ฉันเกริ่นเื่ราวของฉันมาตั้งนานแล้ว คุณคงอยากรู้เื่จริงๆ ของฉันแล้วสิ รีบๆ เล่า ใช่ไหม? แน่นอนเื่ของคนเห็นผีมาไม่เหมือนกันและไม่มีใครเหมือน ก็เหมือน ร้อยพ่อพันแม่นั้นแหละ… เื่ของฉันคุณคงยังจำได้ผู้ใหญ่ว่าฉันมีจิตนาการสูง และ รุ่นเดียวกันที่เล่นกับฉันว่าเป็บ้าชอบพูดคนเดียว แต่ทุกคนจะได้รู้ถึงสิ่งที่ฉันเป็รวมถึงตัวฉันด้วยสักที…
ตอนฉันเป็เด็ก วันนั้นฉันจำไม่ได้ว่าเป็วันอะไรแต่สิ่งที่จำได้ตอนสมัยเด็กๆ จริงสิ! ไม่น่าลืมเลย ฉันยังไม่ได้บอกล่ะสิว่าฉันอยู่กับใคร? อ้าววววเกริ่นอีกล่ะ คุณๆ อย่าเพิ่งเสียอารมณ์แล้วปิดหนังสือฉันนะ ฉันขอเกริ่นนิดเดียวแค่นิดเดียวจริงๆ บ้านฉันเป็บ้านไม้ ยกสูงตามประสาบ้านที่อยู่นอกเมืองหรือเรียกตามภาษาชาวบ้านว่า “บ้านนอกนั้นแหละ” มีห้อง อยู่ 3 ห้อง และที่เหลือเป็ลานว่างๆ ห้องครัวและห้องน้ำอยู่ด้านล่างของตัวบ้าน ถ้าคุณคิดไม่ออกก็ลองนึกถึงบ้านสมัยเก่าๆ ที่ทำด้วยไม้ (ไม่รู้ว่าไม้อะไร) เปลือกไม้เป็สีดำ (ดำแบบดำจริงๆ ไม่รู้เอาอะไรทา) ที่บอกว่า 3 ห้อง มีห้องปู่และย่า , พ่อและแม่ แล้วก็ห้องฉันกับพี่สาว เอ่อ! ฉันลืมบอกไปปู่ฉันเป็มรรคนายกประจำวัดที่มีคนนับถือมากใครๆ ก็ เรียกว่า “พ่อครู” ลืมบอกอีกอย่างบ้านฉันนอกจากมีชั้นเดียวยกพื้นสูง คุณๆ ลองนึกหรือมโนภาพตามก็ได้นะ หรือไม่ก็ไปดูหนังไทยสมัยออเ้าน่ะ.... แต่เป็รูปแบบของล้านนาแท้ๆ ขนาดเสาบ้านตั้ง 3 คนโอบ คุณคิดว่าใหญ่แค่ไหนล่ะ บริเวณบ้านมีบ้านทวด และญาติๆ ที่อยู่ด้วยกันอีก 2 หลัง รั้วบ้านไม่ต้องพูดถึงไม่มี ส่วนบ้านข้างๆ หรือเรียกว่า “เพื่อนบ้าน” ก็ไม่มีรั้วนะ สามารถเดินหากันได้สบาย สมัยนั้นไม่มี อันตรายใดๆ เราสามารถเดินไปมาหาสู่กันได้....เอาละนี่ก็คร่าวๆ ของความเป็อยู่ที่ฉันสมัยเด็ก คุณๆ คงพอนึกออกนะ
ต่อเลยนะในสมัยเด็กฉันสนิทกับปู่มาก ปู่ไปไหนก็ต้องมีฉันติดสอยห้อยตามไปด้วยเสมอ ถ้าไม่ไปปู่ก็จะเรียกและหลอกล่อด้วยเงิน (555 งกั้แ่เด็กๆ) ปู่รักฉันมากเลย ไม่ได้คิดเอาเองนะ ญาติๆ บอกอย่างนั้น ฉันก็ว่าใช่ ปู่รักฉันมากเช่นกันไม่งั้นไปไหนมาไหนไม่เรียกฉันไปด้วยหรอกจริงไหม? หลานมีตั้งหลายคนไม่เรียก แต่เวลาไปไหนมาไหน เรียกหาแต่ฉันทำให้ฉันรู้สึกว่าปู่รักฉันมากที่สุดในบรรดาหลานๆ ของปู่ (คิดเข้าข้างตัวเองไว้ก่อน) วันนั้นฉันจำได้ว่าฉันเดินไปหาปู่ซึ่งปู่กำลังรดน้ำต้นไม้ ฉันเข้าไปถามปู่
“ปู่พี่จุกบอกว่าอยากกินน้ำแดงและขนม ปู่ไม่ให้นานแล้ว พี่จุกบอกว่าหิว” ฉันพูดกับปู่แล้วก็ยิ้ม ปู่หันมามองหน้าฉันที่กำลังยิ้มแป้นแล้น ปู่เอ่ยกับฉันว่า
“ไปปิดน้ำให้ปู่หน่อยแล้วเดี๋ยวมานั่งคุยกันบนบ้าน” แล้วปู่ก็ยื่นสายฉีดน้ำให้ ฉันรับพร้อมกับวางสายฉีดน้ำแล้ววิ่งไปปิดน้ำตามที่ปู่บอก ในใจฉันคิดว่าปู่ต้องเล่าเื่อะไรดีๆ ให้ฉันฟังแน่ ๆ เพราะปู่เองชอบเล่านิทานให้ฟังอยู่เสมอ นิทานของปู่มักไม่เคยซ้ำกันเลย พอฉันไปปิดน้ำเสร็จ ฉันก็วิ่งไปหาปู่ ซึ่งปู่เองกำลังนั่งที่ลานหน้าหิ้งพระบนบ้าน ท่าทางของปู่เงียบขรึมและทำหน้าเหมือนวิตกกังวลอะไรซักอย่าง ฉันเดินเข้าไปหาปู่จากอาการดีใจร่าเริงตอนไปบอกปู่ กลับกลายเป็อาการกลัวแทนภายในใจคิดว่าฉันทำอะไรผิดรึเปล่า? หรือพูดอะไรผิด ปู่จะตีไหม? คิดไปต่างๆ นานา ปู่เห็นฉันทำหน้าอย่างหมาเหงา ปู่ยิ้มให้แล้วมาบอกว่ามานั่งใกล้ๆ ปู่นี่ ตรงที่ปู่นั่งเป็ลานซึ่งไม่กว้างมากนักแล้วมีหิ้งพระหันเข้ามาในบ้าน ด้านล่างหิ้งพระมีไม้แป้นเก่าสีดำต่อออกมากับผนังบ้านความยาวพอๆ กับหิ้งพระและมีพานเก่าๆ โบราณสีเงินที่ในพานประกอบด้วยธูป เทียน ดอกไม้ แล้วแก้วที่ใส่น้ำขมิ้นส้มป่อย (ภาคเหนือเรียกแบบนี้นะ แต่ภาคอื่นฉันไม่รู้เหมือนกันว่าเรียกว่าอะไร) ฉันรู้สึกขนลุกและกลัวอย่างบอกไม่ถูกทั้ง ๆ ที่ปู่ก็นั่งอยู่ตรงนั้น หิ้งพระก็มี แล้วนี่ก็บนบ้านตัวเองแท้ๆ ลานที่มีหิ้งพระฉันแทบไม่เคยเดินมาด้วยซ้ำ คงเพราะห้องฉันกับพี่อยู่ใกล้กับประตูบ้านเลยไม่ค่อยได้เข้าไปข้างในเท่าไหร่ (ขนาดบ้านตัวเองแท้ๆ ยังเดินไม่ทั่ว) แต่มาคิดตอนนี้ก็แปลกแล้วห้องปู่อยู่นั้นทำไมฉันไม่เคยไปบริเวณนั้นเลยนะ เอาล่ะวกกลับมาหาปู่เรียกฉันก่อน (เดี๋ยวจะกลายเป็อารัมภบทอีก) ฉันเดินไปนั่งใกล้ปู่ด้วยความกลัวจึงทำตัวนั่งพับเพียบเรียบร้อย ปู่ลูบหัวฉันแล้วบอกว่า “ไม่ต้องกลัว จะกลัวอะไร พระก็มีนี่ ปู่ก็อยู่นี่ จะกลัวอะไร” ฉันยิ้มให้กับปู่แต่ใจก็กลัวอยู่ดี ไม่รู้เพราะอะไรความรู้สึกเย็นะเืมาปะทะในร่างกายของฉัน ปู่ถามฉัน “เคยเจอพี่จุกกี่ครั้งแล้ว” ฉันตอบปู่ “ก็เล่นด้วยกันั้แ่เด็กแล้ว” (แล้วตอนนั้นไม่เด็กหรือไง ตอบไปได้ เฮ้อ…) “เล่นด้วยตลอด พี่จุกใจดี บอกว่าอยากได้อะไรก็จะให้ถ้าเป็เด็กดี และช่วยดูแลปู่” ปู่ถามฉันอีกว่า “แล้วพี่จุกใส่ชุดยังไง” ฉันก็ตอบไปว่า “กางเกงสีแดง (ตอนนั้นไม่รู้จักโจงกระเบนนิ) ไม่ใส่เสื้อ มีสายอะไรไม่รู้เป็สายสีทองๆ 2 สายไขว้กันไว้ ตัวพี่จุกออกดำๆ นิดหน่อย แต่ก็หล่ออยู่นะ แล้วมัดผมจุกที่ผมมีอะไรไม่รู้ครอบไว้สีทองๆ แล้วมีไม้เสียบสีทองๆ ที่ผมด้วย” (ตอนนั้นไม่รู้จักปิ่นทอง) ที่ฉันต้องพูดว่าหล่อเพราะฉันเห็นพี่จุกยืนอยู่ข้างๆ ปู่แต่เหมือนอยู่ตรงหน้าฉัน ตอนนั้นคิดในใจว่าพี่จุกตัวดำม๊ากมาก พี่จุกยกนิ้วชี้มาที่ฉัน ด้วยความกลัวเลยบอกปู่ไปว่าพี่จุกหล่อ (เป็ไงล่ะสกิลเอาตัวรอดมาั้แ่เด็ก) ปู่พยักหน้าแล้วถามฉันอีก “ตอนนี้พี่จุกอยู่ไหน” ฉันเห็นพี่จุกแลบลิ้นใส่ ฉันจึงชี้ไปที่ข้างๆ ปู่ แล้วบอกว่า “ยืนตรงนั้นไงข้างๆ ปู่ ตอนนี้พี่จุกนิสัยไม่ดี แลบลิ้นใส่ด้วย” แล้วฉันก็แลบลิ้นตอบโดยลืมนึกไปว่าปู่ก็อยู่ที่นั้น ฉันนึกขึ้นได้จึงขอโทษปู่และบอกกว่า “น้องไม่ได้แลบลิ้นใส่ปู่นะ พี่จุกทำใส่ก่อน” ปู่หัวเราะแล้วยังถามฉันอีกว่า “นอกจากพี่จุกแล้วเห็นอะไรอีกไหม” ฉันทำท่าจะคิดว่าเห็นอะไร เสียงพี่จุกก็บอกมาว่า “บอกไปให้หมดนะ เขาจะได้คิดว่าไม่เป็บ้า” แล้วพี่จุกก็หัวเราะ ตอนนั้นฉันโมโหพี่จุกมากที่มาว่าฉันเป็บ้า ฉันบอกปู่ในสิ่งที่เห็นทั้งหมด “น้องเล่นกับพี่จุกแล้วพี่อะไรอีกไม่รู้แต่งตัวเสื้อผ้าขาดๆ พี่จุกก็ไล่เค้าไป ว่าอย่ามายุ่ง น้องก็เห็นตา ยาย ใส่ชุดขาวชอบมาเดินทั่วบ้าน แล้วก็เห็นบ้านอีกหลังอยู่ทับกับบ้านเราอยู่ในนั้นก็มี 1 ครอบครัว แต่รู้สึกว่ามีแค่พ่อ แม่ แล้วก็ลูกสาว…แต่เวลาพี่สาวมาเล่นด้วยไม่เห็นพี่จุกจะไล่เลย” (555ถือโอกาสฟ้องปู่) “พี่สาวสวยน่ารัก” พอฉันพูดแบบนี้พี่จุกยิ้มให้ ฉันถือโอกาสแกล้งพี่จุก “ปู่หรือว่าพี่จุกชอบสาวๆ” พี่จุกได้ยินฉันพูดก็ถลึงตาใส่ ฉันหัวเราะเอาอีกแล้ว ลืมว่าปู่อยู่ด้วย ฉันจึงขอโทษปู่อีกครั้ง ปู่ก็บอกให้ฉันเล่าต่อ “ก่อนและหลังวันพระมักได้ยินเสียงควายร้องด้วย และเห็นอะไรไม่รู้สีดำๆ เหมือนควันลอยอยู่แถวๆ หลังคาบ้าน” ปู่ถามฉัน “แล้วน้องไม่กลัวเหรอ” ฉันยิ้มให้ปู่และบอกว่า “ไม่กลัวเพราะ พี่จุกบอกว่าไม่มีอะไรทำร้ายเราได้ ถ้าเราเป็เด็กดีและบทสวดมนต์ที่ปู่สอนจะช่วยคุ้มครอง น้องได้ก็เลยไม่กลัว” ฉันตอบและยิ้มให้ปู่ แต่ปู่กับถอนหายใจทำให้ฉันงงกับท่าทางของปู่ ฉันเลยถามว่า “ปู่เป็อะไร น้องทำให้ปู่ลำบากใจเหรอ หรือน้องทำอะไรผิด” ฉันพูดพร้อมเขย่าแขนปู่ ส่วนพี่จุกหายไปไหนไม่รู้แล้ว (หนีกันเฉยเลยนะพี่จุก ฉันคิดในใจแต่ก็ยังไม่เอะใจว่าอยู่ดีๆ พี่จุกจะหายไปได้อย่างไร ยังไม่รู้ตัว555) ปู่พูดขึ้นมาว่า “พี่จุกยังอยู่ไหม” ฉันตอบปู่ว่า “ไปแล้ว ไปไหนไม่รู้หายไปเลย” (นั้นแน่…ยังไม่รู้ตัวอีกตอนนั้น ถ้าเป็ตอนนี้ วิ่งแล้วจ้า) ปู่ลูบหัวเบาๆ อย่างเอ็นดู แล้วพูดกับฉัน “น้องรู้ไหมคนอย่างน้องมีน้อยคนนะที่จะเป็ ว่ามันเป็กรรมก็ได้ หรือเป็การสร้างความดีก็ได้มันอยู่ที่น้องเลือก ถ้าคิดดี ทำดีก็ไม่ต้องกลัวอะไร ต่อไปนี้นะถ้าไปไหนกับปู่หรือไปกับใคร แล้วเห็นอะไรหรือได้ยินอะไรก็ตาม น้องค่อยมาบอกปู่ที่บ้านเรานะ อย่าพูดไปเื่เปื่อยและให้ใครได้ยิน เพราะคนที่เขาเชื่อเขาก็ไม่ว่าเรา แต่คนที่ไม่เชื่อเขาก็จะหามาเราแต่งเื่ขึ้น เรียกร้องความสนใจ หรือว่าเราบ้าได้นะ รู้ไหมน้อง” ฉันพยักหน้าแบบงง (งงจริงตอนนั้น) แล้วปู่ก็บอกอีกว่า “บอกพี่จุกด้วยปู่จะเอาของอร่อยๆ มาให้กิน นานแล้วเหมือนกันที่ไม่ได้ให้” ฉันพยักหน้าและคิดว่าภารกิจนี้จบลงด้วยดี (ก็ยังไม่รู้ตัวเหมือนเดิม) ปู่ให้ฉันกราบพระและให้ไปเล่น ส่วนปู่จะไปรดน้ำต้นไม้ จากที่แยกกับปู่ ฉันเห็นพี่จุกยืนอยู่หน้าหิ้งพระพร้อมกับยิ้มให้ฉัน ฉันยิ้มกลับและลงไปเล่นตามประสาเด็ก….น่ะเป็เด็กที่ความรู้สึกช้ามากถ้าคิด ณ ตอนนั้นนะ พี่จุกหายก็น่าจะรู้ รึเปล่าว่าเป็ผี แต่ไอ่น้องหรือฉันคนนี้ดันไม่สงสัยอะไรเลยจริงๆ
พอตกเย็นครอบครัวฉันมักจะกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตาเสมอก็มีปู่ ย่า พ่อ แม่ พี่สาว และฉัน นั่งกินข้าวกันบนบ้าน อยู่ดีๆ ปู่ก็พูดขึ้นมาว่า “น้องมันเห็นผี” ทุกคนเงียบและมองมาหาฉันเป็ตาเดียว ฉันมองหน้าทุกคนแล้วก็ยิ้ม (ก็ตอนนั้นยังไม่รู้นี่ว่าเห็นผีคืออะไร ก็ฉันยังเด็กอ่ะนะ) ปู่ยังพูดต่ออีกว่า “ต้องระวังเวลาพาไหนต่อไหน แล้วต้องฝึกนั่งสมาธิ สวดมนต์สม่ำเสมอด้วย แล้วห้ามเอาพระและตะกรุดที่ห้อยคอออก” แม่ตอบรับปู่ แต่ดูย่ากับพ่อยังงงกับเื่นี้ โดยปกติพ่อเองไม่เคยเชื่อเื่อย่างนี้อยู่แล้วแต่เมื่อปู่บอกพ่อก็พยักหน้าตกลงตามแม่ ส่วนย่าฉันไม่ได้สังเกต (มัวแต่กินข้าวโดยไม่รู้ชะตากรรมตัวเองเลย) ปู่ยังบอกอีกว่า “ไม่เคยบอกใครว่าเลี้ยงกุมารทองไว้และบ้านที่สร้างฝั่งควายถนูไว้ 4 ทิศ เพราะที่ดินเป็ที่น้ำผ่านเลยแก้เคล็ดแบบนั้น น้องมันได้ยินเสียงและมันเห็น ไอ่จุกที่หลวงพ่อเอาให้ตอนบวช น้องมันไม่บ้าแต่มันแยกไม่ออกว่าอะไรคือผีอะไรคือคน ยังไง ดูน้องมันดีเน้อ” แม่มองหน้าฉัน ฉันยิ้มให้แม่ ตอนนั้นความรู้สึกเหมือนเป็คนพิเศษทั้งๆ ที่มันไม่น่าจะพิเศษนะถ้าเป็ตอนนี้ ฉันไม่อยากเป็ “แอดเวนเจอร์” เล้ยจริงๆ นะ