ตอนที่ 13
เมื่อเหว่ยซานเดินหายลับไปจากสายตาแล้ว หยุนเสวี่ยเฟิงก็เริ่มหาที่นั่งใต้ต้นไม้ก่อนะเปิดหนังสือฝึกยุทธขั้นพื้นฐานออกมาดู มันเริ่มจากการใช้มีดก่อน เนื่องจากมันเริ่มสงสัยขึ้นมาแล้ว ‘วิชามีดทหารสมัยใหม่กับวิชามีดขั้นพื้นฐานสมัยนี้มันแตกต่างกันอย่างไร?’
ครั้นเมื่อหยุนเสวี่ยเฟิงได้เริ่มเปิดมาอ่าน มันพบว่าภายในหนังสือนั้นมีเพียงคำอธิบายง่ายๆพร้อมกับรูปวาดท่าทางโง่ๆเท่านั้นใน่แรก รายละเอียดบอกเพียงแค่วิธีการจับมีดในแต่ละท่วงท่า ยกตัวอย่างเช่นท่าจับมีดในลักษณะคมมีดตั้งขึ้นปกติและคมมีดชี้ลงสันมือ แม้นกระทั่งเคล็ดลับการควงมีดเล่นก็ยังมี
‘สมแล้วที่เป็เพียงพื้นฐาน’ หยุนเสวี่ยเฟิงถอนหายใจ มันมิได้คาดหวังมากนักกับคำว่าพื้นฐาน เพียงแต่ว่าคำว่าพื้นฐานนั้นก็สำคัญยิ่ง เด็กชายจึงมิกล้าเปิดข้ามหน้าไป
‘หืม.. ส่วนนี้เป็ท่าการต่อสู้และตั้งรับหรอกหรือ?’ เมื่อเปิดอ่านไปเรื่อยๆจนใกล้จบเล่ม หยุนเสวี่ยเฟิงก็พบว่าท่วงท่าการใช้มีดในหนังสือนี้ มีหลายอย่างที่แตกต่างไปจากวิชามีดทหารที่มีในความรู้ของมัน
‘ส่วนนี้ดูเหมือนจะคล้ายกัน แต่แตกต่างกันตรงตำแหน่งเท้าและมุมในการเชือดเฉือน’ หยุนเสวี่ยเฟิงขณะที่วิเคราะห์ไปมันก็ลุกขึ้นยืน กำไลหยกสีเทาที่มันใส่เรืองแสงคราหนึ่ง มีดสั้นธรรมดาก็ปรากฏออกมา จากนั้นมันก็ตั้งท่าจับมีดในลักษณะคมย้อนกลับ
(จับมีดแบบนี้คือแบบจับสากตำครกนะครับ เวลาเชือดเฉือนก็จะเหมือนฟันสันมือออกไป พอจะนึกภาพออกมั้ย)
“ทักษะมีดทหารเคลื่อนไหวแบบนี้!” หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าวไป ร่างกายมันก็ขยับเฉือนคมมีดไปเบื้องหน้า
“ส่วนในตำราต้องวางเท้า ก้าวเท้าแบบนี้” เด็กชายก้าวขาตามที่ตำราบอก พร้อมกับซัดคมมีดออกไป การเอี้ยวตัวส่งแรงฟันคมมีดไปนั้นคล้ายจะมีประสิทธิภาพกว่าทักษะมีดทหารของมัน แถมทั้งการเคลื่อนไหวนั้นมิได้รู้สึกติดขัดอันใดแม้แต่น้อย
“เช่นนี้คงต้องปรับเปลี่ยนกันยกใหญ่แล้ว” หยุนเสวี่ยกล่าวกับตนเอง ร่างบางทรุดลงนั่งบนผืนหญ้าอีกครั้ง พร้อมกันนั้นหนังสือวิชามีดขั้นพื้นฐานก็ถูกเปิดอ่านโดยละเอียดอีกครั้ง
เป็เพราะว่าอุปกรณ์ปรับเปลี่ยนร่างกายที่มันเคยเป็หนูทดลอง หรือว่าเป็ความสามารถของมันก็มิอาจจะรู้ได้ หยุนเสวี่ยเฟิงพลิกหน้ากระดาษอย่างรวดเร็วแต่ไม่เร่งรีบ ในห้วงจินตนาการของมันปรากฏตัวมันในท่วงท่าการใช้มีดต่างๆสมองก็จดจำเคล็ดวิชามีดไปด้วย หนึ่งชั่วยามต่อมามันก็อ่านจนจบเล่ม
“ทักษะมีดสั้นของข้าได้พัฒนาขั้นแล้ว” หยุนเสวี่ยเฟิงยิ้มอยู่คนเดียว
ตู้ม!
เสียงคล้ายะเิดังขึ้นท่ามกลางป่าอันเงียบสงบ หยุนเสวี่ยเฟิงพลันลุกขึ้นก่อนจะมองไปทางด้านต้นเสียง ร่างกายของมันแผ่พลังิญญาสีแดงออกมาโดยไม่รู้ตัว มันหยิบมีดสั้นทั้งสองเล่มออกมาจากมิติเก็บของทันที แต่ในขณะที่มันจะออกตัววิ่งไปนั่นเอง เสียงกล่าวด้วยพลังปราณของเหว่ยซานก็ลอยมากระทบโสทประสาทของมัน
“ไม่มีอะไรหรอกเสวี่ยน้อย พี่สาวแค่ฝึกวิชายุทธ” ได้ยินดังนั้นหยุนเสวี่ยเฟิงก็แทบจะหกล้มในท่าออกวิ่งทันที
‘พี่ซานซานทำไมไม่บอกกันก่อนนะ’ หยุนเสวี่ยเฟิงยิ้มส่ายหัวก่อนจะกลับไปนั่งที่เดิมอีกครั้ง
“ทีนี้ก็ตาเ้าทั้งสองแล้ว” หยุนเสวี่ยเฟิงว่าแล้วก็หยิบตำรากระบี่และดาบขั้นพื้นฐานขึ้นมา เด็กชายเลือกที่จะอ่านให้หมดก่อนที่จะลองฝึกภาคปฏิบัติ
สภาพอากาศในป่าเขาเหว่ยซานใน่เวลานี้คือฤดูใบไม้ผลิ แม้จะมีฝนตกบ้างแต่ก็มิได้เป็พยุหะ แหล่งอาหารในเขตนี้จึงมีอย่างอุดมสมบูรณ์ หยุนเสวี่ยเฟิงจดจำคำจากเหว่ยซานว่า “ทุกครั้งที่มีโอกาสก็ให้หาอะไรเข้าปากอยู่เสมอ” เด็กชายจึงเด็ดลูกเชอรี่และสาลี่จากพื้นที่ใกล้เคียงมากัดกิน ปากก็เคี้ยวไป มือน้อยก็พลิกหน้ากระดาษอ่านตำรายุทธไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด หยุนเสวี่ยเฟิงกลับคล้ายว่าจะชอบอ่านตำรามากกว่าจะออกเรี่ยวออกแรง
เวลายามบ่ายเคลื่อนคล้อยจากไปเรื่อยๆเข้าสู่ยามสนธยา หยุนเสวี่ยเฟิงใช้เวลาไม่กี่ชั่วยาม ฝึกท่วงท่าการใช้ดาบและกระบี่ให้ชำนาญขึ้น ลำไม้ไผ่ที่ถูกตัดให้มีลักษณะคล้ายอาวุธทั้งสองบัดนี้คล้ายจะบิดงอหรือแตกหักไปหลายส่วนอันเกิดจากการใช้ฟาดฟันหลายครั้งติดต่อกัน
“เย็นแล้วหรือ..” ข้าต้องรีบออกกำลังกายแล้ว หยุนเสวี่ยเฟิงว่าแล้วก็ละทิ้งทุกอย่าง มันโบกมือคราหนึ่งเพื่อเก็บข้าวของรวมทั้งเก็บกระบี่หินที่ยังจมพื้นดินอยู่เข้าไปในกำไลหยกดำ
การออกกำลังกายของหยุนเสวี่ยเฟิงนั้นมิได้ผิดแปลกไปจากมนุษย์ทั่วไป การวิ่ง ยกของหนัก วิดพื้น ะโ ยังคงเป็พื้นฐานในการที่จะทำให้ร่างกายมันแข็งแรง เพียงแต่ว่าในขณะออกกำลังกายนั้น เด็กน้อยจะเร่งเร้าพลังิญญาให้ถึงขีดสุดที่มันจะทำได้เพื่อเสริมร่างกาย
‘ใกล้จะระดับ12แล้ว ข้าเริ่มััได้’ หยุนเสวี่ยเฟิงยิ้มขึ้นในขณะที่วิ่งไปรอบๆกำแพงป่าไผ่ เหว่ยซานที่กลับมาถึงบ้านหลังน้อยช้ากว่า เมื่อเห็นว่าเด็กชายกำลังออกกำลังกายอยู่ นางก็ยิ้มถอนหายใจออกมา
‘ดูเหมือนจะเริ่มหายบ้างแล้ว’ หญิงสาวคิด ใน่สามวันแรกหลังจากที่เจี้ยนเหล่ยกลับไป หยุนเสวี่ยเฟิงคล้ายจะมีท่าทางที่หวาดกลัวเมื่อต้องอยู่คนเดียวในห้องมืด นางจึงตัดสินใจว่าจะพาเด็กชายออกมานอกอยู่นอกถ้ำ
เมื่อตอนกลางวันที่นางแยกออกมาเพื่อเริ่มฝึกเพลงยุทธคนเดียว ใจหนึ่งของนางก็ยังกังวลว่าอาการกลัวการอยู่คนเดียวของเด็กชายจะกลับมาอีก แต่เมื่อได้ลอบมองมา นางก็พบว่าเด็กชายกลับเป็ปกติดี นั่นจึงสรุปได้ว่า อาการของหยุนเสวี่ยเฟิงนั้นจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อจิตใจของมันหวั่นไหวจนเกินไป
ผลกระทบจากเหตุการณ์ที่หยุนเสวี่ยเฟิงได้พบเจอนั้น มันมากไปเกินไปสำหรับจิตใจของเด็กชายผู้หนึ่ง ทางเดียวที่จะสามารถเยียวยาได้คงหนีไม่พ้นการใช้เวลาและสภาพรอบกายที่เป็ใจ
เวลาค่ำมืดย่างกรายเข้ามาอย่างรวดเร็ว แม้ว่าเหว่ยซานจะเพิ่งได้เปลี่ยนร่างเป็มนุษย์ไม่กี่วัน แต่นางกลับสามารถเรียนรู้วิธีการทำอาหารได้ในเวลาอันสั้น กอปรกับที่หยุนเสวี่ยเฟิงมันไม่เคยจะได้กินของดีอันใด รสชาติอาหารจากแม่ครัวมือใหม่จึงเป็อะไรที่เอร็ดอร่อยสำหรับมัน
“เสวี่ยน้อย มาทานอาหารค่ำกันเถอะ” เหว่ยซานในขณะที่จัดแจงอาหารบนโต๊ะไม้ นางก็ใช้พลังปราณสายลมเรียกหยุนเสวี่ยเฟิงที่อยู่ไกล หยุนเสวี่ยเฟิงที่วิ่งออกกำลังกายพลันหยุดชะงักทันทีแล้วจึงวิ่งกลับมาหานาง
“วันนี้มีอะไรกินหรือ” หยุนเสวี่ยเฟิงยิ้ม สายตาก็สอดส่องอาหารอันน่าหอมหวลบนโต๊ะ
“ไข่ต้ม ไข่ดาว ไข่เจียว ไข่ตุ๋น และ..ผักต้ม” เหว่ยซานกล่าวด้วยน้ำเสียงภูมิใจ เด็กชายแม้ว่าจะรู้สึกแปลกประหลาดไปบ้าง แต่ของเช่นนี้มันยังไม่เคยได้ลองรับประทาน จึงมีท่าทีตื่นเต้นไปด้วย
“เอ๊ะ! ก่อนจะกิน ไปล้างมือก่อน” เหว่ยซานทำเสียงดุเมื่อเห็นว่าหยุนเสวี่ยเฟิงกำลังจะเอื้อมมือไปหยิบผักต้มในจาน
“จ้าๆ” หยุนเสวี่ยเฟิงยิ้มแห้ง มันรีบไปล้างมือให้สะอาดก่อนจะมานั่งรับประทานอาหารพร้อมกันกับนางพญางูสาวบรรยากาศด้านนอกบ้านคล้ายจะมีฝนปรอยๆ ยิ่งทำให้อาหารที่อุ่นมีรสชาติดีขึ้น
เมื่อทั้งสองรับประทานอาหารเสร็จแล้ว ในขนะที่เหว่ยซานกำลังเก็บจานชามไปล้าง หยุนเสวี่ยเฟิงก็ขอตัวไปอาบน้ำจากนั้นมันจึงรีบเข้านอนทันที
รุ่งเช้าวันใหม่ แดดอ่อนสาดลองช่องไม้จากบานหน้าต่างกระทบเปลือกตาหยุนเสวี่ยเฟิง มันลุกขึ้นบิดี้เีคราหนึ่งด้านข้างกายของมันยังคงเป็หญิงสาวที่ยังหลับสนิท เด็กชายดึงผ้าห่มคลุมหัวไหล่ขาวของหญิงสาวที่เผยออกมา แต่เหว่ยซานก็ดิ้นคราหนึ่งให้ผ้าห่มนั้นลู่ลงไปที่เดิม
‘ข้านึกไว้อยู่แล้ว’ หยุนเสวี่ยเฟิงยิ้มก่อนจะลุกออกจากเตียงไม้ไป
วันนี้เป็วันแรกของการเข้าอยู่บ้านใหม่ ฝนปรอยๆตอยกลางคืนทำให้หยุนเสวี่ยเฟิงลับสนิททันทีเมื่อหัวถึงหมอน เช้านี้มันจึงรู้สึกแจ่มใสกว่าทุกวันที่ผ่านมา เสียงนกไม้เริ่มกู่ร้องรับแสงแดดอ่อนยามเช้า หยาดน้ำค้างจากฝนปรอยเมื่อคืนหยดลงพื้นเป็จังหวะ
‘ตื่นมาก็ต้องออกกำลังกาย’ หยุนเสวี่ยเฟิงยืนบิดี้เีอีกครั้งแล้วจึงเริ่มยืดเส้นยืดสาย เมื่ออุ่นร่างกายเสร็จแล้วมันก็เริ่มวิ่งเหยาะๆออกไปนอกกำแพงป่าไผ่
‘ข้าอยู่คนเดียวได้ ข้าอยู่คนเดียวได้’ มันย้ำคิดในใจ สองเท้าก็เริ่มเพิ่มความเร็วการวิ่งขึ้น ลมหายใจที่ถูกกำหนดเข้าออกอย่างสม่ำเสมอทำให้หยุนเสวี่ยเฟิงประคองความคิดไม่ให้จมลงสู่ความมืดได้ เบื้องหน้าของมันล้วนแต่เป็ธรรมชาติที่สวยงาม เหตุอันใดจะต้องมีความคิดด้านลบให้เสียบรรยากาศเล่า?
สองชั่วยามคล้ายผ่านไปรวดเร็ว เมื่อหยุนเสวี่ยเฟิงยังมิทันได้กลับถึงบ้านน้อย กลิ่นผัดผักก็ลอยเข้ามาเตะจมูกของมันเด็กชายจึงแหกกฏที่ว่า’่เช้าจะไม่ใช้พลังิญญาออกกำลังกาย’ พลันนั้นที่ร่างกายก็ถูกห่อหุ้มด้วยกระแสพลังสีแดง ความเร็วในการวิ่งของมันก็เพิ่มขึ้นอีกสองส่วน
“พี่ซานซาน ข้ากลับมาแล้ว” หยุนเสวี่ยเฟิงร้องเรียก หญิงสาวก็ขานรับทันทีว่า “ไปล้างหน้าล้างตาก่อน พี่สาวยังต้องทำต้มจืดอีกอย่าง”
การรับประทานอาหาร่เช้าเป็ไปอย่างรื่นรมย์ หยุนเสวี่ยเฟิงเริ่มกินจุขึ้นมาอีกส่วน อาหารในจานไม่หลงเหลือแม้แต่หยดน้ำสักหยด เหว่ยซานที่เห็นดังนั้นก็ยิ้มแก้มปริ ไม่ว่าจะเป็สุขภาพจิตของเด็กน้อย หรือฝีมือการทำอาหารของนาง ทั้งสองล้วนแต่เป็ไปในทางที่ดี
เมื่อทั้งสองรับประทานอาหารเช้าเสร็จแล้วจึงแยกย้ายกันไปฝึกอีกครั้ง หยุนเสวี่ยเฟิงวันนี้ตั้งใจจะเริ่มฝึกภาคปฏิบัติอย่างจริงจังเสียที เด็กชายเดินมายังสนามหญ้าที่เดิมเมื่อวานนี้ จากนั้นจึงนำไม้ไผ่ออกมาตัดแต่งให้มีลักษณะใกล้เคียงกับ’กระบี่หนัก’ตามที่มันออกแบบไว้
“คงต้องเพิ่มน้ำหนักอีกสักนิด” หยุนเสวี่ยเฟิงพลิกกระบี่ไม้ในมือ จากนั้นมันก็เริ่มป้ายดินโคลนที่เอามาจากข้างน้ำใส่ตัวกระบี่ไม้ จากนั้นจึงก่อไฟแล้วนำกระบี่ไม้พอกดินโคลนไปวางไว้ข้างๆ
สองชั่วยามผ่านไป กระบี่ไม้พอกดินโคลนของหยุนเสวี่ยเฟิงก็นำมาใช้ได้ แม้ว่าน้ำหนักของมันจะไม่เทียบเท่ากระบี่หินแต่มันก็ยังพอจะให้เด็ก12ขวบต้องออกแรงยกบ้าง
“คงจะใช้กระแทกไม่ได้ แถมยังเหวี่ยงแรงไม่ได้ แต่เอาเถอะ.. ใช้ฝึกท่าทางแบบช้าๆไปก่อน” หยันเสวี่ยเฟิงว่าแล้วมันก็เริ่มตั้งกระบวนท่ากระบี่ ท่วงท่าของมันยังเก้ๆกังๆไม่เหมือนในตำราเท่าใดนัก
‘ขึ้นชื่อว่ากระบี่ ต้องใช้กระบี่เบาจึงจะตั้งท่าได้ถูกต้องตามตำรา แต่ข้าใช้กระบี่หนัก สมควรจะต้องตั้งท่าดาบ’ เมื่อคิดได้มันก็เปลี่ยนท่าทางใหม่ทันที เท้าข้างหนึ่งแยกเยื้องไปด้านหน้า ลำตัวบิดหันไหล่ไปด้านหน้าเล็กน้อย “จากนั้นก็ยกกระบี่ขึ้นมาแบบนี้”
หยุนเสวี่ยเฟิงยกกระบี่ขึ้นมาด้วยมือทั้งสอง ขึ้นมาระดับหัวไหล่ ปลายกระบี่ชี้ไปด้านหน้า ดวงตามองตามด้านคมกระบี่ออกไป
“ใช้ไม่ได้.. แม้ว่าการตั้งท่าดาบจะใช้รับน้ำหนักกระบี่หนักได้ก็จริง แต่มันไม่สามารถโจมตีอย่างคล่องแคล่วเช่นกระบี่ได้” หยุนเสวี่ยเฟิงส่ายหัว มันปักกระบี่หนักลงพื้นแล้วก็ทรุดตัวลงนั่งขบคิด
‘กระบี่และดาบต่างมีท่าทางในการใช้ที่แตกต่างกัน เนื่องมาจากน้ำหนักและรูปร่างอาวุธเป็หลัก..’
หยุนเสวี่ยเฟิงดวงตาเหม่อลอยสำรวจตัวกระบี่หนักเบื้องหน้าของมัน แม้ว่ามันจะออกแบบให้มีสักส่วนระหว่างดาบกับกระบี่แล้ว แต่ยังคล้ายว่ามันจะไม่ได้คำนึงถึงน้ำหนักอาวุธให้ถี่ถ้วน เด็กชายมองอาวุธเบื้องหน้าั้แ่ส่วนปลายที่ปักจมดินไล่ขึ้นมายังส่วนด้ามจับ ทันใดนั้นมันก็มีสีหน้าฉงน
‘ด้ามจับหรือ..’ หยุนเสวี่ยเฟิงลุกยืนแล้วชักกระบี่หนักขึ้นมาอีกครั้ง มันลองเหวี่ยงวาดออกไปช้าๆครั้งหนึ่งเพื่อนับรู้ถึงการเกร็งกล้ามเนื้อ่แขน ทันใดนั้นมันก็เริ่มจับจึดได้บางอย่าง
“ใช่แล้ว.. สิ่งที่ขาดไปคือด้ามจับ!” หยุนเสวี่ยเฟิงคล้ายลิงโลด การออกแบบให้กระบี่มีน้ำหนักมากขึ้น จำเป็จะต้องทำให้ด้ามจับยาวขึ้นเพื่อถ่วงน้ำหนักเอาไว้ด้วย เมื่อคิดได้เช่นนั้นหยุนเสวี่ยเฟิงก็เริ่มสร้างกระบี่ดินเผาใหม่อีกครั้ง
เวลาล่วงเลยไปถึงยามบ่าย กระบี่หนักดินเผาก็เสร็จสมบูรณ์ ตัวกระบี่นั้นมีความยาว1เมตร ส่วนด้ามจับนั้นมีความยาวถึง40เิเ หยุนเสวี่ยเฟิงลองจับกระบี่ขึ้นมาแล้วตั้งท่าชี้กระบี่อีกครั้ง ผลปรากฏว่าตัวด้ามจับสามารถดวงดุลน้ำหนักของตัวกระบี่ไว้ได้อย่างพอดี
“เสวี่ยน้อย.. อาวุธประหลาดนั่นคืออะไร?” เหว่ยซานที่กำลังพัก่ฝึกเดินมาหาเด็กชายกล่าว
“พี่ซานซาน นี่คือกระบี่หนัก เพียงแต่ว่าข้าดัดแปลงให้มันถ่วงดุลน้ำหนักได้ดีขึ้น” หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าวพร้อมกับกวัดแกว่งกระบี่รูปทรงประหลาดในมือ เหว่ยซานที่เห็นดังนั้นก็ยิ้มถอดถอนหายใจ
“เช่นนั้นพี่สาวจะรอชม แต่ก่อนอื่นเ้าต้องกินก่อน” เหว่ยซานว่าแล้วก็หยิบเอาไข่ต้มสี่ฟองออกมาจากมิติเก็บของด้วยมือเดียว.. อันที่จริงแล้วนางมิได้ใช้มือหยิบด้วยซ้ำ ในขณะที่ไข่ต้มปรากฏออกมาจากมิติเก็บของนั้นเอง เหว่ยซานที่กางมือไว้อยู่แล้วก็แผ่พลังออกมาครอบคลุมไข่ต้มไว้ จากนั้นจึงบังคับให้มันลอยไปหาหยุนเสวี่ยเฟิง
“พี่สาวก็ไม่อยากจะขัดจังหวะหรอกนะ การที่เสวี่ยน้อยคิดอยากจะสร้างอาวุธและรวมวิชายุทธมันก็ดีอยู่หรอก เพียงแต่พี่สาวคิดว่ามันยังเร็วไปสำหรับเสวี่ยน้อย” เหว่ยซานกล่าวขึ้นในขณะที่หยุนเสวี่ยเฟิงหอบแขนขึ้นรับไข่ต้มทั้งสี่ฟอง
“ที่ว่าเร็วไปนั้น พี่ซานซานหมายความว่าอย่างไร ใช่ว่าเริ่มคิดเริ่มทำแต่เนิ่นๆไม่ดีหรอกหรือ?” หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าว
“เื่น้ำหนักของอาวุธนั้นมันจะสำคัญใน่แรกๆเท่านั้น หากว่าระดับพลังิญญาสูงขึ้นเรื่อยๆ น้ำหนักและรูปร่างของอาวุธจะเป็เื่รองลงมา” เหว่ยซานไม่ได้กล่าวอย่างเดียว นางชี้นิ้วออกไปหาหยุนเสวี่ยเฟิงที่กำลังจะตอกไข่ต้มพลันนั้นกระแสพลังสีส้มก็พุ่งออกไป ไข่ต้มที่กำลังจะกระแทกหินพลันถูกหยุดไว้
“นี่คือสิ่งที่พี่ซานซานบอกใบ้ใช่หรือไม่?” หยุนเสวี่ยเฟิงดวงตาเป็ประกาย ดวงตาจ้องมองไข่ต้มในมือที่ถูกห่อหุ้มไว้ด้วยกระแสพลังสีส้ม
“ถูกต้อง เสวี่ยน้อยควรจะเรียนพื้นฐานให้หมดเสียก่อน การเข้าใจพื้นฐาน จะช่วยให้เราพัฒนาไปได้อย่างมั่นคง จะเปลี่ยนหรือจะสร้าง ล้วนแต่ทำได้ไม่ติดขัด”
“เช่นนั้นข้าก็ควรจะเริ่มฝึกใช้พลังิญญาและพลังปราณเสียก่อน” หยุนเสวี่ยเฟิงยิ้ม ในขณะเดียวกัน กระแสพลังสีส้มก็ถูกกระแสพลังสีแดงจางๆผลักดันออกไป ไข้ต้มจึงได้กระแทกหินเสียที
“ดังนั้น.. สิ่งที่พี่สาวทำเมื่อครูคือการบ้าน เย็นนี้เสวี่ยน้อยต้องใช้พลังิญญาควบคุมตะเกียบกินข้าว” เหว่ยซานว่าแล้วนางก็เดินจากไป
‘เย็นนี้เลยหรือ’ หยุนเสวี่ยเฟิงยิ้มแห้ง สุดท้ายแล้วสิ่งที่ทำมาครึ่งวันนี้ล้วนแต่เสียเปล่าทั้งหมด
หลังจากหยุนเสวี่ยเฟิงกินไข่ต้มจนหมดแล้ว มันก็เริ่มฝึกควบคุมพลังิญญาในทันที สิ่งที่มันคิดวางแผนไว้ก็คือการใช้พลังิญญาเก็บเปลือกไข่ที่กระจัดกระจายมารวมกัน
หยุนเสวี่ยเฟิงเมื่อวางแผนการฝึกแล้วก็เริ่มลงมือทันที มันกางมือออกไปยังเปลือกไข่เบื้องหน้า กระแสพลังิญญาสีแดงอ่อนๆค่อยๆถูกแผ่ออกมาจากฝ่ามือ ก่อนจะเคลื่อนเข้าไปหาเปลือกไข่นั้น
แกร๊ก!
เปลือกไข่ที่ถูกพลังิญญาห่อหุ้มพลันแหลกละเอียด หยุนเสวี่ยเฟิงคิ้วกระตุก มันจึงลองอีกครั้งทันที แต่ผลก็ปรากฏเป็แบบเดิม
‘ครั้งต่อไปนี้แหละ’ หยุนเสวี่ยเฟิงหน้ามุ่ย ไม่ว่ามันจะทำกี่ครั้ง เมื่อพลังิญญาัักับเปลือกไข่แล้วมันก็แตกออกทันที เปลือกไข่ทั้งสี่ฟองที่มันแกะ บัดนี้ได้กลับปลายเป็ผุยผงไปหมดแล้ว
หยุนเสวี่ยเฟิงถอนหายใจแต่ก็ไม่ยอมแพ้ มันเด็ดใบหญ้าขึ้นมาวางบนหินเบื้องหน้า แล้วจึงแผ่กระแสพลังออกไปอีกครั้ง
‘เหตุใดใบหญ้าจึงทำได้ง่ายดาย?’ หยุนเสวี่ยเฟิงฉายแววตาฉงนมองดูใบหญ้าที่ถูกกระแสพลังห่อหุ้มไว้ หยุนเสวี่ยเฟิงชี้นิ้ววาดไปมา ใบหญ้านั้นก็ลอยตามปลายนิ้วของมัน
“หรือว่าความแข็งแรงของพลังวิณญาณจะมีผล?” หยุนเสวี่ยเฟิงว่าแล้วมันคลายกระแสพลังก่อนจะแผ่ออกไปยังก่อนหินเล็กๆด้านข้าง ครานี้กลับคล้ายว่ามันรู้สึกติดขัดแปลกๆอยู่บ้าง เมื่อชี้นิ้วกำหนดเป้าหมาย หินก้อนนั้นก็ลอยไปอย่างเชื่องช้าไม่ได้อย่างใจนึก แถมมันยังรู้สึกว่าต้องเพ่งสมาธิให้ดีจนเหนื่อย
“ปริมาณและระดับของพลังิญญามีผลโดยตรง..ในเื่การยกบังคับ เช่นนั้นข้าควรจะฝึกกำหนดปริมาณพลังิญญาเสียก่อน” ว่าแล้วหยุนเสวี่ยเฟิงก็หั่นใบหญ้าให้เป็เส้นๆ จากนั้นจึงเริ่มค่อยๆกำหนดปริมาณพลังิญญาให้พอเหมาะ
ใบหญ้าเส้นแล้วเส้นเล่ากลับกลายเป็ผุยผง แต่หยุนเสวี่ยเฟิงก็ไม่ได้ย่อท้อ มันรู้สึกได้ว่าตัวมันเริ่มควบคุมปริมาณพลังิญญาที่แผ่ออกมาในหน่วยที่ละเอียดขึ้นเรื่อยๆ การใช้สมาธิก็เป็สิ่งสำคัญ ทุกครั้งที่ล้มเหลวมันจะพักสูดหายใจเข้าออกเพื่อปรับสมาธิให้ดีขึ้น และในที่สุด..
“ข้าทำได้แล้ว!” หยุนเสวี่ยเฟิงดีใจเป็ลิงโลด ใบหญ้าที่มันหั่นเป็เส้นบางๆถูกกระแสพลังสีแดงห่อหุ้มไว้โดยที่ไม่แหลกสลายไป ด้วยสมาธิที่จดจ่อนั้น หยุนเสวี่ยเฟิงสามารถบิดงอเส้นบางๆนี้ให้มัดขมวดเป็ปมได้
หยุนเสวี่ยเฟิงไม่รอช้า เมื่อสามารถบังคับเศษหญ้าได้ดั่งใจนึกมันก็ลองใช้พลังิญญาบังคับตะเกียบไม้ทันที ฝ่ามือที่อ้าออกมาแผ่กระแสพลังิญญาเข้าไปควบคุมตะเกียบไม้สองแท่งเอาไว้ มันประกบกันแน่นราบกับถูกบางอย่างรัดเอาไว้
‘ทีนี้ก็จินตนาการให้มันอ้าออก เหมือนที่เรามัดปมหญ้าเมื่อครู่’ หยุนเสวี่ยเฟิงเพ่งสมาธิจดจ่อ แต่ตะเกียบไม้สองแท่งนั้นกลับยังคงติดกันไม่คลายออก
“ทำไมจึงทำไมได้?” หยุนเสวี่ยเฟิงเพ่งจิตจนหน้าเบี้ยว แต่ตะเกียบไม้ที่ลอยอยู่กลับยังคงไม่แยกจากกัน ครั้นจะเพิ่งพลังิญญาเข้าไป ก็กลับกลายเป็ว่าทำให้ตะเกัยบทั้งสองคดงอในทางเดียวกัน
“หากว่าเป็วัตถุชิ้นเดียว ก็คงทำได้ไม่ยาก แต่ทำไมเมื่อเป็วัตถุสองชิ้นกลับควบคุมไม่ได้อย่างใจนึก” หยุนเสวี่ยเฟิงคิดแล้วคิดอีก มันใช้มืออีกข้างทดลองควบคุมหินเล็กก้อนเดิมขึ้นมา แต่แล้วก็มีบางสิ่งผุดขึ้นมาในหัวของมัน
‘ถ้าหากว่ากระแสพลังิญญาเป็เหมือนนิ้วมือเล่า?’ คิดได้แล้วมันก็ไม่รอช้า หยุนเสวี่ยเฟิงโคจรพลังอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่ได้ใช้มันห่อหุ้มตะเกียบทั้งสอง แต่มันจินตนาการว่ากระแสพลังนั้นเป็เหมือนมืออีกข้างแทน
ตะเกียบพลันถูกยกลอยขึ้นกลางอากาศ เด็กชายเพ่งจิตอีกครั้ง จินตนาการว่ากระแสพลังที่แผ่ออกไปนั้นเป็มืออีกข้างของมัน หยุนเสวี่ยเฟิงเอียงใบหน้าเล็กน้อย ตะเกียบก็อ้าออกมาตามที่มันคิดไว้
“ทำได้แล้ว..” หยุนเสวี่ยเฟิงเอ่ยเลื่อนลอย สองตากวาดไปรอบๆกายคล้ายเสาะหาอะไรบางอย่าง จากนั้นมันก็เริ่มยิ้มหัวเราะเบาๆอยู่คนเดียว
‘ถ้าฝึกได้ ข้าคงไม่ต้องออกแรงทำอะไรอีกแล้ว’ รอยยิ้มเ้าเล่ห์ของเด็กชายปรากฏขึ้นบนใบหน้า
จบตอน.
ผู้เขียน : ที่หายไปสองสามวันคือกำลังเขียนดองไว้สองสามตอนนะครับ ต่อไปนี้ความถี่จะอยู่ที่วันละตอน อัพหลังเที่ยงคืนครับ