เพราะ้าพิสูจน์ตนเองว่าไม่มีเขาเธอก็สามารถอยู่ได้เยี่ยชิงเหมยในวัย 59 ปีจึงต้องพยายามยืนด้วยลำแข้งของตนเองอีกครั้ง โชคดีที่ทนายที่เธอว่าจ้างมาเขาเป็คนที่มีความสามารถพอสมควรทำให้เธอได้รับเงินจากการฟ้องหย่ามาจากเผิงเยี่ยนได้จำนวนหนึ่งซึ่งแน่นอนว่าถึงแม้จะไม่ใช่เงินจำนวนมากแต่ก็เพียงพอให้เธอใช้สำหรับลงทุนเปิดร้านอาหารเล็กๆเพื่อใช้เลี้ยงดูตนเองใน่บั้นปลายชีวิต
สำหรับเยี่ยชิงเหมยแล้วการหย่าขาดจากสามีไม่ใช่เื่ที่เธอรู้สึกเสียใจแต่เื่ที่เธอเสียใจก็คือเื่ที่เธอเสียสละสิทธิ์ในการเข้าเรียนต่อของตนเองให้คนอื่นในตอนนั้นที่แม่สามีของเธอขอให้เธอสละสิทธิ์การเข้าเรียนมหาวิทยาลัยให้แก่เผิงเยว่เล่อเธอไม่น่ายินยอมเลยไม่เช่นนั้นป่านนี้เธอก็คงจะมีความรู้ติดตัวเอาไว้ใช้หาเงินทองเลี้ยงดูตนเองได้มากกว่านี้แถมสุดท้ายไม่เพียงเธอไม่ได้เรียนหนังสือแต่เผิงเยว่เล่อที่ได้สิทธิของเธอไปกลับเรียนไม่จบแถมยังอุ้มเด็กทารกคนหนึ่งมาให้เธอและเผิงเยี่ยนรับเลี้ยงดูเป็ลูกอีกด้วย
พอพ่อและแม่ของเธอรู้เื่นี้ต่างก็พากันคัดค้านเธออย่างหัวชนฝาไม่เพียงเื่การรณรงค์ให้มีลูกเพียงคนเดียวของท่านผู้น้ำในยุคนั้นเพียงเท่านั้นที่ทำให้พ่อและแม่ของเธอคัดค้านแต่พวกเขายังกลัวว่าหากวันหน้าเธอมีลูกของตัวเองสิทธิ์ต่างๆที่ลูกของเธอควรจะได้รับอาจจะตกเป็ของเผิงเจ๋อลูกของเผิงเยว่เล่อซึ่งเธอก็ไม่ยอมฟังคำทัดทานของพวกท่านด้วยกังวลว่าถ้าเธอปฏิเสธอาจจะมีปัญหากับแม่สามีและน้องสามีของเธอทำให้พ่อและแม่ของเธอไม่พอใจจนเอ่ยปากตัดขาดกับเธอไม่รู้โชคดีหรือโชคร้ายตลอดหลายปีที่ผ่านมาเธอไม่มีลูกมีเพียงเผิงเจ๋อที่เธอรักและเลี้ยงดูราวกับลูกในไส้น่าเสียดายที่ลูกคนนี้พอโตขึ้นกลับมองเห็นว่าเธอเป็แค่เพียงแม่เลี้ยงเพียงเท่านั้นสายสัมพันธ์ที่ควรมีต่อกันล้วนถูกตัดขาดเสียหมดเมื่อเผิงเยว่เล่อกลับมาหาเขา
“นี่คุณแม่คิดจริงๆหรือว่าร้านอาหารเล็กๆ น่ะช่วยทำเงินให้คุณแม่” นี่คือคำพูดแรกของเผิงเจ๋อในตอนที่ก้าวเท้าเข้ามาในร้านอาหารของเธอ
“แม่ก็ไม่ได้คิดว่ามันจะทำกำไรให้แม่ได้มากนักหรอกเพียงแต่ว่าแม่คิดว่ามันน่าจะเพียงพอที่จะทำให้แม่มีกินมีใช้ใน่บั้นปลายได้”เยี่ยชิงเหมยเอ่ยพลางหันไปบอกลูกจ้างในร้านให้พวกเขากลับบ้านกันได้แล้ว
“ลูกกินอะไรมาหรือยังให้แม่ผัดข้าวผัดให้ลูกสักจานไหม” เยี่ยชิงเหมยถามเขาด้วยความเอาใจใส่เผิงเจ๋อคนนี้เคยชอบกินข้าวผัดฝีมือของเธอมากที่สุด
“ไม่ละครับที่ผมมาหาคุณแม่ที่นี่ก็เพราะมีเื่อยากจะพูดกับคุณแม่เพียงเท่านั้น”เขาพูดพลางดึงเอกสารชุดหนึ่งออกมา
“ที่ผมมาในวันนี้ก็แค่อยากจะให้คุณแม่เซนต์เอกสารฉบับนี้ให้ผม”เขาพูดพลางยื่นเอกสารให้เธอเยี่ยชิงเหมยรับไปดูแล้วก็ต้องตกตะลึงเมื่อเห็นว่าเนื้อหาในเอกสารคือพินัยกรรมในการมอบทรัพย์สินทั้งหมดของเธอให้กับเขา
“แม่ยังไม่แก่จนถึงขั้นต้องทำพินัยกรรมเอาไว้สักหน่อย”เยี่ยชิงเหมยพูดพลางจ้องมองบุตรชายบุญธรรมของเธอด้วยดวงตาอันแห้งผาก
“แต่คุณแม่ก็สมควรจะทำไว้ไม่ใช่หรือครับคุณแม่ไม่เหลือใครแล้วในตอนนี้มีเพียงแค่ผมเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะคอยแวะเวียนมาหาแม้ว่าพวกเราจะไม่ได้มีสายสัมพันธ์ทางสายเืแต่ผมก็ยังเรียกคุณแม่ว่าแม่อยู่ดังนั้นจึงไม่ใช่เื่ที่ผิดปกติอะไรถ้าคุณแม่จะเซนต์พินัยกรรมฉบับนี้เอาไว้วันหน้าหากเกิดอะไรขึ้นผมเองก็จะได้ไม่ต้องพบกับความยุ่งยากในการเข้าไปจัดการทรัพย์สินของคุณแม่”คำพูดของเผิงเจ๋อทำให้เยี่ยชิงเหมยเอายกมือขึ้นมากุมหน้าอกเอาไว้ลมหายใจที่เริ่มจะติดขัดของเธอทำให้เธอจำต้องพยายามสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆแล้วจ้องมองบุตรชายนอกสายเืด้วยดวงตาอันแข็งกร้าว
“แต่ตอนนี้แม่ยังแข็งแรงดีอีกทั้งพินัยกรรมของแม่หากแม่จะต้องทำแม่ก็จะเป็คนเขียนเองมันไม่ใช่หน้าที่ของลูกที่จะเข้ามาจัดแจงให้แม่เสี่ยวเจ๋อแม่จำได้ว่าตอนที่ลูกยังเด็กแม่มักจะสอนให้ลูกยึดถือคุณธรรมและยึดถือมารยาทในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นไม่ใช่หรือแล้วตอนนี้สิ่งที่ลูกทำอยู่มันคืออะไร”
“ผมคิดเอาไว้แล้วว่าแม่จะต้องโกรธแต่ผมก็แค่อยากจะป้องกันเอาไว้ก่อน ตอนนี้รอบตัวคุณแม่ไม่มีใครคอยดูแลผมในฐานะลูกก็ไม่อาจจะทอดทิ้งคุณแม่ได้เพียงแต่ในเมื่อผมจะต้องดูแลคุณแม่ก็ควรจะมีบางสิ่งบางอย่างที่เป็หลักประกันว่าผมจะไม่ต้องดูคุณแม่อย่างสูญเปล่า”
"เผิงเจ๋อ บอกกับแม่มาตามตรงเถิดคนที่บอกให้ลูกทำอย่างนี้คือเผิงเยว่เล่อใช่ไหมหล่อนบอกกับลูกว่ายังไงบอกว่าอะไรที่แม่มีควรจะเป็ของลูกใช่ไหมบอกกับลูกว่าอะไรที่คว้าได้ก็ควรจะคว้าเป็ของตนเองใช่ไหมแล้วลูกก็เชื่อหล่อนหรือ" คำพูดของเยี่ยชิงเหมยทำให้เผิงเจ๋อพลันรู้สึกหงุดหงิดใจในทันทีไม่ว่าอย่างไรเผิงเยว่เล่อก็คือแม่แท้ๆ ของเขา แม้ว่าเขาจะเรียกเธอว่าคุณอา แต่ในใจของเขานั้นย่อมจะรู้ดีว่าเธอคือแม่ที่คลอดเขาออกมาและเขาก็รู้สึกไม่พอใจทุกครั้งที่มีคนต่อว่าแม่ของเขา
“ทำไมผมจะเชื่อคุณอาไม่ได้เล่าครับคนที่รักและหวังดีกับผมที่สุดก็คือคุณอาอีกทั้งเธอยังเป็คนที่คลอดผมออกมาจึงเป็ไปไม่ได้ที่เธอจะไม่มีความหวังดีมอบให้ผม”คำพูดของเผิงเจ๋อทำให้เยี่ยชิงเหมยพยักหน้า
“ดี! ดีจริงๆลูกชายที่ฉันเลี้ยงมากับมือสุดท้ายเผิงเยว่เล่อก็ยังมาแย่งเอาไปจนได้ ฮ่า ฮ่า”เยี่ยชิงเหมยหัวเราะออกมาทั้งน้ำตาในใจของเธอรู้ดีว่าถ้าหากเธอไม่ยินยอมจะมีใครสามารถเอารัดเอาเปรียบเธอได้ เมื่อก่อนเพราะอยากเป็พี่สะใภ้ที่ดีไม่ว่าเผิงเยว่เล่ออยากได้อะไรทั้งของกินของใช้เธอล้วนยินยอมแบ่งปันหมดทั้งสิ้นแม้แต่หนังสือตอบรับเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเธอก็ยังสละสิทธิ์ให้เผิงเยว่เล่อยามนี้พอคิดย้อนไปแล้วก็ล้วนเป็เธอที่ทำร้ายตัวเองทั้งนั้น หากเธอไม่รับเลี้ยงดูลูกของเผิงเยว่เล่อยามนี้เธอก็คงไม่ต้องมาเผชิญหน้ากับสถานการณ์อันน่าเ็ปใจเช่นนี้
“ลูกกลับไปเถอะ เอาเอกสารนี่กลับไปด้วยแม่สามารถดูแลตนเองได้ ส่วนเื่พินัยกรรมอะไรนี่แม่จะเขียนด้วยตนเองแต่ลูกวางใจได้เลยว่าแม่ไม่คิดจะยกอะไรให้ลูกสักอย่างหลายปีที่แม่เลี้ยงดูลูกมาก็ถือว่าแม่ทุ่มเททุกอย่างให้ลูกมากพอแล้วหลังจากนี้แม่ก็ไม่มีสิ่งใดที่จะให้ลูกได้อีก”คำพูดของเยี่ยชิงเหมยทำให้เผิงเจ๋อถึงกับจ้องมองเธอด้วยความคาดไม่ถึง
“นี่คุณแม่กำลังโกรธผมอยู่หรือครับก็เลยพูดจาประชดประชันผมแบบนี้” คำถามของเขาทำให้เยี่ยชิงเหมยส่ายหน้า
“ไม่!แม่ไม่ได้โกรธลูกแต่กำลังโกรธตัวเองอยู่ต่างหาก ดังนั้นลูกกลับไปเสียเถอะหลังจากนี้พวกเราก็ไม่มีอะไรที่จะต้องพูดคุยกันอีกแล้วอย่างที่ลูกเคยพูดเอาไว้พอแม่หย่าขาดจากคุณพ่อของลูกพวกเราก็จะกลายเป็คนอื่นดังนั้นหลังจากวันนี้ไปลูกก็ไม่จำเป็ต้องมาหาแม่อีก”เมื่อเอ่ยจบเยี่ยชิงเหมยก็ชี้ไปที่ประตู
“ลูกไปเถอะแม่ขอเก็บทรัพย์สินของแม่เอาไว้เผื่อวันหน้าแม่จะขายแล้วเอาเงินส่งตัวเองเข้าไปอยู่บ้านพักคนชราคงจะดีกว่าที่จะต้องร้องขอการดูแลจากลูก”คำพูดของเยี่ยชิงเหมยทำให้เผิงเจ๋อได้แต่ส่ายหน้า
“คุณแม่พูดออกมาอย่างนี้เพราะกำลังโกรธผมอยู่เอาไว้รอให้คุณแม่อารมณ์ดีก่อนแล้วพวกเราค่อยมาพูดคุยกันก็แล้วกันนะครับ”เมื่อเผิงเจ๋อพูดจบเขาก็เดินออกจากร้านไปทิ้งให้เยี่ยชิงเหมยมองตามหลังเขาด้วยความเสียใจ
ส่วนหนึ่งที่เธอไม่ได้โวยวายเื่ที่เผิงเยี่ยนนอกใจเธอก็เพราะเธอคำนึงถึงเผิงเจ๋อด้วยกังวลว่าเขาจะเป็เด็กมีปัญหาเมื่อเธอกับพ่อของเขาเลิกกัน เดิมทีแค่เขาถูกแม่แท้ๆเอามาทิ้งไว้ให้เธอเลี้ยงดูก็น่าจะเป็าแในใจของเขามากพอแล้วเธอจึงได้พยายามอดทนกล้ำกลืนความเจ็บช้ำรอจนเขาเติบโตและแยกย้ายไปมีครอบครัวเธอจึงได้คิดถึงเื่หย่าขาดกับสามีอย่างเป็ทางการแต่คิดไม่ถึงว่าผลของความอดทนของเธอจะได้รับผลตอบแทนเช่นนี้
‘แล้วอย่างไรเล่าเธอเลี้ยงดูเขามาก็แค่เพราะหวังว่าเขาจะได้มีชีวิตที่ดีไม่ใช่หรือตอนนี้เขาก็มีชีวิตที่ดีแล้ว เธอยังจะหวังอะไรกับเขาอีก’เมื่อคิดได้เช่นนี้เยี่ยชิงเหมยจึงได้ไม่คิดถึงเขาอีกเธอลงมือปิดร้านด้วยตนเองเพราะลูกจ้างในร้านได้กลับกันไปหมดแล้วดังนั้นเธอจึงได้เดินออกจากร้านเพียงคนเดียว
แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมา แม้ว่าจะสว่างไสวแต่กลับสู้แสงไฟของเมืองที่เธออยู่ไม่ได้การจราจรอันขวักไขว่บนท้องถนนยังคงครึกครื้นอยู่เช่นเดิมแม้ว่าจะเป็เวลามืดค่ำแล้วเยี่ยชิงเหมยคิดถึง่ชีวิตในตอนที่เธอยังเป็เด็กสาวด้วยความอาลัยหมู่บ้านที่เธอเติบโตมามีูเาเขียว ลำธารใส มีอากาศอันสุดแสนจะบริสุทธิ์ที่เธอไม่ได้ััมานานแล้วและที่สำคัญที่แห่งนั้นมีพ่อและแม่ของเธอรออยู่ที่บ้านด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่นเพียงแต่ยามนี้กลับไม่มีสิ่งเ่าั้ให้เธอได้ััอีกต่อไปแล้ว
ละอองหิมะที่โปรยปรายลงมาทำให้เธอยกมือขึ้นไปััด้วยรอยยิ้มแต่แววตาของเธอกลับเต็มไปด้วยความเดียวดายและว่างเปล่า่ชีวิตที่ผ่านมาของเธอมีเื่ที่ทำให้เธอต้องเสียใจตั้งหลายเื่แต่สิ่งที่เธอรู้สึกเสียใจมากที่สุดก็คือเธอไม่ยอมทำตามคำแนะนำของพ่อและแม่และสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือเธอไม่ได้ดูแลพวกเขาให้ดีใน่ที่พวกเขาอยู่ในวัยชราตอนนี้ผลกรรมก็เลยตามทันทำให้เธอต้องโดดเดี่ยวเช่นนี้
“หนูขอโทษ”เยี่ยชิงเหมยเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแ่เบา สายตาของเธอเหลือบไปเห็นหญิงชราคนหนึ่งกำลังจะข้ามถนนท่าทีงกๆเงิ่นๆของหญิงชราคนนั้นทำให้เยี่ยชิงเหมยรีบเร่งฝีเท้าเพื่อจะเข้าไปช่วยประคองแต่ก็ช้าไปเสียแล้ว เมื่อเธอไปถึงหญิงชราก็ก้าวเท้าลงไปบนถนนแล้วสัญญาณไฟสำหรับคนข้ามถนนเปลี่ยนเป็สีแดงในขณะที่มีรถคันหนึ่งกำลังพุ่งตรงมาหาหญิงชราคนนั้น
“ระวัง!”เยี่ยชิงเหมยเอ่ยพลางรีบพุ่งไปดันหญิงชราคนนั้นให้พ้นจากรถที่กำลังพุ่งมาแต่น่าเสียดายที่ตัวเธอกลับหลบรถที่พุ่งเข้ามาอีกคันไม่พ้นเสียงเบรกของรถ เสียงแรงปะทะดังก้องเข้ามาในหูแรงปะทะของรถยนต์ทำให้เธอล้มลงไปบนพื้นในทันที
“เธอเป็อย่างไรบ้าง”เสียงเอ่ยถามของหญิงชราดังเข้ามาในโสตประสาทอันพร่ามัว ทำให้เธอพลันรู้ว่าแรงผลักเมื่อครู่นี้ไม่ได้ทำร้ายหญิงชราเธอจึงยิ้มออกมาด้วยความเบาใจว่าสามารถช่วยเหลือหญิงชราคนนั้นได้สำเร็จ แล้วหลังจากนั้นลมหายใจของเธอก็ขาดห้วงก่อนที่สติสุดท้ายของเธอจะล่องลอยสายตาของเธอก็จับจ้องไปที่เกล็ดหิมะที่กำลังลอยละล่องร่วงลงมา ใบหน้าของแต่ละคนที่มามุงดูไม่มีแม้สักคนที่เธอเคยรู้จักเยี่ยชิงเหมยได้แต่ทอดถอนใจออกมาเป็ครั้งสุดท้ายและคิดในใจว่าสุดท้ายแล้วเธอก็ทำได้แค่เพียงจากไปอย่างโดดเดี่ยวและเดียวดายในชีวิตเต็มไปด้วยคำว่าเสียดายเช่นนี้นี่เอง