บทที่ 28 สามีภรรยาพูดคุยกันยามค่ำคืน (1)
หากเขาจำไม่ผิด ในงานเลี้ยงของพระราชวังเมื่อปีก่อน
ฟางฉวนโจวพาภรรยาและบุตรสาวคนโตฟางิจูมาร่วมงานเช่นกัน หลังจักรพรรดิซุ่นอู่ได้เห็นบุตรสาวของเขาจึงถูกตาต้องใจนางขึ้นมาทันที
ด้วยอารมณ์จากการดื่มสุรา จักรพรรดิซุ่นอู่ไม่สนใจกฎระเบียบ ้าจะรับฟางิจูเข้าวังหลัง
ผู้ใดจะรู้ว่าฟางิจูกลับไม่ยินยอม ต่อหน้าผู้คนมากมาย นางปฏิเสธ ‘ความเมตตา’ ของจักรพรรดิซุ่นอู่ด้วยเหตุผลว่านางหมั้นหมายแล้ว
ฟางฉวนโจวเองก็ไม่้าให้บุตรสาวเข้าวังเพื่อแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกับเหล่าสตรีมากมาย เขาจึงคุกเข่าช่วยฟางิจูพูด
ท่ามกลางสายตาของขุนนางมากมาย จักรพรรดิซุ่นอู่จึงไม่อาจกักตัวนางไว้ในวังหลังได้ จึงจำใจต้องปล่อยนางไป
สองวันให้หลังกลับจากงานเลี้ยงในวังหลวง ฟางิจูก็รีบแต่งงานทันที
จากความเข้าใจของโม่จิ่วเยี่ยที่มีต่อจักรพรรดิองค์นี้ พระองค์จะต้องผูกใจเจ็บอย่างแน่นอน จึงใช้โอกาสนี้ยึดทรัพย์สินและเนรเทศคนตระกูลฟางทั้งหมด ในขณะเดียวกันก็สร้างปัญหาให้กับตัวเขาด้วย
ส่วนตระกูลหลี่และตระกูลเหอต่างไม่ลงรอยกับโม่จิ่วเยี่ยอยู่แล้ว องค์จักรพรรดิส่งพวกเขาเนรเทศพร้อมกับเขา สาเหตุคืออะไรย่อมเดาได้ไม่ยาก
ชายหนุ่มเห็นเฮ่อจือหร่านยังคงครุ่นคิดอย่างหนัก จึงยื่นมือเกี่ยวปลายนิ้วของนางเบา ๆ
รอจนกระทั่งเฮ่อจือหร่านสบสายตา เขาจึงกล่าวเบา ๆ ว่า “เื่ของตระกูลเหล่านี้ ต่อไปหากมีโอกาส ข้าจะเล่าให้เ้าฟัง”
โม่จิ่วเยี่ยกล่าวเช่นนี้ แสดงว่าเขาเข้าใจสถานการณ์ได้แล้ว
ในเมื่อมีคนเข้าใจเื่ราวแล้ว สกุลโม่ไม่จำเป็ต้องปิดหูปิดตาอีกต่อไป เฮ่อจือหร่านก็ไม่อยากยุ่งเกี่ยวมากนัก
“ได้” นางตอบรับอย่างเรียบง่าย แต่โม่จิ่วเยี่ยจะบอกนางหรือไม่ล้วนไม่สำคัญ
นางได้กำหนดเป้าหมายของตัวเองอย่างชัดเจนแล้ว สิ่งแรกที่ต้องทำคือเปลี่ยนโชคชะตาของเขาที่ต้องตายระหว่างทาง
สะใภ้รองเห็นว่าได้พูดเื่ของตัวเองไปแล้ว จึงไม่อยากรบกวนสามีภรรยาจะพักผ่อนอีก
“น้องเก้า น้องสะใภ้เก้า ข้าขอตัวกลับไปพักผ่อนก่อน”
ก่อนหน้านี้เฮ่อจือหร่านปีนขึ้นเกวียนไม้เพื่อช่วยโม่จิ่วเยี่ยให้ออกไปจัดการเื่ของตนเอง เมื่อบรรลุจุดประสงค์แล้ว ตามหลักก็ควรแยกย้ายกันไป เพื่อหลีกเลี่ยงความอึดอัดระหว่างกัน
แต่หากนางมานอนกับเขาสักพักแล้วกลับออกไป ก็เกรงว่าจะทำให้โจวเหล่าปาสงสัย
นางจึงต้องฝืนใจนอนอยู่ที่เดิมอย่างไม่เต็มใจนัก
โม่จิ่วเยี่ยขยับตัวไปด้านข้างเล็กน้อยเพื่อให้นางนอนได้สบายขึ้น
ถึงแม้จะเหนื่อยล้าจากการเดินทาง แต่เฮ่อจือหร่านกลับนอนไม่หลับเลยสักนิด
โม่จิ่วเยี่ยคล้ายจะััได้ว่านางยังไม่หลับ จึงถามเบา ๆ ว่า
“นอนไม่หลับหรือ”
“อืม” เฮ่อจือหร่านตอบรับอย่างเลื่อนลอย
“เป็เพราะเื่ที่พี่สะใภ้รองพูดหรือไม่” โม่จิ่วเยี่ยถาม
“คงเป็เช่นนั้น” เฮ่อจือหร่านเองก็ไม่รู้ว่าเหตุใดตนเองถึงนอนไม่หลับ บางทีอาจเป็เพราะมาอยู่ในสภาพแวดล้อมใหม่อย่างกะทันหัน จึงยังไม่คุ้นชิน
แต่นางไม่อยากพูดเื่พวกนี้กับโม่จิ่วเยี่ย
ชายหนุ่มไม่ได้สังเกตสีหน้าท่าทาง เขาเพียงฟังเสียง แต่ไม่ได้สังเกตว่าเฮ่อจือหร่านกำลังปิดบังความในใจอะไรอยู่
“ตระกูลเหอและตระกูลหลี่มีเื่บาดหมางกับข้าพอสมควร”
เฮ่อจือหร่านเห็นว่าเขาอยากจะพูด นางเองก็นอนไม่หลับ จึงตัดสินใจตั้งใจฟัง
“มีเื่บาดหมางอะไรหรือ” นางถาม
“เดิมทีเหอจื่อหยวนเป็เสนาบดีกรมกลาโหม ตอนที่ข้านำทัพออกรบ เขาจงใจยักยอกเสบียงอาหารเพื่อหาเงินเข้าตนเอง และข้าเคยกราบทูลกับองค์จักรพรรดิเื่นี้ พระองค์ส่งคนไปสอบสวนอย่างละเอียด ทว่าไม่รู้ว่าเหตุใดเื่ใหญ่ขนาดนี้ พระองค์เพียงสั่งลดตำแหน่งของเหอจื่อหยวน จากเสนาบดีกรมกลาโหมเป็รองเสนาบดีกรมกลาโหม”
หลังฟังจากคำบอกเล่าของโม่จิ่วเยี่ยแล้ว เฮ่อจือหร่านก็เริ่มคาดเดาอีกครั้ง
“ตามคำพูดของท่าน องค์จักรพรรดิทรงมีความคิดที่จะจัดการคนสกุลโม่มาั้แ่แรกแล้ว พระองค์ไม่ได้ลงโทษเหอจื่อหยวนทันที แต่ปล่อยให้เขาสร้างปัญหาให้ท่าน?”
โม่จิ่วเยี่ยไม่คิดว่าสตรีผู้นี้จะสามารถวิเคราะห์เื่ราวได้ลึกซึ้งเพียงนี้
ตัวเขาใช้เวลาเกือบทั้งวันกว่าจะคิดเื่พวกนี้ และได้ข้อสรุปหลังจากการไตร่ตรองอย่างละเอียด
เขารู้สึกว่าเฮ่อจือหร่านคนนี้ไม่ธรรมดาจริง ๆ
เมื่อพูดคุยมาถึงขั้นนี้แล้ว เฮ่อจือหร่านก็เริ่มสนใจ
“แล้วตระกูลหลี่เล่า”
เมื่อพูดถึงความคับข้องใจกับตระกูลหลี่ โม่จิ่วเยี่ยก็ไม่รู้ว่าควรจะเริ่มพูดอย่างไร
หลังจากชั่งใจอยู่พักใหญ่ เขาก็ตัดสินใจเล่าไปตามตรง
“ความบาดหมางระหว่างข้ากับตระกูลหลี่ สามารถกล่าวได้ว่ามาจากหลี่โหรวเอ๋อร์”
พิจารณาจากความหมายของคำพูดโม่จิ่วเยี่ย ดูเหมือนว่าชายหนุ่มจะเกี่ยวข้องกับหลี่โหรวเอ๋อร์อยู่บ้าง
คิดมาถึงตรงนี้ ความสนใจของนางยิ่งเพิ่มมากขึ้น
“พวกท่านสองคนมีความสัมพันธ์อะไรกัน?”
ในขณะเดียวกัน เฮ่อจือหร่านก็กำลังค้นหาจากความทรงจำของร่างเดิม เพื่อดูว่าหลี่โหรวเอ๋อร์เคยพูดเื่โม่จิ่วเยี่ยกับนางหรือไม่
นางค้นหาอยู่นาน จนศีรษะเริ่มปวด แต่ก็ยังไม่พบอะไร
แสดงว่าหลี่โหรวเอ๋อร์ไม่เคยเอ่ยถึงโม่จิ่วเยี่ยแม้แต่คำเดียวต่อหน้าเ้าของร่างเดิม
“พวกเราไม่มีความสัมพันธ์อะไรกัน” โม่จิ่วเยี่ยตอบโดยไม่ลังเล
“ถ้าอย่างนั้น ทำไมท่านถึงบอกว่าความบาดหมางกับตระกูลหลี่เกิดจากนางเล่า”
เมื่อได้ยินคำถามของเฮ่อจือหร่าน โม่จิ่วเยี่ยพลันคิดว่านางอาจจะกำลังหึงหวงอยู่
ดังนั้น เขาจึงรีบอธิบาย
“ครั้งหนึ่งรถม้าที่นางนั่งสูญเสียการควบคุม บังเอิญข้าเห็นเข้า จึงช่วยเหลือด้วยความหวังดี และควบคุมม้าตัวนั้นไว้ได้ ยามนั้น ข้าไม่ได้ใส่ใจเื่นี้มากนัก คิดว่าเื่ราวผ่านพ้นไปแล้ว ใครจะรู้ว่า วันต่อมาหลี่เหลียงก็นำของขวัญมาที่จวน บอกว่าเป็การขอบคุณที่ข้าช่วยชีวิตบุตรสาวของเขา”
“ซ้ำยังบอกว่าจะส่งหลี่โหรวเอ๋อร์มาเป็อนุให้ที่จวนฮู่กั๋วกง ข้าปฏิเสธไปทันที โดยบอกเขาว่าข้ายังหมั้นหมายกับเ้า และสกุลโม่มีคำสอนของบรรพชนว่า บุรุษของสกุลโม่จะไม่รับอนุภรรยา”
“ตอนที่ข้าปฏิเสธหลี่เหลียงไป เขาไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไรผิดปกติ จนกระทั่งสามวันต่อมา ขณะข้ากำลังจะออกจากจวน ข้าก็ได้พบกับหลี่โหรวเอ๋อร์อีกครั้ง หรือควรจะกล่าวว่านางตั้งใจรอข้าอยู่หน้าประตูจวน ข้าตั้งใจจะเมินนางแล้วจากไป แต่สาวใช้สองคนของนางกลับขวางทางไว้”
“หลี่โหรวเอ๋อร์อ้างว่านางกับข้าแตะเนื้อต้องตัวกันแล้ว ข้าจำเป็ต้องรับผิดชอบ แต่ตอนที่ข้าช่วยนาง ข้าไม่ได้ััตัวนางเลยแม้แต่น้อย เห็นได้ชัดว่านางกำลังโกหก ดังนั้น ข้าจึงไม่ไว้หน้านางอีก ก้าวขึ้นม้าจากไปทันทีโดยไม่พูดอะไร หลังจากนั้น ข้าก็พบว่าหลี่เหลียงคอยต่อต้านข้าทุกเื่ ไม่ว่าข้าจะพูดอะไร เขาก็จะพยายามหาทางมาโต้แย้ง นอกจากเื่ของหลี่โหรวเอ๋อร์แล้ว ข้าก็นึกไม่ออกว่าไปทำเื่อะไรให้หลี่เหลียงไม่พอใจอีก...”
ฟังโม่จิ่วเยี่ยเล่ามาขนาดนี้ เฮ่อจือหร่านก็เข้าใจความจริงอย่างหนึ่งได้แล้ว หลี่โหรวเอ๋อร์ตั้งใจเข้าหานาง พร่ำบอกทุกวันว่าสกุลโม่ไม่ดีอย่างไร ก็เพราะอยากให้นางยกเลิกการหมั้นหมาย จากนั้นนางจะได้แต่งงานกับโม่จิ่วเยี่ย
“เื่ที่ท่านเล่ามาเกิดขึ้นเมื่อตอนต้นปีใช่หรือไม่”
“เ้ารู้หรือ” โม่จิ่วเยี่ยถามกลับ
ในเมื่อพูดมาขนาดนี้แล้ว เฮ่อจือหร่านก็ไม่คิดจะปิดบังต่อไป
นางเล่าเื่ที่หลี่โหรวเอ๋อร์พยายามชักจูงนางไม่ให้แต่งเข้าสกุลโม่ ซึ่งเื่นี้เกิดขึ้นหลังจากหลี่โหรวเอ๋อร์ถูกโม่จิ่วเยี่ยปฏิเสธพอดี
โม่จิ่วเยี่ยได้ยินดังนั้น ดวงตาสีเข้มก็มืดลง
“ไม่คิดเลยว่า สตรีผู้หนึ่งจะมีความคิดจริงจังเช่นนี้ ช่างน่ารังเกียจจริง ๆ”
“น่ารังเกียจแน่นอน นางเคยแสร้งเอาใจใส่ต่อหน้าข้า แต่หลังถูกเนรเทศมาก็รีบเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงทันที”
ยิ่งพูดถึงหลี่โหรวเอ๋อร์ เฮ่อจือหร่านรู้สึกไม่พอใจมาก
นางคือคนขี้ขลาดและเห็นแก่ตัวอย่างแท้จริง เฮ่อจือหร่านดูแคลนคนเช่นนี้นัก
โม่จิ่วเยี่ยเห็นว่านางกำลังไม่สบอารมณ์ เพราะเื่ของตัวเองกับหลี่โหรวเอ๋อร์ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นจริง
เพื่อบรรเทาความโมโหของนาง เขาจึงเอ่ยขึ้นว่า “ข้าได้อ่านจดหมายจากท่านพ่อตาแล้ว”