Gashapong Cupid เมื่อผมสุ่มกาชาเเล้วได้เป็นกามเทพ

    บทที่ 24

    3 วันผ่านไป นับตั้งแต่เควสแรกของกรล้มเหลวเช้าวันใหม่ที่ท้องท้องฟ้าเต็มไปด้วยเมฆครึ้ม สายลมแรงพัดโชยมาพร้อมความชื้นเย็นอย่างกับว่าพายุกำลังพัดพาสายฝนใกล้เข้ามา แน่นอนว่าบรรยากาศเช่นนี้ไม่ใช่แดนเทพอยู่แล้ว แต่กลับเป็นบนถนนสายเล็กสายหนึ่งที่เงียบสงบ และไม่ห่างไกลจากชุมชนกลางเมืองใหญ่มากนัก แม้ว่าจะไม่ค่อยมีบ้านคนในย่านที่ดินรกร้างแถวนี้ แต่รถราที่ผ่านไปมาก็มีไม่น้อยโดยเฉพาะมอเตอร์ไซค์รับจ้าง และรถตุ๊กตุ๊กที่คอยรับส่งคนในชุมชนเข้าออกสู่ถนนใหญ่ทีหนึ่ง นั่นจึงทำให้ชายหนุ่มชุดขาวที่เดินเหงาคนเดียวมาตลอดทาง ต้องเดินลงไปย่ำหลุมโคลนริมทางเพื่อหลบรถอยู่บ่อยครั้ง“อิหยังวะ! ทำไมวาร์ปไม่ส่งฉันถึงโบสถ์ตรงๆเลยนะ นี่ต้องเดินอีกตั้งสองกิโลกว่าจะถึง เซ็งชิบ!” กรบ่นออกมา ในขณะที่เขาหยุดเดินเพื่อสะบัดโคลนออกจากรองเท้าสีขาวที่มีเพียงคู่เดียวของตน แน่นอนว่าสาเหตุที่กามเทพหนุ่มต้องมาเดินขาลากอยู่แบบนี้ ส่วนหนึ่งก็มาจากการทำเควสล้มเหลวก่อนหน้านี้นั่นเอง ซึ่งทำให้แต้มในบัตรของกรปัจจุบันนั้นติดลบรวมถึง 200 แต้ม และการลงมายังโลกมนุษย์ในครั้งนี้ก็เพื่อทำภารกิจเพื่อเพิ่มแต้มของตัวเองให้เร็วที่สุด ก่อนที่มันจะติดลบลงไปมากกว่านี้ เพียงแต่ว่าเควสที่กรได้รับมาในรอบนี้มันค่อนข้างพิเศษกว่าเควสทั่วๆไป ในที่สุดกามเทพฝึกหัดก็เดินมาจนถึงจุดหมายตน ตรงหน้าของเขาคืออาคารสีขาวสองชั้นขนาดใหญ่กว่าบ้านทั่วไปเล็กน้อย แต่มีสนามหญ้ากว้างสวยงามพร้อมที่จอดรถยนต์ และรั้วรอบขอบชิดเป็นอย่างดี ต้นจามจุรีสูงใหญ่โดดเด่นเป็นร่มเงาปกคลุมให้สถานที่แห่งนี้ร่มรื่นเป็นอย่างมาก“โบสถ์ศักดิ์สิทธิ์แห่งไลเทน่า (Sacred Church of Lightena) ชื่อดูยิ่งใหญ่กว่าหน้าตานะ แต่ก็ช่างมันเถอะ รีบๆทำให้มันจบๆไป” หลังจากอ่านป้ายชื่อสถานที่เพื่อยืนยันว่าตัวเองไม่ได้มาผิด กรก็รีบเดินเข้าไปทันที เพราะตอนนี้ในใจของเขามีแต่ภารกิจเท่านั้น กรเดินเข้าประตูรั้วจนผ่านลานจอดรถก็เข้ามาถึงประตูทางเข้าอาคาร เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ตรงหน้าของเขาว่างเปล่าไม่มีใครสักคนนั่งประจำอยู่ นั่นจึงทำให้กามเทพหนุ่มต้องสอดส่ายสายตาหาว่ามีใครอยู่แถวนี้บ้าง ซึ่งมันก็เงียบเชียบไร้เสียงอะไรอย่างกับว่าที่แห่งนี้ร้างผู้คนอย่างไรอย่างนั้น จนกระทั่งกรได้ยินเสียงเพลงไพเราะดังแว่วมา กามเทพหนุ่มจึงไม่รอช้าเดินตามเสียงนั้นไปทันที จนเขาเดินผ่านมาถึงด้านหลังอาคาร ที่ซึ่งเป็นสนามหญ้ากว้างอันร่มรื่นซึ่งเป็นที่ตั้งของต้นจามจุรียักษ์นั่นเอง และในที่สุดก็ทำให้กรได้พบกับใครคนหนึ่ง หญิงสาวผมดำยาวในชุดคลุมยาวสีดำ กำลังนั่งเป่าขลุ่ยอยู่ในศาลาหลังเล็กใต้ต้นไม้ใหญ่ สายลมโชยอ่อนพัดพาใบไม้ร่วงหล่นลงมาพร้อมกับที่เส้นผมดำยาว และชายเสื้อของเธอพัดพลิ้วปลิวไสวไปตามสายลม สำหรับกรแล้วภาพที่เห็นนี้ช่างงดงามดุจดั่งภาพวาดในจินตนาการอย่างไรอย่างนั้น เสียงขลุ่ยทิพย์แห่งสรวงสวรรค์อันไพเราะจับใจ ยังคงก้องกังวานบรรเลงบทเพลงอันอ่อนโยนแห่งธรรมชาติ ปลดปล่อยความเจ็บปวดทางจิตใจให้หลุดพ้นจากความทุกข์ทรมาน กรที่สดับรับฟังมาเนิ่นนานในจิตใจของเขาตอนนี้รู้สึกได้ถึงความสงบ และผ่อนคลาย ดั่งช่วงเวลาไร้ทุกข์อันเป็นนิรันดร์ แต่จู่ๆเสียงขลุ่ยก็หยุดลงกลางคัน นั่นจึงทำให้กามเทพฝึกหัดได้สติขึ้นมา และพบว่าหญิงสาวในศาลากำลังจ้องมองเขาอยู่ด้วยความสงสัยใคร่รู้ กรที่รู้ว่าตัวเองเป็นคนแปลกหน้าสำหรับที่นี่ก็รีบวิ่งเข้าไปแนะนำตัวใกล้ๆทันที“เอ่อ...สวัสดีครับ ผมชื่อกรณ์ รับเควสมาจากไลเทนเนีย ให้มาอยู่ที่นี่ 6 เดือนน่ะครับ คุณเป่าขลุ่ยได้เพราะมากๆเลยนะครับซิสเตอร์” กามเทพหนุ่มมีท่าทางลุกลี้ลุกลนไม่น้อย เมื่อเขาต้องแนะนำตัวกับสาวสวยตรงหน้า ยิ่งเข้ามามองใกล้ๆแล้วใจของเขายิ่งเต้นแรงขึ้น หญิงสาวในชุดคลุมสีดำที่ถูกออกแบบมาเฉพาะนี้ ไม่ว่าใครมองก็รู้ได้ทันทีว่าเธอคือนักบวช ซึ่งนักบวชหญิงจะถูกเรียกว่าซิสเตอร์ นักบวชชายเรียกว่าบราเตอร์ แต่ก็ยังมีบางสิ่งบางอย่างที่แม้แต่ทวยเทพก็ไม่อาจมองออกได้สำหรับนักบวชผู้เชี่ยวชาญวิชาขลุ่ยเสียงทิพย์คนนี้“ผมบราเตอร์ถังลู่ สวัสดีครับคุณกร” รอยยิ้มอันงดงามเปล่งเสียงอันนุ่มลึกของชายหนุ่มออกมา เป็นการแนะนำตัวของนักบวชตรงหน้ากร“เชี่ย!” แน่นอนว่ากามเทพหนุ่มต้องตกใจอย่างมากจนเขาสบถโดยไม่รู้ตัว เพราะเข้าใจผิดว่าชายตรงหน้าเป็นหญิงสาวมาตั้งแต่ต้น แถมรอยยิ้มทรงเสน่ห์ของนักบวชหนุ่มนั้นทำเอากรใจเต้นแรงขึ้นมาอีกด้วย“เอ้า! เจอหน้ากันครั้งแรกก็หยาบคายเลยเหรอครับ ฮ่ะๆๆๆ สงสัยคุณต้องไปเช็กเรดาร์สักหน่อยแล้วนะ” ถังลู่กล่าวแซวพร้อมหัวเราะเยาะผู้มาใหม่ เหมือนกับว่าการแกล้งคนจะเป็นเรื่องปกติของเขา“เรดาร์? เรดาห์อะไรของบราเตอร์กัน?” กรกล่าวถามกลับแก้อาย“ก็เรดาร์ตรวจจับว่าใครเป็นชาย ใครเป็นหญิงน่ะสิครับ ฮ่าๆๆๆ” นักบวชหนุ่มหัวเราะเสียงดังขึ้นอีก เมื่อเห็นว่ากรไม่เข้าใจมุขของตน“เดี๋ยวๆ หยุดก่อนสิเว้ย! จะหัวเราะอะไรกันนักหนา เป็นนักบวชต้องสำรวมไม่ใช่หรือไง?” กรเถียงกลับด้วยอารมณ์ขุ่นมัว เพราะเขาไม่คิดเลยว่าตัวเองจะโดนกับดักแบบนี้จากคนแปลกหน้า“อ้าวๆๆ! แล้วเป็นเทพไม่ต้องสำรวมให้น่านับถือเหรอครับ ท่านกามเทพฝึกหัด” ถังลู่ถามกลับไปด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ส่วนในมือของเขาก็ควงขลุ่ยสีขาวเล่นอย่างชำนาญ ท่าทางบ่งบอกเลยว่าเขากำลังเป็นต่อกามเทพหนุ่มอย่างชัดเจน“คุณ...คุณรู้ได้ยังไงว่าผมเป็นกามเทพ? ผมยังไม่ได้บอกอะไรเลยนะ” กรตกใจเมื่อฝ่ายตรงข้ามรู้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวเขา ทั้งที่ไม่มีอะไรบ่งบอกสักอย่าง นักบวชชุดดำลุกยืนขึ้นแล้วพุ่งตัวออกนอกศาลาไปบนอากาศ ปีกสีขาวอันสง่างามปรากฏขึ้นที่กลางหลังของเขา เพียงการกระพือสองสามครั้งก็ทำให้ถังลู่บินวกไปวนมากลางอากาศได้อย่างอิสระ และสวยงาม ส่วนกรนั้นก็ได้แต่มองตามอ้าปากค้างอย่างตกตะลึง จนกระทั่งนักบวชรูปงามร่อนลงมาหยุดยืนอยู่ด้านหน้าของกรที่จ้องมองตาไม่กะพริบ จากนั้นเขาก็เก็บปีกแล้วยืดตัวตรงประสานมือสองข้างไว้ด้านหลัง“ข้าคือถังลู่ กามเทพระดับ 7 แห่งไลเทนเนีย เป็นผู้ดูแลโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์แห่งไลเทน่า สาขาบางกอก อายุ 380 ปี แล้วข้าก็ได้รับข้อมูลทั้งหมดของเจ้าในทันที หลังจากที่เจ้าลงทะเบียนรับเควส ‘เผยแผ่ความศรัทธาระดับ F-’แล้วยังไงเล่า” ผู้ดูแลโบสถ์กล่าวแนะนำตัวอย่างเป็นทางการอีกครั้ง พร้อมด้วยชี้แจงข้อสงสัยของกามเทพตรงหน้า“ทะ...ที่แท้ก็เป็น...เอ้ย! ขอโทษด้วยครับท่านที่กระผมเสียมารยาท” กรที่เมื่อได้รู้ความจริงก็รีบก้มหัวขอโทษผู้ดูแลด้วยความรีบร้อน“ไม่เป็นไรๆ เจ้านั้นยังไม่รู้อะไรอีกมากจะโทษเจ้าก็ไม่ถูก ไอ้คู่มือเทพเฮงซวยนั่นไม่ได้แก้ไขมาร้อยกว่าปีแล้ว มันบอกอะไรได้ไม่ครอบคลุมหรอกถึงต้องมีระบบพี่เลี้ยงมาเสริมไง แต่ข้อเสียของมันก็คือถ้าเจอพี่เลี้ยงห่วยๆเทพฝึกหัดก็ซวยไปด้วย เอาล่ะมาเถอะข้าจะพาเจ้าไปแนะนำสถานที่ และกฎเกณฑ์ของที่นี่” ถังลู่ไม่ได้ถือสาอะไรผู้มาใหม่ แถมยังเข้าไปกระซิบนินทาระบบบริหารเทพกับกรด้วยซ้ำ เวลากว่าครึ่งชั่วโมงที่ผู้ดูแลโบสถ์เป็นไกด์นำทางพากามเทพฝึกหัดเดินชมรอบสถานที่ ซึ่งเมื่อกรได้เห็นห้องต่างๆภายในอาคารสีขาวเรียบง่ายแห่งนี้แล้วก็ทำเอาอดรู้สึกตื่นเต้นไม่ได้ เพราะสิ่งของอำนวยความสะดวกของที่นี่ค่อนข้างไฮเทคอย่างกับว่าเขายังอยู่ที่ไลเทนเนียอย่างไรอย่างนั้น แน่นอนว่ามนุษย์ที่เป็นสาวกของที่นี่ ไม่มีใครสามารถเห็นหรือสัมผัสอุปกรณ์เทพเหล่านั้นได้ แต่อย่างไรก็ตาม ทุกห้องได้มีช่องลับไว้คอยเก็บเครื่องมือเหล่านั้นไว้อีกชั้นหนึ่ง ซึ่งมีเพียงเทพเท่านั้นที่เปิดใช้งานมันได้ และห้องสุดท้ายที่ถังลู่พากรมานั่นก็คือห้องทำงานประจำตำแหน่งผู้ดูแลซึ่งเป็นของเขาเอง