ตำนานแห่งซีน : บันทึกเก้าจันทรา (ตีพิมพ์ สนพ. อาเธน่า)

    บทที่ 3 : หอกราชันย์รีซาเรียน (4/4)

     “...” สองมือที่ประคองหีบอยู่สั่นกึกๆ ทันที นี่เธอทำมันแตกตอนเขย่าเมื่อครู่นี้แน่ๆ ท่าทางเป็นของราคาสูงเสียด้วย จะทำอย่างไรดี
    “อะไรหรือฮาจา” ลูนาร์เพิ่งรู้สึกตัวว่าถูกเรียกจึงเงยหน้าขึ้นมอง ทำเอาผู้มีคดีติดตัวรีบเก็บของซ่อนและร้องปฏิเสธทันที หนุ่มหน้าสวยไม่ใส่ใจอะไร ก้มกลับไปสนใจตำราตรงหน้าต่อ
    “เจ้าทำของของปู่ลูนาร์พัง เจ้าแย่แน่” เอ็ดวานย่องเข้ามากระซิบข้างหูจากด้านหลัง เขามาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ฮาจาสะดุ้งโหยงสุดตัวเกือบทำของในมือหล่น
    “ระวังหน่อยสิ จากสองชิ้นเดี๋ยวก็แยกเป็นสิบชิ้นหรอก” เอ็ดวานรีบคว้าหีบในมือของฮาจามาพิจารณา “ท่าทางเป็นของดีเสียด้วย”
    “ท่านเอ็ดวาน ข้าควรทำอย่างไรดี” ฮาจากระซิบถามปากคอสั่น เธอรู้สึกผิดอย่างมาก อยากสารภาพแต่ก็กลัวลูนาร์โกรธ
    “ถ้าเจ้าทำมันแตกก็ซ่อมเสียสิ เอาไปให้ช่างหลอมเชื่อมให้ ไม่ก็หาซื้ออันใหม่ที่ใกล้เคียงกันมาทดแทน” เอ็ดวานแนะนำอย่างมีสติ เขาปิดหีบล็อกแล้วส่งคืนฮาจาก่อนจะเอ่ยต่อว่า “หรือเจ้าจะวางกล่องนี้ไว้ที่เดิมและทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็ได้”
    “ไม่ได้นะคะ ข้าจะซ่อมมันเอง” ฮาจารีบตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด เธอเก็บกล่องไว้ในเสื้อคลุมอย่างดีเพื่อไม่ให้มันได้รับการกระทบกระเทือนอีก
    ทั้งสามอยู่ในห้องลับนี้นานจนเกือบลืมเวลา ในที่สุดลูนาร์ก็ลุกขึ้นบิดขี้เกียจและหอบของหลายอย่างใส่กระเป๋าของเธอ เมื่อเห็นของที่เอ็ดวานกับฮาจาจะขนกลับแล้วเธอถึงกับนิ่งครู่หนึ่ง
    “ข้าบอกว่าให้เอาแต่ของที่จำเป็น แต่ถ้าของเหล่านั้นจำเป็นสำหรับพวกเจ้าก็แล้วไป แต่ขนกลับไปเองล่ะ” ลูนาร์จำได้ว่าตนเองเคยบอกไว้ว่าอยากได้อะไรให้หยิบไปเลย เธอก็คงไม่อาจขัดสองคนนั้นได้
    หนึ่งหนุ่มและอีกหนึ่งสาวมองของที่อยากเอาไปตาละห้อย แค่ตำราก็หนักมากแล้วอีกทั้งยังไม่มีกระเป๋าเวทมนตร์เหมือนลูนาร์อีก สุดท้ายจึงต้องทิ้งไปเกือบหมด เหลือสิ่งของที่นำติดตัวไปได้ไม่กี่ชิ้นลูนาร์นำทั้งสองออกจากทางลับและปิดมัน ความคิดแวบหนึ่งแล่นเข้ามาในหัวของเธอ
    ...นี่อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่ข้ามาที่นี่ก็เป็นได้...
    ดังนั้นลูนาร์จึงเดินวนภายในบ้านอีกรอบหนึ่งเพื่อซึมซับความทรงจำอันหลากหลาย บางครั้งเธอเห็นร่างสูงของปู่เฟอร์โรนั่งอยู่หน้าโต๊ะทำงานพลางส่งยิ้มมาให้ หรือได้ยินเสียงโครมครามขณะสร้างอาวุธเวทมนตร์ ตรงข้ามกับเอ็ดวาน เขารู้สึกเสียดายมากกว่าที่ห้องลับด้านล่างอันเต็มไปด้วยของวิเศษมากมายจะถูกปิดตายลงอีกครั้ง ของเหล่านั้นสามารถสร้างตำนานและคุณประโยชน์มากมาย แต่พวกมันกลับทำได้เพียงตั้งนิ่งอยู่บนชั้นวางของเท่านั้น
    จากนั้นพวกเขาก็กลับไปที่เรือเหาะของตนเพื่อรอให้ถึงวันนัดหมาย
    “ถ้าเจ้าหญิงซาร์ซาไม่นำหอกราชันย์มามอบให้ตามสัญญา พวกเราจะทำอย่างไรดี” เอ็ดวานถามขึ้นขณะที่ทั้งสามยืนรอบริเวณหน้าท่าเรือพลางมองดูพระอาทิตย์กำลังเคลื่อนขึ้นจากขอบฟ้า
    ผู้คนบริเวณนั้นพลุกพล่านและคึกคักกันมาก มีทั้งพ่อค้าแม่ค้าที่ขนสินค้าขึ้นเรือเหาะเพื่อนำไปขายยังเมืองอื่นให้ทันตลาดบ่าย หรือกลุ่มนักท่องเที่ยวที่รีบมากันแต่เช้าเพื่อใช้เวลาในต่างเมืองให้คุ้มวัน
    “ข้าไม่คิดว่าเจ้าหญิงจะเบี้ยวคำสัญญา แต่ถ้าเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้นจริงๆ เราก็คงหาวิธีลอบเข้าไปขโมยล่ะนะ”
    “ลอบเข้าวังอีกแล้วเหรอคะ! ยังไม่เข็ดอีกเหรอ!” ฮาจาอุทานเสียงดังจนเอ็ดวานเอามือปิดปากเธอแทบไม่ทัน หลายคนแถวนั้นหันมามองก่อนเมินผ่านไปแบบไม่ใส่ใจ
    “มีอะไรให้ต้องเข็ด” ดูเหมือนว่าลูนาร์จะไม่เข้าใจว่าตนเองนั้นเกือบเสี่ยงโดนขังคุกหลวงเข้าเสียแล้ว
    “ใครจะลอบเข้าวังอย่างนั้นรึ” เสียงคุ้นหูดังขึ้นจากด้านหลังของฮาจาซึ่งเธอก็ตอบคำถามนั้นโดยไม่รู้ตัว และเมื่อหันไปมองถึงกับร้องอุทาน ผงะถอยหลัง
    “ก็ท่านลูนาร์น่ะสิคะ เสนอว่าถ้าเจ้าหญิงซาร์ซาไม่มาจะลอบเข้าวังไปขโมยหอก...ว้าย! เจ้าหญิงซาร์ซา!”
    “ชู่ว!! อย่าส่งเสียงดังสิ กว่าจะลอบออกมาได้นี่ลำบากแทบแย่เลยนะ” ซาร์ซาเอ็ดเสียงดุ “เอาล่ะ ไหนเรือเหาะของพวกเจ้า เรารีบขึ้นไปกันเถอะ” เธอไม่ทันสังเกตด้วยซ้ำว่าฮาจาพูดถึงชื่อลูนาร์แทนที่จะเป็นโซลาร์
    ทั้งสามคนทำสีหน้าเหลอหลา ผู้ที่ได้สติคนแรกคือเอ็ดวาน เขามองซาร์ซาซึ่งอยู่ในชุดแปลกตา มันเป็นชุดเกราะเบา เสื้อผ้าเรียบๆ ค่อนข้างทะมัดทะแมงแม้ไม่ได้หรูหรา แต่ดูก็รู้ว่าเป็นผ้าเนื้อดี เธอสวมผ้าคลุมซึ่งมีฮู้ดคลุมศีรษะทับอีกชั้นหนึ่งราวกับกำลังปิดบังอำพรางตัวเอง
    “ท่านซาร์ซาหนีออกจากวังมาหรือครับ” เอ็ดวานสรุปได้ทันทีหลังนำเหตุผลทุกอย่างมารวมกัน
    “หนีอะไรกัน ข้านำหอกราชันย์มามอบให้ต่างหาก” ซาร์ซาแย้ง ทุกคนนิ่งเงียบและมองข้ามด้านหลังเธอไปยังกองสัมภาระที่คนรับใช้กำลังยกลงมาจากรถส่วนตัว
    “แล้วนั่นมัน...”
    “ก็พวกเสื้อผ้าของใช้ของข้าอย่างไรเล่า ไหนล่ะเรือเหาะของพวกเจ้า นำทางไปเสียทีสิ” ซาร์ซาพูดกึ่งออกคำสั่ง แต่ทั้งสามคนยังคงขาแข็งและยังตามสถานการณ์ไม่ทัน
    “ท่านบอกว่าท่านจะมอบรีซาเรียนให้พวกเรา” ลูนาร์ทวงถามสัญญาอีกครั้ง
    “ก็ใช่ไง ข้ามอบให้เจ้าก็ต่อเมื่อเจ้าจะใช้งานมัน ข้าจึงต้องเดินทางไปดูแลมันก่อนที่จะถึงเวลานั้น” ซาร์ซาอ้างเหตุผลที่ฟังดูไร้เหตุผลชอบกล
    ลูนาร์อยากจะโต้กลับ แต่เมื่อลองตรองดูเธอก็คิดว่าเงื่อนไขนี้ไม่ได้ทำให้เสียประโยชน์เลย เจ้าหญิงจอมเอาแต่ใจผู้นี้หากตัดเรื่องนิสัยเสียออกเธอก็จะกลายเป็นสมาชิกชั้นยอดที่สามารถเป็นกำลังให้กลุ่มได้มากยิ่งกว่าได้คนมาช่วยทั้งกองทัพเสียอีก
    “แต่ว่าท่านเป็นเจ้าหญิงนะ ไปตะลอนๆ กับพวกข้าจะดีรึ” ลูนาร์หยั่งเชิง
    “ไม่ต้องห่วง ไม่มีใครกล้าห้ามไม่ให้ข้าทำหรือไม่ทำอะไรหรอก” ซาร์ซาพูดหน้าตาเฉย
    เธอคิดว่าถ้ามันยุ่งยากนัก เธอก็จะบอกคนอื่นว่าเธอเป็นคนของโซลาร์แล้ว แบบนั้นต่อให้เสด็จพ่อของเธอออกโรงเองก็คงจะพูดอะไรไม่ได้
    “ถ้าเช่นนั้นข้าก็ตกลง”
    “ว่าไงนะ!” เอ็ดวานโวยวายทันทีที่ได้ยินคำตอบของลูนาร์ จะให้เอาเจ้าหญิงเอาแต่ใจคนนี้มาอยู่ด้วยเนี่ยนะ พวกเขาจะต้องเจอกับอะไรต่อจากนี้ไปบ้างล่ะเนี่ย
    ฮาจารั้งแขนเสื้อเอ็ดวานไว้ก่อนจะเอ่ยว่า “ถ้าท่านโซลาร์ว่าเช่นนั้น ข้าก็ยินดีค่ะ ยินดีต้อนรับค่ะเจ้าหญิงซาร์ซา”
    “ต่อไปนี้เรียกข้าว่าซาร์ซาก็พอ ฝากเนื้อฝากตัวด้วยล่ะทุกคน”
    ซาร์ซายิ้มประหนึ่งได้รับชัยชนะ ถึงเธอจะบอกว่า ‘ทุกคน’ แต่สายตาของเธอกลับจับจ้องอยู่ที่ลูนาร์แต่เพียงผู้เดียว
    เอ็ดวานได้แต่ยกมือกุมหน้าผาก ถ้าเจ้าของเรือเหาะว่าเช่นนั้นแล้ว อีกทั้งฮาจายังยิ้มแย้มต้อนรับ เขาก็คงแย้งอะไรไม่ได้อีก
    ทันทีที่ซาร์ซาขึ้นมาบนเรือเหาะ เธอก็ให้ลูนาร์พาชมดูรอบๆ ให้ทั่วลำเรือ ดูเหมือนว่าเจ้าหญิงเอาแต่ใจคนนี้จะค่อนข้างถูกใจกับเรือเหาะมูนไลท์มาก เธอเลือกห้องพักติดกับลูนาร์โดยขอให้อีกฝ่ายช่วยดัดแปลงห้องให้กว้างขวางขึ้นด้วย
    “เจ้าคิดว่าจะอยู่ที่นี่นานแค่ไหนรึ” ลูนาร์เปลี่ยนสรรพนามที่ใช้เรียกทันที หางคิ้วกระตุกเล็กน้อยแต่ยังคงยิ้มแย้มได้
    “ก็ตราบที่เจ้าใช้งานหอกราชันย์จนเสร็จเรียบร้อยนั่นแหละ” ซาร์ซาตอบแบบขอไปที เพราะเธอหวังที่จะร่วมเดินทางด้วยนานๆ อยู่แล้ว
    “ถ้าเช่นนั้นข้าคงต้องรีบใช้งานเสียแล้ว” ลูนาร์ยิ้มตอบ ดูก็รู้ว่าประชด ทว่าซาร์ซากลับไม่ใส่ใจ
    สัมภาระหลายหีบถูกขนเข้ามาจัดวางในห้องพักของซาร์ซา แม้ไม่ถึงกับต้องขนเครื่องเรือนเข้ามาตกแต่ง แต่ห้องนี้ก็ดูหรูหราสมกับเป็นห้องของเธออย่างมาก
    เมื่อคนรับใช้หมดประโยชน์ซาร์ซาก็รีบไล่ลงจากเรือเหาะพร้อมกับกำชับเสียงดุว่าห้ามบอกเรื่องนี้กับใครจนกว่าคนเหล่านั้นจะรู้ตัวแล้วเอ่ยปากถามออกมาเอง
    “แล้วถ้าองค์ราชาถาม จะให้ข้าตอบว่าอย่างไรเจ้าคะ” สาวใช้นางหนึ่งถามท่าทางเป็นกังวล
    “บอกว่าข้าไปพักร้อน”
    “แต่นี่มันฤดูใบไม้ร่วง ใกล้เข้าหน้าหนาวแล้วนะเจ้าคะ” สาวใช้ท้วงกลับทันที
    ซาร์ซาขมวดคิ้วแล้วบอกให้สาวใช้ผู้นั้นไปคิดหาเหตุผลเอาเอง สาวใช้ทำหน้าราวกับจะร้องไห้
    ในที่สุดเรือเหาะก็แล่นออกจากท่าพร้อมกับการโบกมือลาจากบรรดาคนรับใช้ที่ขณะนี้ต่างก็มีใบหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตา
    เอ็ดวานมองดูก่อนจะคิดในใจว่า
    ...พวกนั้นร้องไห้เพราะเสียใจที่เจ้าหญิงของตนจากไป หรือร้องไห้เพราะดีใจที่ไม่ต้องคอยรับใช้เจ้าหญิงเอาแต่ใจนี่กันแน่นะ...