชาพวกนั้นที่มันได้ราคามากขนาดนี้เป็นเพราะว่าคุณชายเว่ยทำการค้าขายกับพวกเศรษฐีซึ่งคนเหล่านั้นให้ราคาของพวกนี้ที่มีจำนวนน้อยสูงอยู่แล้ว
ถือว่าเป็นเงินก้อนแรกที่เขาสามารถหามาได้หลังจากที่ใช้เงินเก่าเก็บที่ได้จากการซื้อขายที่ดินมาเป็นเวลานาน
ผ่านไปอีกหลายวันในขณะเดียวกันทางด้านเมืองหลวงแม่ทัพใหญ่แห่งเมืองหลวงได้เดินทางกลับมาที่เมืองหลวงเรียบร้อยแล้ว
จบบท