ตอนที่ 10 พบจู้หยาน
เธอเองก็เคยอ่านข่าวจำพวกผู้ป่วยที่มีอาการทางจิตใช้มีดแทงคนตายจากหนังสือพิมพ์หลายฉบับ และเพราะเหตุนี้ เธอจึงแอบมีอคติกับคนประเภทนี้มาโดยตลอด แต่ถึงอย่างนั้น เมื่อได้ไปส่งอาหารให้จู้หยานบ่อยเข้า กลับเห็นว่าอีกฝ่ายไม่มีพฤติกรรมใกล้เคียงกับที่เคยอ่านเจอเลย เธอจึงค่อยวางใจได้บ้างเล็กน้อย
แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ เมื่อได้ยินว่าหลินจิงซูจะไปส่งอาหารด้วยตัวเอง ในฐานะคนเป็แม่ย่อมต้องรู้สึกกังวลเป็ธรรมดา
หลินจิงซูยิ้มขณะตอบกลับ
“แม่คะ ถ้าแม่ออกไปส่งอาหารด้วยตัวเอง แล้วป้ารองกับย่าอู๋มาเห็นเข้าจะทำยังไง? ให้หนูไปส่งแทนดีกว่า หนูจะรีบไปรีบกลับ แม่ไม่ต้องห่วง”
ติงเสวี่ยเหม่ยจำใจต้องพยักหน้าอย่างเลือกไม่ได้ ถัดจากนั้นค่อยแจกแจงรายละเอียดถึงข้อควรระวังบางประการให้บุตรสาวฟัง
ภายนอกหลินจิงซูดูเหมือนสงบเยือกเย็น แต่ภายในกลับรู้สึกวิตกพอควร แต่จะให้บอกว่าไม่้าไปพบจู้หยานก็คงไม่ได้ อีกอย่าง ถือเสียว่าทำเพื่อความสบายใจของตัวเอง
ถ้าเมื่อไหร่ที่สมาชิกตระกูลหลินไม่ว่าใครก็ตามได้รู้ว่า เธอเป็คนซ่อนเงิน1,600หยวนเอาไว้เอง มีหวังเธอต้องถูกคนพวกนั้นใช้มีดไล่ฆ่าแน่
แต่หากต้องประจัญบานกับคนตระกูลหลินจริงๆ หลินจิงซูคนนี้ก็ไม่ได้รู้สึกเกรงกลัวใดๆทั้งสิ้น เพราะถึงอย่างไร เธอก็เคยตายมาแล้วครั้งหนึ่ง จะตายอีกสักครั้งจะเป็อะไรไป? แต่สิ่งเดียวที่เธอเป็ห่วงก็คือติงเสวี่ยเหม่ย ที่จะต้องประสบพบเจอกับปัญหามากมายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้หลังจากนี้มากกว่า
รอจนติงเสวี่ยเหม่ยสาธยายจนจบ หลินจิงซูจึงได้โอกาส และรีบคว้ากล่องอาหารวิ่งออกจากหอผู้ป่วยไปในที่สุด
เพิ่งวิ่งออกไปได้เพียงไม่กี่ก้าว หลินจิงซูก็ได้ยินติงเสวี่ยเหม่ยร้องะโไล่หลังว่า
“เดี๋ยวก่อน! ซูซู แม่ยังมีอีกเื่ที่ต้องบอก…”
หลินจิงซูอดกังวลไม่ได้จริงๆว่า ขืนกลับไปฟังต่อ ติงเสวี่ยเหม่ยคงจะพล่ามอีกยาว เพราะเธอรู้ดีว่าแม่ไม่อยากให้เธอออกไปส่งอาหารั้แ่แรก ดังนั้นจึงแกล้งทำหูทวนลม แล้ววิ่งฝุ่นตลบออกไปจากโรงพยาบาลอย่างรวดเร็ว
เธอมาถึงบ้านย่าหวังพร้อมกล่องอาหารในมือ
ย่าหวังกำลังนั่งอ่านหนังสือคู่ใจพักผ่อนอยู่บนเก้าอี้หวายโยกเยก เมื่อเห็นเป็หลินจิงซูที่วิ่งมาส่งอาหารแทนในวันนี้ เธอจึงรีบร้องถามขึ้นทันที
“จิงซูน้อยเองเหรอ? ทำไมวันนี้ถึงเป็หนูล่ะ? แม่ของเธอไปไหนซะล่ะ?”
“สวัสดีค่ะคุณย่าหวัง”
หลินจิงซูทักทายด้วยความสุภาพนอบน้อม
“พอดีแม่หนูป่วย ตอนนี้นอนอยู่ที่โรงพยาบาลค่ะ”
“รอบนี้คงซื้ออาหารมาให้แทนใช่มั้ยล่ะจ๊ะ?” ย่าหวังเอ่ยถาม
“ใช่แล้วค่ะ” หลินจินซูตอบกลับ
ย่าหวังพยักหน้าพูดต่อว่า
“หลานชายของฉันชอบทานอาหารที่แม่ของหนูทำเองมาก ฉันก็เลยไหว้วานให้เธอช่วยทำอาหารมาส่งทุกวัน ถ้าแม่ของหนูอาการดีขึ้นแล้ว ก็คงต้องรบกวนเธอด้วยละกัน”
“ได้เลยค่ะ ไว้แม่หนูหายดีเมื่อไหร่จะกลับมาทำอาหารส่งให้แน่นอนค่ะ”
หลินจิงซูคิดไม่ถึงว่า ย่าหวังจะเข้มงวดแบบนี้ แต่จะโทษเธอก็ไม่ได้เช่นกัน เธอจ่ายเงินทั้งหมดให้แล้ว ย่อมสมควรต้องได้รับการบริการเอาใจใส่อย่างเหมาะสม
พูดคุยกันได้เพียงสองสามคำ คุณย่าหวังก็ยกหนังสือในมือขึ้นอ่านต่อ หลินจิงซูจึงเดินขึ้นบันไดไปที่ห้องใต้หลังคาเพื่อส่งอาหาร
สุดทางเดินตรงนั้นก็คือห้องของจู้หยาน
จากตำแหน่งนี้ เธอสามารถมองเห็นตรอกที่ติงเสวี่ยเหม่ยถูกปล้นได้อย่างชัดเจน นับประสาอะไรกับห้องใต้หลังคาที่เขาอยู่ นั่นยิ่งใกล้และมองเห็นได้ชัดเจนยิ่งกว่า
พูดง่ายๆก็คือ จู้หยานน่าจะต้องเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดที่เธอและติงเสวี่ยเหม่ยทำ แต่เมื่อนึกถึงใบหน้าเ็าเคร่งขรึมอยู่ตลอดของเขา เธอก็อดที่จะเหงื่อตกไม่ได้
เดินตรงไปเคาะประตูห้องที่ถูกปิดอยู่เบาๆสองสามครั้ง ภายหลังไม่นานนัก ประตูตรงหน้าก็เปิดออกจากด้านใน
นับเป็ครั้งแรกก็ว่าได้ ที่หลินจิงซูได้เห็นจู้หยานในระยะใกล้ขนาดนี้ แวบแรกที่เห็นต้องบอกเลยว่า เธอรู้สึกประหลาดใจมากกับการปรากฏตัวของเขา จู้หยานเป็ชายหนุ่มร่างสูง ใบหน้าของเขาสวยราวกับจันทร์เ้าที่ส่องสว่างสดใส
เขาอุ้มแมวเปอร์เซียปุกปุยสีขาวไว้ในอ้อมแขน น้ำเสียงเย็นะเืแผดดังขึ้นช้าๆว่า
“ทำไมถึงเป็เธอ?”
“ฉันเอาอาหารมาส่งให้”
“อืม” จู้หยานชำเลืองมองกล่องอาหารในมือของเธอและไม่พูดอะไรอีก
หลินจิงซูรีบอธิบายต่อว่า
“วันนี้แม่ฉันสบาย ไว้ดีขึ้นเมื่อไหร่ก็จะกลับมาทำอาหารส่งให้นายอีกแน่นอน”
“เปิดออกสิ”
จู้หยานร้องบอก
ได้ยินเช่นนั้น หลินจิงซูถึงกับนิ่งไม่ตอบสนองใดๆไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตระหนักได้ว่า อีกฝ่ายกำลังพูดถึงกล่องอาหารในมือ เธอจึงรีบตรงดิ่งเข้าไปในห้องของอีกฝ่าย แล้วหยิบกล่องอาหารขึ้นมาจัดเรียงไว้บนโต๊ะอย่างสวยงาม
จู้หยานหยิบกล้องฟิล์มLeicaออกมา จัดการถ่ายรูปอาหารกับหน้าของหลินจิงซูไว้จำนวนสองสามรูป
โดยไม่รอช้า เขาหยิบสมุดบันทึกหนังสัตว์เล่มหนาออกมา กดปากกาเตรียมพร้อมจดบันทึกลงไป จู่ๆเขาก็ชี้ไปที่ไข่ตุ๋นใบชาที่ส่งกลิ่มหอมบนโต๊ะ พร้อมกับเอ่ยถามขึ้นว่า
“จานนี้คืออะไร?”
เมื่อหลินจิงซูบอกชื่ออาหาร เขาก็รีบจดลงสมุดบันทึกอย่างรวดเร็ว เธอเริ่มรู้สึกสับสนงุนงงมากขึ้นเรื่อยๆ นี่เขากำลังทำอะไรของเขา? ทำไมพฤติกรรมถึงได้แปลกประหลาดเหลือเชื่อ?
ก็ว่าไม่น่าแปลกใจ เหตุใดติงเสวี่ยเหม่ยถึงย้ำกับเธอเสมอว่า ชายหนุ่มคนนี้เป็คนแปลกๆ
เธอเฝ้าชำเลืองสังเกตมองและพบว่า ในหน้าสมุดบันทึกของจู้หยานเต็มไปด้วยตารางอาหารที่รับประทานในแต่ละวัน และยังรวมไปถึงอาหารของแมวเขาอีกด้วย
อาหารแมวงั้นเหรอ?
เออใช่! เธอลืมเอาอาหารแมวมาด้วย!
ทันใดนั้น หลินจิงซูพลันนึกถึงประโยคสุดท้ายที่ติงเสวี่ยเหม่ยพยายามจะบอกกับเธอที่โรงพยาบาล ปรากฏว่าสิ่งที่แม่ของเธออยากจะบอกก็คือ อย่าลืมเอาอาหารแมวไปด้วย!
“มีแค่นี้เหรอ?” จู้หยานเลิกคิ้วจ้องมองไปยังถุงที่เธอนำติดตัวมา
“เอ่อ คือว่า…” หลินจิงซูประหม่าเล็กน้อย “นายกินข้าวไปก่อนนะ เดี๋ยวฉันจะรีบกลับไปเตรียมอาหารแมวมาให้!”
“อืม” จู้หยานอุ้มเ้าแมวปุกปุยบนเก้าอี้มานั่งข้างๆกัน
“เดี๋ยวผมจะกินข้าวกับเ้าสาหร่ายรอ”
“อืม ฉันจะรีบไปเดี๋ยวนี้ล่ะ” หลินจิงซูไม่กล้าตอบโต้อะไรมากนัก เพราะท้ายที่สุด จุดประสงค์สำคัญในการมาครั้งนี้ของเธอก็เพื่อไถ่ถามความจริงจากจู้หยาน และก่อนจะเดินออกไป เธอก็ได้หมุนตัวกลับมาและเอ่ยถามอย่างอดไม่ได้
“เหตุการณ์ในวันนั้น นายเห็นทั้งหมดใช่มั้ย? ในตรอก…”
ยังไม่ทันจะพูดจบดี ก็ถูกจู้หยานตัดบทเสียงเบาว่า
“เ้าสาหร่ายหิวแล้ว”
หลินจิงซูสูดลมหายใจเข้าลึกเต็มปอด ข่มระงับความตื่นตระหนกในใจลง เธอไม่กล้ารุกรานล้ำเส้นอีกฝ่ายในเวลานี้เท่าใดนัก
อดทนไว้!
“เข้าใจแล้ว ฉันจะรีบไปทำมาให้”
ก็แค่อาหารแมวเองไม่ใช่รึไง? ในชีวิตก่อนหน้า เธอทำงานอยู่ในโรงงานอาหารกระป๋องแมวมาตั้งหลายปี แม้เธอจะไม่ค่อยมีโอกาสได้พบปะสุงสิงกับใครเท่าไหร่ แต่ถ้าเป็เื่ปฏิสัมพันธ์กับแมวแล้วล่ะก็ มั่นใจได้เลยว่าเธอไม่เป็รองใครอย่างแน่นอน!