องค์ชายเก้าพร้อมกับพรรคพวกมาถึงเมืองหลวงอย่างราบรื่น ครั้นเมื่อถึงด้านหน้าประตูเมืองเขาก็หยุดม้าแล้วแหงนมองไปที่ประตูเมืองสักครู่หนึ่งเพื่อระลึกถึงเื่ราวที่ผ่านมา เมื่อครั้งตอนยังเป็เด็กเขาได้มาวิ่งเล่นอยู่ที่นี่อย่างสนุกสนาน ก่อนที่จะต้องไปใช้ชีวิตเป็ตัวประกันอยู่อย่างอย่างทรมานที่แคว้นเฉียนสู แต่เขาเมื่อตื่นจากภวังค์ของอดีตก็รีบควบม้าตัวงามนำหน้ามุ่งหน้าผ่านประตูเมืองหลวงเข้าไป เมื่อเขามาถึงตลาดที่มีผู้คนมากมายชาวเมืองต่างก็จำเขาได้ เมื่อชาวเมืองเห็นเขาต่างก็พากันหวาดกลัว บ้างก็ด่าสาปแช่งดังตามหลังเขาไปไม่ขาดสาย บางคนก็ขว้างปาสิ่งของใส่เขาอย่างไม่ปราณี
“อ๋องทรราชอย่างท่านยังมีหน้ากลับมาที่นี่อีกหรือไรช่างไม่มีสำนึกเลย”
ชาวบ้านผู้หนึ่งเป็คนนำและก็มีอีกหลายคนคล้อยตาม แต่ก็มิได้ทำให้เขาโกรธแค้นชาวบ้านเหล่านี้แต่อย่างใด กลับรู้สึกสมเพชชาวบ้านเหล่านี้ที่ตกเป็เครื่องมือของคนที่อยู่เื้ั
“หากใครกล้าด่าสาปแช่งข้าอีกข้าจะตัดหัวพวกเ้าให้หมด”
อี้เจ๋อก็เหาะจากหลังม้าแล้วทำท่าฟาดกระบี่ฉวัดเฉวียนใส่ชาวเมืองเ่าั้ เพื่อเป็การสั่งสอน และด้วยวิธีป่าเถื่อนของเขา ครั้นเมื่อชาวเมืองเห็นว่าเขาบ้าเืขึ้นมาต่างก็พากันวิ่งกระจัดกระจายแตกตื่นกันไปทั่วทั้งตลาด ความโกลาหลเกิดขึ้นและวุ่นวายไปทั่ว ส่วนเขาเห็นความโกลาหลเช่นนั้นก็รู้สึกพอใจ และสนุกสนานที่ให้คนเหล่านนั้นแตกตื่น เมื่อหนำใจแล้วเขาเองก็ะโขึ้นหลังม้าแล้วควบม้ามุ่งตรงเข้าไปในวัง เหล่าผู้ติดตามและจ่งเล่ยลูกน้องคนสนิทของเขาต่างก็มองหน้ากันแล้วก็ยิ้มอย่างมีเลศนัยเมื่อเห็นอี้เจ๋อทำเช่นนั้น สุดท้ายแล้วก็มิได้มีใครห้ามใครต่างก็เห็นเป็เื่สนุกสนานประหนึ่งว่าทำประชดใคร
ครั้นเมื่อเื่ราวที่อี้เจ๋อสร้างความโกลาหลที่ตลาดก็ลือสะพัดไปถึงหูฮองเต้ โดยมีองค์ชายห้าควานไฉเป็ผู้ไปรายงานแก่ผู้เป็บิดา ว่าน้องชายเป็คนเลวทรามเช่นไร แต่ฮองเต้ก็ยังฟังหูไว้หูเพราะมิได้เข้าข้างองค์ชายห้าแต่อย่างใด
“กราบทูลเสด็จพ่อพะยะค่ะวันนี้ที่ตลาดน้องเก้าไปไล่ทำร้ายชาวบ้านจนเดือดร้อนกันไปหมด เสด็จพ่อจะให้หม่อมฉันไปสั่งสอนน้องเก้าหรือไม่พะยะค่ะ”
“อืม...พ่อว่าเ้ามิต้องไปยุ่งกับน้องของเ้าเดี๋ยวพ่อจะสั่งสอนน้องของเ้าเอง”
“แต่ว่า....หากเสด็จพ่อปล่อยเ้าเก้าไว้เช่นนี้จะยิ่งได้ใจนะพะยะค่ะ”
“ปล่อยเป็หน้าที่ของพ่อเอง หรือว่าเ้าเห็นพ่อไม่มีปากมีเสียงที่จะสั่งสอนน้องของเ้าใช่หรือไม่”
“เอ่อ...หม่อมฉันมิกล้าพะยะค่ะเสด็จพ่อ ถ้าเช่นนั้นก็แล้วแต่เสด็จพ่อก็แล้วกัน”
ครั้นเมื่อเห็นว่ามิได้เป็อย่างที่คาดการณ์เอาไว้ ว่าเสด็จพ่อจะต้องเห็นด้วยกับตนเอง
องค์ชายห้าก็รีบขอตัวจากเสด็จพ่อ แล้วก็รีบออกมาด้วยความโมโหที่ไม่สามารถทำอะไรน้องของตนได้ ซึ่งโดยปกติแล้วองค์ชายห้าจะมิได้ลงรอยกันกับองค์ชายเก้าเสียเท่าไร ด้วยความที่องค์ชายห้าเป็องค์ชายที่เกิดจากพระสนมจึงมักจะด้อยค่าตนเองเปรียบเทียบตนเองกับองค์ชายเก้าที่เกิดจากฮองเฮากับฮองเต้โดยตรง ดังนั้นเขามักจะบงการเหล่าขุนนางที่อยู่ข้างเขาให้ใส่ร้ายป้ายสีอี้เจ๋อเรื่อยมา แต่อี้เจ๋อก็มักจะตอบโต้ด้วยการทำประชดเสียทุกครั้งไป ประหนึ่งว่าตนเองเป็ดั่งที่เขาปล่อยข่าวออกไปว่าเป็อ๋องทรราชชั่วช้าฆ่าคนบริสุทธิ์ และเห็นสตรีเป็ดั่งดอกไม้ริมทางมิได้จริงจังแค่หวังสนุกข่าวลือเช่นนี้ก็มาจากองค์ชายห้าทั้งหมดเพราะความอิจฉาริษยาของเขาที่มีต่ออี้เจ๋อ ส่วนฮองเต้ก็คอยให้คนสืบที่มาที่ไปของข่าวคราวที่เกิดขึ้นกับอี้เจ๋อจึงได้รู้กระจ่างว่าโดนใส่ร้ายจากองค์ชายห้า แต่ฮองเต้เมื่ออยู่ต่อหน้าบุตรชายคนเล็กของตนกลับปากไม่ตรงกับใจ เขามักพูดจากับบุตรชายตนดั่งมิใช่ลูกอันเป็ที่รักดั่งเช่นบุตรอื่นๆ อาจจะเป็เพราะอี้เจ๋อเองด้วยที่เขามิได้เคยพูดดีกับเสด็จพ่อของเขาเลยแม้แต่น้อย เพราะฝังใจที่เสด็จพ่อส่งตนไปเป็ตัวประกันที่แคว้นเฉียนสู ดังนั้นทั้งสองจึงกลายเป็ไม้เบื่อไม้เมากันมาตลอดเมื่ออยู่ต่อหน้ากัน
หลายวันผ่านไปอี้เจ๋อใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองหลวงอย่างสุขสำราญ เขาอยู่ในจวนอย่างสบายใจโดยไม่สนใจจะไปเข้าเฝ้าเสด็จพ่อของตน ในแต่ละวันมีข่าวลือออกไปว่าอ๋องเก้าเรียกสาวงามจากทั่วทุกสารทิศให้เข้าไปถวายตัวไม่ซ้ำหน้าดังนั้นเมื่อข่าวลือเป็เช่นนี้เขาจึงจัดให้ตามคำเรียกร้องของผู้ที่ปล่อยข่าว โดยให้จ่งเล่ยไปหาสาวงามมาปรนนิบัติตนเองที่ตำหนักไม่ให้ซ้ำหน้ากัน ทำให้ภายในจวนเต็มไปด้วยสาวงามหลายสิบคนวิ่งเล่นกันขวักไขว่เต็มทั่วทั้งตำหนัก อี้เจ๋ออยู่ในจวนกับสาวงามเ่าั้อย่างสนุกสนาน เขาทั้งร่ายรำทั้งปิดตาวิ่งไล่จับจูบกอดสาวงามเ่าั้จนเป็ที่โจษจันไปทั่ว ครั้นฮองเต้ได้ยินข่าวเช่นนั้นก็มิรู้จะทำอย่างไรกับบุตรชายผู้เอาแต่ใจของตน บุตรชายผู้นี้แต่ไหนแต่ไรก็มิได้สนโลก มักตัวเสเพลน่ารังเกียจมิสมกับเป็องค์ชายเืั พระองค์ก็ได้แต่ถอนหายใจหมดปัญญาที่จะสั่งสอน
ส่วนอีกด้านหนึ่งว่าที่ลูกสะใภ้ที่เป็แม่ทัพใหญ่ของแคว้น ก็มิได้มีท่าทีว่าจะรีบกลับมาแต่งงานกับบุตรชายของตน บัดนี้ฮองเต้นั่งอยู่ที่ห้องทรงงานแต่ก็อ่านฎีกามิได้รู้เื่ เพราะคิดถึงแต่เื่บุตรชายกับว่าที่ลูกสะใภ้ของตน ครั้นหวังกง กงขันทีคนสนิทเห็นฝ่าาเป็เช่นนั้นก็รู้สึกเป็ห่วง กลัวจะส่งผลเสียต่อสุขภาพของพระองค์ เขาจึงเข้าไปช่วยออกอุบายให้ทุกอย่างคลี่คลาย
“กราบทูลฝ่าาพะยะค่ะพระองค์ทรงกังวลอยู่ใช่หรือไม่”
“หวังกงกง คิดว่าสีหน้าแบบนี้ข้าสุขใจอย่างนั้นหรือ”
“ฝ่าาทรงคิดถึงเื่องค์ชายเก้ากับท่านแม่ทัพใหญ่ใช่หรือไม่.....ถ้าเป็เื่นั้นหม่อมฉันมีวิธีพะยะค่ะ”
“เ้าช่างรู้ใจข้ากว่าใคร บัดนี้งานแต่งของอี้เจ๋อยังมิได้เริ่มเลยแม้แต่หาฤกษ์วันแต่งก็ยังมิได้หา ซีซวนก็ไม่มีวี่แววว่าจะกลับมา”
“หม่อมฉันคิดว่าเราจะต้องใช้วิธีบังคับให้นางกลับมาพะยะค่ะส่วนฤกษ์แต่งงานหม่อมฉันได้ไปแอบสอบถามท่านราชครูไว้บ้างแล้ว”
“อืมดีๆ....เ้าช่างรู้งานยิ่งนักมิเสียแรงที่เ้าอยู่ข้างกายข้ามาหลายปีเช่นนั้นฤกษ์ดีคือตอนไหนกัน เอาวันที่เร็วที่สุด”
“ห้าวันข้างหน้าพะยะค่ะดังนั้นเราจะต้องให้ท่านแม่ทัพใหญ่กลับมาและแสร้งจัดงานเลี้ยงให้ทั้งสองได้มีโอกาสพบหน้ากันก่อนดีไหมพะยะค่ะหากองค์ชายเก้าได้เจอท่านแม่ทัพใหญ่หม่อมฉันคิดว่าจะต้องหลงเสน่ห์นางเป็แน่แท้ หม่อฉันมั่นใจพะยะค่ะ”
หวังกงกงมั่นใจเพราะแม้กระทั่งตัวเขาที่เป็ขันทียังหลงเสน่ห์นาง
“ดีๆ ถ้าเช่นนั้นทำตามแผนการของเ้า ข้าจักออกราชโองการให้ท่านแม่ทัพใหญ่รีบกลับมา เ้าจงนำราชโองการไปให้นางอย่ามัวช้าอยู่”
“รับด้วยเกล้าพะยะค่ะฝ่าา”
ณ อำเภอเถี่ยนถัง ซีซวนที่กำลังนอนเล่นอยู่ที่ทุ่งหญ้าเขียวขจีอันกว้างขวาง ทุ่งหญ้าเขียวขจีนั่นเต็มไปด้วยดอกไม้เล็กๆหลากสีสันบานสะพรั่งเต็มไปทั่ว ดอกไม้ใบหญ้าต่างก็ปลิวไหวเอนไปตามสายลมเย็นที่พัดปลิว นางนอนยกขาไขว่ห้างอยู่บนผืนหญ้าและเอาหมวกสานด้วยไม้ไผ่ปิดใบหน้าเอาไว้ ทันใดนั้นเสียงของท่านพ่อเรียกนางดังมาแต่ไกลประหนึ่งมีเื่ร้อนใจ
“ซีซวน ซีซวน มีราชโองการมาถึงเ้า เ้ารีบตามพ่อมาเถิด”
ครั้นได้ยินเช่นนั้นนางก็ลุกขึ้นด้วยท่าทีเบื่อหน่ายเพราะคิดว่าหมดเวลาสนุกของตนเสียแล้ว หากเป็ราชโองการมาเช่นนี้คงให้กลับไปแต่งงานเป็แน่และนั่นก็แสดงว่าองค์ชายเก้าน่าจะกลับมาแล้ว
“เฮ้อ!!!.......หมดเวลาของข้าแล้วต่อไปคงต้องเตรียมตัวรับมือกับโชคชะตาชีวิตที่มิอาจลิขิตเองได้”
ครั้นนางก็ถอนหายใจออกมาดังๆด้วยความรู้สึกเบื่อหน่ายกับหนทางข้างที่จะต้องเผชิญ นางจะต้องสูญสิ้นอิสระภาพในการใช้ชีวิต ครั้นนางก็ตามท่านพ่อกลับไปที่บ้านของตน เมื่อถึงบ้านก็พบว่าหวังกง กง เ้าเก่าเ้าเดิมที่ตามหลอกหลอนนางไม่หยุดสหายสนิทผู้ซึ่งเป็คนอันเชิญราชโองการที่น่าเบื่อหน่ายเช่นนี้
“ท่านแม่ทัพใหญ่รับราชโองการ ด้วยฮองเต้มีราชโองการจัดงานเลี้ยงให้เป็รางวัลแก่ท่านแม่ทัพใหญ่ที่รบชนะทั้งสามแคว้นและอีกห้าวันจากนี้ท่านแม่ทัพจะต้องเตรียมตัวเป็พระชายาขององค์ชายเก้า เช่นนั้นจึงมีราชโองการให้กลับวังหลวงเป็การด่วนพร้อมด้วยครอบครัวเป็การด่วน”
ครั้นเมื่อหวังกงกงอ่านราชโองการเสร็จนางก็ยื่นมือมารับราชโองการ ท่านพ่อกับท่านแม่ก็แสดงสีหน้าหนักอกหนักใจกับการแต่งงานของบุตรสาวของตนครั้งนี้
“ท่านแม่ทัพใหญ่ข้าว่าท่านควรจะรีบกลับเมืองหลวงเสียเดี๋ยวนี้เพราะงานเลี้ยงจะจัดในวันพรุ่งนี้แล้ว ฝ่าาฝากข้ามากำชับท่าน”
นางได้ยินเช่นนั้นก็หน้านิ่วคิ้วขมวด เพราะมันเป็การเร่งรัดนางทางอ้อม
“หวังกงกง มิต้องเป็ห่วง ข้าจะทำตามราชโองการประเดี่ยวนี้”
หวังกงกงได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มให้นาง และยินดีเป็อย่างยิ่งเมื่องานที่ตนได้รับมอบหมายสำเร็จ
“ถ้าเช่นนั้นข้าขอตัวกลับวังหลวงก่อนท่านก็แล้ว วันพรุ่งนี้ตอนเย็นท่านแม่ทัพจงเตรียมตัวไปร่วมงานเลี้ยงที่ฝ่าาจัดให้ท่านด้วยเถิด”
“หวังกงกงมิต้องเป็ห่วงข้าจะมิทำให้ใครต้องผิดหวังในตัวข้าเป็แน่”
และแล้วงานเลี้ยงถูกจัดขึ้นในวังหลวงอย่างสมเกียรติเพื่อแม่ทัพใหญ่อย่างซีซวน นับว่าฮองเต้ให้ความสำคัญกับนางมากกว่าเหล่าบรรดาขุนนางอื่นๆ เหล่าบรรดาขุนนางต่างก็มาร่วมงานเลี้ยงมากมาย บรรดาขุนนางที่มิได้ชื่นชอบในตัวนางต่างก็ซุบซิบนินทาที่ฮองเต้เห็นนางสำคัญกว่าพวกตนเองเกินไป แพวกเขามิได้คิดว่าการเป็แม่ทัพใหญ่รบอยู่ชายแดนหลายปีต้องเสียสละมากมายถึงเพียงไร หากแต่เป็ขุนนางอยู่ในวังกินดีอยู่ดีเสพสุขกับเบี้ยวัตในแต่ละเดือน จะรู้ถึงความยากลำบากได้เช่นไร ส่วนฝ่ายที่ชื่นชอบในตัวนางก็มีบางคนอยากได้นางเป็ลูกสะใภ้ก็มี แต่ก็มิทันฮองเต้เสียแล้ว และไม่ไกลจากเหล่าขุนนางนั่นอี้เจ๋อนั่งอยู่ภายในงานเลี้ยง โดยมิได้เป็ที่สนใจของเหล่าบรรดาขุนนางแต่อย่างใด บรรดาขุนนางที่มิชอบเขาต่างก็มองเหยียดหยาม และแสดงอาการเอือมระอากับพฤติกรรมของเขา เพราะตอนนี้เขาดื่มเหล้าเคล้านารีอยู่ท่ามกลางงานเลี้ยงที่มีผู้คนมากมาย โดยมิได้สนใจต่อสิ่งรอบข้าง ถึงแม้จะมีฮองเต้ผู้เป็บิดานั่งอยู่้าก็ตาม แต่พระองค์ก็มิได้ห้ามหรือต่อว่าเขาแต่อย่างใดเพราะมิอยากให้บรรยากาศของงานเสียครั้นเมื่อซีซวนเดินทางมาถึงวังหลวง นางก็เดินเข้าไปในงานเลี้ยงด้วยท่าทางองอาจสมกับเป็แม่ทัพใหญ่ของแคว้นฟ่านหรง นางมิได้แต่งตัวดั่งเช่นสตรีอ่อนหวานสวยงามทั่วไป บัดนี้นางอยู่ในชุดบุรุษสีน้ำเงินเข้มปักลายด้วยไหมสีทองเป็รูปนกกระเรียน ท่าทางทะมัดทะแมง ผมยาวดำขลับถูกมัดรวบขึ้นไปเป็ระเบียบปล่อยยาวเป็หางม้าไว้ และมีปิ่นัที่ฮองเต้เคยพระราชทานให้เสียบเอาไว้พระองค์มอบให้นางตอนที่นางรับตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ รูปร่างสูงเพรียวบางระหง คอเชิดตั้งตรงดูสง่าประหนึ่งเทพาลงมาประทับที่โลกมนุษย์ ใน่เวลานั้นทำให้ทุกคนหยุดสนทนาแล้วหันมามองนางกันเป็ตาเดียวกัน
“หม่อมฉันถวายพระพรฝ่าา ขอให้พระองค์อายุยืนหมื่นปีหมื่นๆปีเพค่ะ”
“ดี !! ดี ท่านแม่ทัพใหญ่ของข้ากลับมาแล้ว เชิญท่านแม่ทัพใหญ่ตามสบายเถิดงานเลี้ยงวันนี้เป็ของเ้า”
ฮองเต้รู้สึกยินดีที่เห็นหน้านาง และดูแล้วพระองค์จะภูมิใจในตัวนางมากกว่าขุนนางคนอื่นเป็ที่สุด จะเพราะอะไรเสียมิได้หากไม่ได้นางเป็แม่ทัพใหญ่วางแผนทำศึกมีหรือจะชนะสามแคว้นเช่นนี้หากไม่มีนางและกองทัพของนางมีหรือแคว้นฟ่านหรงจะสงบสุข
“ขอบพระทัยฝ่าามากเพค่ะที่ให้ความสำคัญกับหม่อมฉัน หม่อมฉันต้องขอประทานอภัยที่มาช้าเพค่ะ”
“มิเป็ไรข้ามิได้ถือโทษโกรธเ้าเพียงแค่เ้ามางานเลี้ยงข้าก็ยินดีแล้ว”
ครั้นอี้เจ๋อเห็นว่าเสด็จพ่อกล่าวชื่นชมและดูภูมิใจกับว่าที่ลูกสะใภ้เสียออกนอกหน้า เขารู้สึกว่าทั้งสองคนช่างขัดหูขัดตาเสียยิ่งกว่าอะไร เขามองมาที่ซีซวนด้วยสายตาที่เ็าประหนึ่งว่านางนั้นมิได้มีตัวตน เขามองนางแค่ครู่เดียวก็หันกลับไปสนุกสนานกับสาวงามที่รายล้อมเขาอยู่ สาวงามนางหนึ่งก็ป้อนผลไม้และอีกนางหนึ่งก็รินสุราป้อนเขา เขามิได้หันมามองซีซวนแม้แต่น้อย ถึงแม้ว่าซีซวนจะแต่งงานกับเขาในอีกไม่กี่วันเขามิได้มีท่าทีสนใจ แต่ภายในใจลึกของเขาคิดว่านางนั้นช่างเป็สตรีที่ดูงามสง่าท่าทางองอาจมิแม้บุรุษ ใบหน้าสวยมีเสน่ห์ของนางนั้นมันก็ทำให้เขาแอบมองไปที่นางอยู่เนื่องๆส่วนซีซวนมองเห็นเขาั้แ่ที่เดินเข้ามา และนางก็จำได้ว่าเขาก็คือคนที่ไปขอน้ำและอาหารตนตอนที่นางนั้นอยู่อำเภอเถี่ยนถังนั้นเอง แต่โชคดีที่วันนั้นเขามิได้เห็นหน้าตาของนาง เพราะนางนั้นปิดบังหน้าตาของตนเองไว้ นางเห็นเขาถูกลายล้อมด้วยหญิงงามเช่นนั้น ก็รู้สึกว่าชีวิตของตนช่างโชคร้ายเสียจริง ที่ต้องมาแต่งงานกับชายมักมากในกามเช่นเขา ดูๆแล้วเขาคงจะผ่านสตรีมามากมาย แต่นี้ต่อไปตนจะต้องทำเช่นไรกับโชคชะตาที่เล่นตลกเช่นนี้ และทันใดนั้นนางก็ไปนั่งที่แล้วก็ยกจอกสุรากระดกเข้าปากไปติดๆกันหลายจอกเพื่อดับทุกข์