บทที่ 17 พบกับหลิงอวี่
จางเพ่ยหรงที่วิ่งมาแต่ไกล เห็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนถูกจิ่งเหมียนเหยียบอยู่ใต้เท้าก็ปรี่เข้ามาเหมือนคนเสียสติ!
“จิ่งเหมียน! ยกเท้าของแกออกไปเดี๋ยวนี้!” จางเพ่ยหรงยังไปไม่ถึงตัว จิ่งเหมียนก็ยกนิ้วเล็งไปที่พื้นข้าง ๆ เท้าของเธอ!
ปัง!
บนพื้นอิฐข้าง ๆ เท้าของจางเพ่ยหรงแตกละเอียดเป็เสี่ยง ๆ โดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า! “ถ้าก้าวเข้ามาอีกแม้แต่ก้าวเดียว ลูกชายคุณจะเป็แบบนี้”
จางเพ่ยหรงหยุดชะงัก มองจิ่งเหมียนด้วยความหวาดหวั่น “เธอ… เธอ...”
“คุณไม่จำเป็ต้องรู้อะไรมากมายหรอกนะ รู้แค่ว่าถ้าก้าวเข้ามาอีกแค่ก้าวเดียว นี่จะเป็จุดจบของเจียงปี้เฉิง พาตัวเขาไสหัวไปซะ อย่ามาทำให้ฉันรำคาญอีก”
เจียงปี้เฉิงที่พยายามลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเลไม่กล้าส่งเสียงดังแม้แต่เสียงหายใจ เขาถูกจางเพ่ยหรงดึงตัวกลับไป เห็นจิ่งเหมียนขึ้นรถแท็กซี่ที่จอดอยู่ข้างหลังก็ได้แต่ยืนมองตาปริบ ๆ ไม่กล้าขัดขวาง
“คุณลุงคะ ไปประตูทางทิศใต้ของฐานค่ะ!”
“ขอโทษนะครับคุณผู้หญิง รถผมมีคนอยู่แล้ว ไปรถคันอื่นเถอะครับ”
จิ่งเหมียนหันขวับไปมองเบาะหลังอย่างแปลกใจ ด้านหลังเบาะคนขับมีผู้ชายนั่งอยู่จริง ๆ
ทั้งคู่สบตากัน เขามีรูปหน้าและทรงคิ้วที่คุ้นเคย แต่ดูอ่อนเยาว์กว่าเดิม ปรากฏว่าเป็ ‘อันหลิงอวี่!’
ในหัวเธอตื้อไปหมด เมื่อกำลังคิดว่าจะลงจากรถ เสียงที่คุ้นเคยก็ดังมาจากข้างหลัง “เดี๋ยวก่อนสิ ไปส่งคุณผู้หญิงคนนี้ก่อน”
ไม่ทันที่จิ่งเหมียนจะได้พูดอะไร คนขับรถก็เหยียบคันเร่งออกตัวไปก่อนแล้ว
เธอได้แต่พูดกับอันหลิงอวี่ว่า “ขอบคุณมากนะคะ”
อันหลิงอวี่อมยิ้มแพรวพราว “ไม่เป็ไรหรอก ผมชอบช่วยเหลือคนอื่นอยู่แล้ว โดยเฉพาะสาวสวย”
ดวงอาทิตย์ตกดิน ท้องฟ้าก็เริ่มมืด รอยยิ้มกรุ้มกริ่มของเขาดูเหมือนเมื่อชาติก่อนไม่มีผิดเพี้ยน
“ผมขอทำความรู้จักหน่อยได้ไหมครับ ผมชื่ออันหลิงอวี่”
จิ่งเหมียนหยุดคิดครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “ฉันเป็ผู้ดูแลที่พักลวี่อินค่ะ” เธอแนะนำตัวเองเพื่อไม่ให้อันหลิงอวี่คิดว่าเธอเป็แค่ของเล่นที่เขาจะทำอะไรก็ได้
“อ้อ ที่พักลวี่อินที่เพิ่งเปิดใหม่งั้นเหรอ” อันหลิงอวี่ดูประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด “ลวี่อินเป็ม้ามืดจริง ๆ โผล่พรวดขึ้นมาหน้าประตูฐานอู่อัน ไม่นึกเลยว่าวันนี้จะมีเื่ให้ประหลาดใจอีก”
รถแท็กซี่แล่นมาถึงหน้าประตูที่พักลวี่อิน อันหลิงอวี่ลงจากรถพร้อมกับจิ่งเหมียน “คุณจิ่ง ถ้าไม่รังเกียจ ให้ผมเข้าไปเยี่ยมชมหน่อยได้ไหมครับ”
แน่นอนว่าจิ่งเหมียนจะไม่ปฏิเสธ เมื่อประตูเหล็กเปิดออก ท่าทางผ่อนคลายบนใบหน้าของอันหลิงอวี่ก็เริ่มหายไป
มันก็ไม่มีอะไรมาก ก็แค่เทคโนโลยีของที่พักลวี่อินนั้นล้ำหน้าเกินไปมาก
คาดไม่ถึงเลยว่า หลังจากเข้าไปแล้วจะเห็นเฉินย่านั่งอยู่บนโซฟาในห้องรับรอง
“เฉินย่า ทำไมคุณถึงมานั่งอยู่ที่นี่ได้คะ?”
“รอคุณ” เขาตอบอย่างเ็า
อันหลิงอวี่เหลือบมองทั้งสองคนไปมา และพูดด้วยน้ำเสียงทะเล้นว่า “คุณจิ่ง ไปที่ห้องกันเถอะครับ”
คำพูดกำกวมของเขาทำให้แววตาของเฉินย่าเย็นเยียบอย่างเห็นได้ชัด
จิ่งเหมียนจึงรีบแก้มันให้ถูกต้อง “ได้ค่ะ ไป ‘ดูห้อง’ กันเถอะ”
เฉินย่ายืนขึ้นตาม “พอดีเลย ผมก็อยากต่อสัญญาเช่า ไปดูห้องอื่นด้วยกันเลยดีกว่า”
เดิมทีอันหลิงอวี่อยู่ด้านซ้ายของเธอ ไม่รู้ว่าทำไมเฉินย่าถึงได้แทรกเข้ามาอยู่ตรงกลางระหว่างทั้งสองคนอย่างแเี เขาแยกจิ่งเหมียนและอันหลิงอวี่ออกจากกัน บรรยากาศที่แปลกประหลาดดำเนินไปจนกระทั่งไปถึงโรงอาหาร อันหลิงอวี่ไม่มีกะจิตกะใจจะโต้เถียงกับเฉินย่าอีก เขาเอาแต่เผยสีหน้าเคร่งขรึม
ทุกคนต่างก็ประเมิน ‘ลวี่อิน’ แห่งนี้ต่ำเกินไป!
รวมถึงพ่อของอันหลิงอวี่ด้วย!
ไม่เพียงห้องพักและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่ใหม่เอี่ยม แม้แต่ผักและเนื้อสัตว์ในยุคโลกาวินาศก็ไม่เคยมีการผลิตได้จำนวนมากขนาดนี้มาก่อน
เขาทดลองชิมข้าวราดไข่ผัดมะเขือเทศราคาเพียง 20 แต้มด้วยสีหน้ายากจะคาดเดา
ชายหนุ่มจำได้ว่า ที่ร้านอาหารระดับท็อปในย่านใจกลางเมือง ข้าวราดไข่ผัดมะเขือเทศจานหนึ่งราคาตั้ง 900 แต้ม นั่นก็เพราะว่า ร้านอาหารนั้นมีห้องเรือนกระจกปลูกพืชแบบใช้แสงแดดขนาดเล็กเป็ของตัวเอง ถ้าหากต้องสั่งซื้อจากโรงปลูกพืชของฐาน ราคาก็จะยิ่งแพงขึ้นไปอีก
สภาพอากาศที่เลวร้าย ประกอบกับเทคโนโลยีทางการเกษตรบางส่วนสูญหายและถดถอย รวมถึงการขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญด้านเกษตรศาสตร์ ทำให้การเพาะปลูกกลายเป็ความสามารถที่มีเฉพาะในฐานระดับ C ขึ้นไป ส่วนฐานระดับ D และ E นั้น มีเพียงแป้งหนอนแมลงหลากหลายชนิดให้รับประทานเท่านั้น
ดูท่าแล้ว เื้ัของที่พักลวี่อินคงไม่ธรรมดาจริง ๆ ราคาถูกขนาดนี้ น่าจะเป็การดึงดูดให้คนจากฐานอู่อันย้ายไปอยู่ที่นั่น เมื่อคนเต็มที่พัก ราคาก็น่าจะเพิ่มขึ้น ที่พักลวี่อินมีห้องไม่ถึงสิบห้อง คงไม่ขาดทุนเท่าไร โชคดีที่ขนาดไม่ใหญ่ ไม่ส่งผลกระทบต่อฐานอู่อันในอีกหลายปีข้างหน้า
คิดได้แบบนี้ อันหลิงอวี่ก็เบาใจ เขากินข้าวเงียบ ๆ จนหมด แต่ก่อนจะจากไปเขาก็ไม่ได้พูดจาเรื่อยเปื่อยเหมือนทุกที ชายหนุ่มพูดด้วยความจริงใจว่า “หวังว่าในอนาคตจะมีโอกาสร่วมงานกับคุณจิ่งนะครับ”
ปรากฏว่า รถที่มารับเขายังคงจอดรออยู่ข้างนอก
เมื่อเขาขึ้นรถ คนขับก็พูดว่า “คุณชายครับ คุณผู้หญิงโทรมาหลายสายแล้ว บอกว่าร้องไห้อยู่ที่ถนนคนเดิน เธอพูดอีกว่าถ้าคุณชายไม่ไปรับ เธอก็จะไม่กลับบ้าน”
“งั้นก็ปล่อยให้เธอนอนข้างถนนนั่นแหละ” อันหลิงอวี่พูดอย่างเ็า
“หา?” คนขับรถใ คุณผู้หญิงก็เป็ถึงภรรยาคนที่ห้า ่นี้เป็่ลุ่มหลงใหม่ ๆ ไม่นึกเลยว่าในใจคุณชายจะเฉยชาได้ขนาดนี้
หลังอันหลิงอวี่จากไป เธอก็นึกขึ้นได้ว่าต้องเปลี่ยนรูปห้องบนเว็บไซต์ ห้องพักทุกห้องหลังจากปรับปรุงใหม่ ราคาห้องก็เปลี่ยนไปด้วย
ห้องเดี่ยวชั้นดีปรับขึ้นเป็ 500 เครดิตต่อวัน ห้องคู่ 1,000 เครดิต
เฉินย่าจองห้องเดี่ยวเป็เวลาหนึ่งเดือน รวมเป็ 15,000 เครดิต หักจากยอดค้างชำระแล้ว
อืม... จิ่งเหมียนยังเป็หนี้อีก 13,985,000 เครดิต โชคดีที่เฉินย่าไม่คิดดอกเบี้ยเธอ
ยอดเงินคงเหลือในบัญชี 303,000
"คุณอย่าไปหลงกลเขาน่ะ พูดจาไพเราะ ที่จริงแล้วเขาเป็เสือผู้หญิงตัวยงเชียว" เฉินย่าพูดขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
จิ่งเหมียนกะพริบตาปริบ ๆ "ฉันรู้ค่ะ เขามีภรรยาแล้วตั้งห้าคน"
เฉินย่ามองเธออย่างคาดไม่ถึง คิดว่าผู้หญิงเหมือนกระต่ายน้อยอย่างเธอจะต้องหลงกลอันหลิงอวี่อย่างแน่นอน
หลังจากกินข้าวในโรงอาหารมาหลายวัน ใบหน้าของจิ่งเหมียนก็เริ่มมีเนื้อมีหนังขึ้นมาบ้างแล้ว จากดอกตูมเล็ก ๆ ที่ไม่ค่อยได้รับสารอาหาร ในที่สุดก็เริ่มเบ่งบานอย่างช้า ๆ น่าคาดหวังและน่าเป็ห่วงในเวลาเดียวกัน
กลับถึงห้องพัก จิ่งเหมียนก็ได้รับข้อความจากเซียวเฝ่ย บอกว่าอีกสองวันจะมีผู้ใหญ่จากฐานระดับ A มาที่ฐานอู่อัน อาจจะมีคำสั่งซื้อใหญ่!
จิ่งเหมียนดีใจมาก ความหวังที่จะปลดหนี้อยู่ใกล้แค่เอื้อม เซียวเฝ่ยสมกับเป็ผู้หญิงเก่ง ทำงานรวดเร็วจริง ๆ ไม่รู้ว่าคนที่มาประเมินระดับลวี่อินจะมาถึงวันไหน วันหลังเธอต้องถามเซียวเฝ่ยถึงวิธีการ
อากาศร้อนขึ้นเรื่อย ๆ แม้แต่ตอนกลางคืนนั่งนิ่ง ๆ เหงื่อก็ไหลไม่หยุด ทุกคืนต้องอาบน้ำถึงจะนอนหลับได้ คิดถึงวันเก่า ๆ แล้ว จิ่งเหมียนก็ได้แต่ถอนหายใจ
เข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเป็ทางการ อุณหภูมิสูง 40 องศาเซลเซียส ปีก่อนอุณหภูมิสูงสุดถึง 46 องศาเซลเซียส ทุกปีจะมีคนจำนวนหนึ่งล้มป่วยเพราะสภาพอากาศ ต้องยอมรับว่าร่างกายของคนที่เอาชีวิตรอดในยุคนี้ถูกบังคับให้แข็งแกร่งขึ้น
แต่อากาศร้อนแบบนี้ ใคร ๆ ก็อยากได้เครื่องปรับอากาศสักเครื่อง