หลังจากรายชื่อกลุ่มทั้งหมดเผยออกมาแล้ว อัครฉินถึงกับรู้สึกหน้ามืดตามัวกันเลยทีเดียว… สามคนนั้นไม่เท่าไหร่แต่ว่าเขาดันต้องมาอยู่กลุ่มเดียวกับชิน คนที่ตัวเองเกลียดชังที่สุดเนี่ยนะ !!!
ส่วนคนอื่นๆ อีกสามคนนั้นเห็นต่างจากอัครฉินอยู่บ้าง
อย่างเช่นภาลิณลูกสาวคนโตของภาชินท์ เธอรู้สึกโชคดีเป็อย่างมากเพราะถึงแม้ตนจะมีระดับความเข้ากันกับธาตุสองในสิบส่วน แต่เธอก็ไม่มีความมั่นใจว่าตนจะติดสิบอันดับแรกได้เลย…
หากตนที่เป็ถึงลูกสาวคนโตของผู้นำสำนักวายุไม่สามารถติดสิบอันดับแรกได้ มันคงจะทำให้ทางสำนักวายุซึ่งแต่เดิมก็ถือได้ว่าอ่อนแอที่สุดในขุมกำลังทั้งสี่ต้องเผชิญหน้ากับการโดนดูถูกถากถางมากกว่าเดิมจากสามสำนักอื่นเป็แน่…
เพราะงั้นถึงแม้นางจะพึ่งเลื่อนระดับได้ แต่ก็ต้องพยายามติดสิบอันดับแรกให้ได้ เพื่อชื่อเสียงของสำนักตนเอง เพราะงั้นแล้ว การที่นางได้มาอยู่ภายในกลุ่มที่แข็งแกร่งที่สุดนี้ ก็คงสามารถรับประกันได้ว่านางจะต้องติดสิบอันดับแรกได้อย่างแน่นอน และแน่นอนว่าเื่ความบาดหมางของอัครฉินที่มีต่อชินนั้น ก็นับเป็ปัญหาที่นางจะต้องแก้ไขเพื่อไม่ให้กลุ่มของนางต้องพบเจอกับหายนะ…
ในของส่วน ธาชินท์ และปฐจินทร ทั้งคู่เองก็คิดเช่นเดียวกันกับภาลิณ เพราะงั้นแล้วทั้งสามจึงได้พยายามที่จะเกลี้ยกล่อมอัครฉินอย่างเต็มกำลัง
ส่วนชินนั้นทั้งสามไม่จำเป็ที่จะต้องพูดอะไร เพราะดูเหมือนเขาจะไม่ใส่ใจอัครฉินแม้แต่น้อย…
''อัครฉิน จะอย่างไรพวกเราก็ถือได้กว่าเป็กลุ่มเดียวกันแล้ว ถ้าเ้ายังคงมีความบาดหมางกันเองภายในกลุ่มอยู่ มันจะทำให้กลุ่มของพวกเราลำบากเอาได้''
ปฐจินทรพยายามกล่าวเกลี้ยกล่อมอัครฉิน
''ใช่แล้วน้องรฉิน ถึงแม้เ้าจะไม่ชอบชินจากใบหน้า… หรือการกระทำของเขา แต่ชินก็ไม่เคยทำตัวแย่ๆ ต่อเ้าเลยนะ… อย่างเช่นตอนที่เ้าโจมตีชินในตอนแรกนั้น เขาก็ยังไม่คิดที่จะเอาความต่อเ้าเลย''
ธาชินท์เองก็พยามเกลี้ยกล่อมด้วยเช่นกัน…
''อัครฉิน การที่เ้ารู้สึกไม่ชอบคอชิน… นั่นก็คงเพราะเขาได้อันดับดีกว่าเ้าสินะ ? แต่เ้าเคยเห็นชินยิ้ม หรือดีใจบ้างไหมจากการที่เขาได้อันดับหนึ่ง ? แน่นอนว่าไม่ นั่นก็เพราะสำหรับชินแล้วมันก็เป็เพียงแค่การวิ่งแข่งกันเท่านั้น จะอย่างไรความสามารถที่แท้จริงนั้นไม่ได้วัดที่การวิ่งแข่งกันเสียหน่อย''
ภาลิณกล่าวปิดท้ายได้อย่างสวยงาม…
อัครฉินรู้สึกเหมือนว่าเขาจะพอยอมรับได้บ้างแล้ว…
ชินหันไปมองทางภาลิณด้วยแววตาประหลาดใจ… ทันใดนั้นเขาก็ผุดยิ้มขึ้นมาครู่หนึ่งโดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็น
จากนั้นเขาก็กลับไปแสดงสีหน้าไร้อารมณ์เหมือนอย่างเคยต่อ…
ส่วนอัครฉิน หลังจากที่โดนลดไฟโทสะลงโดยคำพูดของทั้งสามคน เขาจึงรู้ได้ทันทีว่าตัวเขานั้น ได้ทำตัวน่าอาย และไร้เหตุผลเป็อย่างมาก เขาจึงได้หันไปกล่าวกับชินว่า
''ข้าขอยอมรับว่าเ้านั้นวิ่งได้รวดเร็วกว่าข้า แต่แน่นอนฝีมือเ้าย่อมไม่สามารถเทียบเคียงกับข้าได้อย่างแน่นอนเพราะงั้นแล้ว ข้าอัครฉินผู้นี้จะขอเป็ผู้นำของกลุ่มนี้เอง และจะช่วยพวกเ้าทั้งหมดให้ได้เข้าสู่สิบอันดับแรกอย่างง่ายดาย ฮ่าๆๆๆ''
หลังจากทั้งสามเห็นท่าทีเช่นนี้ของอัครฉิน พวกเขาก็รู้สึกโล่งใจเป็อย่างมาก
จากนั้นจึงได้หันไปมองทางชิน ที่ก็ไม่มีอะไรแตกต่างไปจากเดิม พวกเขาจึงเริ่มจะมีความมั่นใจที่จะสามารถผ่านเข้าไปสู่รอบสิบคนได้อย่างไม่ยากเย็นนัก…
ส่วนคนอื่นๆ แม้พวกเขาจะรู้สึกว่าการจัดกลุ่มในคราวนี้ช่างไม่ยุติธรรม แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะงั้นแล้วการประลองรอบที่สามจึงได้เริ่มต้นขึ้นทันที…
กลุ่มที่หนึ่ง และกลุ่มที่สองใช้เวลาประลองกันเกือบหนึ่งชั่วโมงในที่สุดก็ได้ผู้ชนะ นั่นก็คือกลุ่มที่สอง
ส่วนรอบต่อไปเป็กลุ่มที่เก้า และสิบ สองกลุ่มนี้นั้นใช้เวลาเพียงแค่ห้านาทีเท่านั้น
เพราะว่าภายในกลุ่มนี้เองก็มีตัวตนที่แข็งแกร่งอยู่เช่นกัน ถึงแม้จะไม่สามารถเทียบเคียงกับกลุ่มของชินในด้านจำนวนได้ก็เถอะ การที่กลุ่มที่สิบนั้นสามารถบดขยี้กลุ่มที่เก้าไปได้อย่างง่ายดาย นั่นก็เพราะกลุ่มนี้มีปฐภพ ลูกชายคนโตของปฐกานอยู่นั่นเอง
ปฐภพคือพี่ชายของปฐจันทร และเป็ผู้ที่คาดว่าจะได้รับการสืบทอดตำแหน่งผู้นำต่อจากปฐกาน
ด้วยความสามารถของปฏภพ ที่มีมากกว่าปฐจันทรไปไกลจึงแทบไม่มีใครที่จะคิดถึงปฐจันทรในฐานะผู้สืบทอดเลยแม้แต่น้อย นั่นรวมถึงพี่ชายของเขาอย่างปฐภพด้วยเช่นกัน…
และเวลานี้หลังจากปฐภพได้รับชัยชนะ เขาก็ได้ะโไปทางกลุ่มของปฐจันทรอย่างน่าไม่อาย….
''เ้าน้องชายผู้อ่อนแอของข้า ช่างน่าเสียดายจริงเชียว หากเ้านั้นได้อยู่ในกลุ่มปกติธรรมดา ข้าก็คงได้มีโอกาสถล่มกลุ่มของเ้าจนเละฮ่าๆๆๆ ช่างน่าเสียดายจริงๆ''
ความเย่อหยิ่งของปฐภพนั้น ไม่ด้อยไปกว่าอัครฉินเลยแม้แต่น้อย และบางทีมันอาจจะเหนือล้ำกว่าเสียด้วยซ้ำ….
นี่จึงเป็สาเหตุให้ ปฐกานรู้สึกหนักใจในตัวเขาเป็อย่างยิ่ง แต่จะอย่างไรปฐภพนั้นก็มีความสามารถอยู่มากจริงๆ
ทางด้านอัครฉิน ทันทีที่ได้ยินคำพูดอันแสนเย่อหยิ่งของปฐภพ เขาก็รู้สึกได้ว่าในที่สุดเขาก็จะได้ระบายอารมณ์อันแสนหงุดหงิดที่มาจากชินได้เสียที… จึงได้หันไปกล่าวกับปฐภพว่า
''เ้าบอกว่าจะถล่มกลุ่มของข้างั้นรึเหอะ… แค่เ้าหนูน้อยชินเพียงคนเดียวก็เพียงพอที่จะเอาชนะเ้าแล้ว ไม่จำเป็ที่จะต้องมาถึงมือข้าหรอก… ฮ่าๆๆๆ''
ชินที่ได้ยินเช่นนั้นก็ผุดยิ้มขึ้นมาทันทีโดยที่ไม่มีใครเห็น และก็กลับไปเป็ปกติอย่างรวดเร็ว
จากนั้นเขาก็ได้หันหน้าไปหาปฐภพทันทีหลังจากอัครฉินพูดจบ และทำการปลดปล่อยไอความมืดออกมามากกว่าเดิม…
มันทำให้ปฐภพใเป็อย่างมากเขาไม่ได้บอกว่าจะถล่มกลุ่มของอัครฉินเสียหน่อย
การที่ชินทำท่าทางราวกับเห็นด้วยตามคำพูดของอัครฉินก็ทำให้เขารู้สึกเหงื่อตกกันเลยทีเดียว…
แม้แต่อัครฉิน และคนที่เหลือในกลุ่มก็รู้สึกมึนงงเช่นเดียวกัน…
แต่พอคิดได้ว่าชินทำเพื่อกลุ่ม ก็ทำให้ทุกคนรู้สึกซาบซึ้งขึ้นมาเล็กน้อยทันที
ส่วนอัครฉินหลังจากเขาสลัดอารมณ์ซึ้งใจที่ไม่ควรมีออกไปอย่างรวดเร็วแล้ว เขาก็รีบกล่าวขึ้นมาทันที
''ฮ่าๆๆ ทำได้ดีมากเ้าหนูน้อยชิน สมแล้วล่ะที่เ้าได้มาอยู่กลุ่มเดียวกันกับข้าฮ่าๆๆ''
ชินไม่สนใจคำพูดนั้นของอัครฉิน และยังคงจ้องไปทางปฐภพอยู่ตลอดทำให้ปฐภพเริ่มรู้สึกกดดันขึ้นมาแล้ว
เพราะเขาไม่คิดว่าชินที่ไร้อารมณ์ จะมาออกหน้าให้กับปฐจันทร…
นี่มันไม่เหมือนอัครฉิน แม้เขาจะเย่อหยิ่ง แต่เขาก็รู้สถานการณ์ดีว่าควรจะทำตัวอย่างไร
''น้องชิน อย่าได้โกรธเลยในกลุ่มคนที่ข้าพูดถึงนั้นไม่ได้รวมเ้าอยู่ด้วยหรอกนะ และหากเ้ายังคงไม่พอใจ เช่นนั้นข้าจะตอบแทนเ้า เพื่อให้เ้าหายไม่พอใจข้าทีหลังแล้วกันนะ แฮ่ะๆๆ''
หลังจากกล่าวแก้ตัวในเื่ที่ตนไม่ได้กระทำ ปฐภพก็รีบเดินไปยังสถานที่พักของกลุ่มตัวเองทันที…
และเื่นี้เองก็ทำให้ปฐกานรู้สึกโล่งใจเป็อย่างมาก
จะอย่างไรชินก็ถือได้ว่าถูกรับเลือกโดยราชวงศ์นิรวาณแล้ว ทำให้ไม่สามารถที่จะไปล่วงเกินเขาได้…
หลังจากนั้นการแข่งขันก็ได้ดำเนินต่อจนมาถึงคู่ที่ห้า และหกซึ่งเป็คู่ที่หลายคนจับตามองอยู่… กลุ่มที่หกนั้นกดดันเป็อย่างมาก จะอย่างไรนั่นก็เป็ถึงทายาททั้งสี่ และหนึ่งในตัวตนระดับสัตว์ประหลาดเชียวนะ
แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็จะยอมแพ้ไม่ได้ นั่นก็เพื่อขุมกำลังของตัวพวกเขาเอง
ในส่วนของพวกชินนั้น…
''พวกเ้าไม่ต้องเข้ามายุ่ง อย่างเ้าพวกนี้ข้าแค่คนเดียวก็เอาอยู่แล้ว''
อัครฉินกล่าวออกมาอย่างเย่อยิ่ง มันทำให้อีกฝั่งแม้จะรู้สึกกลัว แต่ก็รู้สึกเดือดดาลที่พวกเขาโดนดูถูกกันถึงขนาดนี้ ขณะที่พวกเขากำลังจะตอบโต้อยู่นั้น ภาลิณก็ได้เอ่ยขึ้นมาเสียก่อน
''การดูถูกคู่ต่อสู้ของเ้านั้นดูไม่ค่อยเหมาะสมสักเท่าไหร่นักนะอัครฉิน… แต่ก่อนนั้นการที่เ้าทำตัวเช่นนั้นข้าย่อมไม่สนใจเลยแม้แต่น้อย แต่ตอนนี้เราถือว่าอยู่ในกลุ่มเดียวกันนะ การกระทำของเ้ามันทำให้พวกเราต้องเสื่อมเเสียไปด้วยเื่นี้ข้าไม่สามารถยอมรับได้''
อัครฉินทำสีหน้าเหมือนเด็กน้อยที่ไม่ได้รับความเป็ธรรม จากนั้นเขาก็ะโออกมาว่า
''แล้วจะต้องทำยังไงล่ะ ? หากเราสู้พร้อมกันมันก็ง่ายเกินไปน่ะสิไม่ต่างจากการรังแกอยูฝ่ายเดียวหรอกนะ…''
ขณะที่ภาลิณกำลังจะพูดตอบโต้นั้น ชินก็เอ่ยคำพูดออกมาอย่างหาได้ยาก…
''ข้าพอจะมีวิธีอยู่… วิธีนี้นั้นถือได้ว่าพวกเราทุกคนได้ร่วมสู้ด้วยกันทั้งหมดนั่นแหละ''
ทุกคนที่ได้ยินเช่นนั้นรู้สึกสงสัยเป็อย่างมาก ภาลิณจึงได้เอ่ยถามออกมา
''น้องชิน วิธีที่เ้าว่ามันคืออะไรงั้นรึ ?''
ชินไม่ได้พูดตอบโต้อะไร เขาทำเพียงควบกลั่นความมืดรอบๆ ตัวเอง ให้กลายเป็ลูกแก้วลูกหนึ่ง
ลูกแก้วนี้มันเป็สีดำสนิท และมีไอความมืดลอยวนอยู่รอบๆ
''พวกเ้าสามารถใส่พลังของพวกเ้าลงไปภายในลูกแก้วลูกนี้ได้… แต่ข้าแนะนำให้ใส่กันไปแค่คนละหนึ่งในสิบส่วนก็พอ เมื่อธาตุเ่าั้ของพวกเ้าทำการผสานกันภายในลูกแก้วจนหมด ข้าก็จะสามารถใช้สิ่งนี้ในการโจมตีพวกนั้นได้''
ชินหันหน้าไปทางกลุ่มที่หกแล้วเอ่ยคำพูดออกมา
''หากพวกเ้าทุกคนสามารถทนรับพลังนี้ได้จนไม่หลุดออกจากนอกลานประลอง ก็ให้ถือว่าพวกเ้าชนะ''
อัครฉิน รวมถึงคนอื่นๆ ทันทีที่ได้ยินเช่นนั้นรู้สึกตกอกใเป็อย่างมาก
ขณะที่ภาลิณ ปฐจินทร และธาชินท์ กำลังจะเอ่ยห้ามนั้น
อัครฉินก็ได้กล่าวขึ้นมาก่อนอย่างเดือดดาลว่า…
''เ้าเด็กน้อยชิน เ้าคิดว่ากำลังเล่นอะไรอยู่กันนี่เป็กลุ่มของ…''
ไม่รอให้อัครฉินพูดจบ ชินก็เอ่ยแทรกออกมาเสียก่อน…
''ก็เห็นเ้าบอกว่ามันจะไม่สนุก ข้าก็เลยแค่จะช่วยเพิ่มความตื่นเต้นให้เ้าก็เท่านั้น… นี่ข้าทำถึงขนาดนี้ก็เพราะเ้านะ นอกจากจะไม่ขอบคุณข้าแล้วยังจะทำตัวเช่นนั้นอีก นี่เ้าเป็ผู้นำกลุ่มจริงๆ งั้นรึ''
หลังจากนั้นชินจึงหันไปทางภาลิณ ปฐจันทร์ และธาชินท์
''พวกเ้าไว้ใจข้าเถอะ หากมีอะไรผิดพลาดข้าจะเป็รับผิดชอบเอง''
หลังจากนั้นชินก็ไม่พูดอะไรต่ออีก ส่วนพวกภาลิณ ก็ได้แต่ต้องยอมรับ
ส่วนอัครฉินนั้นก็รู้สึกได้ว่าตนจะโมโหอะไรมากก็ไม่ได้ เพราะตนดันพูดเื่ทำนองนั้นออกไปเอง…
หลังพร้อมทั้งสองฝ่ายแล้วผู้ตัดสินก็ได้ทำการประกาศเริ่มการประลอง
ชินและพรรคพวกก็ได้ทำตามที่พูดไว้คือใส่พลังของตนลงไปภายในลูกแก้วสีดำกันคนละหนึ่งในสิบส่วนของตัวเอง หลังจากนั้นพลังทั้งหมดก็ได้หลอมรวมเข้าด้วยกัน จนปล่อยไอธาตุที่แปลกประหลาดออกมามันเป็ไอธาตุของ ความมืด ไฟ น้ำ ลม และดิน ทั้งหมดได้ผสานรวมอยู่ด้วยกัน…
เมื่อผสานพวกมันได้แล้ว ชินจึงได้โยนมันไปทางกลุ่มที่หกอย่างไม่ใส่ใจ
ลูกแก้วกลิ้งไปมาอยู่ที่เท้าของผู้คนจากลุ่มที่หก…
จากนั้นลูกแก้วจึงได้ะเิออก และปลดปล่อยพลังงานมหาศาลออกมา
จนทำให้ผู้คนของกลุ่มที่หกที่ได้เตรียมการป้องกันเอาไว้ปลิวหล่นลงไปจากสนามจนเกือบจะหมด…
มันเหลืออยู่เพียงแค่คนเดียวเท่านั้น คนผู้นี้เป็ชายหนุ่มร่างใหญ่ ที่ดูเหมือนจะฝึกฝนเรือนกายจึงทำให้มีพลังป้องกันที่แข็งแกร่งเป็อย่างมากแต่เขาก็สภาพย่ำแย่นัก เพราะไปฝืนต้านทานพลังแทนที่จะปลิวออกไปเหมือนคนอื่นๆ สิ่งนี้นั้นนอกจากพลังป้องกันที่แข็งแกร่งแล้ว ยังมีพลังใจที่แข็งแกร่งเป็อย่างมากอีกด้วย…
ส่วนพวกอัครฉินนั้น ก็ตกตะลึงกับพลังของลูกแก้วที่มีพลังของพวกเขารวมอยู่ด้วยเพียงแค่หนึ่งส่วน
เพราะพลังที่ะเิออกมานั้น มันเหนือล้ำกว่าพลังสิบส่วนเต็มของพวกเขาเสียอีก…
แต่หลังจากได้สติพวกเขาก็รู้สึกเคร่งเครียดโดยทันที ภาลิณได้หันไปกล่าวกับชินโดยทันที
''น้องชิน… นี่พวกเขายังเหลืออยู่คนนึงนะ… แล้วทีนี้เ้าจะทำยังไงต่อ ?''
ยังไงซะภาลิณก็้าติดสิบอันดับแรกเป็อย่างมาก หากต้องมาตกรอบด้วยเื่แบบนี้นางคงทำใจยอมรับมันได้ยากนัก แต่ชินก็ไม่ได้พูดอะไรตอบโต้นางเลยแม้แต่น้อย เขาเพียงหันไปทางคนที่ยังรอดอยู่บนเวที
ทันใดนั้นเศษเสี้ยวพลังที่กำลังกะจายออกก็รวมตัวกันเป็โซ่ห้าสีเข้ารัดตัวเขาเอาไว้ และมันก็ได้ดึงกระฉากคนผู้นั้นไปทางกลุ่มคนที่ล่วงไปก่อนหน้านี้… หากมองดีๆ จะเห็นได้ว่าคนผู้หนึ่งที่ล่วงไปก่อนหน้านี้เอง ก็มีโซ่ห้าสีพันอยู่รอบๆ ตัวของเขาด้วยเช่นกัน นี่เป็สิ่งที่ชินได้เตรียมการเอาไว้แล้วจากภายในลูกแก้วสีดำนั่นเอง
แม้แต่ชินเอง ก็ไม่คิดว่าจะมีใครในกลุ่มที่หกที่จะสามารถต้านทานการโจมตีที่ะเิออกของลูกแก้วได้ ชินตกตะลึงเล็กน้อยแต่เขาก็ไม่ได้ร้อนรนใดๆ เพราะทุกอย่างได้ถูกเขาเตรียมพร้อมเอาล่วงหน้าแล้ว แม้จะมีคนที่สามารถต้านทานะเิได้ แต่คนๆ นั้นก็ต้องถูกโซ่ห้าสีลากลงไปด้วยอยู่ดี
จากนั้นชินจึงได้กล่าวออกไปว่า
''โซ่นั่นเองก็เป็พลังที่อยู่ภายในลูกแก้ว เพราะงั้นพวกเราถือว่าชนะแล้ว… ส่วนคนที่พยามต้านทานแรงะเิของลูกแก้วนั่นหากไม่รีบไปรักษาในตอนนี้ มันอาจจะเป็อันตรายเอาได้… หลังจากที่เขาตื่นขึ้นแล้วก็ฝากไปบอกเขาด้วยว่าข้านับถือในพลังใจของเขามาก…''
หลังจากชินกล่าวจบก็เขาไม่พูดอะไรต่ออีก และเดินกลับที่พักทันที
ทางฝั่งของผู้นำสำนักระดับสูงนั้นใเป็อย่างมาก เพราะพวกเขารู้ดีว่าลูกแก้วนั่นทรงพลังมากแค่ไหน
''เด็กคนนั้นสามารถผสานพลังของธาตุทั้งห้าได้ง่ายดายขนาดนั้นเชียวรึ ?'' \
ผู้นำธาสินกล่าวออกมาด้วยความตกตะลึง
''นั่นคงเป็หนึ่งในความแข็งแกร่งที่เ้าเด็กนั่นอยู่…''
ผู้นำปฐกานกล่าวต่อ
ส่วนผู้นำคนอื่นๆ ได้แต่ตกตะลึงแม้จะเป็พวกเขา แต่การผสานธาตุห้าธาตุขึ้นไปแม้จะไม่ได้ยากเย็นเท่าไหร่นัก แต่มันก็ต้องใช้เวลาในการผสานยาวนานเป็อย่างมาก… พวกเขาได้แต่คิดกันเอาเองว่า คงจะเป็เพราะพลังของลูกแก้วสีดำที่ชินใช้ออกมานั่น…
ส่วนทางฝั่งของสองาานั้น
''าานิรวาณ นั่นมันใช่ ''ลูกแก้วแห่งความกระหาย'' รึเปล่า ?''
าาชีวาลัยเอ่ยถาม
าานิรวานส่ายหน้า
''ไม่ นั่นไม่ใช่ลูกแก้วแห่งความกระหาย ความสามารถของลูกแก้วแห่งความกระหายคือเปลี่ยนพลังที่ได้รับมาให้เป็ความมืดเพื่อเพิ่มพลังของตน แต่อย่างมากก็เพิ่มได้แค่สิบเท่า… แต่ลูกแก้วของเด็กนั่นเพิ่มพลังได้ถึงยี่สิบเท่า !!! แถมดูแล้วมันอาจจะสามารถเพิ่มพลังได้มากกว่านั้นอีกด้วย''
ทันทีที่ได้ยิน าาชีวาลัยก็ตกตะลึงยิ่งขึ้นกว่าเดิม
''ถ้างั้นเ้าเด็กร่างใหญ่นั่นก็มีความสามารถในด้านป้องกันไม่เบาเลยสิ'' าาชีวาลัยกล่าวถามอีกครั้ง
''าาชีวาลัย เ้าเด็กนั่นนับว่ามีความสามารถก็จริง แต่ที่มากกว่าก็คือพลังใจของเขา''
าาชีวาลัยหัวเห็นด้วยกับความเห็นของาานิรวาน
''ท่านนี่น่าอิจฉาจริงๆ ที่ได้เด็กคนนั้นไปอยู่ด้วย''
ทางาานิรวาณกำลังจะเอ่ยตอบ แต่ก็ได้มีเสียงของ เด็กผู้หญิงอายุราวหกถึงเจ็ดปีดังขึ้นมาเสียก่อน
''ท่านพ่อ… ท่านอยากได้พี่ชายคนนั้นรึ''
ทันทีที่เสียงนี้ดังขึ้นก็ทำให้าานิรวาณเหม่อลอยไปครู่นึงอย่างหาได้ยาก จากนั้นเขาจึงหันไปยังต้นทางของเสียง แต่ก็ไม่เห็นใคร เขาจึงได้เอ่ยถามาาชีวาลัยขึ้นมา
''หรือว่านี่จะเป็หลานสาวผู้ดื้อรั้นคนนั้นของข้ากัน ?''
าาชีวาลัยหลังจากหายใ เขาก็ได้หันไปกล่าวตอบแก่าานิรวาน
''ใช่แล้วนี่คือลูกสาวของข้าเอง ชีวานเ้ายังไม่รีบทักทายท่านลุงของเ้าอีก''
าาชีวาลัยแสร้งทำเป็กล่าวด้วยความเคร่งขรึม….
''สบายดีนะท่านลุงนิวาล ข้าชีวานเอง พวกเราไม่ได้เจอกันนานเลยนะ''
าานิรวานแปลกใจเล็กน้อย…
''เอ่อ… แต่ข้าไม่เคยเจอเ้ามาก่อนเลยนะ''
าานิรวาณเอ่ยถามด้วยความสงสัย
ทันทีที่ได้ยิน ชีวานก็หัวเราะคิกคักออกมาทันที
''แต่ข้าเคยเจอท่านมาแล้ว แถมยังเจอบ่อยด้วยฮี่ๆ บ่อยพอๆ กะท่านพ่อนั่นแหละ''
เื่นี้ไม่ใช่แค่าาชีนิรวาณที่ใ แต่าาชีวาลัยเองก็ไม่ต่างกัน เพราะนี่หมายความว่ามีคนลอบมองพวกตนโดยที่ไม่สามารถััถึงได้แม้แต่น้อย…
''ลูกสาวท่านนี่ช่างน่ากลัวเกินไปแล้วนะ… าาชีวาลัย''
าานิรวาณกล่าวขึ้นมาด้วยความหวาดกลัวเล็กน้อย…
''ไม่ขนาดนั้นหรอก ว่าแต่ชีวานเ้าขึ้นมาบนนี้ได้ยังไงกัน ?''
''เื่นั้นไม่เห็นต้องสนใจเลย ที่ข้าสนใจก็คือท่านอยากได้พี่ชายเ้าเลห์คนนั้นงั้นรึ… ท่านพ่อ ?''
ชีวานไม่ตอบ แต่ได้กล่าวถามแทน
''ก็ใช่อยู่แต่ตามข้อตกลงของปีนี้นั้น าานิรวาณมีสิทธิเลือกก่อน แถมเขายังเป็ผู้ใช้ธาตุความมืดก็เลย…''
ก่อนที่าาชีวาลัยจะกล่าวจบ ชีวานก็กล่าวแทรกขึ้นมาก่อน
''ไม่เห็นจะยากเลยก็แค่ให้พี่ชายคนนั้นมาแต่งงานกับข้าซะก็สิ้นเื่ เป็คนของราชวงศ์นิรวาณ แถมเป็ลูกเขยของท่านพ่ออีกแค่นี้ก็จบแล้วไม่ใช่รึ ?''
หลังจากชีวานกล่าวจบ าานิรวาณก็ได้อึ้งไปพักใหญ่
ส่วนาาชีวาลัยนั้นหน้าซีดเผือดไปแล้ว…
''ชีวาน… นี่เ้า… เ้ารู้ตัวไหมว่าเ้ากำลังพูดเื่อะไรอยู่… แต่งงานเนี่ยนะ ? แถมเ้าน่ะเพิ่งอายุได้แค่เจ็ดปีเอง แม้แต่ตัวข้าก็ยังไม่ได้เห็นเ้ามานานมากๆแล้ว… อยู่ๆ… เ้าจะมาพูดเื่แต่งงานอะไรกัน ?''
าาชีวาลัยกล่าวราวจะร้องไห้ออกมา…
''ช่างเถอะท่านพ่อ ท่านก็กำลังจะได้เห็นข้าแล้วนี่นา แถมข้าเองก็จะสร้างความแตกตื่นให้กับผู้คนเป็จำนวนมากอีกด้วย ภายในรอบสิบคนสุดท้ายนี่แหละ ที่ข้ากำลังจะสร้างเื่สนุกสุดๆ ออกมา…''
กล่าวจบชีวานก็ออกไปทันทีโดยที่าาทั้งสองไม่รู้ตัวแม้แต่น้อย…
ส่วนในสนามประลองนั้น ก็ได้เริ่มการประลองต่อไปเรื่อยๆ และก็ไม่ได้มีอะไรแปลก
รอบชิงเป็กลุ่มของปฐภพ และภานิล ซึ่งเป็ลูกชายคนเล็กของภาชินท์ ผู้นำสำนักวายุซึ่งถือว่าได้ว่าสูสีแต่ยังไงซะ
ภานิลก็ไม่ใช่คู่มือของปฐภพ จึงได้พ่ายแพ้ไปในที่สุด
นี่ทำให้ภานิลนั้นต้องมาสู้กับกลุ่มของชินเพื่อโอกาศสุดท้ายในการเข้าสู่รอบสิบคน ซึ่งภานิลหลังจากเห็นสภาพของพรรคพวกของเขาแล้ว… เขาจึงขออาสาสู้ต่อเพียงแค่คนคนเดียวเท่านั้น
ซึ่งทางฝั่งของชินนั้นก็ยังคงทำอะไรที่ตื่นเต้นๆ อีกตามเคยทำเอาอัครฉิน เริ่มที่อับอายแทนที่จะโมโหแล้ว
ซึ่งชินนั้นบอกว่าพวกตนก็จะขอต่อสู้ด้วยเพียงคนเดียวเช่นกัน ซึ่งครั้งนี้ ภาลิณขออาสาที่จะสู้เอง
จะอย่างไรนั่นก็เป็ถึงน้องชายของนาง เพราะงั้นนางจึงไม่ยอมให้คนอื่นมาสู้กับเขาโดยเด็ดขาดเพราะตอนนี้
ภานิลนั้นก็ได้รับาเ็มากพออยู่แล้ว…
ซึ่งหากเป็ตามปกติแล้ว ภานิลคงจะสามารถเอาชนะภาลิณได้อย่างแน่นอน แต่ด้วยอาการาเ็จึงทำให้เขาพ่ายแพ้ไปในที่สุด….
''พี่สาวรอบสิบคนพยายามเข้าล่ะ''
ภานิลเอ่ยให้กำลังใจ
''แน่นอน… ถึงแม้การที่ข้าจะสามารถมาจนถึงรอบนี้ได้ มันจะเป็เพราะโชคก็เถอะนะ…''
ที่ภาลิณพูดมานั้นถูกแล้ว
รอบนี้กลุ่มที่ห้าและหกคือกลุ่มที่โชคดีเพราะพวกเขานั้นต่อสู้น้อยที่สุดแค่ชนะสองรอบเท่านั้นพวกเขาก็จะได้สิทธิเข้าสู่รอบสิบคนทันที
และกฏนี้ก็มีมาอย่างยาวนานแล้ว
เพราะาาทั้งสองนั้นได้ถือให้ว่าโชคเองก็ถือเป็หนึ่งในความสามารถ แต่ผู้ที่โชคดีคราวนี้ดันมีแต่สัตว์ประหลาดทั้งนั้นนี่มันจึงทำให้การประลองคราวนี้ดูจะแปลกประหลาดไปเสียหน่อย…
หลังจากที่ได้ผู้ที่ผ่านสู่รอบสิบคนครบแล้ว ปฐกานก็ได้ออกมาอีกครั้ง และที่เขาออกมาก็เพื่อที่จะกล่าวถึงของรางวัลของรอบสิบคนนั่นเอง…
''ของรางวัลในปีนี้นับได้ว่าล้ำค่ายิ่งนัก… อันดับสิบถึงหกจะได้รับ หินพลังงานธาตุระดับต่ำคนละหนึ่งก้อนตามธาตุของตนเอง… อันดับสองถึงห้าจะได้รับหินพลังงานธาตุระดับกลางคนละสองชิ้น… และอันดับที่หนึ่งจะได้รับหินพลังงานธาตุระดับสูงห้าชิ้น !!!''
หลังจากกล่าวจบผู้คนที่กำลังรับชมอยู่ รวมถึงผู้ที่ตกรอบไปแล้วต่างรู้สึกอิจฉาตาร้อนเป็อย่างมาก… จะอย่างไรหินพลังงานธาตุก็นับเป็ของล้ำค่าสุดๆ ขนาดในงานชุมนุมสองอาณาจักรเองก็ใช่ว่าจะมีมาให้เป็รางวัลบ่อยๆ
นอกซะจากสองาารู้สึกอารมณ์ดีเป็อย่างมากก็เท่านั้น… ไม่งั้นก็อย่าหวังเลยว่าจะมีหินพลังงานธาตุมาเป็ของรางวัล และที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีหินพลังงานธาตุเป็ของรางวัลมากมายขนาดนี้มาก่อนเลยด้วยซ้ำ…
''ดูท่าสองาาคงจะอารมณ์ดีเป็พิเศษสินะ… นี่มันเป็เพราะชินหรือเปล่า ?''
ผู้นำปฐกานกล่าวถาม คนอื่นๆ อีกสามคนเองก็สงสัยเช่นเดียวกัน
แต่ในเวลานี้เอง… ได้มีเสียงอันไพเราะดังลอยออกมาจากเกาะลอยฟ้า ซึ่งมันทำให้ทุกคนรู้สึกหลงใหลในเสียงนี้กันทั้งหมด ไม่เว้นแม้แต่ชิน ?
''ของรางวัลของอันดับที่หนึ่งนั้นยังมีอีกอย่างนึง นั่นก็คือการได้หมั้นหมายกับข้าองค์หญิงชีวาน แห่งราชวงศ์ชีวาลัยผู้นี้ด้วยเช่นกัน''
ทันทีที่พูดจบองค์หญิงชีวาน ก็ปรากฏกายขึ้นมาบนท้องฟ้าเหนือลานประลอง…