ภายในห้องสอบ ทุกคนนั่งห่างกันโต๊ะเว้นโต๊ะ ระยะกว้างพอที่จะมองไปแล้วไม่เห็นกระดาษคำตอบของกันและกัน
น้ำใสและสุดาทิพย์อ่านข้อสอบด้วยท่าทีสงบนิ่งสองสาวเตรียมตัวมาดี จึงระบายสีคำตอบไปด้วยความมั่นใจผิดกับภคกรที่หันรีหันขวางหน้าผากย่นเวลาอ่านข้อสอบ ชายหนุ่มกัดริมฝีปาก หรี่ตาลงจนเล็กกว่าเดิม ขณะกำลังจิ้มปลายดินสอลงบนคำตอบที่ไม่ค่อยมีความมั่นใจว่ามันถูก
อาจารย์คุมสอบเอามือไพล่หลังเดินวนไปเวียนมาจนรอบห้องสังเกตอากัปกริยาของนักศึกษาในห้องคอยจับผิด
“อ๊อด” สัญญาณหมดเวลาดังแหลมยาวเสียงพูดคุยจ๊อกแจ๊กจอแจดังกระหึ่มขึ้นทำลายความเงียบเมื่อครู่แทบจะในทันที
ภคกรวิ่งเร็วตื๋อมาหาน้ำใสที่โต๊ะในขณะที่หญิงสาวกำลังเก็บดินสอปากกาลุกขึ้น กระซิบเบาๆ ไปว่า
“น้ำเป็ไง ทำได้มั๊ย” ชายหนุ่มถามเพื่อนสาวแต่ตัวเองย่นจมูก
“ก็พอทำได้ มีบางข้อเท่านั้นที่ทำไม่ได้”น้ำใสตอบตามจริง
“เราก็บางข้อเหมือนกัน แต่บางข้อที่ทำได้นะ” ภคกรสารภาพเสียงอ๋อยมองตามอาจารย์ที่รวบรวมข้อสอบเข้าแฟ้มเดินออกจากห้องไปด้วยความหวั่นใจสุดาทิพย์เดินมาสมทบ ทันได้ยินเสียงการสนทนา
“เราเองก็พอทำได้บ้าง แต่ไม่ค่อยแน่ใจเลย” สุดาทิพย์บอกเพื่อน
“น้ำว่า เราออกไปคุยกันข้างนอกที่โต๊ะหินเถอะในนี้ร้อนจัง” น้ำใสเสนอ ซึ่งทั้งภคกรและสุดาทิพย์ต่างก็พยักหน้ารับเห็นด้วยแล้วพากันเดินออกจากห้องสอบไป
++++++++++++++++++++++
แสงแดดเหลืองนวลของ่เวลาบ่ายแก่ สาดลงมาเบื้องล่างแต่กลับโดนสกัดกั้นด้วยใบของต้นไม้น้อยใหญ่หลายต้น ราวกับถูกบังคับให้ระบายสีใบไม้จนเป็ประกายสว่างกระพริบวูบวาบยามเมื่อแรงลมพัดผ่านทำให้มันไม่สามารถส่งกำลังความร้อนลงมาได้เต็มที่ยังผลให้อากาศใต้ร่มเงาเขียวเข้มกำลังพอดี ไม่ร้อนจนเกินไปนัก
น้ำใสกับสุดทิพย์นั่งอยู่ที่ม้าหินตัวเดิมที่เคยนั่งตอนแรกหลังสอบเสร็จ
ภคกรวิ่งรี่มาที่สองสาวในมือถือน้ำผลไม้กระป๋องมาด้วยแล้วส่งเสียงบอกไปว่า
“เอ้า น้ำเย็น ๆ มาแล้วครับคุณผู้หญิง" ชายหนุ่มโค้งตัววาดมือเป็วงกว้างก่อนยื่นของให้สองสาวทีละคน ทั้งสามคนเปิดกระป๋องยกดื่มดับกระหาย น้ำใสคิดอะไรได้บางอย่างจึงเสนอเพื่อนไปว่า
“เออนี่ ทิพย์ กรเหลืออีกไม่กี่วิชาก็จะสอบเสร็จแล้ว อาทิตย์หน้าแล้วใช่มั๊ย น้ำว่าเราไปเที่ยวไปเปิดสมองคลายเครียดที่ทะเลกันดีกว่ามั๊ย กรด้วยนะ ไปกันสามคนพอ”
“เฮ้อ เสียดายจัง เราไม่ว่างซะด้วยสิพ่อเราให้ไปช่วยงานที่บริษัท” ภคกรทำหน้าผิดหวังเพราะเขาขัดพ่อไม่ค่อยได้ เนื่องจากความที่เขาเป็ลูกชายคนโตและเป็ผู้ที่พ่อตั้งความหวังไว้มากที่สุด
“เราอยากไปนะแต่ เอ่อ” สุดาทิพย์อึกอักตอบไม่ค่อยเต็มเสียงนัก น้ำใสรู้ดีรู้ว่าฐานะทางบ้านสุดาทิพย์ไม่ค่อยดี จึงยิ้มแล้วบอกเพื่อนไปว่า
“ทิพย์ ไปเถอะนะ เราเข้าใจทิพย์เื่ค่าใช้จ่าย เราจัดการเอง”
“แต่น้ำ เรา เราเกรงใจ” สุดาทิพย์ไม่กล้าตกลง ความเกรงใจมันค้ำคอ จนหล่อนต้องหลบสายตาเพื่อนสาว
“ไปเถอะทิพย์ ไปกับน้ำหน่อย” ภคกรช่วยพูด
“แต่ แต่ เรา” สุดาทิพย์ยังคงอึกอักน้ำใสเห็นเพื่อนเป็แบบนั้น หญิงสาวเข้าใจความรู้สึกของเพื่อนดีจึงพูดเพื่อให้เพื่อนสบายใจ และเพิ่มความมั่นใจอีกว่า
“อะไรกัน คบกันมาตั้งสามปียังไม่รู้เหรอว่าเราน่ะ เป็ใคร” น้ำใสยืดตัวตรง เชิดหน้าอมยิ้ม
“ฮะ ฮะ ฮะ” ภคกรเห็นท่วงท่าของน้ำใสแล้วอดขำไม่ได้ชายหนุ่มหัวเราะร่วนจนตาหยี
“หัวเราะอะไรย่ะ” น้ำใสหันไปแหวใส่เพื่อนหนุ่ม
“ โอ๊ะ โอ๊ะ กลัวแล้วจ้าแม่เศรษฐีนีร้านเพชร” น้ำใสไม่โกรธที่ถูกล้อเลียนด้วยรู้นิสัยเพื่อนหนุ่มดี หญิงสาวจึงแกล้งตวัดมือไปที่ต้นแขนชายหนุ่มดัง ‘เพี๊ยะ’ จนภคกรยกมือลูบแขนไปมาแต่ยังหน้าทะเล้น
“ตกลงไปนะ นะ” น้ำใสเลิกล้อเล่นกับภคกรหันมาคะยั้นคะยอสุดาทิพย์ต่อ จนสุดาทิพย์ใจอ่อนพยักหน้ารับ หญิงสาวฉีกยิ้มกว้างเมื่อเพื่อนตอบตกลง
รอยยิ้มไร้พิษภัยของเพื่อนสาวตรงหน้าทำให้สุดาทิพย์ยิ่งรู้สึกถึงความแตกต่างระหว่างตนเองกับน้ำใสมากยิ่งขึ้นสุดาทิพย์รู้ว่าแม่ของน้ำใสคือคุณนายนฤมลนั้นเป็เ้าของร้านเพชร เพราะฉะนั้น ฐานะทางบ้านของน้ำใสจึงจัดอยู่ในขั้นเศรษฐีอย่างที่เพื่อนล้อแต่น้ำใสไม่เคยรังเกียจตนเองที่ฐานะต่ำกว่าเลย หนำซ้ำกลับคอยช่วยเหลืออยู่เสมอ ลึกๆ สุดาทิพย์แอบอิจฉาน้ำใสอยู่บ้าง
“นี่ ไปกันแล้วอย่าลืมของฝากแล้วกัน เอจะเอาอะไรดีน้า เอาแพง ๆ หน่อยดีกว่า จะได้ไม่เสียชื่อเศรษฐีนีสาว” ภคกรล้อเลียนต่อ น้ำใสค้อนขวับ
“ฮื่อ รู้แล้วน่า แต่เราว่า เราซื้อหอยตะเกียบมาฝากนายดีกว่า” น้ำใสยั่ว
“ไม่เอา ใครบอกว่าเราจะเอาหอยตะเกียบ”ภคกรเสียงสูงไม่พอใจที่ไม่ได้เลือกเอง
“อ้าว ก็เอาไว้แคะสุนัขออกจากปากนายไง”น้ำใสย้อนกลับพร้อมหัวเราะ
“เออ ได้ที เอาเข้าไป นี่คิดว่าเป็ผู้หญิงหรอกนะ ไม่งั้น ฮึ่ม” ภคกรทำหน้าบึ้ง แต่ทั้งน้ำใสและสุดาทิพย์รู้ดีว่าชายหนุ่มเป็คนขี้เล่นไม่มีอะไรมาก ทั้งสองจึงหันมายิ้มให้กัน
“โอ๋ แต่ช้าแต่ เขาแห่ยายมาหัวล้านมั๊ยนะ ขี้น้อยใจจัง” น้ำใสแหย่เพื่อนหนุ่มสุดาทิพย์หัวเราะน้อย ๆ ในความขี้เล่นของเพื่อน
“นี่ แล้วน้ำจะไปเที่ยวที่ไหนล่ะไปทะเลเหรอ” สุดาทิพย์ถาม
“ฮื่อ กะว่าจะไปพักค้างคืนด้วยนะอยากไปดูบรรยากาศนะ น้ำทะเลสีสวย ท้องฟ้าสีครามสดใส ลมชายหาดพัดผ่าน สดชื่น” น้ำใสยิ้มน้อยๆ เอามือเท้าค้างมองฟ้าตาลอย
“โอ๊ยแม่คุ้ณ ยังไม่ได้ไปเลยฝันหวานซะแล้ว” ภคกรขัดจังหวะ
“เอ๊ะ นายนี่” น้ำใสยกมือขึ้นทำท่าจะตีชายหนุ่มรอบสองภคกรเอียงตัวหลบวูบ สามเพื่อนสนิทหัวเราะให้กันสนุกสนาน
จนเมื่อมีร่างบางในชุดนักศึกษาฟิตเปรี๊ยะของสาวหน้าเข้มด้วยเครื่องสำอางเดินเข้ามาพร้อมอีกสองสาวขนาบข้างที่ดูท่าทางเหมือนเป็ลูกน้องมากกว่าเพื่อนเข้ามาใกล้โต๊ะที่น้ำใสกับเพื่อนนั่งอยู่ แต่ความสนใจของพวกหล่อนกลับมุ่งไปที่ภคกร
“ดวงตา” ทั้งน้ำใสและสุดาทิพย์พูดขึ้นมาเกือบพร้อมกันเมื่อแขกที่ไม่ได้รับเชิญเดินเข้ามาหมายร่วมวงสนทนาเ้าหล่อนปรายตามองน้ำใสกับสุดาทิพย์นิดหนึ่งก่อนหันไปทำตาหวานเชื่อมให้ภคกร แล้วเอ่ยเสียงใสบีบให้เสียงเล็กฟังดูน่ารักเพื่อเรียกร้องความสนใจว่า
“ได้ยินแว่ว ๆ ว่าจะไปเที่ยวกัน ไปที่ไหนกันเหรอจ๊ะกร ขอดวงไปด้วยคนนะ”ภคกรได้ยินเสียงที่ดัดแหลมเกินธรรมชาตินั้นบาดหู จนต้องเบือนหน้าหนี เบ้ปาก ในขณะที่อีกฝ่ายไม่ทันเห็น ถือวิสาสะเข้าไปนั่งกระแซะข้างพยามเอาตัวเองเบียดชายหนุ่มที่ตนเองแอบสนใจ
น้ำใส ภคกร และสุดาทิพย์หันมองหน้ากันด้วยความรู้สึกเดียวกันคือเบื่อหน่ายเมื่อดวงตาลูกสาวนายแบงค์ที่แสนจะร่ำรวยและเย่อหยิ่งมาร่วมกลุ่ม
“จะไปไหน เราไม่ได้ไปไหนนี่” ภคกรรำคาญเต็มที่ พูดห้วนเพื่อให้อีกฝ่ายเลิกรา
“ก็ดวงได้ยินเมื่อกี้นี้นี่ ว่าจะซื้อของฝากกันแสดงว่ากรจะไปเที่ยวแล้วซื้อของมาฝากน้ำใสกับสุดาทิพย์ใช่มั๊ย” ดวงตาเดาสุ่มซึ่งทำให้ชายหนุ่มส่ายหัวเหนื่อยหน่ายในความสอดรู้ของเพื่อน
“ใครบอกเธอ แล้วถึงเราจะไปไหนนะเราก็ไม่อยากให้คนอื่นไปด้วย ไม่อยากวุ่นวาย เข้าใจมั๊ย” ภคกรเน้นคำว่าวุ่นวาย โดยที่ดวงตาเองก็รู้ว่าตัวเองถูกเหน็บแต่ทำเป็ไม่สนใจ ออดอ้อนชายหนุ่มต่อ
“แหมกรเนี่ย ชอบพูดเล่นอยู่เรื่อยว่าแต่น้ำใสจะไปเที่ยวไหนเหรอจ๊ะ” ดวงตาหันไปยิ้มหวานให้น้ำใสน้ำใสรู้ว่ายิ้มนั้นเสแสร้ง หล่อนจึงแกล้งยั่ว
“อ๋อ ยังไม่รู้เลยต้องแล้วแต่กรเค้านะจ๊ะ กรไปไหน น้ำไปด้วยทั้งนั้นแหละ น้ำว่างตลอดเวลาว่างเสมอสำหรับกร” น้ำใสแกล้งยิ้มหวานให้ชายหนุ่มยั่วเพื่อนสาวโดยที่ภคกรเองก็รับมุข ยิ้มตอบหน้ารื่น
“งั้นให้ดวงไปด้วยคนนะ ดวงอยากไปเที่ยวนะ ่นี้คุณพ่อไม่อยู่ ไปติดต่องานที่ต่างประเทศพอดีว่าง ๆ ไปที่ไหนกันละ ดวงไปด้วย”
“เราก็ไปด้วย” “เราด้วย” สองสาวลูกคู่ของดวงตารีบพูดแทรกเพื่อเอาใจเพื่อนผู้ร่ำรวย
“คงไม่ได้หรอก” สุดาทิพย์ขัดลูกคู่ของดวงตา“เราอยากไปตามลำพังสามคน อีกอย่างน้ำกับกรก็อยากจะคุยธุระอะไรกันบางอย่างตามประสาเพื่อนสนิท ถ้าเธอไปด้วยเธออาจจะไม่สนุกก็ได้นะดวงตา”
“ไม่เป็ไรหรอก พวกเราไปด้วยกัน แต่เราก็ต่างคนต่างเที่ยว นะให้พวกเราไปด้วย” ดวงตาหันไปพยักพเยิดกับพวก
“เอ คงไม่ดีมั๊งดวงตา น้ำว่าทำไมเราไม่ต่างคนต่างไปละ ไหนๆ ก็จะแยกกันเที่ยวแล้ว จะไปด้วยกันให้ยุ่งยากทำไม”
“ใช่..ทิพย์ก็ว่างั้น ใช่มั๊ยกร”“ใช่ ใช่” ทั้งสามคนพูดจา เออออสอดคล้องกันสนุกสนาน
ดวงตาขัดเคืองหน้ามุ่ย ทำเสียงฮึดฮัดในลำคอ เมื่อเห็นทั้งสองสาว ‘กันท่า’ ตนเองอีกทั้งภคกรก็เป็ไปด้วย เสียงหล่อนจึงเริ่มสั่น
“เอ๊ะ พวกเธอนี่ ทำไมเหรอรังเกียจเรานักรึไง ถึงไม่ให้เราไปด้วย”
“ก็บอกแล้วไงว่าไม่อยากวุ่นวาย อีกอย่าง เรามีเื่อยากจะคุยกับกรด้วย” น้ำใสพยายามอธิบายเสียงอ่อนลงเมื่อเห็นอีกฝ่ายเริ่มมีอารมณ์ อันที่จริงหญิงสาวไม่อยากโกหกแต่เมื่อมันเป็ไปแล้ว ก็ต้องทำให้ตลอด
“ก็เราบอกแล้วไงว่าต่างคนต่างเที่ยว เรารับรอง เราจะไม่วุ่นวายให้พวกเธอรำคาญใจเลย”
“เท่าที่เธอทำอยู่ตอนนี้เธอคิดว่ามันไม่วุ่นวายเหรอ” สุดาทิพย์แย้งแทนน้ำใส
“แต่เราแค่อยากไปเที่ยวกับกรเท่านั้นและพูดตามจริง เราเองก็ไม่อยากไปกับเธอแล้วก็น้ำใสเท่าไหร่หรอก”
“อ้าว ทำไมพูดแบบนี้ล่ะตัวเองมาขอเค้าเที่ยวแท้ๆ กลับมาว่าเค้า” สุดาทิพย์ไม่พอใจคำพูดของดวงตา
“เราพูดความจริง เราอยากไปกับกรไม่ได้อยากไปกับพวกเธอ” ดวงตาขึ้นเสียง
“แล้วเธอถามกรเค้ารึเปล่าว่าอยากไปกับเธอมั๊ย”สุดาทิพย์เถียง
น้ำใสหันมองหน้าภคกรเมื่อเห็นว่าเื่ชักจะไปกันใหญ่หญิงสาวคงต้องทำอะไรซักอย่าง
“เดี๋ยว ใจเย็น ๆ” เราว่าเราค่อย ๆ พูดกันไม่ดีกว่าเหรอ นะดวงตา เื่แค่นี้เอง” น้ำใสพยายามใช้น้ำเย็นกับดวงตาแต่ไม่ได้ผล อารมณ์หล่อนลุกฮือเกินต้านแล้ว
“ไม่ต้องมาทำเป็พูดดีเลย เรารู้นะน้ำใสว่าเธอเองก็กันท่าเราเหมือนกัน”
“เอ๊ะ เราไปกันท่าอะไรเธอ พูดดีดีนะดวงตา”น้ำใสโกรธที่เห็นอีกฝ่ายไม่ยอมเลิกรา
“ก็เื่ที่จะไปเที่ยวกันนี่ไง”
“เราบอกตั้งไม่รู้กี่ครั้งแล้วนะว่าเราอยากไปตามลำพังเธอฟังไม่รู้เื่เหรอ”
“นี่เธอกล้าว่าเราฟังไม่รู้ภาษาเหรอ”
“เธอพูดเองนะดวงตาเราไม่ได้หมายถึงขนาดนั้น” น้ำใสพยายามพูดดีด้วยไม่ใช้อารมณ์แต่ดูเหมือนจะไม่เป็ผล
“เราไม่อยากพูดกับเธอแล้ว” ดวงตาค้อนให้น้ำใส และหันไปคว้าแขนภคกรกอดไว้ ชายหนุ่มไม่พูดอะไรแกะมือหญิงสาวออกแล้วลุกขึ้น
“อ้าว กร”ดวงตาอ้าปากค้างมองตาม งงในกริยาของชายหนุ่มภคกรเมื่อลุกขึ้นได้เรียบร้อยแล้ว จึงพยักหน้าให้น้ำใสและสุดาทิพย์สองสาวรู้ความนัยจากใบหน้านั้น ลุกขึ้นตามโดยไม่พูดอะไรซักคำจากนั้นทั้งสามก็เดินออกจากโต๊ะนั้นไปทิ้งให้ดวงตากับเพื่อนทั้งสองของหล่อนหน้าชาอับอายกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
“กรี๊ด ฮึ่ม” ดวงตากรีดร้องในลำคอเบา ๆ สาวน้อยขบฟันแน่นจนกรามขึ้นนูนแววตาวาวโรจน์เป็ประกาย
“ฝากไว้ก่อนนะพวกเธอ ไว้ถึงคราวฉันบ้างคอยดู” ดวงตากระทืบเท้าเต้นเร่า กัดฟัน พึมพำเสียงเบาๆมองตามหลังน้ำใสและเพื่อน ๆ ที่เดินจากไป
++++++++++++++++++++