ป่ายซือ ปรณัมแห่งดวงดารา

    ตอนที่ 17 : สมาพันธ์ฝึกหัดศาสตร์

    ผ่านไป 1 ก้านธูป แถวที่ข้าเลือกคือแผนกยอดยุทธ์/การต่อสู้ ซึ่ง .... ข้าชอบทำลายความ

    มั่นใจคนที่คิดว่าตัวเองเก่งสุดๆเลยหล่ะฮ่าาาๆๆ ถึงเวลาของข้าแล้วสิน๊ะฮึ.."การคัดลือกเข้าแผนกยอดยุทธ์นั้นจำเป็นที่จะต้องมีระดับชนชั้นลมปราณแห่งดาราทมิฬขั้นที่ 1 ขึ้น ไป ซึ่งตรงกะข้าพอดีเลย "
    "คารวะท่านอาจารย์ ผู้เยาว์ขอสอบถามได้หรือไม่ว่า หากผู้เยาว์ต้องการที่จะเข้าทั้งสามแผนกต้องทำอย่างไรบ้าง???" ข้ากล่าวถามพลันยิ้มปริ้มๆ
    "หืออออ?? เจ้าต้องการแบบนี้หรือ การจะที่จะเข้าทั้งสามแผนกนั้นต้องได้รับการยอมรับจากระดับผู้อาวุโสของที่นี่เสียก่อน หรือผู้อำนวยการ !!"
    "ถ้าเป็นอย่างนั้นข้าขอรับการทดสอบจากผู้อาวุโส และผู้อำนวยการ ท่านอาจารย์ได้โปรดช่วงแจ้งแก่ผู้อาวุโสและผู้อำนวยการของที่นี่ด้วยขอรับ !"
    หลังจากนั้นอาจารย์ผู้คุมสนามสอบก็เรียกอาจารย์อีกคนมาพาข้าเข้าไปยังห้องๆหนึ่งซึ่งดูเหมือนจะเป็นห้องที่ไว้ทดสอบล่ะกระมั้ง ข้างหน้าข้าห่างออกไป ครึ่งลี้มีแท่นไว้สำหรับผระเมินหล่ะมั้งหลังจากนั้นข้ายืนรออยู่ 1 ก้านธูป จึงมีผู้เปิดประตูเข้ามา มีผู้ใส่ผ้าสีแตกต่างกันสามคนแรก คนแรกใส่สี เท่า คนที่สองสีดำ คนที่ สามสีขาว และมีคนนึงที่ยืนอยู่หน้าของพวกเขาดูเหมือนจะเป็นผู้อำนวยการหล่ะกระมั้ง
    "คารวะ ท่านทั้งหลาย" ผู้อำนวยการที่มีระดับชนชั้นลมปราณแห่งดาราโลหิต ขั้นที่ 8มองข้าด้วยหางตา เหมือนไม่ต้องการที่จะเสวนากับข้า ดูเหมือนการปล่อยให้อยู่ขั้นนี้ก็เหมือนคนอ่อนสำหรับเขาหล่ะมั้ง เพราะในเมืองนี้ พวกเขายึดเรื่องของข้าเป็นหลักข้าที่ในอดีตอายุเพียง 14 ก็สามารถไปยังจุดๆที่ไม่มีใครไปถึงหรือเป็นจุดที่ยากจะไปถึงทำให้ทวีปนี้้มีผู้ที่อายุเท่าข้าก็จะมีระดับอยู่ในชนชั้นลมปราณแห่งดารามรกตขจี กันขึ้นไปทั้งนั้นอย่างอัจฉริยะผู้เยาว์สุดของทวีปนี้ ก็อยู่ในระดับ ชนชั้นลมปราณแห่งดาราโลหิต ขั้นที่ 6หล่ะนะ
    หลังจากนั้นคนทั้งสามและผู้อำนวยการจึงขึ้นไปประทับลงแท่นประเมินที่ข้าคิดว่าน่าจะใช้สำหรับการประเมินหล่ะกระมั้ง
    ผู้อาวุโสสวมเสื้อผ้าสีขาวกล่าวออกมา "ดูเหมือนเจ้าจะต้องการเข้าแผนกทั้งสามสินะข้าไม่รู้ว่าสิ่งใดทำให้เจ้าคิดเช่นนี้ดังนั้นหากทว่าเจ้าต้องการเข้าทั้งสามแผนกเจ้าก็ต้องได้ระดับอนุญาติจากพวกข้าและท่านผู้อำนวยการดังนั้นจงแสดงความสามารถให้พวกเราประจักษ์ซะ เอาหล่ะดูจากเจ้าที่เป็นชนชั้นลมปราณแห่งดาราทมิฬ ขั้นต้นลองเผชิญมาสู้กับข้าดูหน่อยก็แล้วกัน " หลังจากตาแก่เสื้อขาวกล่าวจบมันก็เริ่มทะยานตัวลงมาจากแท่นประเมิน
    "เจ้า มีนามว่าอะไร !!!" ตาแก่เสื้อขาวถามข้า"ผู้เยาว์ มีนาม ป่านซือ" ข้าจำต้องออกเสียงขื่อข้ามิให้เหมือนตระกูลแซ่ป่ายมิเช่นนั้นศัตรูอาจจะไหวตัวทันก็ได้..
    "ดี !! ถ้างั้นหากเจ้ารับแรงกดดันของข้าแล้วเข้ามาหาข้าในระยะ 10 เมตรข้าจะรับเจ้าเข้าแผนกนี้ และหากเจ้าเข้ามาถึง 5 เมตร เจ้าจะได้เป็นศิษสายใน และสำหรับเจ้าอีกขั้นหากเจ้าล้มข้าได้เจ้าจะได้เป็นศิษหลักที่ข้าจะสอนตัวต่อตัว ในแผนกการต่อสู้!!!""ผู้อาวุโสกล่าวเช่นนั้นแล้วห้ามคืนคำนะขอรับ !!""หึ หากเจ้าท-" ทู้มมมมมมมม!!!! ข้าพุ่งเข้าไปข้างหน้าและใช้แรงโน้มถ่วงกดดันตาแก่ผ้าขาวนี่จนล้มลงไปนอนกับพื้น..ผู้อาวุโสและผู้อำนวยการต่างเบิกตาโตกับสิ่งที่เห็นตรงนั้น ข้าเลยกล่าวไปว่า"เช่นนี้ ข้าก็ได้เป็นศิษหลักแผนกต่อสู้แล้วสินะขอรับ" หลังจากกล่าวเสร็จข้าจึงปลดปล่อยแรงโน้มถ่วงและกล่าวต่อว่า "ผู้น้อยขออภัยที่ทำให้ท่านเป็นเช่นนี้"
    ตาแก่ผ้าขาวลุกจากแรวโน้มถ่วงชนิดนั้นก่อนจะทะยานกลับไปยังแท่นประเมินโดยท่าทีหวานกลัวเล็กน้อย มิพูดอะไรออกมา หลังจากนั้นตาแก่ผ้าดำทะยานตัวออกมาและกล่าวว่า"ดูเหมือนว่าเจ้าจะต้องการเข้าแผนกอักขระสวรรค์สินะ สิ่งที่จะต้องทำก็มีแค่ง่ายๆแค่เจ้าหันหลังมา ข้าจะดูระดับของเจ้าและให้การทดสอบได้ตามที่เจ้าพอมีความสามารถ!!"
    หลังจากนั้นข้าจึงหันหลังให้ตาแก่ผ้าดำแล้วเปิดแผ่นหลัง ตาแก่รูปที่รอยสักกลางแผ่นหลังจนมีแสงออกมาเป็นสีชมพู ทำให้ตาแก่ผ้าดำเบิกตากว้างก่อนจะกล่าวมาว่า"น่ะ นี่ มันน... ผู้ใช้อักขระสวรรค์ ชนชั้นสีชมพู !!!" "ห๊ะะ !!!!" เสียงผู้อำนวยการกับตาแก่ผ้าเทาอุทานออกมา
    "ในโลกนี้ระดับผู้ใชอักขระสีส้มนั้นถือว่าหากยากแล้ว แต่นี่คือสีชมพู คือผู้ที่จดจำอักขระสวรรค์ทั้ง 120 ภาษาได้ ช่างมหัศจรรย์ยิ่งนัก!!!""ประเสิรฐ ประเสิรฐ ไหนเจ้าลองถอดถุงมือที่เจ้าสวมดูหน่อยสิ!!!" ผู้อำนวยการยืนขึ้นและหล่าวกับข้า หลังจากนั้นทุกคนต่างมายืนข้างหน้าข้าพลันพร้อมที่จะดูระดับนักปรุงยา ข้าจึงเปิดออกช้าๆเมื่อเปิดออกครบก็ทำให้ผู้อาวุโส ทั้ง 3 และ ผู้อำนวยการเบิกตาอีกครั้งซึ่งอย่างแน่นอนว่าข้าก้าวข้ามความแข็งแกร่งของผู้อาวุโสทั้งสามเป็นที่เรียบร้อย
    "นี่มัน...ระดับจักรพรรดิโอสถ... ในโลกนี้ไม่มีใครเก่งเทียบเจ้าแล้วไอ้หนูเอ้ยย"ตาแก่ผ้าเทากล่าว
    "เอาหล่ะ ถ้างั้นจะอนุญาตุให้เจ้าเข้าร่วมเป็นศิษหลักของทั้งสามแผนกโดยไม่มีเกี่ยงและข้าจะประกาศให้ผู้คนในทวีปทวิภพแห่งนี้ได้รู้จักอัจฉริยะ เยี่ยงเจ้า เจ้าอาจจะไม่เทียบเท่า ป่ายซือ ผู้เยาว์ในอดีตแต่เจ้าก็เหมือนป่ายซือผู้มากำเนิดใหม่อีกคราช่างประเสริฐ ยิ่งนัก" ผู้อำนวยการกล่าวปฏิบัติกับข้าแตกต่างจาก คราแรกที่เข้ามาอย่างสิ้นเชิง
    "เรียนท่านผู้อำนวยการผู้เยาว์ยังมิยากที่จะให้ใครรู้เรื่องความสามารถของผู้เยาว์ผู้เยาว์ยังอยากจะสยบคุณหนฟุคุณชายปากดี ในสถาบันสมาพันธ์อีกสักเล็กน้อยไม่ทราบว่าท่านผู้อำนวยการจะอนุญาติหรือไม่..."
    "อื้ม.. ตามใจของเจ้าเลยแต่อย่าเอาถึงตายหล่ะที่นี่มีกฎของมันอยู่เช่นกัน!!""ขอบคุณมากขอรับ" หลังจากที่ข้ากล่าวจบผู้อำนวยการก็ได้นำชุดศิษหลักให้กับข้าและป้ายศิษหลัก หลังจากข้าใส่ชุดแล้วข้าคิดว่าชุดนี้ก็ดูดีไม่น้อย ตัวชุดเป็นชุดสีเทาลายขายดำเล็กน้อยและมีลายมังกร(ฉบับสัตว์เลื่อยคอยน่ะมิใช่มีปีก)ตรงป้ายซิษหลักมีตราประทับ 3 แผนกตั้งไว้หลังจากนั้นก็มีศิษหลักรุ่นพี่คนนึงที่ผู้อำนวยการวาลให้มาช่วยนำข้าไปยังห้องพัก ซึ่งศิษ์หลักทุกคนจะได้อยู่กับเป็นคู่กับศิษคนอื่นซึ่งเรือนนี้คงไว้ใช้สำหรับทดลองสิ่งต่างๆเองเลย แตกต่างจากศิษสายในและนอกที่จะต้องอยู่รวมกันเป็นหอหลังจากนั้นข้าเดินตามศิษพี่จนมาถึงบ้านพักหลังใหญ่หลังนึง ซึ่งน่าจะเป็นบ้านที่ข้าจะได้อยู่แต่ดูเหมือนข้าจะได้อยู่กับศิษพี่คนนี้เสียด้วย~"ขอบใจ ศิษพี่มาก มิทราบว่าศิษพี่มีนามว่าอย่างไรอย่างงั้นหรือ !!! ข้านั้นมีนามบ่าป่านซือ""ข้า หยาน แซ่จู หลังจากนี้ข้ากับเจ้าต้องอยู่เดียวกันแล้วเดี๋ยวข้าจะสอนสิ่งต่างๆให้!!""ขอบน้ำใจศิษพี่" หลังจากนั้นข้าจึงเข้าไปยัง เรือนที่ข้าได้อยู่ซึ่งภายในทางเข้าเป็น
    ห้องรับแขกกลางเรือนแห่งนี้ด้านซ้ายมีห้องนึง ขวาอีกห้องนึง ดูเหมือนผู้อำนวยการจะให้ความเป็นส่วนตัวแก่ศิษหลักเป็นอย่างมาก
    หลังจากเข้ามาศิษพี่จะอธิบายกฎของสถาบันนี้ ซึ่งเป็นมันคือเรื่องง่ายๆแหละศิษพี่ยังบอกอีกว่าพวกที่เป็นตระกูลราชวงศ์ของแต่ล่ะทวีป 6 ใน 8 ส่วนมากจะเป็นพวกชอบกดข่มขี่คนอื่นและบางครั้งก็จะทำให้คนอื่นเป็นตัวตลกในสายตาหลายๆคน
    ศิษหลักในสถาบันนี้มีด้วยกันทั้งหมด 4800 คน ศิษสายใน 170000 คนศิษสายนอกอีก 280000 คน ซึ่วถือว่าเป็นจำนวนที่เยอะมากๆด้วยพื้นที่ของสมาพันธ์ ที่เยอะจึงมิคิดมากสำหรับคนขนาดนี้และศิษหลักทุกคนจะมีอันดับของแต่ละคน ซึ่งอันดับ นี้จะมีอยู่ในทุกแผนกซึ่งแผนกยอดยุทธ์มีศิษหลักอยู่ 2800 แผนกปรุงยา 900 คน และอักขระสวรรค์ 1100 คนซึ่งตอนนี้ข้าอยู่ในอันดับสุดท้ายเป็นแท้แน่นอนในทุกระดับของแผนก
    ซึ่งหากข้าต้องการเลื่อนระดับ จะต้องไปท้าผู้มีอันดับนั้นๆในการประลองผลของการประลองขึ้นอยู่สิ่งที่ได้มาเช่น อักขระสวรรค์ และหารปรุงยา ต้องสร้างสิ่งที่มีระดับที่สูงมากๆเพื่อให้ชนะคนนั้นๆ
    ส่วนการต่อสู้ต้องการเพียงแค่ล้มผ้าให้ได้ก็เพียงพอแล้ว~
    หลังจากนั้นข้าจึงใช้คลื่นแสนลี้ตรวจสอบข่าวสารในหอคอยนี้ดู ฟิ้วววว~"นี่ๆ เด็กใหม่นั่นที่่เ่่พ่ิ่งเข้าสถาบันแล้วได้เป็นศิษหลักเลยน่ะ เป็นเรื่องจริงน่ะหรือ""ดูเหมือนจะเป็นเรื่องจริงหล่ะนะ คงจะไปเลียเข้งเลียขาผู้อาวุโสกับผู้อำนวยการหล่ะสิ"สองเสียงสนทนาของเหล่าศิษสายในแน่นอน
    หลังจากนั้นข้าจึงได้ยินฟังเสียงนินทาต่างๆเกียวกับข้าและเสัยงสนทนาเกี่ยวกับคุณชายสายเลือดราชวงศ์ผู้หนึ่งดูเหมือน มันกำลังนินทาข้าอยู่ด้วยคงอยากจะสั่งสอนข้าสินะฮึมันไม่ง่ายปานนั้นหรอก
    ขนาดผู้อาวุโสระดับ ชนชั้นลมปราณแห่งดาราโลหิต ขั้นที่ 8 ยังแพ้ข้าอย่างง่ายดายเลยพวกเจ้าคงรนหายาข้าหญ้าแล้วหล่ะ !!!!
    รู้สึกว่าพรุ่งนี้ข้าควรจะเดินไปทักทายหน่อยแล้วกัน ราชวงศ์เชว่ เชว่ซานฮ่าๆ...
    หลังจากนั้นข้าเริ่มเริ่มทำการเข้าสู่ห้วงแห่งความคิดอีกครั้ง คราวนี้ข้าต้องการจะเรียนรู้อักขระนรก ซึ่งหลังจากที่ข้าถามท่านโลกมามันมีอยู่ 999 ภาษา เช่นกัน เพียงแต่ความสามารถจะเป็นด้านมืดเสียมากมาย ข้าเริ่มทำความเข้าใจหนังสือ 999 ภาษาซึ่งได้มาจากการที่ว่า เมื่อตอนที่ข้าเสียชีวิต นั้น ข้าได้เห็นแสงสว่างของบิดาข้าหายไปแล้วมันเกิดเป็นตำรา หมื่นวิถี ซึ่งมีเรื่องราว เป็นหมื่นอยู่ในตำราเล่มเล็กแค่นี้ซึ่ง อักขระสวรรค์ ทั้ง 999 ภาษา เป็นเพียง 1 ใน 10000 ของเรื่องราวซึ่ง ตำราหมื่นวิถีนั้นไม่สามารถเอาออกมาใช้ข้างนอกได้ พูดได้เลยว่ามันผูกกับจิตวิญญาณของข้าและดูเหมือนว่าเผ่าสวรรค์ต้องการมัน !!
    ในตอนที่ข้าสิ้นชีพข้าใช้เวลา 600 ปี ในการศึกษาอักขระสวรรค์ หรือ 5 ชั่วยามในโลกความเป็นจริงหลังจากนั้นข้าก็ถูกปลุกตื่นขึ้นกลางป่าด้วยตัวเอง 
    หลังจากนั้นข้าก็ถามท่านโลกต่างๆนานารวมถึงว่าทำไมท่านโลกจึงมาอยู่ในจิตของข้าแต่จริงๆแล้วท่านโลกคือ เทพเอกภพ ผู้อยู่ในระดับพระเจ้าจักรวาล ที่สิงสถิตอยู่ในตำราหมื่นวิถีท่านโลกนั้น เป็นผู้ให้กำเนิดทุกสรรพสิ่ง ส่วนเรื่องชื่อของท่านโลกนั้นท่านแค่อำข้าเล่นๆแต่ก็ไม่ได้ห้ามให้ข้าเรียกท่านโลก 
    ส่วนภูติน้อยเอลิส ก็มีความสามารถในการบอกสมุนไพรต่างๆได้ซึ่ง เวลาข้าพบเจอแะไรที่มันดีๆนางก็มักจะทำเหมือนไม่รฟุ้จักพืชชนิดทั้งๆที่นางรู้จักมันแทบจะทุกพืชบนโลกและสวรรค์มารเนื่องจากนางคือ ภูติผู้อยู่ในระดับทวยเทพ ชนชั้น จ้าวแห่งภูติ
    นางหลอมรวมกับข้านางเห็นความทรงจำข้า นางเห็นความคิดข้า แต่ข้าไม่เห็นความคิดนางและความทรงจำของนาง นางบอกว่าคงเป็นเพราะระดับของข้ายังไม่เทียบเท่านางจึงยังหลอมรวมได้เพียงแค่9 ใน 10 
    ข้าเริ่มทำความเข้าใจกับ อักขระนรกหรืออักขระมาร ทั้ง 999 ภาษา อักขระมารนั้นมีทักษะทีน่ากลัวเป็นอย่างมาก เป็นทักษะด้านลบทั้งสิ้น เช่น "ดูดกลืนวิญญาณ" "ตรึงวิญญาณ" "หลอกหลอน " "จิตสังหาร" ซึ่งเป็นที่พอใจสำหรับข้ามากหากข้าจะให้กำเนิดอาวุธ ระดับที่สูงกว่า กำเนิดสรวงดาราหล่ะนะ
    แต่คงเป็นไปได้ยากหากข้าไม่ถึงระดับทวยเทพ ในชนชั้นเทพพระเจ้า ข้าก็ไม่น่าจะหลอมรวม1998 ภาษา ได้ อาวุธชิ้นนั้นก็คงจะ..แม้แต่ระดับพระเจ้าจักรวาลยังต้องหวั่นเกรงแต่สำหรับข้าคราแรกข้าคิดว่า ระดับพระเจ้าจักรวาลก็คงทำได้ด้วยเช่นกันแต่ในตำราหมื่นวิถีนั้นได้กล่าวไว้ว่า ผู้สร้างอะกขระสวรรค์และนรกนั้นก็คือ เทพเอกภพซึ่งเขาอยู่กับข้าจึงไม่ต้องกลัวว่าใครจะสามารถสร้างอาวุธเช่นเดียวกับข้าได้อย่างแน่นอนฮิๆ
    ข้าประทับใจอักขระนรกพอๆกับสวรรค์ เลยหล่ะเพราะทั้งสองมีดีที่แตกต่างกันไปทักษะของอักขระนรก นั้น ข้าชอบ "หลอกหลอน " นี้มากข้าจะใช้อักขระระดับนี่กับศึกในวันพรุ่งนี้สักหน่อยฮ่าๆๆๆ คงไม่มีอะไรผิดพลาดหรอกนะ...
    ผ่านไป 4 ชั่วยาม  
    ถึงเวลาที่ข้าจะออกไปเยี่ยมศิษพี่เชว่ซานเสียหน่อยแล้วว 



    บริจาคค่าขนม :True wallet :064-530-3024(1 บาทก็มีค่า ช่วยๆกันบริจาคหน่อยก็ได้ครับอุตส่าทำให้อ่านได้ยาวขึ้นล่ะ)ฮ่าๆๆๆไรท์:ป่ายซือนี่เจ้าเทพขนาดนี้มินำเป็นต้องเข้าเรียนหรอกแค่ไปถล่มตามอณาจักรต่างๆเลยก็ได้ฮุๆ