ลมเย็นพัดโบกโบยผ่านแสงตะวันยามเช้าที่สาดส่องหน้าต่างเข้ามาในห้องนอนกว้าง แสงสีอมส้มอ่อน ๆ นั้นสะท้อนเรือนผมสีน้ำตาลแดงสลวย ทอดผ่านแพขนตาหนากระทบรูปหน้าของโจชัวเป็แสงเงางดงาม เขาได้ยินเสียงรถม้าจอดที่หน้าร้านก่อนจะตามด้วยเสียงโหวกเหวกโวยวายของโซเอลจึงค่อย ๆ ลืมตาตื่น
“โอนเนอร์! รถม้าของไอ้ดยุกนั่นมารับแล้ว” โซเอลเปิดประตูพรวดพราดเข้ามาด้วยสีหน้าลนลาน พอเห็นเ้านายตนเองยังไม่ตื่นนอนดีก็ต้องถอนหายใจเฮือกใหญ่
“ปล่อยให้มันรอไป ข้าอยากจะแช่น้ำอุ่นกับจิบเบียร์เย็น ๆ ยามเช้าสักแก้ว” เขาว่าด้วยท่าทางผ่อนคลายสบายอารมณ์ ส่วนเอลฟ์สาวนวดขมับด้วยความปวดเศียรเวียนเกล้า
จิบเบียร์ยามเช้า? นี่โจชัวยังสติดีอยู่ไหมเนี่ย!
เอาเถอะ ยังไงเธอก็ขัดใจอีกฝ่ายไม่ได้อยู่แล้ว
โจชัวบิดี้เีหนึ่งครั้ง จากนั้นหยัดตัวลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปแง้มผ้าม่านเพื่อแอบมองสถานการณ์ด้านนอกผ่านหน้าต่าง เห็นรถม้าที่มีตราสัญลักษณ์ตระกูลกริมเชดเด่นหรากระแทกตา เขาถึงกับรีบปิดผ้าม่านทันที ให้ตายเถอะ อีตาดยุกนั่นไม่คิดจะปิดบังฐานะตัวเองเลยหรือไง เล่นส่งรถม้าประจำตระกูลมารับเสียเอิกเกริกเชียว
โจชัวใช้เวลาแช่น้ำอุ่นและจิบเบียร์ยามเช้าร่วมหนึ่งชั่วโมง โดยมีโซเอลคอยออกหน้ารับแขกที่กำลังรออยู่ชั้นหนึ่งของร้าน เธอรู้สึกหงุดหงิดคนขับรถม้าคนนี้จนอยากจะต่อยสักหมัดให้รู้แล้วรู้รอด แต่ก็ต้องข่มใจเอาไว้เพราะไม่อยากสร้างความลำบากให้เ้านาย ถึงเ้านายคนนั้นคงไม่สนใจอยู่แล้วก็เถอะว่าจะมีปัญหาอะไร เพราะสุดท้ายแล้วโจชัวก็แก้ไขโดยการตื้บฝ่ายตรงข้ามจนกว่าจะยอมจบปัญหาอยู่ดี
อาจจะดูโหดร้ายไปบ้างแต่เพราะโจชัวเป็คนเช่นนี้ เธอถึงยอมออกจากเผ่าเอลฟ์มาติดสอยห้อยตามยังไงละ
“เ้านายเ้าไม่รู้จักคำว่ามารยาทใช่ไหม ถึงได้ส่งรถมารับแต่เช้าแบบนี้ รู้หรือเปล่าว่ามันรบกวนและน่าหงุดหงิดแค่ไหน” โจชัวบ่นเสียงกราดเกรี้ยวพร้อมจ้ำเท้าเดินลงจากชั้นสอง เห็นคนขับรถม้ากำลังนั่งมองหน้าเขาตาขวาง
ดูมันสิ เป็แค่คนขับรถม้ามีสิทธิ์อะไรมาจ้องเขาด้วยสายตาแบบนี้ หรือถือสิทธิ์ที่ว่าเป็คนของตระกูลกริมเชด เลยคิดว่าตนเองอยู่เหนือกว่า
“แล้วเ้าล่ะรู้จักมารยาทไหม ถึงปล่อยให้นายท่านรอนานขนาดนี้” คนขับรถม้าสวนกลับ จากนั้นหยิบหมวกสีน้ำตาลแก่สวมหัวเพื่อเตรียมตัวออกเดินทาง
“ไหนล่ะไอ้ดยุกนั่นน่ะ” โจชัวเลิกคิ้วถามพร้อมแสร้งมองซ้ายมองขวาหาตัวต้นเื่
คนขับรถม้าชักสีหน้าทันควัน “หยาบคาย! นายท่านเป็ถึงขุนนางชั้นสูง เ้ามีสิทธิ์อะไรไปเรียกนายท่านแบบนั้น”
“โอ้โห แค่เรียกไอ้ดยุกเอง ถ้าไม่พอใจก็เชิญลงไปนอนดิ้นตายได้เลย” โจชัวเอ่ยตอบอย่างไม่สะทกสะท้านในท่าทีดุร้ายของอีกฝ่าย จากนั้นเดินไปเช็กความเรียบร้อยภายในร้านก่อนจะเงยหน้าออกคำสั่งแก่ลูกน้องคนสนิท
“โซเอล ข้าฝากเ้าจัดการร้าน่ที่ข้าไม่อยู่ด้วยแล้วกัน”
“แต่ข้าอยากไปกับท่าน” โซเอลร้องขัดเสียงแข็ง ใบหน้าจริงจัง
“รถม้าเต็มแล้ว” คนขับรถรีบพูดแทรกทันที ทั้งโซเอลและโจชัวหันไปมองอีกฝ่ายแทบจะพร้อมกัน
“งั้นเ้านั่งบนหลังคาแล้วกัน” โจชัวเมินคำพูดชายหนุ่มแล้วหันมาบอกโซเอลด้วยสุ้มเสียงติดเล่น ทว่าสีหน้าราบเรียบบ่งบอกว่าเขาพูดจริง
“โอนเนอร์ว่าอย่างไร ข้าก็ว่าแบบนั้น” โซเอลรับคำสั่งด้วยท่าทีสบาย ๆ จากนั้นเอี้ยวตัวเดินตามหลังโจชัวออกไปนอกร้านโดยไม่ลืมเดินชนไหล่คนขับรถม้าไปทีหนึ่งเป็การหาเื่
โจชัวเปิดประตูรถม้าออกเห็นดยุกไบรอันนั่งไขว่ห้างสูบไปป์รออยู่ด้านใน ดวงตาคมดุดันเหมือนฆ่าคนได้ตวัดมองเขาอย่างไม่พอใจ กลิ่นอายโทสะและความตึงเครียดพลันแล่นกระจายรอบกายดยุกไบรอันทันที
“ไร้มารยาทสิ้นดี แต่ข้าจะพยายามเข้าใจแล้วกันว่ากุ๊ยแบบเ้าคงไม่ได้รับการสั่งสอนที่ดีพอ ถึงได้ไม่รู้จักรักษาเวลาเช่นนี้” ความขุ่นเคืองสะท้อนออกมากับน้ำเสียงของดยุกไบรอันชัดเจน พร้อมทั้งทำตาขวางใส่อย่างไม่สบอารมณ์อีกด้วย
“ถ้าไม่อยากหมดหล่อเพราะโดนกุ๊ยอย่างข้าซัดหน้าก็หุบปาก” โจชัวถลึงตาตอบกลับพร้อมโน้มตัวเข้าไปในนั่งในรถม้า
“หึ ถึงข้าจะหล่อเหลาแต่เ้าห้ามคิดเกินเลยกับข้าเชียว ข้าไม่ชอบกุ๊ย”
โจชัวขมวดคิ้วมองเหยียด “เอาความมั่นใจมาจากไหนว่าข้าจะชอบเ้าไอ้ดยุกงี่เง่า ต่อให้เหลือแค่เ้าคนเดียวทั้งโลกข้าก็ไม่คิดจะชอบหรอก ข้าได้เสียกับสุนัขยังดีกว่าชอบเ้า!”
“โอ้ ที่แท้เ้าก็มีรสนิยมแบบนี้สินะ อืม…แล้วข้าจะคอยดู”
“ให้ตาย ข้าละอยากอัดเ้าเสียตอนนี้จริง ๆ ถ้าไม่ติดว่าต้องไปเข้าเฝ้าพระาา เ้าได้ตายคามือข้าแล้ว” โจชัวกัดฟันพูด พยายามข่มอารมณ์ฉุนเฉียวไว้ในใจ ทว่าอีกฝ่ายไม่ได้ตอบโต้กลับ ทำเพียงแค่นยิ้มมุมปากบาง ๆ แล้วเหลือบสายตามองโซเอลที่ยืนหน้าบึ้งตึงอยู่ด้านนอก
“แล้วนางผู้นี้ล่ะ หรือเ้าจะพาไปด้วย?”
“โซเอลเป็มือขวาของข้า ถ้าเ้าไม่ให้โซเอลไป ข้าก็ไม่ไป”
ดยุกไบรอันส่ายหน้าเบา ๆ พร้อมถอนหายใจ แต่สุดท้ายก็ยอมให้โซเอลขึ้นรถม้ามาด้วยอยู่ดี
ตลอดการเดินทางโจชัวและไบรอันไม่ได้พูดอะไรกันเลยสักคำ ต่างฝ่ายต่างนั่งหน้าขรึม สองแขนยกกอดอก แล้วเชิดหน้าขึ้นใส่กันอย่างไม่มีใครยอมใคร เมื่อรถม้าเริ่มเคลื่อนช้าลง โจชัวจึงเป็ฝ่ายล้มเลิกการลองเชิงก่อน จากนั้นแหวกม่านออกเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น
ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงหน้าประตูทางเข้าโซนกลางจนได้ ใช้เวลาไม่นานเท่าไหร่ เพราะพื้นที่จากร้านของโจชัวมาถึงประตูเป็เส้นทางตรง แล้วก็ไม่ได้ห่างไกลกันมากนัก
“ลงไป” ดยุกไบรอันเอ่ยสั่งเสียงเรียบ
“ข้าไม่ชอบให้ใครมาออกคำสั่ง”
“น่ารำคาญ” ดยุกไบรอันต่อว่าเสียงเบาด้วยสีหน้าหงุดหงิด จากนั้นเป็ฝ่ายเบียดตัวลงจากรถม้าก่อน เมื่อเท้าแตะพื้นก็หันมามองโจชัวที่นั่งหน้ามึนอยู่ในรถ เขาไม่ได้เอ่ยเร่งเร้าให้รีบลง เอาแต่ยืนเก๊กขรึมสูบไปป์วางมาดเป็ผู้ดีอยู่ได้
โจชัวจิ๊ปากหนึ่งครั้ง จากนั้นก้าวเท้าลงจากรถม้าบ้าง ด้วยความที่วันนี้โจชัวใส่ชุดค่อนข้างเปิดเผย ทำให้ตอนก้มตัวลงเพื่อไม่ให้แผ่นหลังชนกับขอบประตู คอเสื้อกว้างที่ไม่ได้ติดกระดุมจึงแผ่ออกเผยให้เห็นหน้าอกขาวเนียน และเมล็ดเชอร์รี่สีอมชมพูสองลูกแต้มอยู่บนหน้าอกเต็ม ๆ คนเป็ดยุกเห็นดังนั้นจึงสำลักควันไปป์ทันที เขาโขกไอเสียจนตาแดงก่ำ มาดที่วางไวมลายหายวับไปกับตา
“ทางรถม้าสิ้นสุดแค่ตรงนี้ ต่อไปเราต้องเดินทางด้วยประตูวาร์ป” ดยุกไบรอันอธิบายพร้อมส่งกำไลเวทให้โจชัว ส่วนโซเอลใช้ของคนขับรถม้าแทนก่อน
อย่างที่รู้กันว่าจักรวรรดิแห่งนี้เทคโนโลยีเวทมนตร์ก้าวหน้ากว่าที่อื่น จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคนธรรมดาที่ไม่มีพลังเวทถึงสามารถวาร์ปไปที่ไหนก็ได้ในเมือง แต่ใช่ว่าทุกคนจะมีสิทธิ์นั้น เพราะกำไลเวทซึ่งเป็กำไลที่ร่ายเวทเคลื่อนย้ายใส่เข้าไปนั้นราคาสูงมาก แพงชนิดที่ต่อให้เป็เศรษฐีก็ยังชั่งใจคิดว่าควรจะซื้อไหมอยู่ดี ดังนั้นคนที่มีกำไลเวทหลายอันจึงมีแค่พวกขุนนางยศสูง หรือไม่ก็คนในราชวงศ์เท่านั้น
ดยุกไบรอันยกกำไลแตะที่หน้าประตูเมือง พลันแสงสีน้ำเงินอมม่วงสว่างวาบขึ้นทันทีพร้อมการปรากฏของวงเวทย์ขนาดใหญ่ ทั้งสามคนจึงเดินเข้าไปยืนตรงกลางวงก่อนจะหายวับทันทีโดยไม่เหลือร่องรอยใดใด
มาถึงจุดหมายปลายทางนั่นคือวังหลวงในเวลาเพียงเสี้ยววิ ด้วยความที่การเคลื่อนย้ายพริบตานั้นกินพลังงานสูงมาก ทำให้โจชัวและโซเอลรู้สึกเวียนหัวจนอยากอาเจียน ซึ่งแตกต่างจากดยุกไบรอันที่เดินทางด้วยวิธีนี้บ่อยลิบลับ
ดยุกไบรอันไม่คิดสนใจโจชัวเลยแม้แต่นิด เขาก้าว่ขายาว ๆ ของตนนำหน้าเข้าวังโดยไม่หันหลังกลับมามอง โจชัวชูนิ้วกลางไล่หลังอย่างหมั่นไส้ก่อนจะเดินตามไปติด ๆ
ภายในวังหรูหราโอ่อ่ามาก พื้นที่ในตัวอาคารก็กว้างขวาง ประดับประดาด้วยโคมไฟระย้าราคาแพง ซึ่งดูก็รู้ว่าเป็โคมไฟเวท เดินไม่ไกลมากก็ถึงห้องที่พระาาประทับอยู่ ดยุกไบรอันเคาะประตูสามครั้งจึงเปิดประตูเข้าไป
“ท่านปู่ ข้าพาเขามาพบท่านแล้ว” ดยุกไบรอันเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงเนือย ๆ แถมไม่ใช้คำพูดทางการด้วยซ้ำ พระาาที่นั่งรออยู่ก่อนแล้วพยักหน้ารับ จากนั้นรีบปรายตามองหาโจชัวอย่างตื่นเต้น เมื่อเห็นโจชัวเดินเข้ามาในห้อง ใบหน้าเรียวยาวที่มีรอยเหี่ยวย่นของพระาาจึงถูกแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มเป็มิตรทันที
“เ้าคือโจชัวที่โด่งดังสินะ นับว่าเป็บุญตาข้าจริงเชียวที่ได้ยลโฉมเ้าในวันนี้” องค์าาว่าด้วยน้ำเสียงเนิบช้า เขายกมือลูบเคลายาว ๆ ของตนพร้อมใช้สายตาคู่นั้นสำรวจมองโจชัวอย่างละเอียดลออ
ดยุกไบรอันเหลือบมองโจชัวบ้าง ทว่าสายตาที่มองนั้นค่อนไปทางเหยียดหยามเสียมากกว่า สาเหตุเพราะตัวเขาไม่เข้าใจความคิดพระาาสักเท่าไหร่ จริงอยู่ที่ชายหนุ่มผู้นี้มีรูปโฉมงดงาม มีทรวดทรงองเอวเว้าโค้งเข้ารูป ร่างกายสมส่วน ไม่ได้บอบบางหรือบึกบึนเกินไป แถมจุดเด่นคือดวงตาดอกท้อสีฟ้าสว่างคู่นั้นที่แฝงแววหยอกล้ออยู่ตลอดเวลา เป็สายตาของพวกหนุ่มเ้าสำราญเลยก็ว่าได้
ซึ่งดูจากนิสัยรวมถึงการใช้ชีวิตแล้ว ดยุกไบรอันคิดว่าโจชัวคงไม่ต่างอะไรกับพวกชายกร้านโลก อีกฝ่ายคงใช้ใบหน้าและดวงตานี้ล่อลวงชายหนุ่มมานักต่อนักแล้วเป็แน่ เขาจึงไม่จำเป็ต้องทำดีกับโจชัวมากนัก เพราะคนเช่นนี้ไม่มีค่าพอที่จะได้รับความสนใจจากเขา ดูได้จากการแต่งตัวมาเข้าเฝ้าพระาาวันนี้ก็พอรู้ ไม่มีใครที่ไหนสวมเสื้อผ้าวับ ๆ แวม ๆ โชว์เนื้อหนังมังสาเข้าวังหลวงหรอก จะมีก็แต่พวกไร้มารยาทเท่านั้น
“เ้าคงพอทราบจากไบรอันมาบ้างแล้ว ว่าข้าอยากให้เ้ารับตำแหน่งอาจารย์สอนการต่อสู้ที่กริมเชดอคาเดมี”
“ท่านเดรโกขอรับ ข้าขอกล่าวตามตรงว่าข้าไม่อยากทำ” โจชัวเอ่ยบอกความ้าของตัวเองแบบไม่คิดปิดบัง พร้อมจ้องตากับพระาาอย่างไม่กลัวเกรง
พระาากลั้วหัวเราะลั่น “ข้าคิดไว้แล้วว่าเ้าต้องปฏิเสธ ข้าจึงมีข้อแลกเปลี่ยนแก่เ้า”
“ข้อแลกเปลี่ยน?”
“หากเ้ายอมรับตำแหน่ง ข้าจะมอบยศบารอนให้เ้า” สิ้นเสียง ดยุกไบรอันที่ยืนฟังเงียบ ๆ หันขวับไปมองหน้าปู่ตนเองอย่างตะลึงตะลานทันที
บ้ากันไปใหญ่แล้ว! มอบยศบารอนให้ไอ้คนที่ไม่ได้ทำคุณงามความดีเป็ชิ้นเป็อันง่าย ๆ แบบนี้เลยเรอะ หรือแค่เป็อาจารย์ก็ถือว่าทำความดีแล้ว? ถ้าเช่นนั้นอาจารย์ในอคาเดมีทุกคนคงเป็ขุนนางกันหมด
โจชัวรู้ว่าพระาาเดรโกคิดอะไร ตาแก่นี่คงได้ยินเื่เขามาเยอะพอสมควร ถึงได้กระสันให้เขารับหน้าที่นี้นัก อีกอย่างคงคิดว่าการเอายศขุนนางมาล่อจะทำให้เขาโลภแล้วตกปากรับคำกระมัง
บอกเลยว่าคิดผิด
คนอย่างโจชัวไม่ชอบให้ใครมาผูกมัด ชีวิตเป็ของเขา ย่อมต้องเลือกทางเดินด้วยตนเอง การได้เป็บารอนเท่ากับชีวิตของเขากลายเป็ของพระาา ไม่ว่าอีกฝ่ายจะออกคำสั่งอะไรเขาย่อมปฏิเสธไม่ได้ ซึ่งมันเป็อะไรที่น่ารำคาญสุด ๆ
“ข้าขอปฏิเสธ” โจชัวตอบกลับเสียงแข็ง พระาาถึงกับย้อนถามด้วยสุ้มเสียงระคนใ
“อะไรนะ!? นี่เ้าปฏิเสธยศขุนนางงั้นรึ เ้าเสียสติไปแล้วเหรอ”
“การที่ข้าไม่อยากเป็ขุนนางนับว่าเสียสติงั้นรึ”
“ใช่น่ะสิ ไม่ว่าใครก็อยากเป็ขุนนางกันทั้งนั้น เ้าไม่รู้หรือว่าการได้ยศมาครองนั้นยากลำบากแค่ไหน”
“ข้ารู้”
“แล้วเ้าปฏิเสธทำไม!” พระาาตบบัลลังก์ฉาดใหญ่อย่างไม่พอใจ
“เพราะข้าไม่อยากเป็ขุนนาง แล้วข้าก็ไม่อยากเป็อาจารย์เช่นกัน”
โจชัวเป็คนเช่นนี้แหละ เขาไม่กลัวใคร ไม่ชอบให้ใครมาออกคำสั่ง และเพราะนิสัยแบบนี้เลยทำให้มีเื่เจ็บตัวอยู่บ่อยครั้ง ถึงคนที่เจ็บหนักจะเป็อีกฝ่ายหนึ่งก็ตาม
ความจริงโจชัวก็เคยคิดอยากลองซัดหน้าพระาาอยู่เหมือนกัน เพราะเขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดต้องดูถูกเหยียดหยามคนไร้พลังมากมายขนาดนั้น ไม่มีค่าพลังเวทบ้าง ไม่มีค่ากายภาพบ้าง คนพวกนี้ไม่สามารถช่วยเหลือจักรวรรดิได้จริง ๆ หรือ? ต่อให้ไม่ได้ช่วยเหลือในด้านกำลังรบ ทว่าเงินที่ตรากตรำทำงานหามรุ่งหามค่ำเพื่อหามาจ่ายเป็เบี้ยให้ในแต่ละเดือนไม่ได้ช่วยขับเคลื่อนเลยรึ
พอคิดเช่นนี้แล้วความคุกรุ่นก็เริ่มก่อตัวในใจทีละนิด
“จะมากเกินไปแล้ว! เ้ากล้าดีอย่างไรถึงปฏิเสธข้า” พระาาชี้หน้าถาม ใบหน้าบูดเบี้ยวด้วยโทสะชัดเจน
“ข้าเป็คนเช่นนี้ หากท่านไม่พอใจจงส่งข้ากลับไปยังที่ของข้าเถอะ เพราะข้าเองก็ไม่เข้าใจเช่นกันว่าท่านมั่นใจได้อย่างไร ว่าข้าผู้ซึ่งต่ำต้อย แถมไร้การศึกษาจะสอนศิษย์ให้เก่งได้” ตรงคำที่ว่า ‘ไร้การศึกษา’ โจชัวจงใจพูดเน้นพร้อมหันไปมองดยุกไบรอันตาเขียวปั๊ด ให้รู้กันไปเลยว่าเขาไม่พอใจกับคำพูดนี้ของดยุกไบรอันเป็อย่างมาก
“หากข้าไม่มีความมั่นใจ ข้าจะเชิญเ้ามาเพื่ออะไร ข้ารู้ว่าเ้านั้นเก่งกาจ ฝีมือเ้าหากเทียบกันจริง ๆ คงเหนือชั้นกว่าทหารระดับหัวกะทิของข้าหลายเท่า ฝูงหมาป่าจันทราที่จู่โจมเมืองคราวก่อนก็เป็ฝีมือเ้าไม่ใช่หรือที่จัดการ”
โจชัวเม้มปากแน่น เพราะไม่คิดว่าเื่จะลอยเข้าหูพระาา ทั้งที่เขาย้ำพวกทหารแล้วแท้ ๆ ว่าอย่าบอกเื่นี้กับใคร แต่ก็นะ เมื่อสุราเข้าปากความลับย่อมไม่มีอยู่จริง
“แต่ข้าไม่มีพลังในด้านไหนเลย หากให้คนไร้พลังเช่นข้าสอน เหล่าศิษย์จะไม่ดูแคลนข้ารึ”
พระาากลั้วหัวเราะอีกครา “นั่นเพราะเ้าทำอุปกรณ์วัดพลังพังต่างหาก”
ใช่ พระาาจำได้ไม่ลืม เมื่อสิบห้าปีก่อนมีชายหนุ่มรูปงามมาลงทะเบียนวัดค่าพลังเพื่อคัดประชากรเข้าอยู่ในเมืองหลวง ทว่าถึง่วัดพลังเวท ชายผู้นั้นกลับทำลูกแก้ววัดพลังะเิกระจุยกระจาย พอเปลี่ยนไปวัดค่ากายภาพ ชายผู้นั้นก็ทำลายทุกสถิติชนิดทิ้งห่างคนอื่นเทียบไม่ติดฝุ่น แต่เพราะเป็คนสุดท้ายของปี เหล่ากรรมการจึงลงความเห็นกันว่าเป็เพราะอุปกรณ์วัดพลังเสื่อมสภาพ ชายผู้นั้นจึงไม่มีคะแนนค่าพลังและถูกส่งตัวกลับไปโซนนอกสุดตามเดิม ซึ่งแท้จริงแล้ว พระาารู้ดีว่าที่ทุกอย่างเป็แบบนั้นเพราะโจชัวแรงเกินไปต่างหาก
โจชัวสะเพร่าจนทำลูกแก้วเวทะเิ? ไม่ใช่ แต่เป็เพราะค่าพลังเวทสูงเกินกว่าลูกแก้วเวทรับไหว
โจชัวเข้าวัดพลังเป็คนสุดท้าย อุปกรณ์จึงเสื่อมสภาพ? ไม่ใช่ แต่เป็เพราะค่ากายภาพเกินขีดจำกัดจนอุปกรณ์ทนแรงไม่ได้ต่างหาก
ถึงแม้พระาาจะรู้ความจริง แต่ก็ไม่เคยเรียกตัวโจชัวกลับมา ซึ่งเขาคิดได้แล้วว่าเป็เื่ที่งี่เง่าสิ้นดี คนเก่งกาจเช่นนี้ขืนปล่อยให้อยู่โซนนอกสุดนานกว่านี้คงน่าเสียดายแย่ สู้ให้มาทำงานเพื่อจักรวรรดิ์ดีกว่าเป็ไหน ๆ
“ต้องทำอย่างไร เ้าถึงจะยอมทำงานให้ข้า” พระาาทนต่อแรงดื้อดึงที่ถ่ายทอดผ่านสายตาของโจชัวไม่ไหว จึงเป็ฝ่ายยอมแพ้ก่อน โจชัวเห็นท่าทีเศร้าซึมแกมผิดหวังของพระาาแล้วอดเวทนาไม่ได้
“ข้าไม่้ายศ หากท่านอยากให้ข้าเป็อาจารย์จริง ๆ ท่านต้องทำสัญญาว่าจ้างงานกับข้า”
“หากเ้าอยากได้เงินสู้เป็ขุนนางไม่ดีกว่าเหรอ เ้าจะมีทั้งอำนาจและเงินตรา”
“จริงอยู่ที่ข้าจะได้ทั้งอำนาจและเงิน ทว่าการเป็ขุนนางเท่ากับข้าถูกท่านจำกัดอิสรภาพตลอดชีวิต สู้ข้ารีดไถ ไม่สิ สู้ข้าเรียกเงินว่าจ้างจากท่านมากกว่าเดิมสักห้าเท่าดีกว่า ข้าจะได้ทั้งเงินและอิสระอย่างที่้า” สิ้นเสียง พระาาะเิหัวเราะจนตัวโยน เขาหัวเราะเสียงดังลั่นเพราะชอบใจความบ้าบิ่นของโจชัวเป็อย่างมาก
“ถูกใจ! ถูกใจข้ายิ่งนัก! จะมีสักกี่คนที่กล้าต่อปากต่อคำข้าเช่นนี้ หนำซ้ำยังไม่ใช้าาศัพท์ตอนพูดคุยกับข้าอีกต่างหาก ข้าอยากได้เ้ามาใช้งานจนร้อนวูบไปทั้งกายแล้ว” พระาาบอกความในใจอย่างไม่คิดปิดบัง โจชัวฉีกยิ้มหวานก่อนจะก้มหัวให้เล็กน้อย แล้วย้อนถามกลับว่า
“เช่นนั้นท่านจะทำสัญญาว่าจ้างกับข้าใช่หรือไม่”
“ได้ ข้ารับข้อเสนอของเ้า”
โจชัวยกยิ้มพอใจ “ข้าอยากคุยเื่สัญญากับท่านตามลำพัง เพราะถือเป็การว่าจ้างอย่างหนึ่ง รบกวนท่านช่วยไล่บุคคลที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องไปให้พ้นสายตาข้าที”
ดยุกไบรอันรู้ตัวว่า ‘บุคคลที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง’ ที่โจชัวกล่าวถึงคือตัวเองจึงชักสีหน้าใส่ จากนั้นหันไปกราบทูลพระาาซึ่งเป็ปู่แท้ ๆ ของตน
“ท่านปู่ การที่ท่านใช้ข้าพาตัวเ้านี่มาก็นับว่ามีส่วนเกี่ยวข้องแล้ว”
จ…เ้านี่!? ไอ้ดยุกเวรนี่กล้าเรียกเขาแบบนี้เลยรึ ทำอย่างกับเขาเป็สัตว์เดรัจฉาน
“เ้าคิดเห็นอย่างไรโจชัว” คราวนี้พระาาหันมาถามความเห็นโจชัวบ้าง
“สุดแล้วแต่ท่านเห็นควรเถอะ”
“อืม เช่นนั้นให้ไบรอันอยู่เป็พยานด้วยดีกว่า”
โจชัวพยักหน้ารับก่อนจะเริ่มอธิบายเงื่อนไขในการทำงาน โดยมีดยุกไบรอันคอยร่างสัญญาไว้เป็หลักฐาน พระาาเริ่มเข้าใจความรู้สึกแล้วว่าการถูกรีดไถ ขูดเืขูดเนื้อเป็เช่นไร ไม่คิดว่าห้าเท่าของค่าจ้างจะมากมายมหาศาลเช่นนี้ อย่างไรก็ตาม หากโจชัว้ามากกว่านี้เขาก็จะประเคนให้อยู่ดี ถ้าทำแล้วสามารถใช้งานโจชัวได้
เมื่อเจรจาเื่การว่าจ้างเสร็จเรียบร้อย ดยุกไบรอันจึงพาโจชัวและโซเอลไปยังที่พักอาจารย์ในอคาเดมี ตลอดทางทำให้โจชัวรับรู้ได้ว่าสถานที่แห่งนี้เป็ที่เรียนของเด็กหัวกะทิบ้านรวยจริง ๆ นั่นแหละ เพราะไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็เจอแต่ของประดับราคาแพงทั้งสิ้น
โจชัวและโซเอลพักกันคนละโซน ซึ่งอคาเดมีแห่งนี้แบ่งโซนห้องพักแยกบุรุษสตรีเพื่อความปลอดภัย เนื่องจากเคยมีเหตุอาจารย์ชายลวนลามอาจารย์หญิงในห้องพักมาก่อน แน่นอนว่าโจชัวไม่ได้อาลัยอาวรณ์โซเอลถึงขนาดห่างกันเกินสองเมตรไม่ได้ เพราะฉะนั้นจะให้เขาพักที่ไหนก็ได้อยู่แล้ว ขอแค่มีอ่างแช่น้ำอุ่นกับเบียร์ให้จิบก็พอ
แนะนำห้องพักเสร็จก็พาเที่ยวชมส่วนอื่น ๆ ต่อ อคาเดมีแห่งนี้แบ่งนักเรียนเป็สองสาย นั่นคือสายกายภาพ จะเน้นเรียนเื่การต่อสู้ประชิดตัว อาวุธ และการวางแผนรบ ส่วนอีกสายหนึ่งคือนักเวท แม้จะมีจำนวนน้อยกว่า ทว่าสถิติเด็กหัวกะทินำสายกายภาพแบบเทียบกันไม่ติดฝุ่น ทำให้นักเรียนทั้งสองสายไม่ค่อยถูกกันสักเท่าไหร่
ดยุกไบรอันพาโจชัวมาแนะนำตัวกับอาจารย์สอนสายกายภาพท่านอื่น ๆ เมื่อแต่ละคนเห็นโจชัวเดินเข้ามา รอยยิ้มที่เคยประดับพลันมลายหายไปทันที และถูกแทนที่ด้วยสายตาดูิ่ ทว่าโจชัวไม่คิดสนใจคนพวกนี้อยู่แล้ว เขาถูกว่าจ้างให้มาสอนก็แค่สอน ไม่ได้จ้างให้มาผูกมิตรกับคนพวกนี้สักหน่อย
“ขาดเหลืออะไรก็บอกข้าได้ ข้าไปล่ะ” ดยุกไบรอันเอ่ยบอกก่อนจะตัดจบโดยการเอี้ยวตัวเดินออกจากห้องพักอาจารย์ โจชัวยังไม่ทันจะได้อ้าปากถามสิ่งที่สงสัยเลยด้วยซ้ำ เขาจึงต้องรีบจ้ำเท้าเดินไปรั้งตัวอีกฝ่าย
“เดี๋ยว!”
“อย่าแตะตัวข้า” อีกฝ่ายเหลือบตาต่ำมองแขนตัวเองที่ถูกฝ่ามือขาวของโจชัวจับ จากนั้นทำท่ารังเกียจพร้อมสะบัดออกอย่างแรง
“ทำไม? ตัวเ้าเคลือบทองหรือไง ถึงกลัวข้าแตะแล้วทองจะลอก” เลิกคิ้วถามกลับเป็การประชด ดยุกไบรอันขบกรามแน่นจนเห็นเป็สัน บ่งบอกได้ชัดเจนว่ากำลังไม่พอใจเต็มเปี่ยม
เหอะ คงฝืนใจมากสินะที่ต้องรับหน้าที่ดูแลเขาแบบนี้ แต่เขาไม่เห็นใจหรอก ยิ่งรังเกียจ โจชัวจะยิ่งเข้าใกล้ เอาให้ไอ้ดยุกบ้านี่อกแตกตายไปเลย!
“เ้ามีปัญหาอะไรอีก รีบ ๆ พูดมา”
“ข้าต้องสอนห้องไหน” สิ้นเสียง ดยุกไบรอันถลึงตาใส่ทันที ตกลงที่เขาอธิบายปากเปียกปากแฉะไปทั้งหมด โจชัวไม่ได้ฟังเลยเรอะ
“ข้าไม่ชอบพูดซ้ำ เ้าหาคำตอบเองแล้วกัน”
“อ่าว ไหนเ้าบอกขาดเหลืออะไรให้บอกไง”
“แต่สิ่งที่เ้า้าข้าอธิบายไปแล้ว เ้ามัวทำอะไรอยู่ ถึงได้เข้าหูซ้ายทะลุหูขวาเช่นนี้”
“ข้าก็ชมวิวเพลินไง” โจชัวตอบกลับหน้าตาย ไร้ซึ่งความรู้สึกผิด
“เ้านี่มันจริง ๆ เลย ทำไมข้าต้องได้รับหน้าที่ดูแลเ้าด้วยนะ” คนเป็ดยุกบ่นอย่างหัวเสีย จากนั้นก้าวเท้าเดินนำหน้าอย่างรวดเร็ว โจชัวจึงรีบเดินตาม
“เดี๋ยวสิ เ้าจะไปไหนน่ะ”
“ไปส่งเ้า” อีกฝ่ายตอบเสียงเบาก่อนจะเร่งฝีเท้าให้เร็วกว่าเดิม
“สวมนี่ไว้ แล้วคราวหน้าแต่งตัวมิดชิดมาสอนด้วยล่ะ”
เมื่อมาถึงห้องเรียน ดยุกไบรอันจึงถอดเสื้อตัวนอกของตัวเองออกแล้วยื่นใส่มือโจชัว จากนั้นเดินหันหลังกลับทันที ส่วนโจชัวที่ถูกทิ้งเก้อก้มมองเสื้อในมือ ก่อนจะจัดแจงเสื้อผ้าหน้าผมให้เข้าที่เข้าทาง แล้วค่อยเปิดประตูเข้าห้องเรียน
เหล่าเด็กนักเรียนอายุราว ๆ สิบหกปีพร้อมใจกันหันมองโจชัวเป็ตาเดียว สิ่งแรกที่สะดุดตาคือสีผมแสนโดดเด้ง ไม่รู้ว่าเป็สีผมธรรมชาติหรือผ่านกระบวนการอะไรมา แต่ที่แน่ ๆ หากเดินข้างนอกเพียงเห็นแค่สีผมก็รู้ได้แล้วกระมังว่าเป็ใคร
โจชัวหยุดยืนอยู่กลางห้อง วางมือสองข้างไว้บนแท่นสอน จากนั้นปรายตามองไปทั่วห้องเพื่อสำรวจเด็กในที่ปรึกษา อืม…แต่ละคนดูบึกบึนแข็งแรงใช่เล่น อีกทั้งสตรีก็ยังดูแข็งแรงกว่าบุรุษบางคนเสียอีก
“พวกเ้าคงทราบกันแล้วว่าข้าเป็ใคร แต่ข้าจะแนะนำตัวอีกครั้ง…ข้ามีนามว่าโจชัว พวกเ้าไม่จำเป็ต้องรู้สกุลข้า รู้แค่ว่านับั้แ่วันนี้เป็ต้นไป ข้าจะเคี่ยวกรำจนพวกเ้าร้องไห้เพราะอยากตายเลย!” สิ้นเสียง ทุกอย่างจึงตกอยู่ในความเงียบสงัด เหล่านักเรียนต่างนั่งอึ้งด้วยความสับสนเล็กน้อย
การแนะนำตัวที่แสนหยาบคายนั่นมันอะไรกันน่ะ!?
เมื่อเกิดความเงียบขึ้น โจชัวจึงกระแอมไอแก้เก้อหนึ่งครั้งก่อนจะเอ่ยต่อว่า “ถึงแม้จะเป็คาบเรียนแรก แต่ข้าไม่คิดปรานีพวกเ้าแน่ เพราะฉะนั้นพวกเ้าทุกคนลุกขึ้นไปเข้าแถวรอที่ลานฝึกเดี๋ยวนี้!”
แม้โจชัวจะใช้น้ำเสียงน่าเกรงขามแค่ไหน ทว่าการที่เขาเป็คนจากโซนนอกนั้นเป็ความจริง นักเรียนพวกนี้รู้อยู่ก่อนแล้วว่าโจชัวเป็ใครมาจากไหน พวกเขาจึงต่อต้าน ทำให้คำสั่งที่ออกจากปากโจชัวเมื่อครู่ไม่มีใครคิดทำตามสักคน
โจชัวเลิกคิ้วขึ้นสูงเล็กน้อย ไม่ได้แปลกใจเท่าไหร่กับปฏิกิริยาเช่นนี้ จากนั้นกวาดสายตามองหาคนที่น่าจะเป็หัวโจกคุมบังเหียรของห้อง
ครบสูตรเด็กเปรตเลยหรือเปล่านะ ที่จะต้องนั่งหลังห้อง แล้วทำหน้าทำตากวนอวัยวะเบื้องล่างที่เรียกว่าเท้า ให้ตายสิ ดูท่าแล้วหากโจชัวไม่กำราบไอ้เด็กนี่ มีหวังสอนไม่คุ้มค่าจ้างแน่
“เฮ้ย” จู่ ๆ เด็กนั่นก็พูดขึ้นมาเสียอย่างนั้น แถมพูดพร้อมจ้องหน้าโจชัวตาเขม็งราวกับจะหาเื่กันอีก
“เรียกข้าเรอะ” โจชัวเลิกคิ้วถาม
“เออสิ คิดว่าในห้องนี้มีใครต่ำต้อยนอกจากแกอีกงั้นเหรอ” เมื่อพูดจบทุกคนในห้องต่างลอบหัวเราะเยาะอย่างชอบใจ
โจชัวยกมุมปากโค้งขึ้นน้อย ๆ ทว่าสายตากลับปั้นปึ่ง “นี่ เ้าน่ะชื่ออะไร”
“เดวิน โทมัส ไลซานเดอร์” เด็กหนุ่มตอบอย่างภาคภูมิใจ โจชัวแสยะยิ้มหวานทว่ารอยยิ้มนั้นไม่ได้แผ่ไปถึงดวงตา
โจชัวได้ฟังจากพระาาแล้วถึงสาเหตุที่้าให้เขาเข้าสอนนักเรียนห้องนี้ นั่นเป็เพราะทุกคนล้วนแข็งแกร่งนำหน้าอาจารย์ของตนมากโข ในเมื่อศิษย์เก่งกว่า แล้วจะมีอาจารย์เพื่ออะไร ทำให้นักเรียนห้องนี้มักจะกลั่นแกล้งอาจารย์เป็ว่าเล่น จนอาจารย์ทนไม่ไหวขอลาออกไปคนแล้วคนเล่า ทว่าคราวนี้จะไม่เป็เช่นนั้น เพราะโจชัวแข็งแกร่งกว่าเด็กเปรตพวกนี้ร้อยเท่า
เริ่มจากแกก่อนเลยไอ้เด็กเปรตลูกหลานไลซานเดอร์ โจชัวคนนี้จะอบรมสั่งสอนให้เป็พิเศษเลย!
------------
ไว้จะทยอยแก้คำผิดนะคะ