เมฆเคลื่อนเดือนเคียงจันทรากระจ่างฟ้าดาราพร่างพราวบ่งบอกถึงยามรัตติกาลที่มาเยือนทุกชีวิตในเมืองจันทราต่างหลับไหลเต็มไปด้วยความสงบ ต่างจากทวีปผู้กล้าที่แม้แต่เป็นกลางคืนดึกแค่ไหนก็ยังมีผู้คนมั่งคลั่ง
ศิลาและทุกคนเข้าพักผ่อนในปราสาทชั้นในที่จัดเตรียมไว้รองรับเหล่าอาชญากรซึ่งเป็นปราสาทที่ใหญ่มากถึงมากที่สุดตั้งเด่นสง่าอยู่กลางกระท่อม บ้านไม้แบบไทยยุคบางระจัน ผู้ติดตามของศิลาได้แยกออกไปนอนในห้องส่วนตัวทิ้งให้ฟ้าครามสดายุน้อยและศิลานอนอยู่ด้วยกันตามเดิม
ศิลานั่งชันเข่าพิงตัวหมิ่นกับขอบหน้าต่างที่สูงประมาณตึงสี่ชั้น เขาเงยหน้ามองท้องฟ้าทอดสายตาไปไกลแสนในสุดหล้า แสงจันทร์สาดกระทบทำให้ชายหนุ่มยิ่งดูเท่ลึกล้ำ สีหน้า แววตาของเขาถ่ายทอดเรื่องราวว่าเขากำลังตกอยู่ในภวังค์ความคิด
ฟ้าครามพลิกตัวมาไม่เจอศิลาทำให้หญิงสาวสะดุ่งตื่น
“พี่ศิไม่นอนหรอคะ พรุ้งนี้เราต้องเดินทาง พี่ควรจะพักบ่างนะ” เจ้าหล่อนรุกนั่งงัวเงีย นำเสียงอู้อี้ ก่อนจะเงยหน้ามองชายหนุ่มของเธอ
บัดนี้ชายหนุ่มผู้ทรงอำนาจน่าเกร็งขามในสายตาของใครหลายคนกลับดูสามัญคนธรรมดา
ศิลายิ้มให้หญิงสาวอย่างอ่อนโยน “ตื่นมาทำไมคะ น้องนอนต่อเถอะ”
“คิดอะไรอยู่หรอะ” หญิงสาวเดินเข้ามา มือบางละมุนสอดโอบเอวชายหนุ่มแนบแน่นอย่างละเมียดละไมถ่ายเทความร้อนสู่อ้อมเอวชายหนุ่ม
“พี่คิดถึงเรื่องการเดินทางไปกรุงลงกาอยู่ค่ะ” เขาจับแขนหญิงสาว
ฟ้าครามเงยหน้ามองศิลาตาปริบ “ทำไมหรอคะ พี่ก็หาวิธีได้แล้วนี่”
“ค่ะ แต่ก็แค่การสมมุติฐานถึงแม้พี่จะมั่นใจ แต่ก็อาจจะไม่ใช่การสร้างสะพานไปกรุงลงกาก็ได้ และถ้าแบบนั้นก็จะเท่ากับว่าพวกเราเสียเงินมหาศาลในการซื้อผลึกธาตุที่ไปฟรีๆ พี่ไม่ชอบการสูญเสียอะไรแบบไร้ประโยชน์ พี่เลยเป็นกังวล อีกอย่างผลึกธาตุที่จะใช้โถมทะเลจะต้องใช้กี่ล้านก้อนกันนั่นแปรว่าเราต้องใช้เงินมหาศาลมากเท่านั้น บอกตามตรงพี่ยังไม่รู้ว่าจะหาเงินจำนวนมหาศาลขนาดนั้นมาจากไหนเพราะในการสร้างอะไรเราควรมีเงินทุนสำรองเผื่อขาดเกินไว้ด้วย ถ้าเมืองตำหนักศิลาไม่พังแค่เงินพี่ก็น่าจะพอแต่นี่มัน”
ฟ้าครามมองหน้าศิลา นัยน์ตาพี่ศิของเธอแสดงออกชัดเจนว่าเขากำลังเป็นกังวลและกุ้มใจ เพราะเขาเป็นผู้นำ ข้อดีคือผู้นำสามารถสั่งการอะไรก็ได้ ในข้อเสียคือหากผิดพลาดผู้นำก็ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ
เธอจะไม่ถามว่าทำไมไม่เรียกเก็บเงินจากคนในกิลด์ เพราะที่ผ่านมาพี่ศิของเธอไม่เคยทำและยิ่งครั้งนี้เป็นการเสี่ยงกับความคิดด้วยแล้ว หากสิ่งที่เขาคิดผิดเท่ากับว่าเอาเงินของคนอื่นไปละลายน้ำ
“เดี๋ยวเค๊าโอนเงินเข้ามาในนี้ให้เองคะ ฟ้าพอจะมีเงินเก็บอยู่หลายร้อยล้าน” หญิงสาวน้ำเสียงจริงจังแสดงออกชัดเจนว่าอยากจะแบ่งเบาภาระของชายหนุ่มแต่ทว่าก็ถูกศิลาปฏิเสธทันที
ศิลาได้ส่งคำท้าทายทำสงครามกิลด์ไปให้ทุกกิลด์เพื่อชิงทรัพย์สิน แต่ทว่าก็ไม่มีกิลด์ไหนที่จะยอมรับคำถ้าจากกิลด์ของเขาอย่าว่าแต่รับคำท้าเลยแค่ข้อเสนอก็ยังไม่อ่านด้วยซ้ำ
เช้าวันต่อมาฟ้าครามและภุชจังหรือภุชคินทร์ได้ไปเที่ยวในเมืองปล่อยให้ศิลาออกสำรวจพื้นที่บริเวณค่ายกับทองเหม็น หนมต้ม เพื่อหาแหล่งเก็บผลึกธาตุ
ภุชจังเดินออกมาจากร้านเครื่องประดับด้วยสีหน้ายิ้มแย้มเช่นเดียวกันกับฟ้าครามทั้งสองยิ้มอารมณ์ดี บนมือขวาของทั้งสองมีกำไลสีเงินสวยหรูประดับพลอยสีน้ำเงินไดม่อน
ภุชจังที่ตอนนี้อยู่ในชุดเกราะหนังสีดำคุมมิดชิดผมสีดำยาวสรวยใบหน้าคมหวาน งดงาม หุ่นอรชรหากจัดความงามภุชจังอาจจะเป็นอันดับที่สามหรือที่สี่ก็ว่าได้ เมื่อสองสาวผู้งดงามอันดับหนึ่งของแผ่นดินและสาวงามอันดับสี่เดินออกมาจากร้านทุกสายตาต่างพากับจับจ้องส่งเสียงแซ่วก่อนที่จะโดนอาชญากรบริเวณนั้นเชือดทิ้งข้อหามาแซ่วสาวเคียงกายนายเหนือหัวของพวกเขา
ภุชจังมองคนที่มีตราสัญญาลักษ์บนหัวรูปดาบไขว้กัน “คนที่มีแบบนั้นบนหัว เราฆ่าไม่ได้ใช่ไหม” ภุชจังหันไปถามฟ้าคราม
“อื่ม ใช่แล้วคนพวกนั้นเป็นอาชญากรลูกน้องของพี่ศิ”
ภุชจังเบิกตากว้าง “บัลลังก์มารสูงสุดมีลูกน้องเยอะขนาดนั้นเลย แล้วทำไมถึงยังต้องหาพวกสัตว์อสูรมาเป็นลูกน้องเพิ่มด้วยล่ะ”
“เรียกพี่ศิว่าศิลาก็ได้หรือไม่ก็นายท่านเถอะ” ฟ้าครามบอก ก่อนจะเล่าเจตนาของศิลาให้ภุชจังฟัง
ในขณะที่สองสาวเดินคุยกันไปอย่างสนุกสนุกสนาน ทั้งสองก็ต้องหยุดชะงักลงเมื่อเบื้องหน้าของพวกเธอมีเด็กสาวสองคนมาหยุดยืนขวางพวกเธอ
ภุชจังหรี่ตาลงมอง “ถ้าไม่มีตราอาชญากรฆ่าได้ใช่ไหม” ฟ้าครามพยักหน้า
เด็กสาวอายุประมาณ 8 ขวบ ในชุดเสื้อผ้าโทรมขาดใบหน้างดงามน่ารักสมวัย เด็กทั้งสองมองหน้าฟ้าครามสลับกับมองภุชจังก่อนเด็กคนหนึ่งจะพูดขึ้นกับฟ้าคราม
“พี่ใช่เทพีรัตติกาลหรือเปล่าค่ะ”
ฟ้าครามหรี่ตามองเด็กสาวด้วยสายตาระแวงครุ่นคิด ภุชคินทร์หยิบกริชเขี้ยวนาคราชออกมาหมายจะสังหารเด็กสาวทั้งสองแต่ฟ้าครามก็ห้ามเอาไว้
“ใช่จ๊ะ มีอะไรหรือเปล่า” ฟ้าครามถาม
ในขณะเดียวกันเธอก็ใช้สกิลเนตรมารตรวจสอบเด็กเบื้องหน้าทั้งสองและพบว่าสถานะขึ้นเป็น????... อย่างเดียวที่คิดได้คือเด็กทั้งสองคือSPC ตัวละครลับที่คอยให้ภารกิจพิเศษกับผู้เล่น แต่ทำไมครั้งนี้ถึงได้จงใจออกมาหาเธอเองแบบนี้
หากตามปกติการที่จะได้รับภารกิจลับจากตัวละครลับผู้เล่นจะต้องไปพบเจอด้วยตนเอง ไม่ใช่ตัวละครลับเดินมาหาเองแบบนี้ นี่คือสิ่งที่เธอกำลังสงสัยแถมยังระบุเจาะจงมาที่เขาอีก
เด็กสาวทั้งสองยิ้มเริงร่า ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าเศร้า นัยน์ตาฉายแววเจ็บปวดทรมานอมทุกข์
“หนูชื่อเขม” เด็กสาวผมสีดำใบหน้าสะอาดน่ารักในชุดหนักขาดสีน้ำตาลพูด “นี่น้องของหนู ชื่อลา” ฟ้าครามบอกไปเห็นเด็กสาวในชุดผ้าสีขาวเปอะเปื่อนดินผมยาวประบ่าในหน้าน่ารัก
“แล้วน้องทั้งสองมีอะไรกับพี่หรอจ๊ะ” ฟ้าครามถาม ยิ้มด้วยความเป็นกันเอง
“พี่ใช่เทพีรัตติกาล ก็แสดงว่าเป็นจันทราเทพใช่ไหมคะ” ลาถาม
“ใช่จ๊ะ แต่ว่าก่อนอื่น....” ฟ้าครามมองหาร้านอาหาร
เธอพาเด็กทั้งสองเข้าไปนั่งคุยกันในร้านอาหาร เธอสังเกตุและเดาว่าเด็กสาวทั้งสองคงจะไม่ได้กินอะไรมาหลายวัน และก็เป็นอย่างที่เธอเดาเด็กทั้งสองกินอาหารอย่างเอาเป็นเอาตาย
“ที่นี้จะบอกได้หรือยัง” ภุชจังถาม
เขมที่ท่านอิ่มแล้วก็พูดขึ้น “แม่ของพวกเราถูกยักษ์ตนหนึ่งจับไป เราเองก็ไม่รู้ว่ายักษ์ตนนั้นชื่อว่าอะไร ยักษ์ตนนั้นบอกว่าถ้าพวกเราพาจันทราเทพไปให้มันได้ มันจะยอมปล่อยแม่ของเรา”
ภุชจังที่ได้ยินก็ยืนขึ้นสีหน้าโกรธเพราะนั่นไม่ต่างอะไรกับการเอาเจ้านายของเธอไปให้ส่งให้ยักษ์สักนิด
“อย่ามาพูดบ้าๆ” ภุชจังตวาด “จะให้นายหญิงเราเดินไปเข้าปากยักษ์หรือไง ดูก็รู้แล้วว่าไอ้ยักษ์นั่นต้องคิดร้ายแน่นอน”
เด็กสาวทั้งสองสะดุ่งโหยงสุดตัวด้วยความกลัวและตกใจ ฟ้าครามหันไปปรามภุชจังบอกว่าไม่เป็น
เขมก้มหน้าเช็ดน้ำตาเพื่อไม่ให้ใครเห็นว่าตนเองกำลังร้องไห้ก่อนจะเงยหน้ามาพูด “ข...ขอโทษค่ะ พวกหนูรู้ว่าสู้กับพวกพี่ไม่ไหวและพวกหนูก็ไม่คิดสู้ด้วย แค่อยากลองมาขอร้องดู ถ้าพวกพี่ปฏิเสธก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวพวกหนูจะหาทางช่วยแม่กันเอาเอง”
“เอาสิ หาพี่ไปหายักษ์ตนนั้นหน่อย” ฟ้าครามบอก เธอไม่ต้องถามพี่ศิของเธอเลยว่าจะทำอย่างไรกับเหตุการณ์นี้ เพราะเธอรู้นิสัยพี่ศิดี จากนั้นฟ้าครามก็ติดต่อผ่านดวงวิญญาณเล่าเรื่องราวให้ศิลาฟัง จากนั้นฟ้าครามก็หันมาถามเด็กทั้งสอง
“แล้วยักษ์ตนนั้นอยู่ที่ไหน”
“ป่าเหมหิรัญค่ะ” ลาตอบ
ภุชจังฟังมานานถามขึ้น “แล้วแม่ของพวกเธอถูกจับไปนานแค่ไหน”
“สามปีค่ะ” เขมหันไปบอกภุชจัง
“มั่นใจได้ยังไงว่าถ้าพาพี่ไปหายักษ์ตนนั้นแล้ว มันจะปล่อยแม่ของน้องทั้งสอง หรือมั่นใจได้ยังว่าแม่ของน้องยังมีชีวิตอยู่” ฟ้าครามถาม
นี่คือสิ่งจำเป็น บางทีเด็กทั้งสองอาจจะเป็นนกต่อหรือพรรคพวกของยักษ์ตนนั้นก็ได้ อย่างน้อยๆเธอก็ควรรอบคอบไว้ก่อน แน่นอนหากเด็กทั้งสองตอบว่าไปพบหน้าแม่มาแล้วนั่นจะชัดเจนว่าเด็กทั้งสองสามารถติดต่อกับยักษ์ตนนั้นมาตลอดสามปีการติดต่อนั้นมีหลายทาง หลายจุดประสงค์ เธอควรคิดแง่ลบไว้ก่อน
เหอ!...
เจ้าหล่อนรอบถอนหายใจ ดูท่าเธอจะติดนิสัยพี่ศิของเธอมาแล้วแน่ๆ
“พวกเราก็ไม่มั่นใจค่ะ ได้แต่ต้องเสี่ยง” เขมบอกสีหน้าเศร้า
ทั้งหมดนั่งท่านขนม ไอศครีม ไปพลางในระหว่างที่รอศิลา ผ่านไปประมาณสามสิบนาทีฟ้าครามก็เห็นศิลาดินมากับฮานะ ภาพนั้นทำเอาเจ้าหล่อนแป๊บๆในใจแบบแปลกๆ
ศิลาเดินเข้ามา “รอนายหรือเปล่า”
“ไม่เลยค่ะ” ฟ้าครามตอบกระโดดควงแขนชายหนุ่มทันที
ศิลามองเด็กสาวทั้งสอง “พี่ชื่อศิลา น้องทั้งสองคงเป็นน้อง เขมและน้อง ลา ซินะ”
“สวัสดีค่ะ พี่ศิลา” เด็กสาวทั้งสองทักทายน้อบน้อม
“ไปกันเถอะ” เขาบอก ก่อนจะให้เด็กทั้งสองนำทางไปยังป่าเหมหิรัญสถานที่อยู่ของยักษ์ตนนั้น
ซึ่งที่จริงเขาถามฮานะมาในระหว่างทางแล้วรู้ว่สป่าเหมหิรัญอยู่ในเขตหิมพานต์บริเวณตะวันออกเฉียงเหนือติดกับชายทะเล แต่เขาก็ยังไม่มั่นใจในเด็กทั้งสองเขาจึงต้องแกล้งทำเป็นไม่รู้ทางไม่รู้อะไร อีกอย่างที่เขาพาฮานะไปด้วยเพราะหญิงสาวชำนาญพื้นที่และรู้เส้นทาง หากเด็กทั้งสองพาเขาออกนอกเส้นทางนั่นจะช่วยเขายืนยันว่าเด็กทั้งสองอาจจะเป็นศัตรู อีกอย่างหากเกิดเรื่องไม่คาดฝันการที่มีฮานะที่ชำนาญพื้นที่ย่อมจะดีกว่า เพราะเขาไม่ชำนาญพื้นที่ในทวีปหิมพานต์นี้เลยไม่ซิ ทวีปแดนสวรรค์ก็ว่าได้
ตลอดการเดินทางเขาผ่านป่าน้อยใหญ่ เขาสังเกตุได้ว่ามีบรรดาผู้เล่นกำลังต่อสู้กับสัตว์อสูรในตำนานหิมพานต์ระดับทั่วไปมากมายตลอดเส้นทางที่เขาผ่าน เสียงระเบิด เสียงกรีดร้อง เป็นภาพที่น่าดูชม และที่ต่างออกไปคือ ในป่าน้อยใหญ่มีที่ตั้งกิลด์ สมาพันธ์มากมายเกิดขึ้นมาราวดอกเห็ดอีกอย่างบนฟ้าไม่มีพญาครุฑ ไม่มีเรือเหาะ ไม่มีอุปกรณ์เวทมนต์โบราณต่างจากที่เขามาครั้งแรกลิบลับ
เขามาถึงบริเวณชายป่าเหมหิรัญซึ่งชายป่านั้นมีเมืองไตรภพตั้งอยู่ ซึ่งเป็นเมืองของกิลด์พิทักษ์จันทร์ เขามองดูกำแพงเมืองสีขาวปนทองที่กว้างใหญ่พอๆกับตัวเมืองมนตราผู้เล่นมากมายแต่งกายในชุดนักสู้ ชุดจอมยุทธ ชุดคล้ายกับเทพเซียนของจีน เดินเข้าออกเมืองกันวุ่นวายซึ่งจุดหมายของเขาคือด้านในท้ายสุดของป่าเหมหิรัญศิลาจึงไม่จำเป็นต้องแวะ
คณะของเขาใช้เวลาอีกสี่ชั่วโมงก็มาถึงสุดเขตหิมพานต์ ที่มาถึงเร็วแบบนี้เพราะศิลาได้ให้สัมพาทีกลายร่างเป็นมังกรบินพาทุกคนมาจึงทำให้มาถึงอย่างร็วดเร็วและเป็นเวลาบ่ายพอดี
เมื่อมาถึงสิ่งแรกที่เขาสัมผัสได้คือคลื่นลมทะเล กลิ่นอายเค็มเกลือของน้ำทะเล เขาหันไปมองฟ้าครามที่ตาสุกสระกราวมองเกลียวคลื่นสาดซัดเข้าฝั่ง เปลือกหอยตามหาดทรายขาว โดยมีด้านหลังเป็นป่าไม้ขนาดใหญ่เป็นทิวทัศน์ที่หาชมได้ยากในโลกแห่งความเป็นจริง
เขามองนัยน์ตาของหวานใจ อมยิ้มก่อนจะพูดขึ้น “เอาไว้ตอนกลับเราแวะมาเล่นน้ำทะเลกันนะ”
ฟ้าครามหันมายิ้มเริงร่ากระโดดกอดชายหนุ่มไม่อายสายตาใคร “จริงหรอ จริงๆนะ”
“พี่เคยผิดคำพูดหรือไงค่ะ” เขามองไปยังทิศ 10 นาฬิกาห่างออกไปประมาณ 90 กิโลเมตร เห็นเกาะขนาดใหญ่ เหนือฟ้าของเกาะนั้นมีเรือเหาะลอยอยู่
“นั่นเกาะลงกาที่อยู่ของทศกัณฐ์” ฮานะบอก
“ไกลเอาเรื่องแหะ” เขาเปรยออกมาก่อนจะหันไปถามเด็กสาวเขม “แล้วที่อยู่ของไอ้ยักษ์นั่นมันอยู่ตรงไหน”
เด็กสาวชี้ไปทางทิศ 3 นาฬิกา ห่างออกไป 200 กิโลเมตร เขาเห็นภูเขาและต้นไม้หนาตารกทึบ
“ไปกันเถอะ” เขาบอก “น้องเขมและน้องลา นำทางได้เลย”
“ค่ะ” เด็กสาวรับคำ