ตอน 7 เต็มดวง
หลายวันต่อมา เื่อย่างว่าไม่ทำให้เข็ดหลาบ คืนที่ฟ้าปิดมืดทึบ จันทร์เด่นฟ้าเต็มดวงกลมใหญ่ อิงเว่ยใคร่ในรักในกาม แอบย่องหาบ่าวเนื้อเข้มที่เรือนเดิม... ไม่มีใจแยแสที่สามีแต่งภรรยารองเข้าจวน
เป้าหมายในชีวิตนี้ขอเพียงเสพสุขร่วมกายกับชายหนุ่มหลายหน้านับว่าคุ้มแล้ว...
เพื่อให้อยู่ในจวนหรานอย่างชูคอ และได้กลับมาเป็ภรรยาที่สามีรักใคร่ผู้เดียว อิงเว่ยจงใจนัดแนะบังคับขู่เข็ญให้ชายชู้ยอมรับว่าขืนใจตน
ทว่า... ความจริงแจ้งไม่อาจฝืน... หากบ่าวน้อยพูดเช่นนั้น นายหญิงลอยตัวเหนือทุกสิ่ง ส่วนชีวิตบ่าวนั้นไซร้ไม่วายสิ้นลดลงที่ไม้โบย ถูกเฆี่ยนตีจนตาย หากโทษเบาคงถูกขายนอกจวน
ความโกรธเคือง น้อยเนื้อต่ำใจ เกิดบันดาลโทสะ หยิบคว้าไม้พาย ทุบหลังหัวนางจนเือาบร่าง...
"ช่วยด้วย... " เสียงสั่นๆของคนใกล้สิ้นลมร้องขอชีวิต
"ขะข้า... ขอโทษ ข้าทำพลาดไปแล้ว" ชายชู้คนถ่อยหวาดกลัวต่อความผิด หลีกหนีออกจากจวนหรานเดี๋ยวนั้น
ซ่งอิงเว่ยร้องขอชีวิตกระทั่งลมหายใจสุดท้าย... แรงอธิษฐานก่อนตายประสิทธิผล ประจวบกับห้วงดาราบนท้อง ณ ภาเปิด เกิดปรากฏการณ์ประหลาด ดวงจิตหลุดลอยสลายสิ้นจากร่าง...
ทว่ากลับมีดวงจิตปริศนาพุ่งตรงหลังม่านหมอก สวมแทรกเข้าสู่ร่างที่สิ้นลมของซ่งอิงเว่ย...
เป็สตรีผู้ที่ถูกเลือกให้ตายแล้วฟื้น...
ในขณะเดียวกันนั้น...หรานเฮ่าฉินสืบได้ความจนกระจ่าง สุดหมางใจว่าภรรยามักมาก
พุ่งตัวตรงดิ่งตามหานางในเรือนกลับไม่พบ กระทั่งพบนางอันเคยเป็ที่รัก นอนสิ้นใจจมกองเื โดยที่หารู้ไม่ว่าร่างนั้นมีจิติญญาใหม่จุติแล้ว
"เ้าตายด้วยฝีมือไอ้คนชั่วสินะ!! "
"ก็สมควรที่คนมักง่ายเช่นเ้าจะได้รับ!! "เขาโกรธเคืองจัด แม้กระทั่งหางตายังไม่อยากแลมอง
กับซากศพยังด่าทอ ช่างเป็ชายใจดำ ปากร้ายสมชื่อ
"เด็กๆรีบเอาศพนางไปเผาหลังจวนซะ กับสตรีนางนี้ข้าเกลียดชังนัก อย่าให้เหลือแม้แต่ธุลีเถ้า"คำสั่งของนายใหญ่ถือเป็คำขาด บ่าวในจวนนำร่างเปื้อนเืแบกหามไปหลังจวน เตรียมก่อเพลิงเผาอย่างทุลักทุเล
ไม้ฟืนเรียงตัวก่อกันจนสูง...
ร่างศพถูกค้างไว้้าสุด... คบเพลิงเตรียมพร้อม เพียงแค่จี้จุดเปลวไฟจะโชติ่ทันตา...
ทว่าชะตาหรือไร... ขณะที่เพลิงจุดติดเพียงน้อยนิด... ไฟเผาอาภรณ์งามจนมีควัน... ร่างศพกระตุกร้อน... ราวกับว่านางยังมีชีวิต
"อะไรเนี่ย... ทำไมรู้สึกร้อนๆนะ หรือว่า... ฉันกำลังตกนรก!!" เสียงดวงจิตฟุ้งซ่าน พึมพำในห้วงฝันที่กำลังหลับใหลไม่ยอมตื่น
"ฉันตกนรกแล้วแน่ๆเลย!!" ยิ่งเปลวเพลิงมอดไหม้มากขึ้น นั่นเป็ตัวจี้จุดความร้อน ปลุกิญญาที่ถูกผนึกไว้ให้ตื่นขึ้นสู่โลกใหม่...
หลี่เสี่ยวเยว่ลืมตาตื่น... ควันไฟคลุ้งกระจายอุดอู้ เปลือกตาริบหรี่เหลือบเห็นแผ่นหลังชายหนุ่มรูปงามปานภาพปั้น มือสองข้างไขว้ขัดหลัง ไม่แม้แต่จะเหลียวกลับมามอง... เสียงของเขาไม่เป็ที่คุ้นหู แถมยังเปล่งคำพูดไร้มนุษยธรรมออกมาให้นางฝังใจ
"ข้าไม่อยากจัดพิธีศพให้เสียเบี้ย แม้กระทั่งเผาผีข้ายังไม่อยากเข้าร่วม มิสู้ทำลายนางที่นี่เงียบๆเถอะ หากเผาไม่ไหม้ ก็นำไปหั่นต้มกวนให้เปื่อยแจกจ่ายคนไร้บ้านเถอะ ถือว่าข้าสร้างกุศลให้นางเป็ครั้งสุดท้าย" คำพูดที่สุดแสนโเี้นี้ หลี่เสี่ยวเยว่ได้ยินเต็มสองหู ชวนขนลุกขนพอง
แม้นางจะพยายามรวบรวมสติเพื่อเหลือบมองว่าชายใจโฉดคนนั้นคือใครกันแน่... แต่ไม่เป็ผล เฮ่าฉินสับเท้าจากไปทันทีที่เปล่งเสียงจบประโยค...
จู่ๆมีลมพัดแรง พาเปลวเพลิงที่กำลังมอดไหม้ดับลง คล้ายว่านี่เป็ลิขิต์นำพาให้นางแบบสาวตายแล้วเกิดใหม่...
ไม่นานนัก ความร้อนหายไป บ่าวเล็กๆที่สวมชุดอาภรณ์สีน้ำเงินตุ่น ๆ เดินเข้าหา หวังสุมไฟอีกหน
"อ๊ากกก จะบ้ากะละมัง ไอ้พวกนี้จะเผาคนทั้งเป็ เดี๋ยวก็แจ้งตำรวจจับซะหรอก " เสี่ยวเยว่ งง-งวย มึนหัวหนัก แต่เพราะกลัวตาย รีบพลิกตัว มือกุมขมับที่แตกปริ ลุกขึ้น ดึงไม้ฟืนหนึ่งแท่งไล่ฟาดทาสเล็กๆจนแตกกระเจิง
"ผะ ผะ ผี!!! " บ่าวเล็กๆไม่รู้ประสีประสา วิ่งป่าราบไม่คิดชีวิต ทำคนที่เพิ่งฟื้นคืน หัวเราะจนท้องแข็ง
"อะโถ่ ก็นึกว่าจะแน่ " เือาบลำตัวยังทำเป็หัวเราะคิกคักชอบใจ
"วะ ว่าแต่... ที่นี่มันที่ไหนล่ะ " มองไปรอบตัว ตั้งสติ ขยี้ตา พบว่าสภาพแวดล้อมไม่คุ้นเคย ตึกสูงกลายเป็ต้นไม้ ถนนเส้นเมือง
รถหรูกลับกลายเป็ม้าและเกวียน ห้างสรรพสินค้ากลายเป็บ้านเรือน และจวน... เธอคลำดูเนื้อตัวหลังแขน กลับพบว่านี่มันไม่ใช่เสื้อผ้าที่เคยใส่ เสี่ยวเยว่เกิดสงสัย นี่มันที่ไหนกันแน่... เธอวิ่งหาอ่างน้ำสักแห่งที่พอจะส่องหน้าได้
"อะ อ๊ากกก "
"ไม่จริง "
"ฝัน ฝันแน่นอน!!!" กลางดึกขนาดนั้น แม้เธอจะร้องแหกปากกลับไม่มีใครได้ยิน ราวกับว่ามีอำนาจลึกลับบางอย่างบังตา...
ควันขาวพัดมาคล้ายลมหมอก... กลิ่นธูปเทียนคลุ้งวนเป็วง ก่อร่างเป็หญิงแก่...
"นี่คุณ... ฉันจำคุณได้ เหมือนกับว่าฉันเคยเจอคุณมาก่อนแล้ว ว่าแต่เราพบกันที่ไหนนะ" เธอกุมขมับด้วยหนึ่งมือ ส่วนมืออีกข้างชี้หน้าหญิงแก่ที่คุ้นหน้าเพื่อนึกถึงอดีต จู่ๆ ภาพในโลกของเธอผุดโผล่ขึ้นในหัว ภาพตัดไปครั้งแรกที่พบกันคือถนนเปลี่ยวเส้นนั้นที่เสี่ยวเยว่จอดติดไฟแดงให้ยายเฒ่าข้ามถนน
ส่วนอีกหนที่พบกัน คือตอนที่เธอหายใจรวยรินจวนจะขาดใจ...
"ผะ ผี!!! " คราวนี้เป็เธอที่อุทานออกมา กล่าวหาว่าผู้อื่นเป็ผี ยายแก่ทำได้แค่หัวเราะขำออกมาเท่านั้น
"แม่นางเอ๋ย... จงยอมรับชะตากรรมเสียเถอะ เวลาของเ้าในโลกนั้นสิ้นสุดลงแล้ว บัดนี้ข้าได้ให้โอกาสเ้าเริ่มต้นใหม่ให้ดี จงมีความสุขที่นี่ และแก้ไขชะตาใหม่ซะ" หญิงแก่พูดจามีเงื่อนงำ ราวกับว่าการได้มีชีวิตใหม่ของเธอแลกมาด้วยข้อแลกเปลี่ยนอะไรบางอย่าง
"นี่มันหมายความว่ายังไงกันแน่"
"เดี๋ยวก่อนสิ!!!" ประโยคที่มีเงื่อนงำจบลง ควันคลุ้งหายวับไปในอากาศ บรรยากาศรอบๆเริ่มโปร่งลง
"หืม เห้อ"
"คงหมดโอกาสกลับไปโลกเดิมแล้วสินะเรา "
"เอาวะ อุตส่าห์ได้เกิดใหม่ ใช้ชีวิตใหม่อยู่ที่นี่ละกัน" หลี่เสี่ยวเยว่หมดคราบนางแบบสาว อยู่ในร่างใครก็ไม่รู้ ใบหน้างามๆหงิกงอบูดเป็ตูดหมา... เดินก้มหน้าออกจากหลังจวน หวังจะขอความช่วยเหลือจากใครสักคน
ทว่า... เื่ซวยไม่ล้มเลิก นางพบหน้าใคร ทุกคนต่างต้องวิ่งหนีให้หัวโกร๋น... กระทั่งเสี่ยวเยว่หมดหนทางจะร้องขอ หมดแรง เหนื่อยล้า นั่งชันเข่า อิงหลังเข้ากับต้นไม้ใหญ่หน้าห้องเก็บตำรา...
-บัณฑิตเก่งกาจ มีปัญญา- อักษรจีนติดประดับหน้าประตูห้องเก็บตำรา...
"ฮือ...ๆๆ อะฮรือ" เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นของหญิงสาว มันช่างรบกวนสติปัญญานายใหญ่เฮ่าฉินที่กำลังอ่านตำราใต้แสงตะเกียง...
"หึ!! น่ารำคาญจริงๆ ดึกดื่นป่านนี้ ใครกันกล้าส่งเสียงรบกวนข้า" บุรุษปากหนักหลายชั่งกล่าวตำหนิคนที่รบกวนเขา...
ถึงกระนั้นเขาก็ยังคงข่มใจอ่านตำราต่อ กะว่าวันนี้เหนื่อยล้าหลายสิ่งรุมเล้า ไม่ขอขยับกายไปข้องเกี่ยวกับสิ่งอื่นอีก
ไหนเลยเสียงจะเงียบมิด มันกลับดังแรงขึ้นเรื่อยๆ กระตุ้นให้เขาต้องลุกออกไปดูเสียให้ได้
กึกๆ เสียงประตูห้องตำราเปิดออก...
ใต้ร่มไม้ใหญ่ มีเงาสตรีนั่งกอดเข่าโอบตัว ร้องไห้ระงม เนื้อตัวสั่นเทา ดูไกลๆช่างน่าเวทนา... ดูอย่างไรก็ไร้คราบซ่งอิงเว่ย...
ชวนให้เฮ่าฉินสงสัย ยอมวางตำราจากมือ เดินย่องเบาเข้าหานางจากด้านหลัง ด้วยฝีเท้าที่เงียบสงัดที่สุด
ทว่า... เ้าฝ่าเท้าตัวดีกลับไม่เป็ไปดั่งใจ เหยียบกิ่งไม้เล็กๆหักดังแคร่ก จวนจนนางที่กำลังร้องระงมสะดุ้งโหยง เหลียวหลังมอง