ในวังหลวง
ยามสายของวันหนึ่ง เสียงม้าควบมาถึงประตูวังหลวง ผู้คนต่างจับจ้องไปยังขบวนที่มาพร้อมธงประจำองค์รัชทายาท หลี่หย่งเทียน
“ธงนี้…เป็ขององค์รัชทายาท!” เสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นในหมู่ขุนนางและนางสนมที่อยู่ในวัง
“แต่…องค์รัชทายาทมิได้ตไปแล้วหรือ?”
“นี่มันอะไรกันแน่!”
ภายในเวลาไม่นาน ขบวนขององค์รัชทายาทก็เข้าสู่พระราชวังกลาง ผู้คนต่างมุงดูด้วยความตกตะลึง ขณะที่พระองค์ทรงก้าวลงจากม้าในชุดนักรบที่เปื้อนฝุ่น แต่ยังคงสง่างาม
ในท้องพระโรง
ข่าวการกลับมาขององค์รัชทายาทถูกส่งไปถึง ฮ่องเต้ และขุนนางทั้งหลาย ทุกคนถูกเรียกตัวมายังท้องพระโรงเพื่อเข้าเฝ้า เมื่อหลี่หย่งเทียนก้าวเข้าสู่ท้องพระโรง เสียงฮือฮาก็ดังก้องไปทั่ว
“องค์รัชทายาทยังไม่ตาย!?”
“เป็ไปได้อย่างไร?”
พระพักตร์ของฝ่าาเปี่ยมด้วยความใ แต่ยังแฝงความโล่งใจอยู่ลึกๆ
“หลี่หย่งเทียน เ้าอธิบายมาเถิด ว่าเหตุใดจึงกลับมาได้ ทั้งที่เราทราบว่าเ้าสิ้นพระชนม์แล้ว”
หลี่หย่งเทียนก้มคำนับก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงทรงพลัง “กระหม่อมต้องขออภัยที่ทำให้ทุกคนเข้าใจผิดพ่ะย่ะค่ะ หลังจากการต่อสู้ระหว่างทางกลับ กระหม่อมถูกซุ่มโจมตีและต่อสู้จนตกลงไปในหน้าผา” เสียงอุทานด้วยความตกตะลึงดังขึ้นทั่วท้องพระโรง
“กระหม่อมโชคดีที่มีชาวบ้านในละแวกนั้นช่วยไว้ พวกเขาให้การรักษากระหม่อมจนพอฟื้นตัว กระหม่อมจึงใช้เวลาอยู่ที่นั่นอย่างยาวนานเพื่อรักษาอาการาเ็ให้หายขาด จนบัดนี้จึงสามารถกลับมายังวังหลวงได้” ขุนนางหลายคนต่างพากันแสดงความยินดีต่อการกลับมาขององค์รัชทายาท
“องค์รัชทายาททรงเป็ดั่งแสงสว่างของแคว้นฉิน การกลับมาครั้งนี้คือพรอันยิ่งใหญ่” แต่ในกลุ่มขุนนางที่สนับสนุนองค์ชายสาม หลายคนกลับมีสีหน้าหวาดหวั่นและไม่กล้าเอ่ยสิ่งใด
หลี่หยางเหอ ที่อยู่ในท้องพระโรงด้วย มองพี่ชายต่างมารดาด้วยแววตาที่ซ่อนความกังวล “เป็ไปได้อย่างไรที่เขายังรอดชีวิต? หรือว่ามีบางสิ่งที่ข้ามองข้ามไป…” องค์ชายสามเก็บความกังวลไว้ในใจและพยายามรักษาสีหน้าให้สงบนิ่ง
ในตำหนักของไป๋อวี้หลัน
เมื่อข่าวการกลับมาของหลี่หย่งเทียนมาถึงตำหนัก ไป๋อวี้หลัน ถึงกับนิ่งไปชั่วครู่ ดวงตาของนางฉายแววสับสน
“องค์รัชทายาทยังมีชีวิตอยู่?” นางพึมพำ “แล้วเขาจะคิดอย่างไรกับสิ่งที่ข้าทำไว้…”
ขณะเดียวกันหลี่หย่งเทียน ทรงสังเกตปฏิกิริยาของผู้คนในท้องพระโรง ดวงเนตรของพระองค์เ็า เมื่อทอดมององค์ชายสามและขุนนางที่เกี่ยวข้อง
“ข้ากลับมาแล้ว… และเกมนี้ยังไม่จบ”
“การกลับมาของข้า จะเป็จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวังหลวง”
ในห้องทรงงาน
หลังจากการประชุมจบลงฝ่าาทรงเรียกตัวองค์รัชทายาท หลี่หย่งเทียน มาพบในห้องทรงงานส่วนพระองค์ หลี่หย่งเทียนเดินเข้ามาด้วยท่วงท่าสง่างามและสงบนิ่ง แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความระแวดระวัง
“เ้าคงรู้แล้วว่าใน่ที่เ้าไม่อยู่ มีบางสิ่งในวังหลวงเปลี่ยนไป” ฝ่าาตรัสด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าา กระหม่อมพอทราบเื่บ้าง” หลี่หย่งเทียนตอบ น้ำเสียงเรียบเฉย
ฝ่าาทอดถอนพระปัสสาสะเล็กน้อย ก่อนจะตรัสต่อ “ไป๋อวี้หลัน… ตอนนี้นางคือกุ้ยเฟยของข้า และเ้าคงเข้าใจว่าด้วยสถานะนี้ นางไม่อาจกลับไปเป็พระชายาของเ้าได้อีก”
หลี่หย่งเทียนก้มหน้าลงเล็กน้อย คล้ายกับยอมรับ “กระหม่อมเข้าใจพ่ะย่ะค่ะ ในเมื่อพระสนมไป๋ได้กลายเป็คนของฝ่าา กระหม่อมจะไม่มีวันล่วงเกิน”
ฝ่าาทรงมองพระโอรสด้วยสายตาชื่นชม “เ้าฉลาดและยอมรับสถานการณ์ได้ดี หย่งเทียน ข้าหวังว่าเ้าจะเดินหน้าทำสิ่งที่ควรทำเพื่อบ้านเมืองต่อไป” องค์รัชทายาทพยักหน้า ก่อนขอตัวออกจากห้องทรงงาน เมื่อออกมาจากห้องทรงงาน ดวงตาของหลี่หย่งเทียนที่เคยดูสงบนิ่ง กลับฉายแววกราดเกรี้ยวและเคียดแค้น
“ไป๋อวี้หลัน… ข้ารู้ว่านี่คือสิ่งที่เ้า้า เ้าทรยศข้าเพียงเพื่อไต่เต้าขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุด และยังกล้าลงมือฆ่าลูกของข้า…”
องค์รัชทายาทกำหมัดแน่น ก่อนจะพึมพำกับตนเอง “ข้าจะไม่ยอมปล่อยเ้าไปง่ายๆ ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใด เ้าจะต้องชดใช้ทุกสิ่งที่เ้าทำ”
ที่ตำหนักของนาง ไป๋อวี้หลัน ทราบดีว่าการกลับมาขององค์รัชทายาทหมายถึงความวุ่นวายครั้งใหม่ นางนั่งนิ่งอยู่หน้ากระจก ยิ้มบางขณะมองเงาสะท้อนของตนเอง
“หลี่หย่งเทียน… เ้าอาจกลับมาด้วยความเคียดแค้น แต่ข้าก็ไม่ได้ยอมแพ้ให้เ้าหรือใครทั้งนั้น”
เสียงซุบซิบนินทาเื่องค์รัชทายาทและกุ้ยเฟยยังคงกระจายไปทั่ว แม้ไม่มีใครกล้าพูดถึงเื่นี้ต่อหน้า แต่ความเงียบในวังหลวงกลับเต็มไปด้วยความตึงเครียด
“ในเกมแห่งอำนาจ… ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร มีเพียงความแค้นและผลประโยชน์ที่กำหนดทุกการเคลื่อนไหว”