หลิวกุ้ยหลานจากไปทั้งน้ำตาเมื่อมองแผ่นหลังที่ค่อยๆ ลับหายไปนั้นในใจของทิงเสวี่ยก็รู้สึกสับสนซับซ้อนอย่างยิ่ง
แม้ว่าจะไม่เหลือทั้งความรักและความเกลียดชังต่อเธอแล้วแต่ในตอนนี้ ในใจของทิงเสวี่ยกลับยังคงรู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้างนี่คงจะเป็นเพราะเลือดย่อมข้นกว่าน้ำ และแม่ลูกย่อมใจถึงกันล่ะมั้ง
หลินกั๋วผิงมองออกว่าทิงเสวี่ยอารมณ์ไม่ค่อยดีเขาไม่รู้ว่าจะปลอบโยนลูกสาวอย่างไรจึงจะทำให้อารมณ์ของเธอดีขึ้นได้เขาทำได้เพียงมองลูกสาวเงียบๆ อย่างทำอะไรไม่ถูก
ทิงเสวี่ยเงียบไปครู่หนึ่งแล้วก็เอาข้าวและกับข้าวที่เหลือออกไปให้เจ้าเตี๋ยนเตี่ยนกิน
ตอนที่เจ้าเตี๋ยนเตี่ยนกำลังกินอาหารเธอก็นั่งยองๆ ลงลูบตัวสุนัขเบาๆ อย่างอ่อนโยน
ขนของเจ้าเตี๋ยนเตี่ยนเดิมทีก็สวยอยู่แล้วตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีประกอบกับทิงเสวี่ยคอยอาบน้ำให้มันสะอาดเอี่ยมเป็นระยะๆขนของมันก็ยิ่งสวยงามขึ้นไปอีก
เมื่อลูบขนอันอ่อนนุ่มของเจ้าเตี๋ยนเตี่ยนทิงเสวี่ยก็รู้สึกอบอุ่นในหัวใจ แสงแดดอ่อนๆ ส่องกระทบแก้ม ความอบอุ่นนั้นค่อยๆแทรกซึมจากภายนอกเข้าไปถึงก้นบึ้งของหัวใจ
แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน พอเงินมาถึงแล้วตัวเองก็ไปโรงพยาบาลให้เลือดเฉินเหยาเหยานับจากนี้ไปตัวเองกับพวกเขาก็จะหมดเวรหมดกรรมกันเสียที
การที่จะไม่ติดค้างใดๆกับหลิวกุ้ยหลานและลูกสาวของเธออีกต่อไปคือความปรารถนาอันยาวนานของทิงเสวี่ยตั้งแต่เกิดใหม่
ต่อไปในชีวิตของตัวเองจะไม่มีสองแม่ลูกคู่นั้นอีกตัวเองก็น่าจะมีความสุขมากสินะ
หลังจากเล่นกับเจ้าเตี๋ยนเตี่ยนเสร็จทิงเสวี่ยก็ไปล้างมือ
หลินกั๋วผิงเดินมาข้างๆ ทิงเสวี่ยลูบหัวเธอเบาๆ อย่างอ่อนโยน “เสียวเสวี่ยลูกจะไปให้เลือดเหยาเหยาจริงๆ เหรอ? แค่ฉีดยาลูกยังร้องไห้ขี้มูกโป่งเลยนะการให้เลือดมันเจ็บกว่าฉีดยาหลายเท่าเลยนะลูก”
ทิงเสวี่ยหันมายิ้มให้หลินกั๋วผิงโดยที่พยายามทำท่าทีสบายๆ“หนูตัดสินใจแล้วค่ะ หนูรู้ว่ามันเจ็บมาก แต่หนูไม่กลัวหนูโตเป็นผู้ใหญ่แล้วนะคะ ถ้าหนูไม่ตกลงกับแม่ แม่กับคนอื่นๆที่หนูไม่อยากเจอจะต้องมาวุ่นวายกับพวกเราไม่เลิกแน่ๆ น่ารำคาญจะตายไปหนูได้ยินมาว่าสามีภรรยาที่หย่ากันแล้ว ฝ่ายที่ไม่เลี้ยงดูลูกจะต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูบุตรด้วยแต่แม่ไม่เคยจ่ายค่าเลี้ยงดูหนูเลยสักแดงเดียวเงินหนึ่งพันห้าร้อยหยวนหนูไม่รู้ว่าจะซื้อของอร่อยๆ ได้มากแค่ไหนก็ให้ถือว่าเป็นค่าเลี้ยงดูบุตรที่เธอติดค้างหนูมาหลายปีก็แล้วกันค่ะ”
หลินกั๋วผิงพูด“ถึงไม่มีค่าเลี้ยงดูบุตรจากเขาพ่อก็ยังคงเลี้ยงดูลูกได้อย่างดีเหมือนเดิม รอให้พ่อมีเงินมากกว่านี้อีกหน่อยจะส่งลูกไปเรียนความสามารถพิเศษที่อำเภอเลยนะ”
ทิงเสวี่ยรีบส่ายหน้า“พ่อคะ หนูไม่อยากเรียนความสามารถพิเศษอะไรทั้งนั้นค่ะเด็กบ้านนอกขอแค่เรียนเก่ง สอบเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ ได้ก็พอแล้ว ส่วนเรื่องร้องเพลงเต้นรำ วาดรูปอะไรพวกนั้น พวกเราไม่มีปัญญาไปเล่นกับมันหรอกค่ะ”
หลินกั๋วผิง “…”
หลังจากหลิวกุ้ยหลานกลับถึงบ้านเธอก็เริ่มเตรียมเงินหนึ่งพันห้าร้อยหยวนที่จะให้ทิงเสวี่ย
แม้ว่าเฉินเฉียงจะค่อนข้างกตัญญูแบบโง่ๆอยู่บ้าง แต่เขาก็ไว้ใจหลิวกุ้ยหลานมากเขาจะเอาเงินเดือนทั้งหมดของตัวเองให้หลิวกุ้ยหลานเป็นคนจัดการดูแล
ทุกเดือนหลิวกุ้ยหลานจะให้เงินเฉินเฉียงไว้สำหรับสูบบุหรี่และค่าใช้จ่ายในการเข้าสังคมส่วนที่เหลือก็เป็นค่าใช้จ่ายทั้งหมดของครอบครัว หากมีเงินเหลือก็จะเก็บออมไว้
หลิวกุ้ยหลานหยิบสมุดบัญชีเงินฝากเล่มหนึ่งที่มีวงเงินสองพันหยวนออกมาจากลิ้นชัก
เธอตั้งใจจะถอนเงินออกมาทั้งหมดแล้วให้ทิงเสวี่ย หนึ่งพันห้าร้อยหยวนตามที่ตกลงและเพิ่มให้อีกห้าร้อยหยวนเป็นพิเศษ
นี่เป็นครั้งแรกที่หลิวกุ้ยหลานลำเอียงเข้าข้างลูกสาวคนโต
เฉินเฉียงไม่เคยยุ่งเรื่องเงินเขาไม่รู้เลยว่าที่บ้านมีสมุดบัญชีเงินฝากอยู่กี่เล่ม ต่อให้รู้เขาก็ไม่ค่อยรู้ยอดเงินที่แน่นอนในแต่ละเล่มดังนั้นหลิวกุ้ยหลานจึงสามารถแอบเอาเงินให้ลูกสาวคนโตได้อย่างสบายๆแต่หลายปีที่ผ่านมาเธอไม่เคยทำแบบนั้นเลย หัวใจทั้งหมดของเธอทุ่มเทให้กับลูกสาวคนเล็กและครอบครัวนี้
การที่ตัวเองไม่เคยใส่ใจดูแลลูกสาวคนโตคงจะถูกสวรรค์ลงโทษแล้วสินะถึงได้ทำให้ลูกสาวคนเล็กที่ทั้งสวยทั้งรู้ความของเธอต้องมาป่วยนี่คงจะเป็นเวรกรรมตามสนองใช่ไหม?
ตอนกินข้าวคุณย่าเฉินไม่ได้ก่อเรื่องวุ่นวายอะไรอีกแต่พอได้ยินหลิวกุ้ยหลานกับเฉินเฉียงปรึกษากันว่าจะต้องให้เงินทิงเสวี่ยหนึ่งพันห้าร้อยหยวนเธอถึงจะยอมให้เลือดเฉินเหยาเหยา คุณย่าก็วางตะเกียบลงทันที“หลิวกุ้ยหลาน แกมันคนไร้ประโยชน์จริงๆ!แค่ลูกตัวเองแกยังจัดการไม่ได้เลย แกมันทำอะไรเป็นบ้างหา? เงินหนึ่งพันห้าร้อยหยวนนะนั่นมันค่าแรงลูกชายฉันตั้งหลายเดือนเชียวนะแกไม่ได้สมรู้ร่วมคิดกับผัวเก่าแกมาหลอกเอาเงินลูกชายฉันใช่ไหม?”
ถ้าหลิวกุ้ยหลานเอาเงินหนึ่งพันห้าร้อยหยวนไปให้จริงๆคุณย่าจะไม่เสียดายได้อย่างไร?
หากเฉินเฉียงไม่อยู่ข้างๆหลิวกุ้ยหลานคงไม่ยอมให้คุณย่าด่าแบบนี้แน่ แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าเฉินเฉียงเธอก็ทำได้เพียงกล้ำกลืนฝืนทน พยายามทำใจให้สงบที่สุด“แม่คะ หนูจะไปสมรู้ร่วมคิดอะไรกับหลินกั๋วผิงได้อย่างไรคะเงินหนึ่งพันห้าร้อยหยวนนี้มันไม่น้อยเลยหนูรู้ว่าเป็นค่าแรงของเฉินเฉียงตั้งหลายเดือน หนูเป็นสะใภ้บ้านนี้ข้าวของเครื่องใช้ในบ้านอะไรพวกนี้หนูเป็นคนรับผิดชอบหนูจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าเงินมันสำคัญ แต่ผัวเก่าหนูเขาตั้งใจแน่วแน่ว่าจะต้องได้หนึ่งพันห้าร้อยหยวนถึงจะยอมให้เสียวเสวี่ยให้เลือดเหยาเหยาหนูจะมีปัญญาทำอะไรได้ล่ะคะถ้าไม่ใช่เพราะอาการป่วยของเหยาเหยามันชักช้าไม่ได้แล้วหนูกับเฉินเฉียงก็คงจะไปหาวิธีอื่นแล้วล่ะค่ะ แต่ว่า...”
“คุณย่าคะ เป็นความผิดของหนูเองค่ะที่หนูป่วยจนต้องใช้เงินเยอะแยะมากมาย คุณย่าอย่าด่าคุณแม่ อย่าโกรธคุณแม่เลยนะคะจะด่าก็ด่าเหยาเหยาเถอะค่ะ” เฉินเหยาเหยาพูดทั้งน้ำตาคลอเบ้า
เมื่อเด็กหญิงทำท่าแบบนี้ทำให้เฉินเฉียงสงสารจับใจ“แม่ครับ เรื่องรักษาเหยาเหยาแม่ไม่ต้องยุ่งหรอกครับเงินน่ะหมดแล้วก็หาใหม่ได้ ขอแค่เหยาเหยาหายดีก็พอแล้ว โตขึ้นพอเธอประสบความสำเร็จพวกเราทุกคนก็ได้อานิสงส์ไปด้วยไม่ใช่เหรอครับ”
คุณย่าเฉินแค่นเสียงฮึ่มเบาๆแล้วก็หยิบตะเกียบขึ้นมาอีกครั้ง
มื้อนี้ทุกคนกินข้าวกันอย่างไม่มีความสุขบรรยากาศบนโต๊ะอาหารจึงตึงเครียดอย่างมาก
วันรุ่งขึ้นเฉินเฉียงก็ลางานจากโรงงานแล้วพาเฉินเหยาเหยาไปทำเรื่องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลส่วนหลิวกุ้ยหลานก็พกเงินสองพันหยวนที่เพิ่งถอนมาจากธนาคารไปยังหมู่บ้านต้าเหอ
หลินกั๋วผิงเป็นคนใจดีมีเมตตาในเมื่อก่อนหน้านี้ตกลงกันไว้ว่าเป็นหนึ่งพันห้าร้อยหยวนเงินส่วนที่เกินมาอีกห้าร้อยหยวนเขาก็คืนให้หลิวกุ้ยหลาน“เงินนี่คุณเอากลับไปเถอะ ถ้าไม่ใช่เพราะเสียวเสวี่ยยืนกรานต่อให้คุณเอาทองคำหมื่นตำลึงมาให้ผม ผมก็ไม่ยอมให้แกต้องมาทนทุกข์ทรมานหรอก”
หลิวกุ้ยหลานไม่ยอมรับเงินห้าร้อยหยวนนั้นคืน“เงินนี่คุณเก็บไว้ซื้ออาหารเสริมบำรุงร่างกายให้เสียวเสวี่ยเถอะค่ะเสียวเสวี่ยเป็นลูกสาวของฉัน ฉันจะไม่รักแกได้อย่างไรคะฉันรู้ว่าเมื่อก่อนการกระทำของฉันมันเลวร้ายมาก บางทีสวรรค์คงทนดูไม่ไหวถึงได้ทำให้เหยาเหยาป่วย นี่คงจะเป็นเวรกรรมตามสนองมั้งคะ”
หลิวกุ้ยหลานยืนกรานไม่ยอมรับเงินส่วนที่เกินมาอีกห้าร้อยหยวนนั้นคืนเด็ดขาดหลินกั๋วผิงก็เลยจำใจต้องรับไว้
ทิงเสวี่ยไม่คิดว่าหลิวกุ้ยหลานจะยอมควักเงินเพิ่มให้อีกห้าร้อยหยวนและคำพูดที่เธอเพิ่งพูดออกมานั้นฟังดูก็รู้ว่าเป็นคำพูดจากใจจริง