หญิงสาวเห็นแผ่นดินเอาแต่มองทิวทัศน์ในความมืดเบื้องหน้าและดวงดาวบนท้องฟ้าเธอจึงถือโอกาสลอบมองเขาบ้าง ใบหน้าคมเข้มที่ดุดันจนน่ากลัวเมื่อบ่ายนั้นบัดนี้ถูกแทนที่ด้วยใบหน้าละมุนอ่อนโยนขึ้นราวกับไม่ใช่คนๆเดียวกัน เรียวปากที่ผรุสวาทคำร้ายกาจใส่เธอเมื่อบ่ายนี้อีกเช่นกันตอนนี้กลับมีรอยยิ้มแต่งแต้มเพียงนิดแต่ให้ความรู้สึกอ่อนโยนเหลือแสน
ผู้ชายคนนี้มีสองบุคลิกในตัวหรือไงกันนะถึงทำให้ดูแตกต่างกันได้ขนาดนี้บุคลิกหนึ่งราวกับซาตานแต่อีกบุคลิกหนึ่งเหมือนกับเทพบุตรเธออยากรู้เหลือเกินว่าตัวตนแท้จริงของเขานั้นเป็อย่างไรกันแน่
“การทำไร่นี่มันก็ยากเหมือนกันนะคะเหนื่อยแทบขาดใจเลย” หลังจากแอบมองเขาจนพอใจแล้วหญิงสาวก็เป็ฝ่ายชวนคุยเพื่อทำลายความเงียบเขาหันมามองเธอครู่หนึ่งก่อนจะหันกลับไปทางเก่าเล่นเอาเธอใจเสียคิดว่าเขาคงไม่พอใจที่เธอทำลายบรรยากาศแสนสงบของเขาเข้าแต่แล้วก็โล่งใจอีกครั้งเมื่อเขาตอบกลับมาด้วยความน้ำเสียงราบเรียบว่า
“ใช่การทำไร่ไม่ใช่เื่ง่ายๆ หรอกนะต้นทุนสูงงานหนักแถมยังเสี่ยงกับภาวะขาดทุนได้ทุกเวลาอีกด้วยเธอรู้ไหมกว่าไร่แห่งนี้จะมั่นคงและมีพื้นที่หลายร้อยไร่จนถึงทุกวันนี้ได้ ครอบครัวฉันต้องทำงานหนักมากแค่ไหนพ่อกับแม่ฉันฝันอยากเป็ชาวสวนชาวไร่มีไร่เป็ของตนเอง พวกท่านจึงตัดสินใจขายหุ้นในกิจการทั้งหมดให้กับผู้ถือหุ้นคนอื่นๆแล้วย้ายครอบครัวมาปักหลักถิ่นฐานอยู่ที่เชียงราย ตอนนั้นถ้าจำไม่ผิดฉันแค่เก้าขวบเอง”
ใบหน้าของแผ่นดินยามเล่าถึงครอบครัวดูอ่อนโยนใจดีเหลือเกินเขาคงรักครอบครัวมากก็คงเหมือนกับเธอ อรปรียาคิดก่อนจะตั้งใจฟังเขาเล่าต่อไปเงียบๆ
“พวกท่านซื้อไร่ส้มแห่งนี้จากเ้าของเดิมที่ตัดสินใจขายให้เพราะเ้าของเดิมจะไปอยู่กับลูกๆที่ต่างประเทศ เมื่อก่อนไร่นี้มีแค่ร้อยกว่าไร่เองพ่อฉันทำงานอย่างหนักจนไร่นี้ค่อยๆขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นอีกหลายร้อยไร่พวกเราเกือบล้มเกือบหมดตัวแต่เพราะใจรักที่จะทำงานนี้จึงค่อยๆประคับประคองกันไปจนในที่สุดก็มั่นคง”
“พวกท่านเก่งจังนะคะ”
“ใช่ครอบครัวฉันมีความสุขกันมากจนกระทั่ง...”สีหน้าที่มีความสุขเมื่อครู่เลือนหายถูกแทนที่ด้วยความเศร้าหมอง “พวกท่านเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อสิบปีก่อน”
“คุณดิน...ฉันเสียใจด้วยนะคะ”หญิงสาวบอกเสียงแ่ เธอรู้สึกเสียใจไปกับเขาด้วยจริงๆ
“่นั้นเป็่ที่แย่มากๆเพราะฉันก็กำลังเรียนอยู่ปีสุดท้าย ไท...” ชายหนุ่มหยุดไปนิดหนึ่งก่อนจะพูดต่อ“เขาก็ยังเด็กมากนัก เขาเอาแต่ร้องไห้หาพ่อหาแม่จนฉันต้องคอยปลอบใจงานในไร่ฉันก็ยังไม่ชำนาญนักดีที่ว่าได้ลุงคิดมาช่วยดูแลจัดการงานทั้งหมดให้ก่อนจนกว่าฉันจะตั้งตัวได้ทุกอย่างเริ่มลงตัวทั้งฉันและไทเริ่มทำใจได้ เริ่มใช้ชีวิตอย่างมีความสุขคอยช่วยเหลือดูแลกันตามประสาพี่น้องที่เหลือกันเพียงแค่สองคนเท่านั้นฉันมีความสุขดีจนไม่เคยคิดว่าจะต้องเสียสิ่งที่รักอะไรไปอีก จนกระทั่ง...”
แผ่นดินหยุดพูดพร้อมทั้งน้ำตาไหลรินสองมือกำหมัดแน่นด้วยความเ็ปแสนสาหัส อรปรียาร้องไห้เงียบๆไม่กล้าส่งเสียงให้เขาได้ยิน เธอเสียใจเหลือเกินที่เป็ต้นเหตุทำให้เขาต้องเสียสิ่งที่รักซึ่งเป็สิ่งเดียวที่เหลืออยู่ในชีวิตไป
“เธอรู้ไหมว่าไทเป็คนอ่อนไหวง่ายจนเกือบกลายเป็คนอ่อนแอ”
จู่ๆ เขาก็ถามขึ้นมาหญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่นกลั้นสะอื้นไว้ก่อนจะตอบ
“ทราบค่ะ” คำตอบที่ตอบออกไปยิ่งตอกย้ำความผิดของตนเองยิ่งขึ้นเธอคบหากับไผทมาหลายปีย่อมต้องรู้อยู่แล้วว่าเขามีนิสัยยังไงไผทเป็ผู้ชายที่อ่อนโยนจนมองได้ว่าอ่อนแอเขาเป็คนอ่อนไหวง่ายมักจะรับกับความผิดหวังได้ไม่ดีนัก
แต่เธอ...รู้ทั้งรู้ว่าเขาเป็อย่างไรยังกล้าปฏิเสธเมื่อเขาบอกรักไปในทันทีแถมยังไม่คอยอธิบายให้เขาเข้าใจว่าทำไมเธอถึงรักเขาไม่ได้อีกด้วยเธออดคิดไม่ได้ว่าถ้า่เวลานั้นเธอไม่ละเลยเขาไป ไผทคงอาจจะไม่ตายก็ได้เพราะเธอ...เพราะเธอคนเดียว!
“รู้...แต่เธอก็ยังทำ” แผ่นดินหันกลับมามองหญิงสาวตรงหน้าที่กำลังร้องไห้สะอึกสะอื้นเห็นน้ำตาเธอแล้วเขาไม่คิดจะสงสารแม้แต่น้อยเพราะตอนนี้ความรู้สึกเขามันรวดร้าวเกินจะสงสารใครไหวโดยเฉพาะคนที่ฆ่าน้องชายเขาเอง!
“คุณดิน...ฉันขอโทษ ฉัน...” พูดยังไม่ทันจบเธอก็โดนตวาดใส่เสียก่อน
“ขอโทษงั้นเหรอ! เธอก็พูดได้แต่คำๆ นี้ เอาแต่ขอโทษๆ แล้วน้องชายฉันจะฟื้นขึ้นมาหรือไงฮะ!”
อรปรียาพยายามสบตาเขาเพื่อบอกให้เขารู้ว่าเธอเสียใจมากแค่ไหน
“เธอรู้ใช่ไหมว่าเขารักเธอมากแค่ไหน” หญิงสาวไม่ตอบแต่พยักหน้า “น้องชายฉันน่ะเป็คนดีนะฉันกล้าเอาชีวิตรับประกันเลย ผู้หญิงคนไหนได้เขาเป็แฟนได้ความรักจากเขาไปน่ะโชคดีที่สุดแล้วเพราะเขาเป็คนมั่นคงรักใครรักจริงฉันรู้จักนิสัยน้องชายฉันดี อรปรียา...เธอคิดว่าจะหาผู้ชายดีๆแบบนี้ได้ง่ายๆ อีกงั้นเหรอ คนที่มีความรักมั่นคงน่ะเดี๋ยวนี้หายากยิ่งกว่าการงมเข็มในมหาสมุทรอีกเธอว่าจริงไหม”
และอีกเช่นเคยที่เธอไม่ตอบแต่พยักหน้าแทน“เธอก็รู้ดี! แต่ทำไมถึงปฏิเสธเขาล่ะ” เขาถามเสียงกร้าวอย่างโกรธเคือง
“คะ...ความรัก” หญิงสาวกลั้นสะอื้นตอบเสียงสั่นเครือ “มัน...สั่งไม่ได้หรอกนะคะว่าเราควรรักใครถ้าใจมันรักก็รักเลยแม้ว่าคนที่เรารักจะโหดร้ายกับเราเพียงใดก็ตามแต่ถ้ามันไม่รักต่อให้คนๆ นั้นแสนดีรักเราแค่ไหนใจมันก็ไม่รักอยู่ดี สำหรับไทฉันรักเขาได้แบบเพื่อนเท่านั้น”
“หึ รักแบบเพื่อน” แผ่นดินยิ้มเยาะ “ถ้าเป็อย่างนั้นจริงไทคงไม่เสียใจมากจนฆ่าตัวตายหรอกเธอหลอกให้ไทเข้าใจผิดคิดว่าเธอรักเขาใช่ไหม เขาถึงได้มีความหวังมาตลอดจนเธอพบผู้ชายคนใหม่ถึงได้ทิ้งไทไป”
“คุณพูดเื่อะไรฉันไม่เข้าใจ”เธอมองเขาอย่างไม่เข้าใจ
“ไอ้ผู้ชายคนนั้นมันเป็ใครเธอถึงได้ทิ้งไทไปหามันฉันอยากจะรู้นักว่ามันดีกว่าน้องชายฉันแค่ไหน”
“ผู้ชายอะไรคนไหนกัน คุณชักจะพูดจาเหลวไหลแล้วนะคะ”อรปรียาเอ็ดใส่ เขากำลังทำให้เธองงไปหมดแล้วในตอนนี้ผู้ชายคนนี้ช่างเปลี่ยนอารมณ์ได้ง่ายเหลือเกิน จากยิ้มแย้มกลายมาเป็เศร้าโศกสุดท้ายก็โกรธเกรี้ยวเสียอย่างนั้น
“อย่ามาทำหน้าใสซื่อกับฉันมันไม่ได้ผลหรอกนะถ้าเธอไม่ได้มีผู้ชายคนใหม่เธอจะทิ้งไททำไมกัน”
“ฉันไม่ได้ทิ้งไทและก็ไม่ได้มีผู้ชายใหม่คนไหนทั้งไหนผู้ชายทุกคนที่ฉันรู้จักแม้กระทั่งไทเป็ได้แค่เพื่อน เพื่อนเท่านั้นเข้าใจไหม!”เธอะโใส่หน้าเขาด้วยความโมโห
“หึ”เขายิ้มเยาะมองเธอด้วยสายตาดูแคลน “เพื่อนนอนหรือไง”
“คุณ! มันจะดูถูกกันมากไปแล้วนะ” หญิงสาวกัดฟันกรอดกำมือแน่นแววตาวาววับอย่างเอาเื่
“ใช่ซี้ฉันดูเธอถูกว่าเธอเป็ผู้หญิงยังไง”
อรปรียากำมือแน่นจนรู้สึกถึงคมเล็บที่จิกลงไปเพื่อสะกดกั้นอารมณ์โกรธของตนเองไว้ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะไปต่อล้อต่อเถียงกับผู้ชายคนนี้อีก คนที่เห็นเธอไม่มีอะไรดีสักอย่างพูดไปก็เปลืองน้ำลายเปล่าๆหาว่าแก้ตัวก็เท่านั้น ต่อไปนี้เธอจะไม่แก้ตัวอะไรทั้งนั้นเขาจะคิดยังไงกับเธอก็ช่าง!
“เธอมีอะไรกับไทแล้วหรือยัง”
หญิงสาวมองหน้าเขาอย่างไม่เข้าใจแต่ก็เพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะเบิกตากว้างอย่างคาดไม่ถึงว่าเขาจะถามแบบนี้ออกมาอารมณ์โกรธที่พยายามสะกดเอาไว้ะเิออกมาทันที เร็วเท่าความคิดฝ่ามือเล็กตวัดหมายจะตบหน้าคนปากเสียแต่อีกฝ่ายรู้ทันจึงจับมือเธอไว้ได้ทันก่อนที่จะกระทบผิวหน้าให้ได้เจ็บ
“ทำไม โกรธเหรอที่ถามออกมาตรงๆแค่นี้รับไม่ได้หรือไง ฉันคิดว่าผู้หญิงแบบเธอถ้าถามเื่นี้ออกไปคงจะตอบได้เป็ปกติแถมอาจจะมีสีหน้าภูมิใจเสียด้วยซ้ำไปมากกว่าเอ...หรือว่าเธอกำลังเล่นละครหลอกฉันอยู่นะ ทำเหมือนว่าใสซื่อแต่ความจริงแล้วข้างในเน่าเฟะถ้าให้ฉันเดาเธอกับไทคงมีอะไรกันแล้วสิไม่งั้นไทคงไม่หลงเธอจนหัวปักหัวปำและเสียใจมากถึงขนาดฆ่าตัวตายได้หรอก”
“คนเลว!” เธอะโใส่หน้าเขาทั้งน้ำตา
“ถ้าฉันเลวเธอก็ชั่วช้าไม่มีชิ้นดีเลยล่ะฉันก็แค่พูดให้เจ็บๆ คันๆ เล่นแต่ไม่เคยทำให้ใครตายเหมือนเธอ ลองใช้หัวสมองคิดดูสิว่าใครมันเลวกว่ากัน”
มืออีกข้างที่ว่างอยู่ตวัดขึ้นหวังจะตบใบหน้าหล่อเหลาของคนปากเสียอีกครั้งแต่ก็ต้องผิดหวังเพราะอีกฝ่ายรับไว้ได้อีกเช่นเคย
“สองครั้งแล้วนะที่เธอคิดจะตบหน้าฉันอรปรียา”เขาพูดเสียงเข้มดวงตาลุกวาวด้วยความโกรธ
“สมควรแล้วกับคนปากเสียอย่างคุณ”เธอตะคอกใส่ น้ำตาไหลรินไม่ขาดสาย หน้าเบ้ด้วยความเจ็บเพราะมือทั้งสองข้างถูกเขาบีบอย่างแรงถึงจะเจ็บเพียงใดแต่เธอก็ไม่เอ่ยปากบอก แถมยังสบตากับอีกฝ่ายอย่างถือดีไม่ลดละชายหนุ่มโกรธมากเพิ่มแรงบีบอีกเท่าตัว
“จำไว้ว่าเธอไม่มีสิทธิ์ที่จะทำร้ายฉันถ้าเธอคิดที่จะทำอีกฉันรับรองได้เลยว่าเธอจะได้รับสิ่งแทนตอบอย่างสาสม!” แผ่นดินผลักร่างหญิงสาวออกอย่างแรงไปชนกับราวระเบียงก่อนจะหันหลังเดินเข้าตัวบ้านไปไม่สนใจเธออีกอรปรียาค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งหลังพิงลูกกรงน้ำตาไหลพรากมองคนที่เดินเข้าบ้านไปด้วยความเจ็บช้ำ
หญิงสาวชันเข่าขึ้นซบหน้าลงกับเข่าร้องไห้สะอึกสะอื้นเธอนั่งร้องไห้อยู่ตรงนั้นพักใหญ่ก่อนจะเงยหน้าขึ้นเช็ดน้ำตาลวกๆ ถ้าใครมาสบตากับเธอคงใเพราะตอนนี้มันคงแดงช้ำและบวมอย่างเห็นได้ชัดเธอลุกขึ้นเดินเข้าไปในบ้านตั้งใจจะกลับห้อง แต่ก็หยุดชะงักกลางทางเสียก่อนเมื่อเหลือบไปเห็นรูปของไผทที่ตั้งไว้อยู่ข้างหลังโกศ
อรปรียาเปลี่ยนเป้าหมายจากเดิมจะเข้าห้องเป็เดินไปหารูปของไผทแทนหญิงสาวหยุดยืนมองรูปภาพของไผทที่ส่งยิ้มอ่อนโยนมาให้น้ำตาเอ่อคลออีกครั้งถ้าขอพรวิเศษได้สักข้อหนึ่งละก็เธออยากจะขอให้ไผทยังมีชีวิตอยู่และมายืนอยู่ตรงหน้าเธอเหลือเกินเื่ราวเลวร้ายทุกอย่างจะได้จบสิ้นลงเสียที
“ไท...อรคิดถึงไทเหลือเกินทำไมพี่ชายของไทถึงใจร้ายกับอรนักนะ อรรู้ว่าตัวเองผิดและต้องอดทนชดใช้ความผิดที่อรได้ทำไว้แต่บางครั้งมันก็สุดจะทนนะไทไทบอกอรหน่อยได้ไหมว่าเมื่อไรเื่พวกนี้จะจบลงเสียทีเมื่อไรพี่ชายไทจะเลิกโกรธแค้นอร มัน...จะมีวันนั้นไหมไท จะมีไหม”
อรปรียายกชายผ้าขาวม้าขึ้นซับเหงื่อบนใบหน้าก่อนจะลงมือทำงานต่อไปวันนี้เธอก็ได้รับมอบหมายให้ทำงานเหมือนเมื่อวานคือเอาต้นพันธุ์ส้มลงแปลงเพาะปลูกครั้งนี้หญิงสาวไม่ต้องทนให้แสงแดดแผดเผาผิวของตนเองอีกต่อไปเพราะมีเสื้อแขนยาวใส่ไม่ต้องทนเจ็บมือจากการเสียดสีเพราะมีถุงมือใส่ และศีรษะก็ไม่ต้องร้อนเนื่องจากมีผ้าขาวม้าคลุมบังแดดแต่ก็ช่วยได้นิดหน่อยเพราะเธอยังขาดหมวกสานใบใหญ่มาเสริมอีกอันแต่มีแค่นี้ก็นับว่าดีมากแล้ว
หญิงสาวทำงานไปอย่างเงียบๆตามคำสั่งไม่สนใจสายตาสอดรู้สอดเห็นของคนงานคนอื่นๆ ที่เมียงมองมาทางเธอบ่อยๆ แล้วหันกลับไปซุบซิบกันเธอไม่สนใจหรอกใครจะพูดอะไรก็ช่างในเมื่อเธอไม่ได้ยินปากคนอื่นใจคนอื่นเธอไม่มีอำนาจที่จะไปห้ามได้ ถ้าไม่สนใจเสียอย่างมันก็ทำอะไรเธอไม่ได้
วันนี้หญิงสาวมาทำงานพร้อมกับลุงสมคิดหัวหน้าคนงานเมื่อเช้าเธอตื่นสายเพราะนอนดึกและไม่มีใครมาปลุกเหมือนเมื่อวานจึงนอนเพลินไปหน่อยเธอมาตื่นก็เมื่อป้าเอื้องมาปลุกในเวลาเจ็ดโมงครึ่งเสียแล้ว ตอนนั้นเธอใมากและเริ่มกลัวว่าแผ่นดินจะโกรธที่ต้องมารอแต่ก็ต้องแปลกใจเมื่อป้าเอื้องบอกว่าชายหนุ่มเข้าไร่ไปแต่เช้าแล้ว
‘คุณบ่ต้องรีบลุกหรอกเ้านายเข้าไร่ไปแล้วเ้า’
‘อ้าว แล้วหนูจะไปไร่ยังไงล่ะคะป้า’
‘เมื่อเช้านายสั่งหื้ออ้ายคิดมาคอยรับคุณเข้าไร่ไปด้วยเ้า’
‘งั้นเหรอคะตายแล้วป่านนี้ลุงคิดคอยแย่แล้วมั้งคะ’ เธอรีบลุกจากที่นอนอย่างรวดเร็ว
‘บ่ต้องรีบหรอกเ้าอ้ายคิดเปิ้นคอยได้’ถึงป้าเอื้องจะบอกแบบนั้นแต่เธอก็รีบวิ่งเข้าห้องน้ำจัดการล้างหน้าแปรงฟังอาบน้ำอย่างรวดเร็วก่อนจะออกไปรับประทานอาหาร
‘เมื่อคืนหนูนอนดึกไปหน่อยวันนี้เลยตื่นสาย’เธอออกตัวไว้ก่อนจะหาว่าแก้ตัวก็ได้ ป้าเอื้องยิ้มให้ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างคนที่เข้าอกเข้าใจดี
‘คุณคงเพลียจัดจากการทำงานเมื่อวานเป็อย่างนี้ทุกคนแหละเ้าเมื่อแรกๆ ทำงานน่ะ เมื่อเช้าป้าก็ว่าจะเข้ามาปลุกคุณแต่นายห้ามไว้บอกหื้อปลุกคุณสายๆหน่อยก็ได้ แหม...นายคงอยากหื้อคุณพักผ่อนเต็มที่’
คำพูดของป้าเอื้องสร้างความประหลาดใจให้เธอได้เหลือคณานับเขาน่ะหรืออยากให้เธอพักผ่อนให้เต็มที่ ไม่อยากจะเชื่อเลย ผู้ชายคนนี้ขยันสร้างความสับสนให้เธอเสียเหลือเกินเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายเดาใจไม่ถูกเลยจริงๆ
หญิงสาวยังคงทำงานต่อไปถึงจะร้อนและเหนื่อยแค่ไหนเธอก็ไม่คิดเอาเปรียบคนอื่นๆด้วยการหนีไปนั่งพักในร่ม เธอถือคติที่ว่าคนอื่นทำได้เธอก็ต้องทำได้เช่นกัน อีกอย่างงานที่แปลงเพาะปลูกของเธอก็ยังเหลืออีกเยอะถ้าไม่รีบทำวันนี้อาจจะไม่เสร็จก็เป็ได้เพราะว่าเธอทำงานช้ากว่าคนงานคนอื่นมากกว่าจะเอาต้นพันธุ์ส้มลงปลูกแต่ละหลุมก็ใช้เวลาหลายสิบนาทีเลยทีเดียว
นี่ก็สิบเอ็ดโมงแล้วเธอยังไม่ได้ถึงครึ่งแปลงเลยในขณะที่คนอื่นๆถึงกันไปแล้วฉะนั้นเธอต้องเร่งมือทำแต่เห็นความยาวของแปลงแล้วท้อใจจริงๆ คาดคะเนคร่าวๆแล้วคงต้องลงต้นพันธุ์ประมาณร้อยกว่าต้นเห็นจะได้นี่ยังดีนะที่ลุงสมคิดให้รับผิดชอบกันคนละแปลงถ้าให้ทำมากกว่านี้เธอคงไม่ต้องพักกินข้าวกินปลาเป็แน่
“เธอชื่ออรใช่ไหม”
หญิงสาวหันไปมองตามเสียงทัก ก็พบหญิงสาวซึ่งอยู่ในชุดไม่ต่างจากเธอสักเท่าไรนักยืนอยู่ข้างๆ“ใช่ค่ะ” เธอตอบกลับไปก่อนจะยืนขึ้น แล้วก็ต้องงุนงงเมื่อคนตรงหน้ายื่นหมวกสานใบใหญ่ให้
“เอ้าหมวก”
“ให้ฉันเหรอคะ”
“ใช่”
เธอรับมาถือไว้ก่อนถาม
“ของใครคะ?”
“ของนาย นายบอกให้เอามาให้เธอ” พูดแค่นั้นคนที่เอาหมวกมาให้ก็เดินจากไปยังที่ของตนเองทันที อรปรียาถือหมวกในมือค้างเมื่อได้ยินคำตอบหญิงสาวกวาดสายตามองไปรอบๆ เพื่อมองหาเ้าของหมวกก็พบว่าเขานั่งอยู่ในเพิงกับลุงสมคิดกำลังคุยงานกันอยู่ไม่ได้หันมามองเธอเลยสักนิดเดียว เธอมองเขาอยู่ครู่ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่สวมหมวกที่ได้มาไว้บนศีรษะจากนั้นก็นั่งลงทำงานของตนเองต่อไป แต่คราวนี้ใบหน้ากลับมีรอยยิ้ม
แผ่นดินเงยหน้าจากกระดาษแผนผังในไร่ขึ้นมองไปยังคนตัวเล็กที่กำลังนั่งทำงานอย่างขะมักเขม้นอยู่ไกลๆ เขามองหมวกของตนเองที่สวมอยู่บนศีรษะเธออย่างหงุดหงิดรู้สึกโกรธตัวเองที่ชอบใจอ่อนกับเธออยู่เรื่อย ซึ่งมันขัดต่อความ้าของเขาเป็อย่างมาก
เขา้าให้หญิงสาวเ็ปทุกข์ทรมานเพื่อชดใช้ความผิดที่ก่อไว้กับไผท เขาถึงได้พาเธอมาที่นี่แล้วใช้ให้ทำงานในไร่สารพัดนี่เขาจะทำยังไงกับใจตัวเองดีนะถึงจะได้เลิกเป็ห่วงเธอ แล้วมีความสุขสะใจกับการแก้แค้นจริงๆเสียที
อรปรียาเป็คนเ้ามารยาเก่งใช่ไหมต้องใช่สิ...ไม่อย่างนั้นจะทำให้น้องชายของเขาหลงรักจนหัวปักหัวปำได้ถึงขนาดนี้เหรอและเธอก็กำลังใช้มันกับเขาใช่ไหม คอยทำตัวให้น่าสงสารยอมรับผิดบีบน้ำตาเพื่อให้เขารู้สึกผิดทุกครั้งที่แก้แค้นเธออย่างเมื่อวานนั่นไงชอบใช้น้ำตาเป็อาวุธเรียกความสงสารจากเขาทุกครั้งและเขายอมรับเลยว่ามันได้ผล ถึงแม้ต่อหน้าเขาจะทำเป็ไม่แยแส แต่พอหลับหลังความรู้สึกผิดก็เกาะกินใจร่ำไป
เขาต้องทำยังไงถึงจะจัดการผู้หญิงคนนี้ให้สาสมกับความผิดที่ก่อดีชายหนุ่มเฝ้าถามตนเองในใจจึงไม่ได้ยินเสียงพูดคุยใดๆ จากรอบตัวทั้งสิ้นสมคิดเงยหน้าขึ้นมองผู้เป็นายเมื่ออีกฝ่ายไม่ตอบคำถามของเขาเลย ชายสูงวัยนิ่วหน้าเล็กน้อยก่อนจะมองตามสายตาของแผ่นดินไปก็เริ่มที่จะเข้าใจ
สมคิดยิ้มบางๆ พลางคิดว่าแผ่นดินกำลังหาเื่ทรมานใจตนเองแท้ๆผู้มากวัยกว่าแถมผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะอย่างเขา ดูก็รู้ว่าเ้านายหนุ่มเ้าของไร่มีใจให้กับลูกหนี้สาวสวยเสียแล้วแต่เพราะความแค้นที่สุมทรวงทำให้จำต้องตัดใจปกปิดความรู้สึกของตนเองไว้แสดงออกว่าเกลียดเธอแค้นเธอแต่จริงๆ ภายในใจกับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงแถมยังไม่ยอมรับกับตนเองอีกต่างหาก
“หนูอรนี่อดทนดีนะครับนายตัวแกก็เล็กบางขนาดนั้นเมื่อวานก็ทำงานหนักตากแดดเกือบทั้งวันจนเป็ลมแต่วันนี้ก็ยังลุกขึ้นมาทำงานได้ไม่มีบ่น”
แผ่นดินรู้สึกตัวถอนสายตาจากเธอทันทีพลางเสทำเป็แกล้งอ่านงานตรงหน้า ก่อนจะเงยหน้ามองสมคิดจึงเห็นสายตาหัวหน้าคนงานมองอย่างรู้ทันก็ทำเป็ถามเื่งานกลบเกลื่อน
“วันนี้ลุงจะไปตรวจงานที่แปลงท้ายไร่หรือเปล่า”
“ไปครับ เดี๋ยวตอนบ่ายลุงจะไปดูเสียหน่อยลุงคิดว่าน่าจะถอนพวกวัชพืชรอบๆ ต้นส้มได้แล้วมันชักจะรกเกินไปหน่อย”
“ผมก็คิดเหมือนกันถ้าไม่ถอนต้นส้มของเราคงไม่โตแน่ๆเพราะโดนแย่งอาหารหมด”
“นาย...อย่าหาว่าลุงยุ่งเลยนะลุงแค่อยากรู้ว่านายจะให้หนูอรอยู่ที่นี่นานแค่ไหน”
ชายหนุ่มอึ้งกับคำถามของผู้สูงวัยนั่นสิ เขาจะให้อรปรียาอยู่ที่นี่ไปนานแค่ไหนกันนะแค่ไหนถึงจะสาสมกับความผิดของเธอกัน เขานิ่งไปครู่ก่อนจะตอบว่า
“ไม่รู้สิลุง”
“นายดินก็รู้ใช่ไหมว่าลุงไม่เห็นด้วยกับวิธีนี้ั้แ่แรกแล้ว”
“ผมรู้ลุง แต่ผมปล่อยให้คนที่เป็สาเหตุให้น้องชายผมต้องตายอยู่ลอยนวลอย่างมีความสุขไม่ได้หรอกนะอรปรียาต้องชดใช้กับสิ่งที่เธอทำลงไป” แผ่นดินบอกเสียงขุ่นดวงตาวาวโรจน์สมคิดถอนหายใจยาว
“ลุงรู้ แต่ทำไมเราไม่ปล่อยให้กรรมตามทันเองล่ะ”
“ผมไม่อยากรอหรอกลุงมันช้าเกินไป” เขาบอกเสียงหยัน
“นายดินมีเหตุผลอื่นนอกจากว่า้าแก้แค้นหรือเปล่าถึงได้จับตัวหนูอรมาแบบนี้” สมคิดถามตรงๆ
“ลุงหมายความว่ายังไง” เขาถามกลับเสียงขุ่นแต่ไม่สู้สบสายตาด้วย
“ลุงว่าตัวนายดินเองน่าจะรู้คำถามของลุงดีที่สุดนะ”
แผ่นดินนิ่งเงียบ ก่อนจะลุกขึ้นจากเก้าอี้กระแทกเสียงตอบว่า
“ไม่มีเหตุผลอื่นนอกจากแก้แค้นเท่านั้น”
“อ้าว...แล้วนายจะไปไหนล่ะครับได้เวลากินข้าวเที่ยงแล้วนะ”สมคิดเอ่ยถามอย่างแปลกใจเมื่อเห็นนายหนุ่มลุกขึ้นเดินออกไปจากโต๊ะ แผ่นดินหันมาะโตอบกลับว่า
“ไปไร่คุณวิชัย เขาชวนทานข้าวเที่ยง”
สมคิดมองนายหนุ่มขับรถออกไปจนลับตาพอหันกลับมาอีกทีก็พบว่าอรปรียายืนอยู่ใกล้ๆแต่สายตาเธอนั้นไม่ได้มองเขาเลยแม้แต่น้อย เพราะเป้าหมายของเธอคือชายหนุ่มที่จากไปเมื่อครู่นี้นั่นเองชายสูงวัยหัวเราะออกมาเบาๆ เมื่อจับความนัยในสายตาคู่นั้นของหญิงสาวได้
เอาล่ะสิ เื่มันชักจะยุ่งไปกันใหญ่เสียแล้วต่างคนต่างมีใจให้กันแบบนี้จะทำยังไงกันต่อไปล่ะเนี่ย