ิญญาของไป๋เยว่ชิงหันหลังเดินจากไป
พุทธองค์หลี่จิ้งหยางยังคงยืนนิ่งสงบอยู่เช่นนั้น จนกระทั่งมีเสียงเรียกจากศิษย์ด้านนอก “พุทธองค์ขอรับ ศิษย์มากันพร้อมแล้วที่หอสวดมนต์”
“อืม”
รุ่งอรุณเริ่มมาเยือนแทนความมืดมิดในราตรี พุทธองค์หลี่จิ้งหยางต้องนำศิษย์สวดมนต์ใน่เช้าตรู่ทุกวัน เื่เมื่อครู่ที่พบเจอจะถือว่าเป็เพียงมโนจิตที่คิดไปเอง
จื่อหลิงมาที่หอสวดมนต์เกือบคนสุดท้าย เหตุก็เพราะเขามัวแต่ตามหาเยว่ชิงอยู่ สหายรักที่เอาแต่นั่งกอดเข่าคุดคู้อยู่เมื่อคืน พอเช้ามาก็หายตัวไปจากห้องนอนเสียแล้ว
พุทธองค์เดินเข้ามาในหอสวดมนต์ด้วยกิริยาสงบ ปรายสายตามองศิษย์ที่นั่งกันอยู่เรียงราย และพบจื่อหลิงที่นั่งคิ้วขมวดอยู่เกือบท้ายแถว โดยปกติแล้วจื่อหลิงมักจะมาก่อนเสมอ หากเดินเข้ามาก็ต้องพบศิษย์ผู้นี้เป็อันดับแรก
“จื่อหลิง”
“หา! เอ่อ...ขอรับพุทธองค์”
“ทำไมวันนี้มาสายล่ะ”
แววตากลมโตใเล็กน้อย จื่อหลิงคิดหาวิธีแก้ตัวเอาหน้าไปก่อน “ข้าตื่นสายขอรับ”
ทว่าพุทธองค์นั้นหยั่งรู้ถึงจิตใจของผู้คนเป็อย่างดี มองปราดเดียวก็ย่อมรู้ว่าจื่อหลิงกำลังโกหก ท่าทางกระวนกระวายใจนั้นแสดงออกจนปิดไม่มิด
“มานั่งด้านหน้าเถิด”
“...”
“จื่อหลิง”
“ขอรับ”
เขาเกาหัวตัวเองพลางขยับมานั่งด้านหน้าที่เดิม จื่อหลิงนั้นไม่เคยเข้าใจความคิดของพุทธองค์เลยสักครั้ง ศิษย์ในวิหารระฟ้านี้มีมากมายจนจำหน้าไม่ได้ แต่คงเป็เพราะจื่อหลิงเป็สหายเพียงผู้เดียวของไป๋เยว่ชิงกระมัง พุทธองค์หลี่จิ้งหยางจึงจดจำได้ขึ้นใจ
“นี่จื่อหลิง”
“หือ?” ศิษย์อีกคนที่นั่งอยู่ด้านข้างเอ่ยเรียกเสียงกระซิบ
“เยว่ชิงสหายของเ้าเล่า? หายไปไหนตั้งหลายวันแล้ว”
“...!”
“หรือว่าเป็เพราะเยว่ชิงคือศิษย์รักของพุทธองค์ เลยคิดจะอู้ไม่ยอมมาร่ำเรียนน่ะ!”
“ไม่ใช่!”
จื่อหลิงเค้นเสียงตอบกลับทันที เขาไม่ชอบให้ผู้ใดมาเข้าใจผิดคิดว่าเยว่ชิงนั้นมีคนหนุนหลัง อีกอย่างเยว่ชิงก็ทำทุกอย่างเท่าเทียมกับทุกคน เพียงแต่ตอนนี้สถานะของเยว่ชิงเปลี่ยนไปแล้ว
“เช่นนั้นอะไรเล่า?”
“เยว่ชิงป่วย”
การสนทนาที่เบาจนแทบไม่มีใครได้ยินนั้น กลับดังชัดเจนอยู่ในหูของพุทธองค์หลี่จิ้งหยาง เป็อย่างที่คิดเอาไว้ตามคาด ไป๋เยว่ชิงนั้นคงไปพบกับจื่อหลิงมาแล้ว
เสียงสวดมนต์ดังก้องไปทั่วทั้งวิหารระฟ้า เหล่าเทพต่างก็ร่วมสวดมนต์ไปพร้อมกับพุทธองค์ ซึ่งเป็เื่ปกติธรรมดาของผู้ที่บำเพ็ญเพียร หนทางสุดท้ายก็ไม่วายเข้าสู่การนิพพาน
มีเพียงเยว่ชิงที่มองทุกอย่างด้วยความชิงชัง เสียงสวดมนต์เหมือนเสียงขับไล่ จิตที่เคยเบิกบานยินดีปรีดา กลับกลายเป็จิตที่ร้อนรุ่มและแข็งกระด้าง ในตอนนี้ความสกปรกโสมมในหลุมดำมืดนั้น ถูกไป๋เยว่ชิงดูดกลืนจนหมดสิ้น
“ไป๋เยว่ชิง!”
น้ำเสียงแข็งกร้าวนั้นะเืไปทั่ว เสียงเรียกที่บอกถึงความไม่พอใจ
“เทพแห่งความตาย?”
“เ้ากระทำการอันใดลงไป! กลืนกินความชั่วช้าโสมม ิญญาแปดเปื้อน”
เยว่ชิงยกยิ้มเมื่อได้ฟังสิ่งที่เทพแห่งความตายเอ่ย เขากระทำการลงไปนั้นไม่ใช่สิ่งที่จำต้องตอบผู้ใด ในเมื่อโอกาสของการเรียกหาความยุติธรรมยังมีอยู่ “ข้าทำสิ่งใดอย่างนั้นหรือ?”
“ข้าขอเตือนเ้าเอาไว้!”
“ว่ามาได้เลย”
“อย่าได้คิดสร้างบาปมหันต์ที่ยากจะลบล้าง เ้าควรตามหาความเป็จริงให้พบเสียก่อน”
“ท่านคิดว่าตอนนี้ข้าอยู่ในบทละคร อยู่ในคำสอนงี่เง่า หรืออยู่ในโลกคู่ขนานกันเทพแห่งความตาย” เ้าของดวงตาสีชาอดหัวเราะขึ้นมาไม่ได้ “พุทธองค์สอนข้าเสมอว่า ความตายเป็เื่ธรรมชาติ การมีลมหายใจคือสิ่งที่ต้องรักษา”
“...”
“แต่ข้าก็ตายจนได้ มันน่าตลกว่าไหมเทพแห่งความตาย ที่บอกว่าผู้เจริญแล้วจะไม่มีวันทำลายตนเอง”
“ไป๋เยว่ชิง เ้าต้องหยุดเสียที”
“เพราะไม่อาจทำลายตนเองได้กระมัง จึงต้องมาทำลายตัวข้าแทน!”
แค้นที่มากเกินระงับเป็ผลจากการดูดกลืนในห้วงจิตมืด เมื่อปล่อยเช่นนี้ต่อไปเยว่ชิงจะกระทำทุกอย่างที่ยากจะแก้ไข กายิญญาเต็มไปด้วยไอแค้น แม้เฉียดใกล้ก็ยังรับรู้ได้ถึงความเ็ป ทุกข์ทน ชิงชัง และอาจนำไปสู่การกระทำยั้งคิดในวันข้างหน้า
“ฟังข้าให้ดีเยว่ชิง”
“ข้าฟังมามากพอแล้ว และข้าก็ไม่อยากฟังสิ่งใดให้รู้สึกสะอิดสะเอียนอีก”
เอ่ยไว้เพียงเท่านั้นเยว่ชิงก็เดินจากไป เสียงหัวเราะชอบใจของความโสมมในห้วงจิตมืด พวกมันกำลังครอบงำิญญาของเยว่ชิงทีละนิด เทพแห่งความตายทำได้เพียงมองตามหลัง ในตอนนี้เขาไม่อาจเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเื่ราวของิญญาดวงนี้ได้อีก
“คำทำนายที่ท่านหวั่นเกรงกันนัก บัดนี้มันกำลังจะกลายเป็จริงดังว่า”
เทพแห่งความตายเอ่ยขึ้นมาอย่างปลงตก การส่งเยว่ชิงข้ามไปยังปรโลกในตอนนี้ถือเป็เื่ที่ไม่เหมาะสม แต่การส่งิญญาเยว่ชิงกลับมาหาความจริง ก็ดูเหมือนว่าจะเป็การสร้างความยากลำบากไม่น้อย ขอเพียงพุทธองค์หลี่จิ้งหยางปลอบประโลม เทพแห่งความตายหวังว่าเยว่ชิงจะเรียกสตินึกคิดเดิมกลับคืนมาได้
โดยไม่รู้เลยว่าไป๋เยว่ชิงนั้นไม่อาจรับการปลอบประโลมจากพุทธองค์หลี่จิ้งหยางได้อีกแล้ว!
หลังสวดมนต์เสร็จจื่อหลิงก็รีบออกจากหอสวดมนต์ไป เขาตั้งใจจะไปตามหาเยว่ชิงให้พบเสียก่อน เกรงว่าหากพุทธองค์หลี่จิ้งหยางพบเข้าจะไม่เป็ผลดีกับเยว่ชิงเอา ราวกับพุทธองค์นั้นล่วงรู้ทุกสิ่งอย่างที่จื่อหลิงกำลังกระทำ เสียงเนิบที่คุ้นเคยจึงเอ่ยเรียกขึ้นมา
“จื่อหลิงจะรีบไปไหนหรือ?”
“ข้า เอ่อ คือว่าข้าจำได้ว่าลืมปิดประตูที่พักน่ะขอรับ เลยจะกลับไปปิดก่อน”
ศิษย์ผู้นี้ยังคงโกหกไม่เก่งเช่นเดิม
“อาตมาอยากให้ช่วยจัดห้องตำรา ปิดประตูแล้วรีบมา”
“ขอรับๆ”
ท่าทางรีบร้อนนั้นดูเป็กังวลใจจนไม่มีแม้สมาธิจดจ่อ พุทธองค์หลี่จิ้งหยางไม่ได้ไปห้องตำราตามที่นัดหมายกับจื่อหลิงไว้ ทว่ากลับเดินอ้อมไปทางสระบัวข้างวิหารระฟ้าแทน ศิษย์ในวิหารต่างก็แยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตน ไม่มีผู้ใดสนใจเื่ของผู้อื่นนัก
ความจริงของชีวิตล้วนไม่เป็ไปดังหวังสักเท่าไร สระบัวกว้างใหญ่งดงามราวกับสระทิพย์ของ์ตระหง่านอยู่เบื้องหน้า พุทธองค์หลี่จิ้งหยางเพียงโบกมือ สระที่น้ำเต็มเปี่ยมก็แหวกออกจากกันกลายเป็บันไดให้พุทธองค์เดินลงไปยังด้านล่าง
ทุกที่ในวิหารระฟ้ายังมีความลับมากมาย ใต้ล่างสระบัวที่งดงามนั้นเป็โถงกว้างขนาดใหญ่หรูหรา มองเห็นสรรพชีวิตในโลกหล้าที่เป็ไปตามชะตากรรม พุทธองค์เดินเลยผ่านไปอีกที่หนึ่งที่อยู่ท่ามกลางแมกไม้นานาชนิด
ไป๋ซื่ออิง
หลุมฝังศพขนาดใหญ่อยู่เบื้องหน้า ศิลาแผ่นหนาสลักนามของผู้ตายเอาไว้อย่างชัดเจน
พุทธองค์เพียงมองด้วยท่าทีสงบ ไม่มีอากัปกิริยาอื่นใดที่แสดงให้เห็นว่ากำลังเศร้าโศก ดวงตาสีอำพันไม่มีอาการวูบไหวเลยสักนิด
“ซื่ออิง”
น้ำเสียงเนิบเอ่ยเรียกนามของคนที่นอนอยู่ในหลุม “อาตมาอยากให้ซื่ออิงละวางเสียทุกสิ่งอย่าง”
ไม่มีเสียงตอบรับกลับมา มีเพียงความเงียบเชียบ
“อาตมาเคยบอกไปตั้งหลายครั้ง โลกใบนี้ไม่ได้เป็ดั่งใจหวังไปทุกอย่าง หนทางของอาตมาคือนิพพาน และมันยังคงเป็เช่นนั้นไม่เคยเปลี่ยน”
กล่าวจบก็หันหลังให้ในทันที พุทธองค์ไม่แม้แต่จะปรายสายตามองกลับหลัง ทุกอย่างที่นี่ล้วนเป็ความลับมาโดยตลอด หลี่จิ้งหยางยังคงรักษาที่แห่งนี้ตามบัญชาขององค์ยูไลอย่างเคร่งครัด
ทุกอย่างที่เกิดขึ้นนั้นล้วนเป็สิ่งที่โลกไม่ควรได้รับรู้
สดับเพียรหมื่นภพชาติ