TheLibrary of lost souls
บทที่5: เงามืดที่ซ่อนอยู่
ลอนดอน –23:48 น.
ผมเดินออกจากห้องสมุดของมหาวิทยาลัยลอนดอนพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่
หลังจากสองชั่วโมงเต็มที่ผมพยายามหาข้อมูลเกี่ยวกับห้องสมุดโบลดเลียนใน่ปี1950 แต่มันไม่มีอะไรที่ผม้าเลย ไม่มีข้อมูลไม่มีบันทึก ไม่มีเอกสารที่อ้างอิงถึงเื่นี้แม้แต่นิดเดียว
มันเหมือนถูกลบไปเหมือนข้อมูลของลูคัส
ผมกระชับเสื้อโค้ทให้แน่นขึ้นก่อนจะเร่งฝีเท้ากลิ่นฝนยังคงอบอวลอยู่ในอากาศ คละเคล้ากับกลิ่นถนนยามค่ำคืนของลอนดอนนาฬิกาข้อมือบอกเวลาว่าดึกมากแล้วแต่ที่ทำให้ผมหายใจไม่ทั่วท้องไม่ใช่เพราะความเหนื่อยล้า ผมกำลังถูกสะกดรอยตาม
ผมรู้ตัวั้แ่ตอนออกจากสถานีรถไฟใต้ดินเสียงฝีเท้าที่เดินอยู่ห่าง ๆ ของชายที่ดูแต่งตัวมิดชิดจนเกินไปและจ้องมองผมแบบไม่คาดสายตา
ผมเดินเร็วขึ้นตั้งใจเปลี่ยนเส้นทางจากทางหลักไปยังตรอกข้าง ๆ ไม่ใช่เพราะผมอยากหนีแต่เพราะผม้าให้เขาเปิดเผยตัว ชายคนนั้นยังคงเดินตามมา
ผมตัดสินใจหยุดเดิน
เสียงฝีเท้าด้านหลังเงียบลงแทบจะในทันทีมันหยุดตามผมเป๊ะ
"ไอเวรนี่..." ผมพึมพำในใจ
ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาทำทีเป็เช็กข้อความ แต่ใช้กล้องหน้าสะท้อนภาพด้านหลังแทน
เงาดำสองร่างยังคงอยู่ที่มุมตึกใกล้กว่าที่ผมคิด
“สองคนงั้นเหรอ”
ผมสูดลมหายใจลึกถ้าพวกมันคิดจะลงมือ ผมก็จะไม่ยอมเป็เหยื่อแน่
ผมยังไม่ทันได้คิดแผนรับมือเสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้... เร็วขึ้นและยังใกล้กว่าเดิมมาก
พรึ่บ!
ชายร่างสูงใหญ่ในชุดดำพุ่งออกจากเงามืดหมัดของมันเหวี่ยงตรงมาที่หน้า ผมก้มศีรษะต่ำอย่างเฉียดฉิวหลบหมัดได้อย่างหวุดหวิด ผมเบี่ยงตัวไปด้านข้าง ใช้แรงเหวี่ยงจากสะโพก ศอกกระแทกเข้าเต็มแรงที่ชายโครงอีกฝ่าย
เสียงอึกทึกจากการกระแทกดังก้องในตรอกแคบชายคนนั้นผงะไปก้าวหนึ่ง
แต่ยังไม่ทันที่ผมจะตั้งหลักอีกสองคนที่อยู่ด้านหลังพุ่งกรูเข้ามา พยายามคว้ากระเป๋าของผม
ผมพลิกมือไปด้านหลังหมุนตัวแล้วกระแทกข้อศอกเข้าที่ใบหน้าของหนึ่งในพวกมันเต็มแรง เสียงกระแทกดังขึ้นพร้อมกับร่างของชายคนทางซ้ายที่เซถอยหลังผมไม่ปล่อยให้มีช่องว่าง ผมยกขาขึ้น เตะตัดล่างเข้าที่เข่าของคนที่เหลือ ร่างของอีกฝ่ายเสียหลักล้มลงกับพื้นผมรีบก้าวถอยหลังเพื่อเพิ่มระยะห่าง แต่ไอ้คนแรกยังไม่หยุด
มันตั้งหลักใหม่แล้วพุ่งเข้ามาอีกครั้งคราวนี้เร็วขึ้น!
ผมใช้ไหวพริบพลิกตัวใช้กำแพงเป็ตัวช่วย ะโถอยหลังแล้วดีดตัวกลับมา เข่าของผมกระแทกเข้าที่ซี่โครงของมัน
ตุบ!
มันทรุดลงทันทีแต่ก่อนที่ผมจะได้พักหายใจ หมัดอีกหมัดพุ่งตรงเข้ามาที่ใบหน้า
ปัง!
ผมเบี่ยงหน้าหลบแต่ยังถูกหมัดเฉียดเข้าไปที่ข้างแก้ม รสชาติของเืซึมขึ้นมาในปาก
ไม่เว้ย...ฉันจะไม่แพ้ที่นี่
ผมสบถในใจผมสบถในใจแล้วพุ่งเข้าใส่หมายจะจบศึกนี้เร็วที่สุด
แต่ไอ้หมอนั่นเร็วกว่า
หมัดของมันพุ่งเข้าใส่ซี่โครงผมเต็มแรง!
ตุบ!
ผมกัดฟันแน่นร่างผมเซถอยหลังไปสองก้าว ความเจ็บแผ่ซ่านจากชายโครงขึ้นมาที่ปอด ไอ้บ้านี่แรงเยอะกว่าที่คิด
"หึ..." มันหัวเราะ "คิดว่าแกจะหนีไปได้ง่าย ๆ งั้นเหรอ?"
อีกคนพุ่งเข้ามาจากด้านหลังแขนของมันโอบรัดคอผม พยายามล็อกให้ผมขยับไม่ได้
ผมกระแทกศอกกลับไปที่หน้าท้องของมันครั้งแรก... มันยังไม่ปล่อย
ครั้งที่สอง...มันเริ่มคลายมือ
ครั้งที่สามมันร้องเสียงดัง ก่อนจะเซถอยหลังไป
แต่ก่อนที่ผมจะตั้งหลักหมัดของอีกคนก็พุ่งเข้ามาอีกครั้ง
คราวนี้ผมหลบได้...แต่เฉียดใบหน้าไปเพียงนิดดียว
"ไอ้พวกเวรนี่!"
ผมกระทืบส้นเท้าลงพื้นก่อนจะพลิกตัวกลับ ยกเข่าฟาดเข้ากลางลำตัวมันเต็มแรง!
มันกระอักเืแล้วล้มลงทันที
เหลืออีกหนึ่ง
ชายที่โดนผมเตะเมื่อครู่ยันตัวขึ้นมันยิ้ม...แม้จะมีเืไหลจากมุมปาก
"ไม่ธรรมดานี่ มวยไทยงั้นเหรอ?" หนึ่งในพวกมันพูดขึ้น
ผมหายใจแรงกำหมัดแน่น ถึงแม้ผมจะเคยเรียนมวยไทยมาก่อน แต่ผมไม่ได้ใช้มันในสถานการณ์จริงบ่อยนัก
"พวกแกเป็ใคร?" ผมเอ่ยเสียงแข็ง
แน่นอนว่าพวกมันไม่ตอบในขณะที่พวกมันกำลังจะบุกเข้ามาหาผมอีกรอบ จู่ ๆ พวกมันก็ชงัก เหมือนมีคำสั่งส่งตรงมาที่อุปกรณ์สื่อสารที่ติดอยู่ตรงบริเวณหู
"แกต้องหยุดสิ่งที่แกกำลังทำอยู่ซะถือว่าครั้งนี้แค่เตือน" ชายร่างใหญ่เอ่ยขึ้น
"นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราต้องจัดการคนอย่างแก" หนึ่งในพวกมันเอ่ยขึ้นด้วยความโมโห
ผมหยุดชะงัก
จัดการคนอย่างฉันงั้นเหรอ...?
ผมขมวดคิ้ว"หมายความว่าไง?"
“แกพูดมากเกินไปแล้ว” ชายร่างใหญ่ตวาดพวกของมัน ก่อนที่จะถอยออกไป
ผมหายใจลึกพยามควบคุมลมหายใจให้กลับมาอยู่ในสภาวะปกติ แต่สายตาของผมเหลือบไปเห็นบางอย่างที่ตกอยู่บนพื้นเป็เงาวาววับสะท้อนแสงไฟถนน
แผ่นโลหะ
ผมหยิบมันขึ้นมาลักษณะของมันเป็ "กุญแจไขว้กับขนนก"
หัวของผมปวดจี๊ดขึ้นมาในทันที
เหมือนกับว่าผมเคยเห็นมันมาก่อน
แต่เห็นมันจากที่ไหน?....ภาพถ่าย!
ผมรีบหยิบซองเอกสารขึ้นมาเพื่อตรวจดูภาพถ่ายทั้ง3 ใบอีกครั้ง ผมเพ่งอย่างละเอียด
“นี่ไงล่ะ แผ่นโลหะ!”
ภาพที่สาม:ลูคัสนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน เอกสารและกระดาษโน้ตกระจัดกระจาย แผ่นโลหะลักษณะเหมือนกันเป๊ะวางอยู่ที่มุมโต๊ะที่เขานั่งอยู่
ผมกดขมับตัวเองความรู้สึกเหมือนมีบางอย่างกำลังจะผุดขึ้นมา แต่กลับถูกดึงกลับไปสู่ความว่างเปล่า
“อีกแล้ว…. เหมือนจะนึกออกแต่ก็นึกไม่ออก”
ทันใดนั้นเองผมเร่งฝีเท้าเพื่อที่จะกลับไปพี่อพาร์ทเมนต์ให้เร็วที่สุด
อพาร์ตเมนต์ของริน
ผมโยนเสื้อโค้ทลงบนโซฟา ร่างทั้งร่างทรุดลงนั่งพลางมองไปที่แผ่นโลหะในมือ
ผมพลิกมันไปมาพื้นผิวของมันเรียบเนียนราวกับผ่านกระบวนการขัดจนไร้ที่ติ มันเก่าแก่เหมือนเป็ของที่มีประวัติยาวนานแต่มันไม่มีตัวอักษร ไม่มีเบาะแสเพิ่มเติม
ผมหยิบไฟฉายUVและลองส่องไปบนพื้นผิวของแผ่นโลหะ
ไม่มีร่องรอยของหมึกพิเศษ
ไม่มีสัญลักษณ์ที่มองไม่เห็น
ไม่มีอะไรเลย
ผมขมวดคิ้วมันเหมือนเป็ของที่ “สำคัญ” แต่กลับ ไม่มีข้อมูลอะไรเลยที่สามารถใช้สืบหาได้
ผมกัดริมฝีปากพลางคิดหรือมันอาจจะเป็ “เครื่องหมายขององค์กร” ที่มีความเกี่ยวข้องกับเื่นี้?
"กุญแจไขว้กับขนนก"
ผมพิมพ์คำนี้ลงไปในเครื่องมือค้นหาไม่มีข้อมูลที่ตรงกับภาพนี้เลย มันน่าสงสัยมาก
ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายภาพแผ่นโลหะ จากนั้นลองใช้การค้นหาข้อมูลจากภาพ เผื่อได้จะข้อมูลอะไรบ้าง
รอผล...
ผลลัพธ์ของการค้นหามีเพียงแค่1รายการ ผมรีบกดเข้าไปในทันที
Error403 – Access Denied
“บ้าเอ้ย...”
ผมพยายามกดรีเฟรช…แต่… หน้าเว็บหายไปแล้ว
ผมหยิบสมุดบันทึกออกมาเปิดหน้าที่ผมจดบันทึกเกี่ยวกับหอสมุดโบลดเลียน
"ที่นี่เคยมีการปรับปรุงครั้งใหญ่... ฉันคิดว่าน่าจะ่กลางศตวรรษที่ 20หรือราว ๆ ปี 1950 นี่แหละ"
เสียงของเอมิลี่ผุดเข้ามาในหัวของผม
ปี1950...
ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ่เวลานั้นที่เคยอยู่ในระบบของหอจดหมายเหตุแห่งชาติ แต่ถูกลบไป
และตอนนี้ตราสัญลักษณ์ปริศนาที่ผมเจอ ผมพยายามจะประติดประต่อเื่ราวแต่ก็ยังไม่เข้าใจมากนัก ผมหยิบปากกา ขีดวงสัญลักษณ์กุญแจไขว้กับขนนกบนสมุดบันทึกผมจะต้องหาคำตอบเกี่ยวกับเื่นี้ให้ได้
เช้าวันใหม่ที่เต็มไปด้วยคำถาม ผมลืมตาขึ้นช้าๆ แสงแดดลอดผ่านม่านหน้าต่าง สาดลงมาบนโต๊ะทำงานที่ยังคงเต็มไปด้วยเอกสารและสมุดบันทึกจากเมื่อคืนผมหยิบแผ่นโลหะขึ้นมาดูอีกรอบ
เมื่อคืนผมพยายามค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับมันแล้วแต่ยังไม่พบอะไรที่แน่ชัด แต่ผมรู้ว่ามีคนที่อาจจะช่วยผมได้...เอมิลี่คาร์เตอร์
เสียงคีย์บอร์ดกดกระทบกันเป็จังหวะเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นไม่ขาดสาย บรรยากาศของกองบรรณาธิการยังคงวุ่นวายเหมือนเคย
ผมเดินตรงไปที่ห้องทำงานของเอมิลี่แต่เธอไม่อยู่
ผมขมวดคิ้วปกติแล้วเธอมาเช้าเสมอ
"เธอไปไหนนะ..." ผมพึมพำ พลางดึงเก้าอี้แล้วนั่งรอในห้องทำงานของเธอ
ผมหยิบแผ่นโลหะขึ้นมาดูอีกรอบพลิกไปมาอย่างใช้ความคิด เพียงไม่กี่อึดใจเสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นจากทางด้านหลังของผม
"ดูอะไรอยู่?"
เธอเดินเข้ามาให้ห้องถือแก้วกาแฟในมือ ใบหน้าดูเหนื่อยนิดหน่อยเหมือนเธอเองก็อดนอนมา
"คุณมาหาฉันแต่เช้า... มีอะไรหรือเปล่า?"
ผมหยิบยื่นแผ่นโลหะไปให้เธอ
"เคยเห็นอะไรแบบนี้ไหม?"
เอมิลี่ขมวดคิ้วมองมันอย่างจริงจัง "คุณได้มันมาจากไหน?"
"เมื่อคืนนี้... พวกที่สะกดรอยตามฉันทำมันตกไว้"
“อะไรนะ! คุณถูกสะกดรอยตามงั้นเหรอ”
“ใช่ แต่ช่างมันเถอะ คุณพอจะรู้จักไหม”
"มันดูคุ้น ๆ นะ... เหมือนฉันเคยเห็นสัญลักษณ์แบบนี้ที่ไหนสักแห่ง"
"ที่ไหน?"
"คุณเคยได้ยินเื่ 'กลุ่มนักวิชาการที่พยายามควบคุมประวัติศาสตร์'ไหม?"
"กลุ่มนักวิชาการ?"
"อืม..." เธอพลิกปากกาบนโต๊ะไปมา"มันเป็หนึ่งในทฤษฎีสมคบคิดเก่า ๆ ที่ฉันเคยอ่านคนบางกลุ่มเชื่อว่ามีนักวิชาการโบราณที่เคย คัดเลือกข้อมูลที่จะถูกบันทึกลงในประวัติศาสตร์และกำจัดข้อมูลที่พวกเขาไม่้าให้หลงเหลืออยู่"
ผมหยุดคิดมันฟังดูคุ้น ๆ
"แล้วมันเกี่ยวอะไรกับสัญลักษณ์นี้?"
"ฉันเองไม่แน่ใจนักหรอกนะ" เอมิลี่เพ่งมองมัน "แต่มันทำให้ฉันนึกถึงเื่ขององค์กรเก่าแก่ที่เคยมีหน้าที่รวบรวมและ'ควบคุม' ข้อมูลสำคัญของโลก สัญลักษณ์ที่ทฤษฎีนั่นเอ่ยถึงมีลักษณะคล้าย ๆ แบบนี้แหละ"
"องค์กรที่ควบคุมข้อมูลของโลก?" ผมทวนคำ
"ใช่" เธอพยักหน้า "ถ้าอิงตามเื่เล่า พวกเขาอาจเป็ 'ผู้ปกป้อง' หรือ 'ผู้ทำลาย'ขึ้นอยู่กับว่าคุณเชื่อด้านไหน"
"แล้วองค์กรนี้ยังมีอยู่ไหม?" ผมถาม
เอมิลี่ยิ้ม"มันก็แค่ทฤษฎีน่ะ ริน... แต่ถึงมันมีอยู่จริง ก็คงไม่มีใครรับรู้ถึงการมีอยู่ของมันหรอก"
"แล้วห้องสมุดโบลดเลียนเกี่ยวข้องยังไง?"
"ตามที่ฉันเคยอ่านมา" เธอแตะนิ้วลงบนโต๊ะ "ในยุคหนึ่งของอังกฤษมีการเก็บรวบรวม 'ความรู้ต้องห้าม' ไว้ในห้องสมุดบางแห่งเพราะมันอาจเป็อันตรายหรือไม่ควรถูกเปิดเผย"
"แล้วมันเป็ความจริงไหม?"
"ใครจะรู้ล่ะ?" เธอหัวเราะ"อาจเป็แค่เื่เล่าโบราณที่ถูกแต่งขึ้น...หรืออาจเป็เื่จริงที่ถูกลบไปจากประวัติศาสตร์แล้วก็ได้"
ผมนั่งเงียบมองแผ่นโลหะในมือพลางครุ่นคิด คำพูดของเอมิลี่ยังคงก้องอยู่ในหัว ผมใช้ปลายนิ้วลูบไปบนพื้นผิวของแผ่นโลหะความคิดเดียวที่ตีตื้นขึ้นมาในหัวคือ 'ลูคัส'
พี่ชายของผมอาจเป็หนึ่งในคนที่ค้นพบความจริงบางอย่างเกี่ยวกับเื่นี้และเขาหายไป
หรือแย่กว่านั้นถูกทำให้หายไป
มีเพียงวิธีเดียวที่จะได้คำตอบผมต้องไปออกซฟอร์ด
"คุณดูแปลกไปั้แ่เมื่อวานแล้วนะ" เธอพูดพลางนำมือเชยคาง"กำลังจะทำอะไรอีกล่ะ?"
ผมเงยหน้ามองเธอ
"ผมก็แค่...จะไปหาคำตอบ"
"ที่ไหน?"
ผมนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบ"ออกซฟอร์ด"
"ห้องสมุดโบลดเลียน?"
ผมพยักหน้า
เธอเงียบไปครู่หนึ่งแต่แววตาของเธอบอกว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่
"ดูเหมือนคุณกำลังจะก้าวเข้าไปในบางอย่างที่ใหญ่เกินตัวนะ ริน"
ผมแค่นหัวเราะเล็กน้อย"เื่นี้มันใหญ่กว่าตัวผมมาั้แ่แรกแล้ว"
"แล้วคุณแน่ใจเหรอ ว่าสิ่งที่คุณกำลังตามหามันคุ้มค่าจริง ๆ?"
ผมหยิบแผ่นโลหะปริศนาออกจากโต๊ะมองมันเป็ครั้งสุดท้ายก่อนจะเก็บลงกระเป๋า
"มันไม่ใช่แค่เื่ของผมอีกต่อไปแล้ว และถ้าผมไม่ไปตอนนี้ผมอาจไม่มีโอกาสอีกเลย""
ผมเดินออกจากห้องทิ้งให้เอมิลี่มองตามหลังด้วยสายตาที่ดูเป็ห่วงมากกว่าแค่เพื่อนร่วมงาน