บทที่ 30 ท่านขงจื๊อ… ขงจื๊อ
ฉินเอ๋อร์นั่วมองดูก้อนหินที่แตกกระจายเต็มพื้นเบื้องหน้า สีหน้าแสดงความประหลาดใจ
“ไม่เลวเลยนะ” จางซอมซ่อแยกเขี้ยว เผยให้เห็นฟันใหญ่ ๆ
ภายใต้สายตาที่จับจ้องของทั้งสอง หลี่จื่อเย่ลุกขึ้นยืนตรง มองไปยังหญิงสาวข้างกาย แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนล้าว่า “พี่หงจู่จะไปแล้วหรือ?”
“อืม” หงจู่พยักหน้าตอบรับ
หลี่จื่อเย่มองไปยังชายแปลกหน้าที่อยู่ไม่ไกล สีหน้าเขาแวบผ่านความรู้สึกแปลก ๆ ก่อนจะเอ่ยปากว่า “เมื่อไปถึงเมืองหลวง ทุกอย่างให้ฟังคำสั่งของพี่หงจู่ เข้าใจหรือไม่?”
“ข้าเข้าใจแล้ว” อวิ่นควางตอบเสียงทุ้ม
“พี่หงจู่ ข้าจะไปส่งท่าน” กล่าวจบหลี่จื่อเย่ก็เดินไปส่งทั้งสองที่หน้าจวน
ณ ลานด้านหน้าจวน หงจู่และอวิ่นควางขึ้นรถม้าไปแล้ว ส่วนหลี่จื่อเย่มองรถม้าที่แล่นจากไป และยิ่งเงียบอยู่นาน ก่อนจะหมุนตัวกลับเข้าจวน
ณ ลานด้านหลังจวน ฉินเอ๋อร์นั่วรออยู่แล้ว เมื่อเห็นอีกฝ่ายกลับมา นางก็มองไปทางจางซอมซ่อ แล้วเอ่ยว่า “เจี้ยนฉือ ท่านสอนกระบวนท่าที่สองเถิด”
“ได้” จางซอมซ่อพยักหน้าแล้วพูดว่า “เ้าหนู เ้าจงดูให้ดี!”
พูดจบ จางซอมซ่อก็ชักกระบี่ขึ้นมา พร้อมกับยกไหสุราขึ้นดื่ม ทันใดนั้นร่างพลันเคลื่อนไหวดั่งัโผบิน
วิชาตัวเบาที่คาดเดาไม่ได้ แต่ละก้าวย่างไม่อาจคาดเดาทิศทาง สิบแปดก้าวผ่านไป พลังกระบี่สะสมถึงขีดสุด จางซอมซ่อจับกระบี่ด้วยสองมือ ฟาดฟันเพียงครั้งเดียวก็ทะลวงนภาที่อยู่เบื้องหน้า
“โครม!”
เสียงสั่นะเืดังสนั่นหวั่นไหวขึ้น ทางด้านหน้าต้นไม้ใหญ่สูงตระหง่านล้มลงทันที แยกออกเป็สองส่วนจากตรงกลาง ช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก!
หลี่จื่อเย่เห็นกระบี่อันน่าตื่นตะลึงนี้แล้ว ถึงกับตกตะลึงจนพูดไม่ออก
“แก่แล้ว” จางซอมซ่อโบกมือเก็บกระบี่ แล้วดื่มเหล้าอีกอึก พลางถอนหายใจว่า “หากข้าอ่อนวัยกว่านี้สักหน่อย ข้าคนนี้คงสามารถฟันจวนตระกูลหลี่ให้แยกครึ่งได้ด้วยการฟันกระบี่เพียงครั้งเดียว การสาธิตก็จะยิ่งน่าตื่นตาตื่นใจกว่านี้”
“เช่นนั้นก็ไม่ต้องดีกว่า” หลี่จื่อเย่ได้สติกลับมา มองดูความเสียหายทั่วทั้งสวน แล้วยิ้มอย่างขมขื่นพูดว่า “อย่างไรเสีย ตอนนี้ท่านก็แกร่งมากแล้ว”
“จงฝึกฝนให้ดี”
จางซอมซ่อถือกระบี่เดินกลับไปริมทะเลสาบ ตบไหล่ของหลี่จื่อเย่แล้วพูดว่า “วิชาเซียนเหินเวหามีทั้งหมดเก้ากระบวนท่า ความยากก็จะเพิ่มขึ้นเป็เท่าตัว โดยเฉพาะสามท่าสุดท้าย แม้แต่ข้าและฉินเอ๋อร์นั่วก็ไม่อาจสอนเ้าได้ ข้าหวังว่าก่อนที่ตาแก่คนนี้จะลงโลง จะได้เห็นเ้าแสดงสามกระบวนท่าเซียนเหินเวหาอันน่าตื่นตะลึงเหมือนในอดีตอีกครั้ง”
“ข้าจะพยายามอย่างเต็มที่” หลี่จื่อเย่หัวเราะแห้ง ๆ
“ไปฝึกกระบี่เถิด” ฉินเอ๋อร์นั่วกล่าว
“ขอรับ” หลี่จื่อเย่ตอบรับเบา ๆ แล้วหยิบกระบี่ไปฝึกฝนทันที
“เจี้ยนฉือ เช่นนี้ไม่ใช่วิธีที่ดี”
ณ ริมทะเลสาบ ฉินเอ๋อร์นั่วเอ่ยปากขึ้นเบา ๆ “มันช้าเกินไป สองกระบวนท่าแรกยังพอว่า แต่กระบวนท่าที่สามมีถึงยี่สิบเจ็ดก้าว กระบวนท่าที่สี่ก็ปาเข้าไปสามสิบหกก้าว ด้วยความเร็วขนาดนี้ ไม่รู้ต้องฝึกไปอีกกี่ปี”
จางซอมซ่อนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วถอนหายใจกล่าวว่า “เขาพยายามมากแล้ว เพียงแต่ว่าตอนนี้เขาเปิดเส้นลมปราณได้เพียงเส้นเดียว ไม่ว่าจะเป็ความเร็วในการฝึกฝนหรือความสามารถในการควบคุมร่างกายล้วนมีข้อจำกัด”
“ข้าจะไปเมืองหลวงสักครั้ง” ฉินเอ๋อร์นั่วเอ่ยเสียงทุ้มว่า “ที่นี่ ข้ามอบให้เ้าดูแล”
เมื่อจางซอมซ่อได้ยินดังนั้น ก็มีสีหน้าใ ก่อนจะกล่าวว่า “เ้าจะไปสำนักไท่เสวียจริง ๆ หรือ?”
“ก็ต้องลองดู” ฉินเอ๋อร์นั่วกล่าวเสียงหนักแน่น “จนถึงตอนนี้ พวกเรารู้เพียงแหล่งที่อยู่ของยาวิเศษต้นนี้เท่านั้น ไม่มีทางเลือกอื่น”
“เ้าจะไปเมื่อไหร่?” จางซอมซ่อถอนหายใจเบาๆ
“วันนี้” ฉินเอ๋อร์นั่วตอบ
จางซอมซ่อขมวดคิ้ว แต่ก็ไม่ได้ทัดทานอีก พยักหน้าแล้วกล่าวว่า “สำหรับจวนตระกูลหลี่ที่นี่ ข้าจะดูแลให้เอง”
“ขอบคุณมาก” ฉินเอ๋อร์นั่วกล่าวประโยคหนึ่ง ยื่นมือชักกระบี่ชิงซวงออกมา แล้วก้าวเดินออกไปทางสวนหลังจวนทันที
…
ไกลออกไป หลี่จื่อเย่ที่ยังคงฝึกฝนสามก้าวแรกของกระบวนท่าที่สอง ลุกขึ้นจากพื้นอย่างทุลักทุเล เห็นฉินเอ๋อร์นั่วเดินจากไปก็ถามอย่างสงสัยว่า “ท่านอาจารย์จะไปไหนหรือ?”
“เมืองหลวง” จางซอมซ่อกล่าว
“เมืองหลวงหรือ?” หลี่จื่อเย่ใ แล้วถามต่อไปอีกว่า “เหตุใดจึงต้องไปเมืองหลวง?”
“ไปหายาให้เ้า” จางซอมซ่อตอบอย่างเรียบเฉย “เลิกถามมากความได้แล้ว ฝึกกระบี่ของเ้าต่อไปเถิด”
หลี่จื่อเย่มองไปทางที่ฉินเอ๋อร์นั่วจากไป แล้วรีบกลับมาสู่สมาธิ เริ่มฝึกกระบี่ต่อ
ท่านอาจารย์จะไปไหน ใยจึงไม่บอกลาเขาสักคำ?
นอกเมืองอวี๋โจว รถม้าที่หงจู่และอวิ่นควางนั่งมาเพิ่งออกจากเมือง ด้านหลังของพวกเขาก็ปรากฏร่างงามสง่าทะยานมา พร้อมกับถือกระบี่โบราณคู่กาย กลิ่นอายวรยุทธ์สง่างามดั่งเซียน ไม่กี่อึดใจก็แซงรถม้าไป มุ่งหน้าสู่ที่ไกลต่อไป
…
สองวันต่อมา ฉินเอ๋อร์นั่วเดินทางมาถึงยังเมืองหลวงแห่งแคว้นต้าซาง นางสะพายกระบี่คู่กาย ก้าวย่างอย่างสง่าผ่าเผยเข้าสู่ตัวเมืองอันแสนกว้างใหญ่
ณ ที่แห่งหนึ่ง อันเป็เขตสำนักไท่เสวียอันเลื่องชื่อ ภายในลานเล็ก ๆ อันเงียบสงบแห่งหนึ่ง อากาศสดชื่นเต็มไปด้วยกลิ่นไอของชีวิต ผักนานาพรรณเจริญงอกงาม ดอกไม้นานาพันธุ์แต่งแต้มสีสัน ไก่และเป็ดเดินเล่นหาอาหารอย่างเพลิดเพลินราวกับเป็ภาพวาดอันงดงาม
ท่ามกลางบรรยากาศอันแสนสงบ ปรากฏร่างของชายชราสวมชุดสีขาวสะอาดบริสุทธิ์ ใบหน้าอิ่มเอิบเปี่ยมด้วยเมตตา เขากำลังก้มลงรดน้ำผักอย่างทะนุถนอม ด้วยท่าทางที่ดูสุขุมและอ่อนโยน
แม้กาลเวลาจะทิ้งร่องรอยแห่งวัยไว้บนใบหน้าของชายชรา จนเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งกาลเวลา ดวงตาที่เคยเฉียบคมกลับดูล้าและขุ่นมัว
ทว่ารัศมีแห่งปัญญาและพลังที่แฝงเร้นอยู่ภายใน กลับยิ่งใหญ่และน่าเกรงขาม
บุรุษผู้นี้คือขงจื๊อ ผู้นำแห่งขงจื๊อที่เหล่านักปราชญ์ทั่วหล้ายกย่องให้เป็ศรัทธา เป็ปราชญ์ผู้เปี่ยมล้นด้วยสติปัญญา เป็เสมือนเซียนมีชีวิตในยุคปัจจุบัน
เื่ราวความเก่งกล้าของท่านเล่าขานไปทั่ว แต่กลับไม่มีผู้ใดล่วงรู้ถึงขีดสุด เพราะท่านไม่เคยปรากฏกายนอกเมืองหลวง และที่เมืองหลวงแห่งแคว้นต้าซางแห่งนี้ ไม่เคยมีผู้ใดล้มท่านได้
ใต้หล้าอันแสนกว้างใหญ่ เปี่ยมล้นด้วยผู้แข็งแกร่งมากมาย แต่ผู้ที่กล้ายืนหยัดอย่างองอาจ ประกาศก้องว่าไม่เคยพ่ายแพ้แม้สักครั้งเดียว มีเพียงขงจื๊อเพียงผู้เดียวเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้ ตราบใดที่ขงจื๊อยังคงอยู่ในเมืองหลวงแห่งแคว้นต้าซาง ก็จะไม่มีผู้ใดกล้าท้าทายหรือลบหลู่ปราชญ์ผู้เปี่ยมล้นด้วยสติปัญญาผู้นี้
ทันใดนั้นเอง เสียงทุ้มลึกดังกังวานขึ้นท่ามกลางลาน ขณะที่ใบไม้ร่วงหล่นลงสู่พื้น “ในเมื่อมาถึงแล้ว ก็จงปรากฏตัวออกมาเถิด” ขงจื๊อยังคงรดน้ำผักในสวนด้วยท่าทีสงบนิ่ง
“ฉินเอ๋อร์นั่ว คารวะท่านขงจื๊อ” ร่างระหงในชุดขาวสะอาดปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้าพร้อมกับคารวะอย่างนอบน้อม
“เซียนกระบี่เหมยฮวาผู้งดงาม มาเยือนถึงที่นี่เช่นนี้ คงมีเื่สำคัญเป็แน่ ว่ามาเถิดเข้ามีธุระอันใดหรือ?” ขงจื๊อเอ่ยถาม โดยไม่แม้แต่จะปรายตามอง
“เรียนท่านขงจื๊อ ข้ามาเพื่อขอสิ่งหนึ่ง” ฉินเอ๋อร์นั่วกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและจริงจัง “ข้า้าโสมพันปี สมุนไพรล้ำค่าแห่งสำนักไท่เสวีย”
“ขอยาเช่นนี้…” ขงจื๊อเอ่ยอย่างใจเย็น “คงมิใช่เพื่อรักษาอาการาเ็ของผู้ใดกระมัง”
“ไม่ใช่เ้าค่ะ” ฉินเอ๋อร์นั่วส่ายหน้าปฏิเสธ “ข้า้าโสมพันปีเพื่อเปิดเส้นลมปราณอื่น ๆ”
“ถ้าเช่นนั้น เหตุใดเ้าถึงต้องลำบากถึงเพียงนี้ บุตรชายคนที่สามแห่งตระกูลหลี่ มิใช่อัจฉริยะด้านวรยุทธ์หรอกหรือ?” ขงจื๊อเอ่ยถามอย่างสงสัย
“ไม่ใช่เ้าค่ะ”
ฉินเอ๋อร์นั่วส่ายหน้าปฏิเสธอีกครั้ง
ขงจื๊อได้ยินคำตอบเช่นนั้นก็หัวเราะออกมาเบา ๆ “เฮอะ ข้าก็นึกแล้วเชียว ไม่น่าจะเป็ข้าเองที่คาดการณ์ผิด”
แววตาของฉินเอ๋อร์นั่วเป็ประกายขึ้นทันที นางเคยได้ยินคำร่ำลือมานักต่อนักว่าท่านขงจื๊อผู้นี้สามารถหยั่งรู้ดินฟ้า คำนวณทุกสรรพสิ่งบนโลกได้ ดูเหมือนว่าคำร่ำลือจะเป็ความจริง
“โสมพันปี สมุนไพรล้ำค่าเช่นนั้น สำนักไท่เสวียของข้ามีอยู่จริง และข้าก็ยินดียกให้แก่บุตรชายคนที่สามของตระกูลหลี่”
พูดถึงตรงนี้ น้ำเสียงที่เคยราบเรียบของท่านขงจื๊อกลับแปรเปลี่ยน ราวกับสายน้ำที่ไหลเปลี่ยนทิศทาง “ทว่ามิใช่ในยามนี้”
“ท่านขงจื๊อหมายความว่าอย่างไร?” ฉินเอ๋อร์นั่วเอ่ยถาม แววตาฉายชัดถึงความสงสัย
“รอให้บุตรชายคนที่สามของตระกูลหลี่มาถึงที่นี่ ข้าจะบอกกับเขาเอง” ขงจื๊อกล่าว
“ท่านขงจื๊อ คงจะต้องผิดหวัง…” ฉินเอ๋อร์นั่วขมวดคิ้วน้อย ๆ “ข้ารู้จักนิสัยของเขาดี หลี่จื่อเย่ผู้นี้เกียจชังเมืองหลวงแห่งต้าซางแห่งนี้นัก เขาคงไม่มีวันยอมมาที่นี่เป็แน่”
“การมาหรือไม่มา มิใช่เื่ที่เขาจะเป็ผู้กำหนด” ขงจื๊อวางกระบวยน้ำในมือลง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง “เอาอย่างนี้ดีหรือไม่ ให้เป็การเดิมพัน ภายในสิบวันนี้หากหลี่จื่อเย่เดินทางมายังเมืองหลวงแห่งนี้ เซียนกระบี่เหมยฮวาต้องรับปากว่าจะมาเป็อาจารย์บรรยายวิชา ณ สำนักไท่เสวียแห่งนี้เป็เวลาหนึ่งปี แต่หากเขาไม่มา ข้ายินดีมอบโสมพันปีให้แก่เ้า”
ฉินเอ๋อร์นั่วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในเมื่อนี่คือหนทางเดียวที่นางจะได้โสมพันปีมา นางจึงตัดสินใจทันที “ตกลง ข้ายินดีรับคำท้าของท่านขงจื๊อ”