ตราประทับวงกลมสีแดงถูกกดลงบนเอกสาร เสียง ‘ปึ้ก’ ดังก้องในห้องตรวจคนเข้าเมือง เธอก้มศีรษะเล็กน้อยแล้วรับเอกสารคืนมา ก่อนเดินออกไปอย่างเงียบเชียบ
เธอเดินไปรับกระเป๋า ข้าวของของผู้โดยสารทยอยลำเลียงออกมาด้วยรถเข็นโลหะ ไม่ใช่ระบบสายพานหมุนอย่างหรูหราในแบบที่เธอเคยเห็นในอังกฤษ เธอกวาดตามองจนเจอกระเป๋าหนังสีน้ำตาลคู่ใจ จึงรีบไปลากออกมาแล้วมุ่งหน้าไปยังด่านศุลกากร
เ้าหน้าที่ชายคนหนึ่งกวาดตามองเธอั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนโบกมือให้ไปทาง ‘Green Channel’ ช่องสำหรับผู้ที่ไม่มีของต้องสำแดง เธอจึงก้าวไปสู่โถงใหญ่ของสนามบินและเดินไปแลกเงินฮ่องกงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเธอเพิ่งกลับมาจากประเทศอังกฤษ การถือเงินสกุลท้องถิ่นจะช่วยให้การเดินทางและช้อปปิ้งสะดวกขึ้น
หลังจากนั้นก็ออกจากอาคารผู้โดยสารไปทันที
อากาศด้านนอกเย็นและชื้น กลิ่นทะเลจากวิคตอเรียฮาร์เบอร์ลอยปะปนกับกลิ่นน้ำมันเครื่องจากถนนใหญ่ แสงไฟนีออนสีฟ้าสลับแดงสะท้อนอยู่บนพื้นที่เปียกฝนของย่านก่าวหลง
เธอหยุดยืนอยู่ชั่วครู่ มองดูรถราวิ่งสวนกันเป็สาย
“อิสระ…แค่ชั่วคืนเดียวสินะ”
เธอกระชับเสื้อคลุมเข้าหาตัว แล้วลากกระเป๋าเดินไปยังแท็กซี่แถวหน้า
เสียงคนขับะโเรียกลูกค้าเป็ภาษากวางตุ้งดังปนเสียงฝนตกพรำ ๆ ฮ่องกงในคืนเปลี่ยนผ่าน ดูจะมีชีวิตกว่าที่เธอจำได้
เสียงฝนพรำกระทบหลังคาโลหะเหนือคิวแท็กซี่ หลิวอวิ๋นเหยากางร่มที่ได้รับมาจากสายการบินไว้เหนือศีรษะ แล้วเดินตามเ้าหน้าที่ไปยังรถแท็กซี่คันถัดไป
“ไปโรงแรมแกรนด์วิกตอเรียค่ะ” เธอบอกเป็ภาษาจีนกลางชัดถ้อยคำ
คนขับชายวัยกลางคนหันมามองผ่านกระจก “พูดกวางตุ้งได้ไหม?”
เธอส่ายหน้าเล็กน้อย “ไม่ได้ค่ะ ได้แค่ภาษาจีนกลาง”
ชายคนนั้นพยักหน้าอย่างไม่ใส่ใจนัก ก่อนออกรถออกจากสนามบิน ถนนเปียกน้ำสะท้อนแสงไฟนีออนระยิบระยับ เหมือนเมืองทั้งเมืองถูกห่อไว้ด้วยหมอกฝน
กระจกหน้ารถสะท้อนเงาคนแปลกหน้าคนหนึ่งยืนอยู่ตรงมุมกำแพงใกล้คิวแท็กซี่ ร่มสีดำในมือกางไว้ต่ำจนมองไม่เห็นใบหน้า แต่หลิวอวิ๋นเหยาััได้ถึงสายตาที่จับจ้องมานานกว่าบังเอิญ เธอหันมองผ่านกระจกหลัง รถเคลื่อนตัวออกไปอย่างช้า ๆ ทิ้งระยะห่างระหว่างเธอกับชายคนนั้นไว้ข้างหลัง
“คงเป็แค่เ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองล่ะมั้ง...” หลิวอวิ๋นเหยาคิดในใจ แต่ปลายนิ้วยังคงกำขอบกระเป๋าแน่นโดยไม่รู้ตัว
เสียงเครื่องยนต์ครางต่ำ ๆ เคลื่อนผ่านถนนขึ้นลงตามไหล่เขา แสงไฟร้านค้าข้างทางเริ่มหนาแน่นขึ้น
วิทยุในรถเปิดเพลงจีนเก่าคลอเบา ๆ เป็ทำนองที่คุณปู่เคยชอบเปิดในบ้านเก่าที่กว่างโจว
หลิวอวิ๋นเหยาเผลอเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ฝนเริ่มซา เธอเห็นเด็กชายอายุราว 7 ขวบวิ่งตัดถนนฝั่งตรงข้าม มือหนึ่งถือหนังสือ อีกมือกุมร่มที่กลับด้านจากแรงลม เสียงเบรกดัง เอี๊ยด! รถบรรทุกคันหนึ่งหยุดกะทันหัน เด็กน้อยล้มกลิ้งอยู่กลางถนน
“หยุดก่อน!” เสียงของหลิวอวิ๋นเหยาดังแทรกเสียงฝนที่โปรยบาง ๆ
คนขับแท็กซี่ใ เหยียบเบรกอย่างแรง รถสะบัดเล็กน้อยก่อนจะหยุดสนิท เธอผลักประตูออกทันทีโดยไม่ลังเล รองเท้าส้นเตี้ยกระแทกพื้นน้ำจนกระเซ็น
“เฮ้ คุณผู้หญิง!” คนขับแท็กซี่เปิดหน้าต่างะโออกมา “ระวังถนนลื่นนะ!”
“ขอบคุณค่ะ!” เธอะโตอบโดยไม่เงยหน้า
เด็กชายคนหนึ่งล้มอยู่กลางถนน เสื้อผ้าเปียกแนบเนื้อ ตัวสั่นเล็กน้อย
หลิวอวิ๋นเหยารีบก้าวเข้าไปพยุง เข่ากระแทกพื้นอย่างไม่สนใจความเปียกชื้น สัญชาตญาณของแพทย์เข้าครอบงำทันที เธอใช้มือเช็กชีพจร ไล่สายตาตรวจดูาแ
“เจ็บตรงไหนไหม?” เธอถามเสียงนุ่ม พลางกวาดสายตาดูรอยถลอกบนแขนขา
เด็กชายส่ายหน้า ดวงตาโตยังเบิกกว้างด้วยความใ แต่ไม่มีน้ำตาสักหยด
“เก่งมากเลยนะ” เธอยิ้มบาง หยิบผ้าเช็ดหน้าจากกระเป๋า แล้วยื่นให้ “เช็ดหน้าก่อนสิ”
เด็กชายรับผ้าเช็ดหน้าอย่างเก้ ๆ กัง ๆ
หลิวอวิ๋นเหยาแตะหัวเข่าเขาเบา ๆ “โชคดีนะ แค่ถลอกนิดเดียว”เธอเงยหน้ามองถนนที่สะท้อนแสงไฟ “ตอนนี้ถนนลื่นมาก อย่าเดินกลางถนนอีก เข้าใจไหมครับ”
เด็กชายพยักหน้าเบา ๆ เสียงฝนยังตกกระทบหลังคารถเป็จังหวะสม่ำเสมอ
คนขับรถบรรทุกที่ลงมาดูก็ถอนหายใจยาว โล่งอกอย่างเห็นได้ชัด เหงื่อซึมบนขมับทั้งที่อากาศเย็นจัดจากฝน “เ้าหนู เวลาข้ามถนนต้องดูรถด้วยนะ นี่มันอันตรายมากเลย ถ้าฉันเบรกไม่ทันได้เื่ใหญ่แน่” น้ำเสียงเขายังสั่นอยู่เลย
หญิงชราที่น่าจะเป็ยายของเด็กรีบวิ่งข้ามถนนมาทันที เสื้อกันฝนเก่าปลิวไหวตามแรงลม เธอหันไปโค้งให้คนขับรถบรรทุก “ขอโทษค่ะ ขอโทษจริง ๆ” เธอพูดพลางกุมมือเด็กแน่น ก่อนจะหันมาหาหลิวอวิ๋นเหยา “ขอบคุณมากนะหนู ขอบคุณจริง ๆ”
หลิวอวิ๋นเหยายิ้มบาง แววตาสงบ “ไม่เป็ไรค่ะ แค่บังเอิญอยู่ใกล้ ๆ เท่านั้นเอง”
เธอแตะไหล่เด็กเบา ๆ อีกครั้งก่อนจะลุกขึ้น
ฝนเริ่มซา เหลือเพียงละอองบาง ๆ ที่ลอยเหนือถนนเปียกมัน
เธอกลับไปยังแท็กซี่ ก้าวขึ้นอย่างใจเย็นราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น มือสะบัดหยดน้ำออกจากแขนเสื้อก่อนพูดเรียบ ๆ “ไปต่อเถอะค่ะ ขอโทษที่ทำให้เสียเวลานะคะ คิดค่าเสียเวลาเพิ่มรวมไปกับค่ารถได้เลย”
คนขับเหลือบมองเธอผ่านกระจกมองหลัง ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย “ไม่เป็ไรหรอก แค่ไม่นานเอง ถือว่าคุณมีน้ำใจกับคนฮ่องกงแล้วกัน”
หลิวอวิ๋นเหยาเพียงพยักหน้าเล็กน้อย “ขอบคุณค่ะ”
ดวงตายังคงมองออกไปนอกหน้าต่างที่มีหยาดฝนเกาะกระจก ภาพเด็กชายในอ้อมแขนของยายยังฉายชัดอยู่ในความคิด ราวกับบางสิ่งเล็ก ๆ ในเหตุการณ์นี้ได้ฝากร่องรอยไว้ในใจเธอโดยไม่รู้ตัว
รถแท็กซี่แล่นออกไปแล้วเลี้ยวเข้าซอยแคบใกล้ท่าเรือเก่า ป้ายโรงแรม ‘แกรนด์วิกตอเรีย’ สะท้อนแสงไฟนีออนสีแดงระเรื่อในม่านฝนที่เริ่มโปรยปรายอีกระลอก อาคารสูงหกชั้นสไตล์อาณานิคมยังคงดูสง่างามแม้จะผ่านกาลเวลาไปหลายสิบปี
หลิวอวิ๋นเหยาเปิดประตูลงจากรถ เสียงฝนกระทบพื้นซีเมนต์ดังแฉะเบา ๆ เธอก้มลงหยิบกระเป๋า แล้วเงยหน้ามองขึ้นไปบนอาคาร หน้าต่างชั้นบนสุดมีแสงไฟสีเหลืองอบอุ่นลอดออกมา เธอหันไปชำระค่าโดยสาร คนขับรับเงินแล้วพูดสั้น ๆ เป็ภาษาจีนกลางก่อนออกรถไป
เธอหมุนตัวกลับ ทว่าในวินาทีนั้น สัญชาตญาณบางอย่างทำให้เธอชะงัก
ตรงมุมถนนฝั่งตรงข้าม ใต้ร่มสีดำคันหนึ่ง มีเงาคนยืนอยู่เงียบ ๆ
ฝนพรำกลืนรายละเอียดทุกอย่างให้พร่าเลือน เห็นได้เพียงเส้นขอบของร่มและประกายไฟแช็กที่ถูกจุดขึ้นสั้น ๆ ก่อนจะดับวูบหายไป
หลิวอวิ๋นเหยาไม่ได้ขยับหนี เธอยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง แล้วค่อย ๆ หมุนร่มในมือปิดอย่างใจเย็น ก่อนเดินเข้าไปในล็อบบี้โรงแรม
พนักงานต้อนรับหญิงชาวฮ่องกงกล่าวต้อนรับเป็ภาษาอังกฤษสำเนียงท้องถิ่น “Good evening, Miss. Checking in?”
“ใช่ค่ะ” เธอยื่นพาสปอร์ตและใบจองให้
พนักงานเปิดสมุดลงทะเบียน ตรวจเช็กอย่างสุภาพ “ห้องของคุณอยู่ชั้นห้า วิวอ่าวค่ะ คุณโชคดีนะคะ ฝนตกแบบนี้ คนส่วนใหญ่เลยยกเลิกการจองไปหมดเลย”
หลิวอวิ๋นเหยาเพียงยิ้มบาง ๆ “คืนนี้คงเงียบดีนะคะ”