ฮูหยินข้าคือนักวิทยาศาสตร์ 【จบ】

    เล่มที่ 4 บทที่ 113 ไทเฮารับสั่งให้เข้าเฝ้า

            ถึงกระนั้น หลูเจิ้งชิงก็ยังตรวจดูบาดแผลอย่างเคร่งครัดและกดเบาๆ ที่บริเวณง่ามนิ้วโป้งแล้วถามฟู่ถิงเย่ว่ารู้สึกเจ็บปวดอย่างไร

            ฟู่ถิงเย่ตอบว่า"ไม่เจ็บ"

            ไม่เจ็บแล้วท่านจะเรียกข้ามาตอนกลางดึกเพื่ออะไร?

            คำพูดนี้หลูเจิ้งชิงไม่กล้าพูดและไม่ควรพูดเขาจึงเอายาขี้ผึ้งมาทาบนแผลบางๆ ให้ฟู่ถิงเย่

            ถ้าหากพูดออกไปคงไม่มีใครเชื่อแม่ทัพผู้เกรียงไกรแห่งสมรภูมิรบเรียกหมอหลวงมาตอนกลางดึกเพราะแค่แผลเล็กน้อย?

            หลูเจิ้งชิงทายาเสร็จจากนั้นก็เก็บกล่องยา รู้สึกว่าตนน่าจะกลับได้แล้ว "อาการของท่านแม่ทัพไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงข้าน้อยขอตัวลา"

            "เดี๋ยวก่อนหมอหลวงหลู"ฟู่ถิงเย่เอ่ยปาก

            "ไม่ทราบว่าท่านแม่ทัพมีอะไรอีกหรือไม่"

            ฟู่ถิงเย่อ้าปากจะพูดแต่เขารู้สึกว่าบางอย่างก็ยากที่จะพูดออกมา

            เมื่อเจอเรื่องแบบนี้กลับต้องขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น...แต่ก็ช่วยไม่ได้พ่อบ้านจ้าวไม่อยู่ คนข้างกายก็มีแต่พวกผู้ชายหยาบๆ ครั้นจะหาคนมาปรึกษาก็ไม่รู้จะไปหาใคร

            ฟู่ถิงเย่กระแอมสองครั้งแล้วถามว่า"หมอหลวงหลูดูเหมือนว่าเจ้าจะสนิทสนมกับแม่นางหวามากเลยใช่หรือไม่?"

            หลูเจิ้งชิงครุ่นคิดแล้วตอบอย่างระมัดระวัง"ข้าน้อยชอบศึกษาค้นคว้าสิ่งใหม่ๆ เป็นปกติอยู่แล้ว แม่นางหวาเองก็สนใจในการปลูกพืชในโรงเรือนที่ข้าน้อยคิดค้นขึ้นมาจึงพูดคุยกันได้ถูกคอ"

            นางสนใจความรู้ใหม่ๆมากจริงๆ เหตุนี้เองถึงได้สนิทกับทั้งสองสามีภรรยาตระกูลหลูซึ่งก็ไม่น่าแปลกเลย

            ฟู่ถิงเย่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า"ครั้งก่อนข้าบังเอิญได้ยินหมอหลวงหลูคุยเรื่องของข้ากับแม่นางหวา คำพูดเหล่านั้นมีคำวิจารณ์พอสมควร...หมอหลวงหลูพอจะทราบหรือไม่ว่าทำไมนางถึงไม่อยากแต่งงานกับข้า?"

            เส้นเลือดดำข้างขมับของหลูเจิ้งชิงปูดขึ้นการที่เขาถูกเรียกมากลางดึก ที่แท้ก็เพราะเรื่องนี้...

            "ท่านแม่ทัพไม่ต้องกังวลไปหรอกสตรีทุกนาง ช่วงก่อนแต่งงานต้องมีความรู้สึกว้าวุ่นในใจบ้างเป็นเรื่องธรรมดา ต่อไปก็จะค่อยๆกลับมาเป็นปกติเองขอรับ" แน่นอนว่าหลูเจิ้งชิงไม่สามารถพูดถึงช่องว่างระหว่างยุคสมัยได้ทำได้เพียงเปลี่ยนเรื่องใหญ่ให้กลายเป็นเรื่องเล็กเท่านั้น

            ฟู่ถิงเย่ไม่ใช่คนโง่จึงถามว่า "ก่อนที่ฮูหยินจะแต่งงานกับเจ้า นางก็เป็นเช่นนี้เหมือนกันหรือ?"

            "..." หลูเจิ้งชิงเงียบไปครู่หนึ่งแล้วตอบว่า"ข้ากับนางอยู่ด้วยกันมาเป็นสิบปี เรารู้จักกันดีมาก ตั้งแต่ตอนเข้าพิธีปักปิ่นนางก็รู้แล้วว่าวันหน้าต้องแต่งงานกับข้าดังนั้น...นางคงไม่ได้เป็นเหมือนแม่นางหวา"

            "เจ้าหมายความว่า...แม่นางหวายังไม่สนิทกับข้ามากพอจึงมีข้อกังวลเหล่านี้?" ฟู่ถิงเย่ดูเหมือนจะพบคำตอบแล้ว

            หากนับดูแล้ว เขาและหวาชิงเสวี่ยรู้จักกันมาเกือบครึ่งปีถือว่าไม่นานนัก...

            ฟู่ถิงเย่พึมพำ"เมื่อก่อนนางไม่ได้เป็นแบบนี้...แต่พักหลังกลับทะเลาะกับข้าบ่อยครั้ง ราวกับว่าข้าไม่คู่ควรให้ฝากชีวิตไว้แม้ข้าจะไม่ใช่คนเก่งกาจอะไร แต่ถ้าพูดถึงฐานะและตำแหน่งแล้ว ก็จะไม่ทำให้นางต้องน้อยเนื้อต่ำใจแน่นอนข้าคิดไม่ออกจริงๆ ว่านางกังวลเรื่องอะไรกันแน่..."

            ก็เหมือนกับที่หลัวมู่อวี่พูดเขาเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ของแคว้นฉี เหตุใดพอมาถึงหวาชิงเสวี่ยจึงถูกรังเกียจได้?

            "เป็นเพราะฐานะของท่านแม่ทัพสูงส่งเกินไปตำแหน่งก็สูงเกินไป แม่นางหวาจึงกังวลมากกระมัง?" หลูเจิ้งชิงพยายามบอกใบ้เขา

            "เจ้าหมายความว่านางรู้สึกอับอายที่เทียบข้าไม่ได้อย่างนั้นหรือ? รู้สึกว่าตัวเองไม่คู่ควรกับข้า?"ฟู่ถิงเย่รู้สึกว่ามันไม่น่าเป็นไปได้ เวลาที่หวาชิงเสวี่ยทะเลาะกับเขานางช่างหยิ่งทะนงยิ่งนัก ไม่เห็นจะมีทีท่าว่ารู้สึกต่ำต้อยตรงไหน

            เขาขมวดคิ้วด้วยความสงสัย"เมื่อพูดถึงฐานะ นางก็ได้รับการแต่งตั้งจากฮ่องเต้ให้เป็นซือปิงฟูเหริน มีของพระราชทานมีจวน ก็ถือว่าสูงส่งไม่แพ้กัน"

            "แต่ซือปิงฟูเหรินก็เป็นแค่ชื่อตำแหน่งอีกอย่าง..." หลูเจิ้งชิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตัดสินใจพูดตรงๆ "อีกอย่างในสายตาของคนภายนอก แม่นางหวาก็เป็นแค่คนในกระโจมของท่านแม่ทัพมาก่อน แล้วจึงเป็นซือปิงฟูเหริน"

            ฟู่ถิงเย่เข้าใจแล้ว"เจ้าหมายความว่า..."

            "ข้าน้อยขอพูดตรงๆฮ่องเต้มีอำนาจน้อย ซือปิงฟูเหรินที่ฮ่องเต้แต่งตั้งเอง นอกจากจะมีชื่อเสียงในหมู่ประชาชนแล้วคนอื่นๆ ก็คงไม่ได้ใส่ใจอะไร ตอนนี้ทุกคนในเมืองหลวงให้ความเคารพซือปิงฟูเหริน...ก็เพราะเห็นแก่หน้าของท่านแม่ทัพเท่านั้น"

            ฟู่ถิงเย่เงียบไปครู่หนึ่งสีหน้าของเขาก็ค่อยๆ มืดครึ้ม

            "เจ้ากำลังจะบอกว่าฮ่องเต้...ก็คือฝั่งบ้านเดิมของนาง? หากฮ่องเต้มีอำนาจนางถึงจะวางใจแต่งกับข้าหรือ?"

            ความคิดนี้ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจเลยจริงๆ

            ฟู่ถิงเย่มีสีหน้าดำคล้ำขบเขี้ยวเคี้ยวฟันเล็กน้อย "นางก็ยังไม่เชื่อใจข้า ไม่ว่าข้าจะทุ่มเทใจให้แค่ไหนก็ตาม"

            "เรื่องความรู้สึกมันไม่มีเหตุผลมาอธิบายอยู่แล้ว..." หลูเจิ้งชิงพึมพำกับตัวเอง

            ฟู่ถิงเย่หูไว สายตาอันคมกริบจับจ้องไม่วางตา"เจ้าพูดอะไร?"

            หลูเจิ้งชิงชะงักไปฟู่ถิงเย่กลับพยักหน้าให้อีก "เจ้าพูดถูก มันไม่มีเหตุผลมาอธิบายจริงๆ"

            ถ้าหากพูดถึงเหตุผลก็มีเพียงข้อเดียวคือ ใครรักก่อน คนนั้นก็แพ้

            มาถึงตอนนี้แล้วฟู่ถิงเย่จะไม่เข้าใจได้อย่างไรว่าความชอบของหวาชิงเสวี่ยที่มีต่อเขานั้นถูกควบคุมเอาไว้เสมอ และยังเต็มไปด้วยเหตุผลเกินกว่าจะเข้าใจ

            คิดดูสิ แม้แต่ความชอบนางยังไม่มอบให้เขาอย่างเต็มใจแล้วเขามีสิทธิ์อะไรไปเรียกร้องให้นางเชื่อใจ?

            "วันนี้ลำบากหมอหลวงหลูแล้ว"สีหน้าของฟู่ถิงเย่ยังดูไม่ดีนัก แต่ในน้ำเสียงกลับไม่ปรากฏความโกรธหรือยินดีออกมาคงเป็นการระงับอารมณ์เอาไว้

            หลูเจิ้งชิงทำท่าจะเดินออกไปก่อนจะไปก็เหมือนนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ร่างกายหยุดชะงัก แล้วหันหลังกลับไปพูดกับฟู่ถิงเย่ว่า"ท่านแม่ทัพ สตรีที่ไม่มีความมั่นคงในจิตใจ จะระแวงสงสัย คิดฟุ้งซ่านต่างๆ นานาตอนนี้แม่นางหวายังไม่มีความสามารถในการดูแลตัวเองได้เลย"

            พูดจบก็โค้งคำนับให้ฟู่ถิงเย่แล้วเดินตามทหารองครักษ์ออกไป

            ฟู่ถิงเย่มองตามแผ่นหลังของหลูเจิ้งชิงที่จากไปด้วยแววตาซับซ้อน

            ตั้งแต่แรก ท่าทีของหวาชิงเสวี่ยที่มีต่อเขาก็คือเป็นผู้รับว่าง่ายเชื่อฟังเสมอ เมื่อก่อนเขาไม่รู้สึกว่ามันไม่ดีอะไร แต่ตอนนี้กลับพบว่าความว่าง่ายนั้นมีอันตรายซ่อนอยู่และในตอนนี้อันตรายนั้นก็ได้ปะทุออกมาอย่างเต็มที่แล้ว

            ...

            หวาชิงเสวี่ยผู้หญิงสายวิทย์การคิดแก้ปัญหาจึงมีเหตุมีผลมากกว่าผู้หญิงทั่วไป

            หลังจากที่ทะเลาะกับฟู่ถิงเย่นางรู้สึกเสียใจมาก ถึงกับน้ำตาไหลออกมาสองสามหยด กลางดึกนางนอนกลิ้งไปมาบนเตียง ไม่ว่าจะคิดอย่างไรก็ยังรู้สึกว่าความเสี่ยงที่จะแต่งกับฟู่ถิงเย่มีมากกว่าการอยู่คนเดียว

            ก็เหมือนกับการเข้าวังไปเป็นสนมยามได้รับความโปรดปราน ความรักที่มีเพื่อมอบให้สตรีสามพันนางก็จะมารวมอยู่ที่คนคนเดียวแต่หากไร้ซึ่งความโปรดปรานแล้วก็จะถูกโยนเข้าตำหนักเย็นไม่รู้เป็นตายร้ายดี

            ไม่อาจปฏิเสธได้ว่านางกำลังโกรธฟู่ถิงเย่เรื่องของหลี่จิ่งหนานอยู่แต่ความแตกต่างกันทางฐานะและตำแหน่งของทั้งสอง ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะทำให้นางตื่นตัว

            แต่ว่านางจะไม่แต่งงานจริงๆหรือ?นางก็ชอบเขาอยู่ชัดๆ นี่นา...ถึงแม้ว่าเขาจะอารมณ์ร้ายไปหน่อย ความคิดโบราณไปหน่อยแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า...เขาเป็นคนดี ที่สำคัญกว่านั้นคือเป็นบุรุษที่ดีกับนางไม่น้อย

            อีกอย่าง ลองคิดถึงนิสัยเผด็จการของฟู่ถิงเย่แล้ว...นางคงไม่มีสิทธิ์ที่จะพูดว่าไม่แต่ง

            หวาชิงเสวี่ยรู้สึกหงุดหงิดจึงหลับตาลงตัดสินใจว่าพรุ่งนี้จะหาโอกาสคุยกับฟู่ถิงเย่ให้รู้เรื่อง

            การหนีปัญหาไม่ใช่ทางออกไม่ว่าในใจจะคิดอะไรอยู่ก็ตาม นางต้องพูดคุยกับเขาให้ชัดเจน ถึงแม้ว่า...อาจจะมีความเป็นไปได้สูงว่านี่จะเป็นการเล่นพิณให้วัวฟัง[1]

            ...

            สุดท้ายหวาชิงเสวี่ยก็ไม่ได้รอโอกาสนั้นเพราะเช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น คนจากในวังก็มาแจ้งว่าไทเฮามีรับสั่งให้นางเข้าเฝ้า และเชิญนางเข้าวัง

            มันกะทันหันเกินไป หวาชิงเสวี่ยมีสัญชาตญาณแรกก็คืออยากไปหาฟู่ถิงเย่ตอนนั้นนางถึงเพิ่งจะรู้สึกว่าตัวเองขาดผู้ชายคนนี้ไม่ได้...

            ถึงแม้ว่าทหารองครักษ์จะไปแจ้งเรื่องกับฟู่ถิงเย่แล้วแต่ขันทีที่ไทเฮาส่งมาก็เร่งรัด หวาชิงเสวี่ยจึงมีเวลาเปลี่ยนเสื้อผ้าเพียงเล็กน้อยก่อนที่จะตามขันทีเข้าวังไป โดยที่ไม่ได้รอฟู่ถิงเย่

            หวาชิงเสวี่ยไม่เคยเข้าวังมาก่อนถึงแม้ว่าหลี่จิ่งหนานจะเคยพูดหลายครั้งว่าจะพานางเข้าวังไปเที่ยวเล่น แต่ก็พูดเล่นๆไปอย่างนั้น

            ไม่คิดเลยว่าการเข้าวังครั้งแรกจะเกิดขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัวเช่นนี้...

            หวาชิงเสวี่ยนั่งรถม้าไปถึงประตูเหนือของพระราชวัง

            คิดว่ารถม้าจะเข้าไปได้เลยแต่ก็ต้องจอดรออยู่ที่หน้าประตู

            อ้อ...ใช่แล้ว ในพระราชวังไม่อนุญาตให้รถม้าวิ่งเพราะกลัวจะไปชนคนใหญ่คนโต

            หวาชิงเสวี่ยเดินตามขันทีเข้าไปข้างในสายตาก็กวาดมองไปรอบๆ ด้านหนึ่งเป็นกำแพงวังที่ทอดยาวเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด อีกด้านเป็นอาคารต่างๆแต่กลับมองไม่เห็นทิวทัศน์อะไร

            ตอนนี้ยังเป็นแค่ตอนเช้าตรู่แต่เหล่าข้าราชบริพารก็ตื่นกันหมดแล้ว มีคนถือไม้กวาดหรือกะละมังเดินผ่านนางไป พวกเขาเดินอย่างรวดเร็วแต่เสียงเบามาก เป็นความระมัดระวังที่ฝังรากลึกอยู่ในกระดูก

            หวาชิงเสวี่ยถูกพาไปยังเรือนเล็กๆที่มีพื้นที่สีเขียวอยู่บ้าง

            นางมองไปรอบๆ ถึงแม้ว่าเรือนพักหลังนี้จะสวยงามแต่เมื่อดูจากขนาดแล้ว ไม่น่าจะเป็นสถานที่ประทับของไทเฮา

            แล้วก็เป็นอย่างที่คิดไม่นานนัก นางกำนัลวัยกลางคนอายุราวสี่สิบห้าสิบปีก็เดินออกมาจากด้านใน ท่าทางจริงจังไม่ยิ้มแย้ม

            นางกำนัลผู้นี้เป็นหมัวหมัวสอนพิธีการเมื่อเห็นหวาชิงเสวี่ยก็โค้งคำนับให้ก่อน จากนั้นก็เข้ามาตรวจร่างกายของหวาชิงเสวี่ยซึ่งกล่าวกันว่าเป็นกฎเกณฑ์ประจำก่อนที่จะเข้าเฝ้าคนใหญ่คนโต

            หวาชิงเสวี่ยไม่มีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธนางรู้สึกงุนงง แต่ก็โชคดีที่การตรวจสอบนี้ไม่จำเป็นต้องถอดเสื้อผ้าออก นางจึงปล่อยให้หมัวหมัวจัดการไป

            หมัวหมัวดูว่ารูปร่างหน้าตาของนางได้สัดส่วนหรือไม่หากน่าเกลียดเกินไป เกรงว่าจะทำให้คนใหญ่คนโตตกใจกลัว และจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าวัง

            จากนั้นก็ตรวจดูว่ามือของนางสะอาดหรือไม่หากไม่สะอาดก็จะต้องไปอาบน้ำชำระล้างก่อน

            หมัวหมัวยังดมตัวนางว่ามีกลิ่นแปลกหรือไม่รวมถึงผมก็ดม หากมีกลิ่นไม่สุภาพ ก็จะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าเฝ้าไทเฮา

            แน่นอนว่า การตรวจค้นร่างกายก็หลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน

            หลังจากทำสิ่งเหล่านี้เสร็จก็ยังไม่จบเท่านี้

            เพราะต่อจากนี้ หมัวหมัวจะต้องสอนมารยาทในวังให้นางไม่ว่าจะเป็นการเดิน การหมุนตัว การพูดจา วิธีการทำความเคารพไทเฮา รวมถึงข้อห้ามต่างๆในวัง

            แค่การเดิน การหมุนตัวการกลับมาที่เดิม หวาชิงเสวี่ยก็ต้องทำซ้ำอย่างน้อยสามสิบครั้ง

            ในฤดูใบไม้ร่วงที่อากาศเย็นสบายนางยืนอยู่ในลานกลางแจ้ง จนมีเหงื่อซึมออกมาเล็กน้อยที่หน้าผาก

            นางไม่แน่ใจว่าทุกคนที่เข้าเฝ้าไทเฮาจะต้องเจอกับเรื่องแบบนี้หรือไม่หรือว่า...ไทเฮากำลังจงใจแกล้งนางกันแน่?

            ถูกคนมาเรียกออกจากผ้าห่มตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางไม่ทันได้ดื่มน้ำด้วยซ้ำ พอโดนแบบนี้เข้าไป หวาชิงเสวี่ยก็ทั้งเหนื่อยทั้งหิวทั้งกระหายน้ำสีหน้าเริ่มซีดลงเล็กน้อย

            นางเงยหน้ามองฟ้า ไม่รู้ตัวเลยว่าเวลาล่วงเลยมาจนถึงเที่ยงวันแล้ว

            ไม่ใช่ว่านางไม่อยากขี้เกียจแต่คนพวกนั้นไม่ได้สนใจเลย ถ้าหากทำท่าทางไม่ถูกต้อง ก็จะไม่ยอมปล่อยตัวนางไป ต้องวนเวียนอยู่ที่นี่สุดท้ายคนที่เสียเปรียบก็คือหวาชิงเสวี่ยเอง

            ในที่สุดหมัวหมัวก็พยักหน้าให้ผ่านแล้วเป็นคนนำทางไปตำหนักของไทเฮาด้วยตัวเอง

            พวกนางเดินผ่านตำหนักต่างๆที่ซ้อนทับกันอยู่มากมาย ผ่านประตูวังชั้นแล้วชั้นเล่า หวาชิงเสวี่ยเดินจนขาอ่อนแทบเป็นลมแต่เมื่อมองไปที่นางกำนัลข้างหน้าก็ยังเห็นว่าหลังตรงและเดินอย่างไม่รีบร้อน นางจึงอดคิดไม่ได้ว่าร่างกายของตนอ่อนแอเกินไปหรือไม่?

            คนอื่นที่อายุมากกว่านางยังไม่เป็นอะไรแต่เหตุใดนางกลับเหมือนคนเพิ่งวิ่งมาแปดร้อยเมตรในวิชาพละจนหอบแฮ่ก เช่นนี้?

            ในที่สุดก็มาถึงตำหนักของไทเฮา

            หวาชิงเสวี่ยไม่มีอารมณ์และเรี่ยวแรงที่จะชื่นชมทิวทัศน์โดยรอบอีกต่อไปแล้วตอนนี้ในหัวของนางมีแค่ความคิดเดียว นั่นก็คืออยากเจอไทเฮาเร็วๆ แล้วรีบกลับบ้าน!

            ——————————————————————

            [1]เล่นพิณให้วัวฟัง(对牛弹琴)คล้ายกับสำนวนไทยที่ว่าสีซอให้ควายฟัง มักใช้ในสถานการณ์พูดความจริงกับคนไร้เหตุผล หรือพูดไปแล้วอีกคนไม่ใส่ใจจะฟัง

    คล้ายกับเรื่องฮูหยินข้าคือนักวิทยาศาสตร์ 【จบ】 ที่คุณอ่าน