“หลันฮวาข้าบอกแล้วไงว่าข้ามิเคยร่วมเตียงกับฮ่องเต้เจ้านี่ท่าจะหมกมุ่นเสียจริง” ไป๋เพ่ยเจินยกมือตีต้นแขนหม่าหลันฮวาแรงๆ หนึ่งที
“โอ๊ย!เจ้าตีข้าทำไมกัน?”
“ข้าว่าเจ้าเลิกสงสัยเรื่องนี้เถอะดีแล้วที่ฝ่าบาทจะอภิเษกสมรสช่วงนี้ ไม่งั้นข้าอาจจะกลายเป็นศพเสียก่อนแค่ข่าวว่าข้าเป็นที่โปรดปรานเล็ดลอดออกจากตำหนักเป่าฉีออกไปข้าก็กลัวแทบฉี่จะราดอยู่แล้วเจ้าก็รู้ว่าในวังหลังผู้ใดเข้าใกล้ฮ่องเต้แล้วได้รับความโปรดปรานย่อมถูกเพ่งเล็ง”
หม่าหลันฮวาเพิ่งได้สติ“นั่นสิ ข้าลืมคิดไปว่าบางทีเจ้าอาจจะตายเพราะข่าวลือนี่ก่อนจะได้เป็นพระสนม”
“รู้แล้วก็หยุดพูดเสียเรามาแบ่งเงินพนันกันดีกว่า ดีนะที่ข้าเชื่อไป๋อ้ายฉิงดูสิข้าลงเหมือนนางไปยี่สิบตำลึงได้มาตั้งสี่ร้อยตำลึง”
“อ้าว!ข้าลงไปแค่สิบตำลึงเอง ได้น้อยกว่าเจ้าเยอะ เสียดายจริง” หม่าหลันฮวาหน้าเสียนางมัวแต่เชื่อมั่นว่าเสิ่นกุ้ยเฟยจะได้เลื่อนขั้นเป็นฮองเฮาจึงมิกล้าลงพนันไปมาก
“เอาเถอะน่า! ถ้าเจ้าเดินไปโรงครัวหลวงยามนี้จะเห็นคนไม่มีอารมณ์จะทำงานเต็มไปหมดพวกเขาเชื่อมั่นกันนักหนาว่าเสิ่นกุ้ยเฟยจะต้องได้เป็นฮองเฮาแน่ๆ เสียพนันกันหมดเลยล่ะฮ่าๆ”ไป๋เพ่ยเจินที่ไปเข้าคิวยืนรอรับพระยาหารเห็นบรรยากาศโรงครัวดูเศร้ากว่าที่อื่นของได้แต่นึกยินดีที่ตนชนะพนัน
“อืม...ได้บ้างก็ดีกว่าไม่ได้เลยล่ะเนาะ”หม่าหลันฮวารับเงินพนันแล้วเก็บไว้ในสาบเสื้อ “ค่ำนี้พวกเราต้องนอนห้องเล็กนี่เจ้ารีบไปเตรียมตัวเถิด”
อู๋กงกงตกตะลึงเมื่อฮ่องเต้มีกระแสรับสั่งให้ทำความสะอาดตำหนัก เสียนเหลียงใหม่เพื่อให้เป็นที่ประทับขององค์หญิงหลวนชิงซือที่จะเข้าพระราชพิธีอภิเษกสมรสเร็วๆนี้อู๋กงกงเองไม่อาจทายพระทัยฮ่องเต้ได้ถูกเพราะที่ผ่านมาพระองค์มิได้โปรดปรานพระสนมองค์ใดนานนักเมื่อพระสนมองค์ใดที่ได้รับอนุญาตให้ตั้งครรภ์ได้หากตั้งครรภ์แล้วก็อาจจะเสด็จไปดูแลบ้างแต่จะไม่ร่วมหอด้วยอีกเลย
เมื่ออู๋กงกงนำมาคิดทบทวนภายหลังก็แอบสรุปกับตนเองว่าฝ่าบาทจะทรงอนุญาตให้พระสนมที่ไม่ค่อยมีครอบครัวที่แข็งแกร่งทางการเมืองนักได้เป็นผู้อุ้มพระครรภ์มังกรแม้เสิ่นกุ้ยเฟยจะมีความงดงามที่สุดในวังหลังทว่านางกลับมิได้รับอนุญาตให้ทรงพระครรภ์อาจจะเป็นเพราะตระกูลเสิ่นในยามนี้นับว่าเป็นตระกูลเรืองอำนาจตระกูลหนึ่งทั้งยังดูแลท้องพระคลังพระมารดาของเสิ่นกุ้ยเฟยเองก็เป็นญาติสายหนึ่งของมหาเสนาบดีเจี่ยแม้ไม่ใกล้ชิดกันนักแต่หากจะคิดนับญาติกันขึ้นมาก็อาจจะเกิดการรวมสายอำนาจได้
“ไป๋เพ่ยเจิน ฝ่าบาททรงมีพระประสงค์ให้เจ้าไปรับใช้องค์หญิงหลวนชิงซือที่ตำหนักเสียนเหลียง”
“ขะ ข้าหรือเจ้าคะ?” ไป๋เพ่ยเจินถึงกับตกตะลึงนางไม่คิดไม่ฝันว่าตนเองจะได้กลายเป็นนางกำนัลประจำตัวของว่าที่ฮองเฮา
คนมากกว่าร้อยถูกนำมาทำความสะอาดตำหนักเสียนเหลียงอย่างรวดเร็วเพียงสองชั่วยามก็กลายเป็นตำหนักที่สะอาดสดใส ผ้าม่าน ผ้าปูต่างๆถูกเปลี่ยนใหม่ทั้งหมดให้กลายเป็นสีฟ้าตามที่องค์หญิงหลวนต้องการ
ไป๋เพ่ยเจินถูกนำตัวเข้าไปยังตำหนักเสียนเหลียงองค์หญิงหลวนที่นางเห็นช่างงดงามยิ่งขนาดเสิ่นกุ้ยเฟยที่เอ่ยอ้างกันว่างดงามที่สุดในวังหลังยังเทียบองค์หญิงจากชายแดนผู้นี้มิได้
“เจ้ามีเพื่อนนางกำนัลผู้ใดที่สนิทบ้าง? เปิ่นกงต้องการคนที่ไว้ใจได้สักคนมาอยู่เป็นเพื่อนเจ้า”
ไป๋เพ่ยเจินจึงเสนอหม่าหลันฮวาผู้ซึ่งปรารถนาจะได้รับใช้ประจำตัวเจ้านายยิ่งนักเมื่อองค์หญิงแจ้งให้อู๋กงกงทราบ ขันทีอาวุโสก็รีบกุลีกุจอไปกราบทูลฮ่องเต้ในทันทีแน่นอนว่าฝ่าบาทประทานนางกำนัลให้ตามคำขอของว่าที่ฮองเฮาแต่โดยดีอู๋กงกงรู้สึกได้อย่างหนึ่งว่าฮ่องเต้ทรงชื่นชอบองค์หญิงหลวนชิงซือยิ่งนักในยามที่พระองค์มองนางอู๋กงกงได้เห็นประกายตาแสดงความรักใคร่ฉายออกมาอยู่เป็นระยะแม้ฮ่องเต้จะทรงเป็นผู้ที่ซ่อนความรู้สึกได้เก่งนักทว่าอู๋กงกงที่ทำงานรับใช้ใกล้ชิดมานานกลับเชื่อมั่นในสิ่งที่ตนได้เห็น
เมื่อองค์หญิงหลวนเลือกขันทีได้สิบคนและนางกำนัลอีกสิบคนครบตามพระประสงค์แล้วตำหนักเสียนเหลียงก็กลับมาคึกคักอีกครั้งหนึ่ง องค์หญิงต้องเสด็จไปเข้าเฝ้าฮองไทเฮาเพื่อรับทราบว่าตนต้องเข้ารับการอบรมกริยามารยาทอย่างสตรีชาววังอย่างไรบ้าง?
“อ้ายเจียจะให้มามาหลี่ช่วยสอนมารยาทให้เจ้านางอยู่ในวังมานานและได้ฝึกมารยาทให้กับนางกำนัลส่วนใหญ่ในวังหลังนี้”
“ขอบพระทัยฮองไทเฮาที่เมตตาหม่อมฉันเพคะ”
สิ่งที่หงซือซือในชื่อองค์หญิงหลวนชิงซือมิได้คิดให้ดีก็คือนับตั้งแต่นางยืนอยู่ในท้องพระโรงวันนั้นพี่หงอี้เทียนที่มาช่วยแปลงโฉมหลอกว่าเป็นบิดาก็ขอลากลับไปอยู่เมืองพยัคฆ์เหินดังเดิมส่วนนางก็กลายมาเป็นว่าที่ภรรยาพี่สามแล้วก็เข้าฝึกมารยาทเพราะความเหนื่อยอ่อนในแต่ละวันทำให้นางลืมข้อนี้ไปรู้แต่เพียงตอนเสวยพระยาหารค่ำของฮองไทเฮา พี่สามจะเสด็จมาเสวยด้วยทุกเย็นนางมีเวลาพูดคุยกับเขาเล็กน้อยในช่วงที่เขาเสด็จมาส่งนางถึงตำหนักจนกระทั่งผ่านไปนับสิบวัน สิ่งที่เรียนรู้ทั้งหมดเริ่มลดน้อยลงไปบ้างมามาหลี่ชื่นชมว่านางฉลาดหัวไวเรียนรู้ได้รวดเร็วและปรับกริยามารยาทงดงามยิ่ง
เย็นวันที่สิบเมื่อฮ่องเต้เดินกลับตำหนักเป็นเพื่อนนางหงซือซือจึงนึกขึ้นได้ “พี่สามข้ามัวแต่เรียนพวกมารยาทจนลืมถามท่านไปเลยว่าเรื่องที่ท่านโดนวางยาเป็นอย่างไรบ้าง?พอจะสืบเจอตัวคนวางหรือยัง?”
ฮ่องเต้ส่ายพระพักตร์“เข็มเงินที่เจ้าให้ไปได้ผลดียิ่งนักคนผู้นี้ใส่ยาสลายกล้ามเนื้อมาในข้าวของข้าทุกวันข้าสั่งให้อู๋กงกงเอาข้าวทิ้งมิให้มีร่องรอย ตอนนี้กำลังให้คนจับตาดูพิรุธนางกำนัลและคนในโรงครัว”องครักษ์เงาหลายคนถูกสั่งให้ไปจับตามองนางกำนัลที่ทำหน้าที่ยกอาหารและพนักงานในโรงครัวหลวง
“ว่าแต่ข้าต้องเรียนมารยาทในวังอีกนานเท่าใด?”
“เจ้าใจร้อนอยากแต่งงานแล้วหรือ?”แววตาของเขาคล้ายจะล้อเลียนนางในทีทำเอาแก้มนางเป็นสีชมพูระเรื่อฮ่องเต้เห็นเช่นนั้นก็นึกอยากจะดอมดมกลิ่นแก้มของนางยิ่งนักเขาไม่รู้ว่านางไปจดจำใบหน้าของผู้ใดมาแปลงโฉมจึงได้งดงามราวกับนางฟ้านางสวรรค์ถึงปานนี้ผิวพรรณขาวผุดผาดนวลเนียน รูปร่างของนางก็อรชรอ้อนแอ้นเสิ่นกุ้ยเฟยที่เขาเห็นว่างามแล้วก็ยังสู้นางมิได้หมิงเฟยหลงรู้สึกคล้ายตนเองไม่อาจจะยับยั้งใจให้อยากจะครอบครองนาง ‘นี่กระมังความงามล่มเมืองที่นักปราชญ์เคยกล่าวเตือนไว้ข้าเองนางอยู่ใกล้แค่นี้อกใจคล้ายจะพองโตจนแทบจะหลุดออกมา’
นางช้อนสายตาขวยเขิน“ข้าแค่อยากรีบทำภารกิจที่รับปากท่านไว้ให้เสร็จโดยเร็วเข้าวังมาหลายวันแล้วยังไม่ได้เริ่มสืบอันใดเลย?”
ฮ่องเต้ทรงหยุดพระบาทที่กลางสะพานหันมาจับมือของนางขึ้นกุมไว้“เจ้าไม่ต้องห่วง ข้าเร่งให้เขาเตรียมพิธีอภิเษกให้เสร็จสิ้นภายในเดือนนี้อย่าว่าแต่เจ้าที่ใจร้อน ข้าเองก็แทบจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว!”
****************
