นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

ตอนที่ 167 เผชิญหน้าไม่คาดฝัน

        ตอนที่ 167 เผชิญหน้าไม่คาดฝัน

         

        เมื่อภาพกลับมา เบื้องหน้าของนิทานก็ไม่ใช่ลานกว้างในสวนของตระกูลอิสึกะอีกต่อไป เบื้องหน้าเขายามนี้คือภูเขาลูกใหญ่ที่ถูกรายล้อมไปด้วยพงไพร บริเวณนี้คือส่วนฐานของภูเขาลูกนั้น

         

        เห็นได้ชัดเจนว่าพื้นที่ส่วนนี้ได้รับการบูรณะมาเมื่อไม่นานมานี้ พื้นเรียบแปล้ ต้นไม้ที่สมควรมีอยู่ก็ถูกตัดจนเรียบ เป็นเหมือนวงกลมขนาดใหญ่ที่ปรากฏขึ้นกลางป่ารกชื้น

         

        นิทานสังเกตท้องฟ้า มองไปยังพระอาทิตย์เพื่อหาตำแหน่งของตนตามความเคยชินยามเข้าป่า

         

        อยู่ไกลไปทางตะวันออกมากกว่าเดิม ตอนนี้ยังเช้าอยู่ แปลว่าเรามาทางตะวันตกของนครรัตนะ องศาไม่ต่างกันมาก งั้นก็น่าจะไม่ได้ขึ้นเหนือเยอะขนาดนั้น แถวนี้ดูจะห่างจากเมืองศิลาลัยไม่ไกล นิทานวิเคราะห์ตำแหน่งของตนด้วยความเชี่ยวชาญ องศาของพระอาทิตย์เป็นสิ่งที่คุ้นตาสำหรับเขา

         

        กลุ่มขุดค้นที่เหลือต่างมองซ้ายมองขวา ไม่มีใครมีท่าทีตื่นตระหนกแม้จะมาโผล่ในสถานที่ที่ไม่รู้จัก พวกเขาล้วนเป็นนักสู้มากประสบการณ์ เพียงไม่นานก็มีกลุ่มคนของตระกูลอิสึกะวิ่งมาต้อนรับ

         

        กลุ่มคนเหล่านั้นค้อมคำนับอารากะและพวกเขาอย่างนอบน้อมแล้วจึงพาไปยังบริเวณค่าย ข่ายอาคมนั้นอยู่ไม่ห่างจากค่ายมากนัก รอบด้านก่อนเข้าเขตป่าคือข่ายอาคมที่ถูกวางไว้เพื่อป้องกันการโจมตีจากสัตว์อสูรต่าง ๆ

         

        ค่ายเหล่านี้ทำให้นิทานนึกถึงบรรยากาศเก่า ๆ เต็นท์จำนวนมหาศาลที่วางเรียงรายกัน คนงานที่จัดการเรื่องอาหารและกำจัดสัตว์อสูร การจัดสรรกำลังคนอย่างเป็นระเบียบ ละม้ายคล้ายคลึงกับการทำงานเป็นหน่วยในสมัยที่เขาเป็นหน่วยลาดตระเวน มีเต็นท์ใหญ่อยู่สี่ถึงห้าเต็นท์ซึ่งสลักสัญลักษณ์ของแต่ละขุมอำนาจแบ่งพื้นที่กันอย่างชัดเจน

         

        คนทั้งหมดในที่นี้ล้วนสวมชุดแต่งกายที่ดูไม่เข้ากันเสียเท่าไหร่ นอกจากคนของกลุ่มการค้าอิสึกะแล้วนิทานก็ยังเห็นกลุ่มคนที่สวมเครื่องแต่งกายของกลุ่มการค้าเชียนเป่า กลุ่มคนใส่เกราะประดับตราของจักรวรรดิมาลาไค แม้แต่กลุ่มคนในชุดคลุมของหอสมุดก็ยังมี

         

        แต่กลุ่มคนที่มากที่สุดคือคนของกลุ่มการค้าอิสึกะและกลุ่มการค้าเชียนเป่า จากที่อารากะเล่า การสำรวจนั้นจะเป็นตามรอบ ซึ่งปัจจุบันนี้เป็นรอบนี้ของกลุ่มการค้าทั้งสอง ขุมอำนาจอื่นจึงเพียงทิ้งคนจำนวนน้อยไว้เพื่อตรวจสอบเท่านั้น ต่างกับกลุ่มการค้าทั้งสองที่เตรียมไว้เพื่อปฏิบัติภารกิจโดยเฉพาะ

         

        เมื่อกลุ่มของนิทานก้าวขาเข้ามายังค่าย นิทานพลันรู้สึกได้ถึงพลังระดับสูงที่กวาดเข้ามาสำรวจพวกเขาโดยละเอียด เพียงพริบตาเขารู้สึกราวกับร่างกายของตนกลายเป็นเปลือยเปล่า ถูกพลังสายนั้นตรวจสอบจนถ้วน

         

        ร่างของอริยะแปลงเพลิงและอารากะลอยขึ้นสู่ฟ้า พวกเขาค้อมคำนับไปยังเต็นท์ใหญ่สุดพร้อมเปล่งเสียงดัง

         

        “คารวะผู้แสวงวิถีจูเลียส”

         

        “คารวะผู้แสวงวิถีจูเลียส”

         

        ทั้งสองพูดอย่างพร้อมเพรียงกัน พลังสายนั้นจึงได้หายกลับเข้าเต็นท์ไป นิทานเพียงได้ยินเสียงอืมตามมาเบา ๆ เท่านั้น

         

        ผู้แสวงวิถี! ตัวจริงเสียงจริง! นิทานพลันตื่นเต้นขึ้นมาทันที เขาไม่เคยพบผู้แสวงวิถีตัวเป็น ๆ มาก่อน ผู้แสวงวิถีคือนักสลักเบญจที่พิเศษกว่านักสลักเบญจทั่ว ๆ ไป พวกเขาเหล่านั้นเพียงคนเดียวสามารถต่อกรกับอริยะได้นับสิบคน เป็นตัวตนที่เหนือล้ำเกินขอบเขตของปุถุชน 

         

        หนึ่งในตัวตนระดับนั้น ยามนี้อยู่ในเต็นท์ข้างหน้านั่น!

         

        “ผู้แสวงวิถีจูเลียส ท่านเป็นตัวแทนจากสมาคมนักผจญภัยเพื่อรักษากฎระเบียบในการขุดค้นของฐานบัญชาการหลากขุมกำลังนี้” ไพลินกระซิบอธิบายนิทาน

         

        “สมาคมนักผจญภัยเหรอ?” นิทานเอียงคอ เขารู้ว่าสมาคมนักผจญภัยเป็นขุมอำนาจหนึ่ง แต่น่าแปลกที่พวกเขาถึงกับเป็นคนดูแลเรื่องกฎ

         

        “เพราะผู้ที่พบสุสานนี้คนแรกเป็นนักผจญภัย แถมสมาคมนักผจญภัยยังเป็นขุมอำนาจที่เป็นกลางโดยสมบูรณ์ด้วย พวกเขาจึงเหมาะสมที่สุด อย่างผู้แสวงวิถีจูเลียสเองก็เป็นถึงนักผจญภัยระดับจันทรกานต์” เธออธิบายเสียงเบา

         

        ชื่อระดับไม่ค่อยรื่นหูเลยแฮะ นิทานมุมปากกระตุก

         

        หลังจากที่พวกเขาถูกตรวจสอบจนเสร็จสิ้น พวกเขาจึงถูกพาตัวไปยังเต็นท์ใหญ่ของกลุ่มการค้าอิสึกะ ในนั้นกลับมีคนที่นิทานไม่นึกว่าจะได้พบนั่งอยู่ด้วย คนตรงหน้าคือชายหนุ่มในชุดสีแดงสด ใบหน้าหวานละไมน่ารัก ด้วยเครื่องหน้าที่แตกต่างจึงให้ความรู้สึกเหมือนเป็นคนจากฝั่งของเชียนเป่ามากกว่าอิสึกะ

         

        “สวัสดีค่ะคุณนิทาน ไม่ได้พบกันนานเลยนะคะ” เธอกล่าวด้วยเสียงหวานนุ่มพร้อมทั้งเผยรอยยิ้มละไม เป็นคีตาที่จดจำเธอได้ มันเอียงคอมองอย่างสงสัยว่าเหตุใดเธอจึงมาอยู่ที่นี่

         

        “คุณฟาง หมิง?” นิทานเอียงคอตามคีตา คนตรงหน้านี้คือตัวแทนของกลุ่มการค้าฟาง เป็นคนที่นิทานได้พบบนนกยักษ์ 8ปีกยามเดินทางมานครรัตนะและเธอยังเป็นคนที่ทำให้เขาได้รู้จักโบราณสถานที่เป็นสุสานแห่งนี้อีกด้วย

         

        กลุ่มขุดค้นคนอื่น ๆ มีสีหน้าสงสัยเช่นเดียวกันกับนิทาน พื้นที่ตรงนี้ไม่ใช่พื้นที่ที่ใครจะเข้าก็เข้าได้เลย แต่เธอกลับนั่งรอพวกเขาอยู่ก่อนแล้ว ยิ่งไพลินนั้นขมวดคิ้วแน่นราวกับเธอรู้อยู่ก่อนแล้ว

         

        อารากะมีสีหน้าอึดอัดใจเล็กน้อย หากก็ได้แต่ถอนหายใจ แล้วจึงกล่าวแนะนำ

         

        “คนนี้คือคุณฟาง หมิงครับ เธอจะเป็นสมาชิกคนที่ 6 ของกลุ่มขุดค้น” อารากะผายมือไปยังฟาง หมิงที่ยามนี้ทักทายในแบบฉบับของอิสึกะอย่างสุภาพ

         

        “เธอเป็นตัวแทนกลุ่มการค้าฟาง เป็นนักสลักเอกจากผู้เรียนรู้ 2 คำ มีประสบการณ์ด้านการไขปริศนาและเจรจาครับ เธอสมควรเป็นแรงสนับสนุนที่ดีแก่กลุ่มขุดค้น” อารากะอธิบาย หากสีหน้าของเขาไม่ได้ยินดีเลยแม้แต่น้อย

         

        “คุณอารากะคะ นี่..” เลโอขมวดคิ้ว เธอไม่สบายใจกับสถานการณ์เช่นนี้เป็นอย่างยิ่ง พวกเขาทั้ง 5 ใช้เวลาระดับหนึ่งกว่าจะไว้ใจกันและกัน หากจะให้เพิ่มสมาชิกในตอนนี้นั้นย่อมส่งผลถึงความสามัคคีในกลุ่ม แถมยังเป็นสมาชิกที่ไม่ได้แข็งแกร่งเพียงนั้นอีก

         

        “กลุ่มการค้าฟางมีต้นกำเนิดมาจากผู้ที่แยกตัวมาจากกลุ่มการค้าเชียนเป่าไม่ใช่หรือครับ” เพชฌฆาตขมวดคิ้ว นิทานได้ยินดังนั้นจึงเลิกคิ้วขึ้น เขาไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน แต่หากเป็นเช่นนั้นจริง นั่นก็ยิ่งเป็นเหตุผลที่ฟาง หมิงไม่สมควรไปกับกลุ่มของพวกเขามากยิ่งขึ้นไปอีก

         

        อารากะกำลังจะตอบ หากกลับเป็นองค์หญิงไพลินที่ถอนหายใจ เดินขึ้นหน้ามาอธิบาย เห็นได้ชัดว่าเธอรู้อยู่ก่อนแล้ว สมควรเป็นเรื่องที่พวกเธอคุยกันก่อนเดินทางมา

         

        “กลุ่มการค้าฟางเป็นเอกเทศกับกลุ่มการค้าเชียนเป่าค่ะ แต่เหตุผลหลักที่เธอมาร่วมทางเป็นเพราะข้อตกลง ว่ากันตามจริงแล้วยามนี้เป็นรอบของกลุ่มการค้าฟางและกลุ่มการค้าเชียนเป่า หากเพราะกลุ่มการค้าฟางไม่มีความต้องการจะสำรวจจริงจัง จึงได้ยกสิทธิ์การสำรวจรอบนี้ให้กลุ่มการค้าอิสึกะในราคาถูก เป็นการตกลงปากเปล่า” เธออธิบาย

         

        “แต่ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด ไม่กี่วันก่อนหน้านี้กลุ่มการค้าฟางก็ติดต่อมาว่าต้องการส่งผู้ติดตามเข้าร่วมกลุ่มขุดค้นด้วยคนหนึ่ง แลกกับการที่ข้อตกลงเดิมจะสัมฤทธิผล”

         

        “ผมพลาดเองครับที่ไม่ได้ตกลงเรื่องสัญญาให้ดีตั้งแต่แรก” อารากะยอมรับความผิดโดยตรง หลังจากเขาได้รู้จักนิทานเขาก็พยายามติดต่อซื้อสิทธิ์การเข้าถึงสุสานในรอบที่จะถึง และผู้ที่มอบให้ง่าย ๆ ก็คือกลุ่มการค้าฟาง ตอนนั้นกลุ่มการค้าฟางขายให้ในราคาที่เหมาะสม เขาจึงไม่ได้ติดใจอะไรเพราะไม่ใช่เรื่องใหญ่ กลุ่มการค้าฟางก็ไม่ได้สนใจสุสานนี้มากเช่นนั้นอยู่แล้ว จึงไม่ได้มีการตกลงสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร

         

        แต่ตอนนี้พวกเขากลับได้รับข่าวบางอย่างมาหรือเพราะเหตุผลบางประการ กลุ่มการค้าฟางจึงยกเรื่องนี้ขึ้นมา อารากะซึ่งเตรียมการเสร็จสิ้นหมดแล้วจึงได้แต่ยินยอมให้ตัวแทนเข้าร่วมกลุ่มขุดค้นในครั้งนี้

         

        “แต่สัญญาหลังจากนี้ครอบคลุมหมดแล้ว คุณฟาง หมิงจะเข้าร่วมเพียงครั้งนี้ครับ รวมถึงมีหน้าที่สนับสนุนอย่างเต็มกำลัง และยังไม่มีสิทธิ์ใด ๆ ต่อสิ่งที่กลุ่มขุดค้นพบในสุสาน” นัยน์ตาของอารากะฉายแสงวาบ เขาย่อมไม่มีทางเสียเปรียบโดยง่าย คนเช่นเขาโดนเอาเปรียบได้เพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น

         

        ฟาง หมิงยืนยิ้มหวานอย่างไม่ทุกข์ร้อน เธอชินชากับสมรภูมิธุรกิจอันกดดันเช่นนี้อยู่แล้ว ท่าทีของเธอจึงไม่ได้แสดงความวิตกแต่อย่างใด

         

        สมาชิกกลุ่มขุดค้นมองหน้ากันไปมาแล้วจึงส่ายหน้าอย่างช่วยไม่ได้ มีเพียงนิทานที่ถอนหายใจเล็กน้อย เขานั้นแม้จะรู้จักฟาง หมิง แต่ก็ไม่ได้สนิทกันถึงเพียงนั้น

         

        ต้องระวังหลังเพิ่มอีกทางเหรอเนี่ย นิทานถอนหายใจอย่างเซ็ง ๆ ถ้าฟาง หมิงไม่ได้วางแผนอะไรไว้เลยสิแปลก เขาจำต้องระมัดระวังส่วนนี้เพิ่ม

         

        “ฝากตัวด้วยนะคะทุกท่าน ฉันอาจไม่ได้แข็งแกร่งเรื่องการต่อสู้นัก แต่ฉันจะไม่เป็นตัวถ่วงแน่นอนค่ะ” ฟาง หมิงยิ้มอย่างยินดี เธอรู้ดีว่าในที่นี้มีแต่คนเคี้ยวยากเธอจึงต้องรักษาระยะห่างในระดับที่พอเหมาะ

         

        “เช่นนั้นผมจะขอเริ่มอธิบายรายละเอียดของการขุดค้นครั้งนี้นะครับ” เมื่อเห็นว่าทุกสิ่งลงตัวแล้วอารากะจึงกลับมาเริ่มแจกจ่ายข้อมูล หากตอนนั้นเองที่พลังสายเดิมวกกลับมาอีกครั้ง

         

        พลังสายนั้นสาดไปสำรวจคนกลุ่มใหม่ที่พึ่งมาถึง เป็นสัญญาณบอกให้นิทานรู้ว่ากลุ่มขุดค้นอีกชุดหนึ่งมาถึงแล้ว

         

        อารากะหยุดพูดไปในทันที สีหน้ากลับมาตึงเครียดอีกครั้ง เมื่อเทียบกับเรื่องฟาง หมิงแล้ว สมาชิกกลุ่มขุดค้นและอัจฉริยะปีศาจที่กลุ่มการค้าเชียนเป่าหามานั้นน่าวิตกกว่าหลายเท่า

         

        ต่างฝ่ายต่างไม่ทราบข้อมูลของอีกฝ่าย การมาถึงจึงเป็นสัญญาณให้กลุ่มขุดค้นของตระกูลอิสึกะมุ่งหน้าออกจากเต็นท์ไปพบผู้มาใหม่ทันที

         

        เมื่อนิทานออกจากเต็นท์ ภาพที่พวกเขาเห็นคือกลุ่มคน 6 คนที่สวมชุดแปลกตา 

         

        2 คนในนั้นแต่งกายด้วยชุดผ้าย้อมแบบของไฟกัลป์ หากเพราะความหรูหราและการตกแต่งนั้นทำให้รับรู้ได้ว่าเป็นคนในแวดวงชั้นสูงของไฟกัลป์

         

        ตราสัญลักษณ์ของมหาตระกูลคชสารและมหาตระกูลวิรุปักษาบนอกแสดงถึงฐานะอย่างชัดเจน แหล่งข่าวขององค์หญิงไพลินถูกต้อง ทั้งสองคนนี้คือนักสลักเอกจาก 2 มหาตระกูล

         

        อีก 3 คนคือบุรุษสตรีในชุดเครื่องแบบของกลุ่มการค้าเชียนเป่า ตราสัญลักษณ์รูปกองสมบัตินั้นโดดเด่นสะดุดตา สมบัติบนร่างของพวกเขาเปล่งประกายสีทองตลอดเวลาราวกับต้องการอวดทรัพย์ของตน เครื่องแต่งกายสีทองดำเป็นเอกลักษณ์ของกลุ่มการค้าเชียนเป่ายิ่งตอกย้ำถึงฐานะของกลุ่มการค้าอันดับหนึ่งแห่งมหาทวีป

         

        นิทานเพียงกวาดตามองผ่าน ๆ เขาไม่ได้ตกใจกับสมาชิกเหล่านี้แต่อย่างใด หากมีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ทำให้สายตาของเขาไม่อาจหันเหไปทางอื่นได้ 

         

        เธอคือผู้ที่น่าหวาดหวั่นที่สุดโดยไม่ต้องสงสัย ปีกสีขาวนวล 2คู่ที่งอกออกมาจากบริเวณหลังเอว ปีกทั้งสี่นั้นพับเก็บอย่างเรียบร้อยราบไปกับแผ่นหลัง คู่หนึ่งสมบูรณ์ คู่หนึ่งเล็กกว่าเล็กน้อย ทั้งสองประกอบขึ้นด้วยขนนกนับร้อยนับพัน ทั้งหมดเป็นสีขาวบริสุทธิ์ราวกับไม่เคยได้สัมผัสกับสิ่งโสมมใด ๆ บนโลก

         

        จากที่นิทานจำได้ เผ่าซือบาสจะมีปีกเพิ่มขึ้นหนึ่งคู่เมื่อโตขึ้นทุก ๆ 20ปี และหยุดเพิ่มจำนวนเมื่อครบ 5 คู่ ดูจากปีกของเธอ เธอสมควรอายุราว ๆ 20-30ปี

         

        กลุ่มขุดค้นของกลุ่มการค้าอิสึกะทั้งหมดชะงักไปยามได้เห็นปีกสีขาวบริสุทธิ์สองคู่นั้น อารากะนัยน์ตาสั่นสะท้าน ปากพึมพำไม่เป็นภาษา เมื่อตั้งสติได้เขาจึงพูดออกมาอย่างเหม่อลอย

         

        “เป็นไปได้ยังไง…” อารากะพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ยามนี้เขาไม่เหลือท่าทีของนักธุรกิจผู้เจนจัดสนามและรักษาความสุขุมได้ทุกเวลาอีก

         

        ผมที่ยาวถึงกลางหลังของเธอมีสีส้มเฉดเดียวกับอาทิตย์อัสดง ยามที่พัดไปกับสายลมทำให้นิทานพลันคิดไปถึงท้องฟ้ายามสนธยาก่อนที่พระอาทิตย์จะลับขอบฟ้า เป็นสีส้มที่ดึงดูดสายตา สีแห่งเสี้ยวสุดท้ายก่อนที่รัตติกาลจะมาเยือน สวยงามจนนิทานเหม่อมองโดยไม่รู้ตัว

         

        องค์หญิงไพลินเม้มปากแน่น เธอสัมผัสได้ถึงคำว่าพ่ายแพ้อย่างชัดเจน ภาพขององค์ชายผู้มีผมและนัยน์ตาสีเดียวกันกับเธอปรากฏขึ้นในหัว

         

        “ท่านพี่..ท่านมีสัมพันธ์กับเผ่าซือบาสได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ” องค์หญิงไพลินสีหน้าตึงเครียด หมัดของเธอกำแน่น เธอรู้สึกราวกับตนได้พ่ายแพ้ในการเดินหมากครั้งนี้แก่พี่ชายที่เธอแทบไม่ได้พบหน้า

         

        นัยน์ตาของสตรีเผ่าซือบาสคนนี้เป็นสีน้ำเงินเฉกเช่นเดียวกันกับนิทาน หากก็มีความแตกต่างเล็กน้อย นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มของนิทานเหมือนกับห้วงสมุทรเขตลึกสุดเท่าที่แสงอาทิตย์จะส่องถึง เป็นน้ำเงินอันไพศาลที่เต็มไปด้วยความลับ แต่นัยน์ตาของเธอนั้นต่างกัน มันเป็นเหมือนกับท้องฟ้ายามมีเมฆฝนครึ้ม ราวกับพายุฝนพร้อมจะสาดซัดได้ทุกเมื่อ เป็นน้ำเงินที่ราวกับเก็บงำห้วงอารมณ์ไว้มากมาย

         

        ผิวกายสีขาวคู่ไปกับปีกทั้ง 2คู่บนหลัง หากก็ไม่ได้เป็นสีขาวซีดดังเช่นสีผิวของนิทานหรือขาวนวลเฉกเช่นองค์หญิงไพลิน เป็นสีขาวอมเหลือง ราวกับต้องแสงแดดจากการอยู่บนผืนนภามาตลอดชีวิต ขับเด่นให้ปีกสองคู่นั้นเจิดจ้าดังตัวแทนของผืนฟ้ากว้างไกล


        ปีกคู่ที่สมบูรณ์นั้นมีผ้าสีขาวบริสุทธิ์กลัดไว้กับขนนก ลวดลายของผ้าขาวนั้นให้ความรู้สึกสูงส่งเสียยิ่งกว่าเสื้อผ้าใด ๆ สัญลักษณ์ของปีกที่โผทะยานกลางนภาถูกปักไว้อย่างโดดเด่น 

         

        ปีกสีขาวบริสุทธิ์ 2คู่ที่ช่วงเอว ผมสีออกโทนเหลืองทองและนัยน์ตาออกสีฟ้า ทั้งหมดแสดงชัดถึงฐานะเผ่าซือบาสสายเลือดแท้ของเธอ

         

        ร่างของอริยะแปลงเพลิงปรากฏกายเบื้องหลังองค์หญิงไพลิน เธอจับจ้องไปยังสตรีเผ่าซือบาสอย่างไม่วางตา

         

        “อัจฉริยะปีศาจที่เผ่าซือบาสภาคภูมิใจที่สุด ปีกแห่งผืนฟ้าคนปัจจุบัน” แม้แต่อริยะแปลงเพลิงยังขมวดคิ้ว เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่แสดงถึงความกดดันอย่างชัดเจน

         

        สิ่งที่นิทานตื่นตาตื่นใจที่สุดหาใช่อะไรนอกไปจากใบหน้าของเธอ เธอมีดวงหน้าที่ค่อนข้างเป็นเอกลักษณ์ ไม่เหมือนกับเผ่าซือบาสที่มีใบหน้านุ่มนวลเสียทีเดียว ดวงตาของเธอกลมโตหากกลับมีหางตาที่เฉียบคมดังเหยี่ยว เหมือนกับว่าตาคู่สวยนั้นเฉียบคมได้ด้วยความเย็นชาของใบหน้าหาใช่เพราะรูปร่าง

         

        จมูกและปากของเธอนุ่มนวลสมเป็นเผ่าซือบาส หากนิทานกลับรู้สึกว่ามันดูแฝงไปด้วยความดุดันดั่งเช่นจมูกและปากของเผ่ารูเบียส แต่ที่สำคัญที่สุดคือเมื่อทั้งหมดมารวมกัน ดวงหน้านั้นทำให้นิทานเหม่อมองเป็นเวลานาน เขาพูดได้เต็มปากว่าเธอเป็นคนที่สวยมาก หากก็ไม่ได้สวยปานนางสวรรค์เหมือนอริยะวิญญาณครวญหรืออริยะแปลงเพลิง หากให้เทียบเรื่องความน่ารัก องค์หญิงไพลินผู้ยิ้มแย้มนั้นน่ารักกว่าในสายตาของเขา

         

        ถึงกระนั้นก็ตาม ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดแต่เธอคนนี้ทำให้เขาไม่อาจหยุดจ้องมองได้เลย ราวกับว่าเธอคืองานศิลป์ที่ต้องตาของนิทานเป็นอย่างยิ่ง หากนิทานก็ถูกเรียกสติกลับมาด้วยระดับพลังของเธอที่แผ่ออกมา 

         

        นิทานจับสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าเธอเป็นเพียงนักสลักเอกเช่นเดียวกันกับเขา แต่ร่างกายกลับร่ำร้องว่าให้ระวัง สัญชาตญาณของเขากำลังร้องเตือนถึงภยันตราย ยามนี้เขารู้แล้วว่าฝันร้ายนั้นบ่งบอกถึงลางไม่ดีอย่างแท้จริง

         

        “ผู้ที่ถูกกล่าวขานกันว่าเป็นผู้เรียนรู้ 5คำในตำนาน อัจฉริยะแท้จริงเพียงหนึ่งเดียวแห่งยุค” เพชฌฆาตเผยรอยยิ้มน้อย ๆ ความกระหายต่อสู้พลันลุกโชนขึ้น มือของเขาเผลอกำด้ามดาบคู่มือบนแผ่นหลังอย่างไม่รู้ตัว

         

        คีตาทางด้านข้างขนลุกชูชัน นัยน์ตาจับจ้องไปที่เธออย่างไม่วางตา มันแยกเขี้ยวน้อย ๆ ราวกับกำลังเผชิญกับสัตว์อสูรตัวหนึ่ง และเพราะท่าทีของมันนี่เองที่ทำให้เธอสัมผัสได้ เธอกวาดสายตามามองกลุ่มขุดค้น แล้วจึงผ่านเลยไปอย่างไม่ไยดี แล้วจึงเหลือบมองคีตาอย่างใคร่รู้ ก่อนมาหยุดที่นิทาน สายตาของนิทานทำให้เธอสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง สัญชาตญาณของเธอกำลังร้องเตือนเช่นกัน

         

        นัยน์ตาสีน้ำเงินสองคู่ประสานกัน นิทานยามนี้ไม่ได้ลุ่มหลงกับมันอีกต่อไป ทั่วทั้งร่างมีเพียงความรู้สึกตื่นเต้นท้าทาย ร่างทั้งร่างของเขากำลังบอกให้เขาท้าทายสตรีตรงหน้าที่ไกลแสนไกล มุมปากของเขายกยิ้มขึ้นอย่างยินดี

         

        นิทานเชิดยิ้ม ร่มปกปักหทัยถูกกางออกพาดไหล่ คีตายืนเคียงข้างเขา เธอคนนั้นมองชายหนุ่มกับสุนัขที่กางร่มกันแดดอย่างไม่วางตา พลังของทั้งสองเพียงอยู่ในระดับนักสลักเอกเท่านั้น ความหนาแน่นของพลังก็ไม่ได้โดดเด่นแต่อย่างใด เมื่อเธอคิดว่าเธอเข้าใจผิดไปเอง พลังมหาศาลก็จุดระเบิดขึ้นในร่างของชายคนนั้น

         

        ร่างทั้งร่างของเขาพลันถูกจุดระเบิดขึ้นด้วยการเสริมพลังระดับสูงสุด อริยะสามวินาทีที่ใช้ได้นานเกินสามวินาทีนานแล้วถูกเปิดใช้งาน พลังงานทั้งหมดถ่ายโอนไปยังนิทาน ร่างของคีตาที่สมควรไร้เรี่ยวแรงเพราะมอบให้นิทานหมดแล้วกลับปรากฏพลังอีกระรอกที่พุ่งสูงขึ้น แล้วจึงไต่ระดับขึ้นไปเทียบเท่านิทานโดยสมบูรณ์ ยามนี้พวกเขาทั้งสองมีพลังระดับเดียวกันอย่างแท้จริง ไม่มีใครมากน้อยกว่าใคร เป็นพลังของอริยะขั้นต้นอันแท้จริง หากนิทานคีตาเข้าต่อสู้เต็มกำลังตอนนี้จะเทียบเท่าได้เท่าอริยะขั้นต้นสองคนรุมโจมตี

         

        นิทานไม่ได้พุ่งออกไปโจมตี หากเป็นเพียงการลองเชิงด้วยการแผ่พลังเท่านั้น สตรีคนนั้นมีสีหน้าเย็นชา หากเพราะระดับพลังของนิทานที่พุ่งขึ้นกะทันหันทำให้ใบหน้าของเธอฉายแววตกตะลึง นิทานส่งยิ้มท้าทายเมื่อเห็นท่าทีตกตะลึงของเธอ

         

        หากก็เพียงพริบตาเท่านั้น ใบหน้าของเธอกลับกลายเป็นเย็นชาเช่นเดิม ปีกของเธอสยายออก พลังระดับนักสลักเอกของเธอทะยานขึ้นสูงราวกับดอกไม้ไฟที่ทะยานสู่นภา เธอยามนี้สลัดคราบนักสลักเอกอย่างสิ้นเชิง รัศมีพลังรอบตัวเธอพลันก่อตัวขึ้นห่อหุ้มรอบตัวเธอ รัศมีพลังเหล่านั้นไม่หยุดเพียงแค่นั้น มันก่อรูปเกิดเป็นเงาคนขนาดยักษ์ทางด้านหลังที่มีปีกและรูปร่างเช่นเดียวกันกับเธอ

         

        นิทานเลิกคิ้วเมื่อเห็นว่าเงาร่างขนาดยักษ์ทางด้านหลังของเธอนั้นเริ่มตกผลึกกลายเป็นสิ่งที่จับต้องได้ และพลังของมันก็พุ่งทะยานอย่างบ้าคลั่งจนคราวนี้เป็นนิทานเองที่เผยอปากอย่างตกตะลึง

         

        พลังของเธอเมื่อรวมกับเงาร่างยักษ์ยามนี้ถึงกับเหนือกว่านิทานตัวคนเดียวเสียอีก เป็นระดับพลังที่นิทานเท่าเทียมได้ด้วยการร่วมกันต่อสู้กับคีตา เธอเพียงคนเดียวมีพลังเทียบเท่าอริยะขั้นต้นสองคน!

         

        แรงกดดันแพร่กระจายออกจากทั้งสองด้าน กลุ่มขุดค้นทั้งสองพลันร่างสั่นสะท้านน้อย ๆ ยามได้เห็นอัจฉริยะทั้งสอง นักสลักเอกที่เทียบเท่าอริยะถึงสองคน! 

         

        แรงกดดันของนิทานกดให้สมาชิกกลุ่มขุดค้นของกลุ่มการค้าเชียนเป่าแทบไม่อาจหายใจ ส่วนแรงกดดันของเธอทำให้สมาชิกกลุ่มขุดค้นของกลุ่มการค้าอิสึกะขาสั่นสะท้านแทบจะก้มลงคุกเข่าอยู่รอมร่อ

         

        ปากที่เผยอของนิทานหุบลง รอยยิ้มท้าทายผุดขึ้นมาอีกครั้ง ยามนี้เขารู้สึกสนุกที่สุดในชีวิต เขารู้สึกราวกับว่าเขาได้พบกับคนที่เขาคู่ควรทุ่มสุดตัวเพื่อเอาชนะ นี่เป็นครั้งแรกที่นิทานได้พบคนในวัยเดียวกันที่ทำให้เขาสนใจได้ถึงเพียงนี้

         

        เธอยังคงมีสีหน้าเย็นชา หากก็เห็นได้ชัดว่าใบหน้าเย็นชานั้นมีท่าทีตึงเครียดยามจับจ้องไปยังชายหนุ่มและสุนัขตรงหน้า นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้พบกับคนในวัยเดียวกันที่ทำให้เธอรู้สึกถึงอันตราย

         

        หนึ่งนัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มราวห้วงสมุทรลุกโชนไปด้วยไฟกัลป์ ฉายชัดถึงความสนุกสนานและการท้าทาย

         

        หนึ่งนัยน์ตาสีน้ำเงินหม่นราวท้องฟ้าครึ้มแผ่รัศมีศักดิ์สิทธิ์ราวกับทวยเทพ เย็นชาราวกับเทวะจากเบื้องบน

         

        การพบหน้าของสองอัจฉริยะราวกับทำให้ห้วงเวลาหยุดนิ่ง คนรอบตัวทั้งหมดพลันขยับร่างถอยโดยไม่รู้ตัว แหวกทางให้สองอัจฉริยะแห่งยุคได้ประจันหน้ากัน

        

        “ซอเด็ต เอเทล!” นิทานฉีกยิ้มร่า


คล้ายกับเรื่องนิทานคีตา กาลครั้งนั้น ที่คุณอ่าน

เจ้าของร้านพิศวง [จบ]

เจ้าของร้านพิศวง [จบ]

นิยาย แฟนตาซี
71K 458
(จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

(จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

นิยาย เกมออนไลน์
603K 912
ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

นิยาย แฟนตาซี
161K 179
มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

นิยาย เกมออนไลน์
3.72M 1271
จอมกระบี่กบฏสวรรค์

จอมกระบี่กบฏสวรรค์

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
5.35M 1277
ซากเทวะ [แปลจบแล้ว]

ซากเทวะ [แปลจบแล้ว]

นิยาย แฟนตาซี
1.11M 1756
ประชา : 2090 (จบแล้ว)

ประชา : 2090 (จบแล้ว)

นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
18K 258
[อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

[อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
231K 405
ชีวิตข้าไยต้องให้ใครลิขิต

ชีวิตข้าไยต้องให้ใครลิขิต

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
3.02M 3752
ความโกรธแค้นของชูร่า

ความโกรธแค้นของชูร่า

นิยาย เกมออนไลน์
2.39M 852