บทที่ 10: แบบแปลนของบ้านในฝัน
ความเงียบสงัดทอดตัวปกคลุมผืนป่าชั้นนอกยามราตรีมีเพียงเสียงปะทุของฟืนในเตาผิงหินที่เพิ่งก่อเสร็จใหม่ๆ เสียงใบไม้ของต้นบลิสโอ๊คทางทิศตะวันตกที่ไหวกระทบกันแ่เบาราวกับเป็จังหวะกล่อมให้ค่ำคืนนี้สงบลงยิ่งกว่าเดิม และเสียงลมหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอของอีไลอัสเท่านั้นดวงตาของเด็กชายวัยสิบสองปียังคงจ้องมองเข้าไปในเปลวไฟสีส้มแดงที่กำลังเริงระบำความจริงอันหนักอึ้งที่ว่าเขาได้ ‘ตาย’ จากโลกเดิมไปแล้วเพิ่งจะกระแทกเข้ากลางใจอย่างจังเมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา
สำหรับคนทั่วไปการตระหนักรู้ว่าตัวเองเสียชีวิตจากภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน คาโต๊ะทำงาน น่าจะเป็เื่ที่สร้างความช็อกโศกเศร้า หรือแม้กระทั่งฟูมฟายตัดพ้อต่อโชคชะตา สมองมนุษย์มักจะโหยหาอดีตโหยหาสิ่งที่สูญเสียไป หรือเสียดายอนาคตที่ยังวาดไม่เสร็จ
ทว่า...นั่นไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นกับสถาปนิกซีเนียร์ผู้ถูกคั้นิญญามาตลอดสิบปีอย่างอีไลอัสบรุค
หลังจากความเงียบงันผ่านไปครู่ใหญ่หยดน้ำตาแห่งความตื่นตระหนกที่เคยเอ่อคลอเบ้าค่อยๆเหือดแห้งลงไปพร้อมกับไอความร้อนจากเตาผิง อีไลอัสกะพริบตาถี่ๆก่อนจะยกมือขึ้นลูบหน้าอกซ้ายของตัวเองอีกครั้ง... ไม่มีอาการปวดแปลบไม่มีจังหวะหัวใจที่เต้นผิดระส่ำมีเพียงจังหวะชีพจรของเด็กหนุ่มที่แข็งแรงและเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตใหม่
ริมฝีปากที่เคยสั่นระริกของเขาค่อยๆ คลี่ออก... ก่อนจะเหยียดกว้างขึ้นทีละนิด... ทีละนิด... จนกลายเป็รอยยิ้ม
“เดี๋ยวนะ...”อีไลอัสพึมพำกับตัวเองดวงตาที่เคยหม่นหมองเริ่มเปล่งประกายเจิดจ้าขึ้นมาราวกับค้นพบสัจธรรมอันยิ่งใหญ่ของจักรวาล“ถ้าฉันตายจากโลกฝั่งนู้นไปแล้ว...และที่นี่ไม่ใช่เกมที่ต้องล็อกเอาต์กลับไปเผชิญโลกความเป็จริง...”
เขายกมือทั้งสองข้างขึ้นมามองสลับกับมองไปรอบๆ ป่าที่มืดมิดและเตาผิงหินตรงหน้า
“แปลว่า...โครงการคฤหาสน์สระว่ายน้ำลอยฟ้าฝืนแรงโน้มถ่วงนั่น ฉันก็ไม่ต้องส่งแล้วสิ?”
เสียงของเขาเริ่มสั่นไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็ความตื่นเต้นที่อัดอั้น “แปลว่าชีวิตนี้จะไม่มีลูกค้าหน้าโง่ที่ไหนมาขอแก้แบบเป็รอบที่สิบสอง...ไม่มีเดดไลน์ที่ต้องส่งงานตอนแปดโมงเช้า... ไม่มีอีเมลตามงานด่วนพร้อมแนบคำว่า ‘ASAP’ตอนสี่ทุ่ม... ไม่ต้องทนฟังบอสบ่นเื่งบประมาณ...ไม่ต้องกินอเมริกาโน่เย็นชืดเพื่อประทังชีวิตอีกแล้วสินะ...”
ภาพความทรงจำอันเลวร้ายของการเป็มนุษย์เงินเดือนค่อยๆ แตกสลายกลายเป็เถ้าธุลีลอยหายไปพร้อมกับควันไฟในปล่องภาระหน้าที่ความรับผิดชอบที่หนักอึ้งราวกับแบกูเาทั้งลูกถูกยกออกจากบ่าของอดีตชายวัยสามสิบห้าปีจนหมดสิ้น
“ฮะ...ฮ่าๆ... ฮ่าๆๆๆ!”
อีไลอัสหลุดหัวเราะออกมาในที่สุดมันเป็เสียงหัวเราะที่ดังก้อง กังวาน และบริสุทธิ์ที่สุดเท่าที่เขาเคยหัวเราะมาในรอบทศวรรษเขาหัวเราะจนต้องเอามือกุมท้อง หัวเราะจนน้ำตาเล็ดมันคือการปลดแอกทางิญญาอย่างแท้จริง!
“เ้านาย? เ้านายผีเข้าเหรอ?” ฟินน์ ลูกจิ้งจอกอสูรที่นอนอยู่ข้างๆสะดุ้งตื่นขึ้นมามองเ้านายของมันด้วยความงุนงง หูสามเหลี่ยมของมันลู่ไปข้างหลัง “เมื่อกี้ยังทำหน้าร้องไห้อยู่เลยทำไมตอนนี้หัวเราะเสียงดังลั่นป่าแบบนี้ล่ะ? หรือว่าควันไฟมันทำให้เ้านายเมา?”
“ไม่ได้เมาหรอกไอ้หนู!ฉันกำลังมีความสุขต่างหาก!” อีไลอัสรวบตัวก้อนขนสีส้มแดงเข้ามากอดรัดฟัดเหวี่ยงด้วยความหมั่นเขี้ยวจนฟินน์ต้องส่งเสียงร้องครางหงิงๆ “ฟินน์เอ๊ยแกไม่รู้หรอกว่าความรู้สึกของการที่ ‘ไม่ต้องไปทำงานพรุ่งนี้’ตลอดกาลน่ะ มันวิเศษขนาดไหน! เยี่ยมไปเลย! นี่สิถึงจะเรียกว่าชีวิตใหม่ที่คู่ควร!”
สถาปนิกในร่างเด็กทิ้งตัวลงนอนแผ่หลาบนพื้นดินหน้าเตาผิงอย่างผ่อนคลายที่สุดไม่มีความกังวลใดๆ หลงเหลืออยู่ในหัวอีกต่อไป เขาหลับตาลงซึมซับรังสีความร้อนที่แผ่ออกมาจากก้อนหินแม่น้ำมันคือความอบอุ่นที่เขาสร้างขึ้นมาด้วยสองมือของตัวเอง เพื่อตัวเองและเพื่อลูกบ้านของเขาเท่านั้น
...ค่ำคืนนั้นอีไลอัสเข้าสู่ห้วงนิทราที่ลึกซึ้งและยาวนานที่สุดไม่มีฝันร้ายเกี่ยวกับการพรีเซนต์งาน ไม่มีเสียงนาฬิกาปลุกมากวนใจมีเพียงเสียงฟืนแตกปะทุเบาๆ เป็เพลงกล่อมเด็กที่สมบูรณ์แบบ
รุ่งเช้าของวันที่สี่ในต่างโลก
แสงยามเช้าสะท้อนผ่านเรือนยอดของต้นบลิสโอ๊คทางทิศตะวันตกกลายเป็เงาโทนส้มชมพูอ่อนๆ ที่ทอดลงมาบนลานดิน เสียงนกป่าร้องเจื้อยแจ้วรับวันใหม่อีไลอัสลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกสดชื่นอย่างประหลาดร่างกายที่เคยปวดร้าวจากกรดแลคติกเมื่อคืนก่อนบัดนี้ได้รับการฟื้นฟูจนกลับมากระปรี้กระเปร่าเต็มที่
แสงอาทิตย์สีทองสาดส่องลงมาทแยงมุมกระทบกับผิวหน้าดินที่ยังอุ่นจัดมันคือหลักฐานชั้นดีว่าห้วงเวลานี้กำลังอยู่ใน่ 'กลางฤดูร้อน ' ที่สมบูรณ์แบบที่สุดอีไลอัสมองดูดวงอาทิตย์แล้วเผลอยิ้มออกมาอย่างลืมตัววันนี้ไม่ใช่แค่วันที่สี่ของการเผชิญโลกใบใหม่ แต่มันคือ 'วันก่อตั้ง' ของโปรเจกต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตสถาปนิกของเขา
เขายันตัวลุกขึ้นนั่งและสิ่งแรกที่เขาััได้คือ ‘ความอบอุ่น’
อีไลอัสหันไปมองเตาผิงหินที่อยู่ตรงกลางลานเปลวไฟในห้องเผาไหม้มอดดับไปจนหมดแล้วหลงเหลือเพียงกองขี้เถ้าสีเทาและถ่านที่หมดเชื้อ ทว่า... เมื่อเขาลองยื่นมือเข้าไปใกล้ๆผนังหินแกรนิตด้านนอก เขากลับพบว่าก้อนหินเ่าั้ยังคงอุ่นจัด!...
แสงยามเช้าสะท้อนผ่านเรือนยอดของต้นบลิสโอ๊คทางทิศตะวันตกกลายเป็เงาโทนส้มชมพูอ่อนๆ ที่ทอดลงมาบนลานดิน เสียงนกป่าร้องเจื้อยแจ้วรับวันใหม่อีไลอัสลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกสดชื่นอย่างประหลาดร่างกายที่เคยปวดร้าวจากกรดแลคติกเมื่อคืนก่อนบัดนี้ได้รับการฟื้นฟูจนกลับมากระปรี้กระเปร่าเต็มที่
เขายันตัวลุกขึ้นนั่งและสิ่งแรกที่เขาััได้คือ ‘ความอบอุ่น’
อีไลอัสหันไปมองเตาผิงหินที่อยู่ตรงกลางลานเปลวไฟในห้องเผาไหม้มอดดับไปจนหมดแล้วหลงเหลือเพียงกองขี้เถ้าสีเทาและถ่านที่หมดเชื้อ ทว่า...เมื่อเขาลองยื่นมือเข้าไปใกล้ๆ ผนังหินแกรนิตด้านนอกเขากลับพบว่าก้อนหินเ่าั้ยังคงอุ่นจัด! มันทำหน้าที่เป็แบตเตอรี่ความร้อน ที่เก็บกักพลังงานจากเมื่อคืนและยังคงแผ่รังสีความร้อนออกมารักษาระดับอุณหภูมิรอบบริเวณนั้นให้คงที่แม้ว่าอากาศยามเช้าของป่าจะค่อนข้างเย็นชื้นก็ตาม
“ทฤษฎีมวลความร้อน พิสูจน์แล้วว่าใช้งานได้จริงร้อยเปอร์เซ็นต์”อีไลอัสยิ้มกริ่มอย่างพึงพอใจ “รากฐานของบ้านพร้อมแล้วทีนี้ก็ถึงเวลาลงรายละเอียดของตัวอาคารสักที”
“ เ้านายตื่นแล้ว!หิวแล้ว! วันนี้เราจะกินอะไรกันดี มีปลาอีกไหม!” ฟินน์ะโเหยงๆเข้ามาพันแข้งพันขา หางของมันแกว่งไปมาอย่างรวดเร็วจนเกิดเป็ภาพเบลอลูกจิ้งจอกอสูรดูมีพลังงานล้นเหลือหลังจากได้นอนหลับเต็มอิ่มในพื้นที่ที่อบอุ่นที่สุดในป่า
“เื่ของกินเดี๋ยวค่อยว่ากันฟินน์ตอนนี้ไซดักปลาของเรากำลังทำงานอัตโนมัติอยู่ ปล่อยให้มันหาอาหารให้เราไปก่อน”อีไลอัสพูดพลางบิดี้เี “ส่วนหน้าที่ของพวกเราเช้านี้คือการกำหนดอนาคตของ ‘รัฐอิสระแห่งเฮเซลบรุค’ ต่างหาก” อีไลอัสสถาปนาเมืองขึ้นเองเรียบร้อยแล้ว
สถาปนิกตัวน้อยเดินไปรอบๆลานกว้าง เขาเลือกกิ่งไม้ที่มีความตรงและปลายแหลมพอดีมือมาหนึ่งท่อนจากนั้นก็เดินกลับมาหยุดอยู่ตรงหน้าพื้นที่ว่างเปล่าข้างเตาผิงหินเขาใช้เท้าเกลี่ยเศษใบไม้และหินก้อนเล็กๆ ออกไปจนเหลือเพียงพื้นดินร่วนเรียบๆที่เปรียบเสมือนกระดานร่างแบบ ชั้นดี
อีไลอัสย่อตัวลงนั่งยองๆกำกิ่งไม้ในมือแน่น แววตาของเขาเปลี่ยนโหมดจากเด็กผู้ร่าเริงกลายเป็สุดยอดวิศวกรและสถาปนิกผู้ทรงภูมิอีกครั้ง
“เอาล่ะฟินน์มาดูนี่...” เขาจรดปลายกิ่งไม้ลงบนพื้นดิน ลากเส้นตรงยาวๆเป็กรอบสี่เหลี่ยมผืนผ้า ล้อมรอบจุดศูนย์กลางที่เป็เตาผิงหิน “นี่คือแปลนพื้น ของบ้านหินชั้นเดียวที่เราจะสร้างกันมันจะมีขนาดประมาณหกคูณแปดเมตร ไม่เล็กจนอึดอัดและไม่ใหญ่เกินไปจนควบคุมอุณหภูมิยาก”
เขาเริ่มขีดเส้นซ้อนกันสองชั้นเพื่อแสดงความหนาของกำแพง“กำแพงหินแม่น้ำของเราจะมีความหนาอย่างน้อยสามสิบเิเเพื่อเป็ฉนวนกันความร้อน ป้องกันลมหนาวและเสียงรบกวนจากภายนอกส่วนทิศใต้...”
เขาลากเส้นตัดกำแพงออกสองจุด“เราจะเจาะช่องเปิดทำหน้าต่าง หันหน้ารับแสงแดดทางทิศใต้ เพื่อใช้หลักการออกแบบสถาปัตยกรรมแบบพาสซีฟ ดึงแสงแดดเข้ามาสร้างความอบอุ่นในฤดูหนาวและฆ่าเชื้อโรคภายในบ้าน”
ฟินน์นอนหมอบอยู่ข้างๆคางของมันเกยลงบนตีนหน้า ดวงตาสีอำพันกลอกไปมามองตามรอยขีดเขียนบนพื้นดินแม้มันจะไม่เข้าใจศัพท์เทคนิคแต่ท่าทีตั้งอกตั้งใจของเ้านายก็ทำให้มันรู้สึกสนุกตามไปด้วยมันลองใช้เล็บหน้าเขี่ยๆ ดินบ้าง เหมือนพยายามจะช่วยวาดรูป
“เฮ้ยๆอย่าเพิ่งลบเส้นสิไอ้หนู ตรงนั้นมันตำแหน่งประตูนะ” อีไลอัสหัวเราะเบาๆพลางปัดอุ้งเท้าของฟินน์ออก “แต่ไฮไลท์ที่แท้จริงของบ้านหลังนี้ไม่ใช่แค่กำแพงหินหรือเตาผิงหรอกนะฟินน์ มันคือสิ่งที่อยู่ ‘ข้างบน’ต่างหาก”
อีไลอัสวาดรูปสี่เหลี่ยมเล็กๆซ้อนทับลงไปบริเวณครึ่งหลังของแปลนบ้าน ซึ่งอยู่ติดกับเตาผิง
“ฉันจะสร้าง‘ชั้นลอย ’” เขาประกาศด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ
“ชั้นลอย? มันคืออะไรอะเ้านาย รังนกเหรอ?” ฟินน์เอียงคอถาม
“มันคือพื้นที่พักผ่อนครึ่งชั้นที่ถูกยกระดับขึ้นไปอยู่ใต้หลังคาไงล่ะ”อีไลอัสอธิบาย เขาเริ่มวาดภาพหน้าตัดอาคาร ด้านข้างให้ฟินน์ดูเพื่อให้เห็นภาพโครงสร้างแนวตั้ง “จำพายุเมื่อคืนได้ไหม?ความหนาวคือศัตรูตัวฉกาจของการพักผ่อน และในวิชาฟิสิกส์พื้นฐานของของไหล และอุณหพลศาสตร์ มีกฎเหล็กอยู่ข้อหนึ่งคือ... ‘อากาศร้อนจะลอยตัวสูงขึ้นเสมอ ’”
เขาใช้กิ่งไม้วาดลูกศรชี้ขึ้นจากรูปเตาผิง“เมื่อเราก่อไฟความร้อนจากเตาผิงตรงกลางบ้านจะไม่ลอยเรี่ยพื้น แต่มันจะลอยพุ่งขึ้นไปสะสมอยู่บริเวณใต้เพดานหลังคา!ถ้าเรานอนอยู่บนพื้นดิน เราจะััได้แค่รังสีความร้อนด้านข้าง แต่ความร้อนหลักๆจะลอยหนีเราไปหมด”
สายตาของอีไลอัสเปล่งประกายแห่งความอัจฉริยะ“ดังนั้นเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าด้านพลังงานสูงสุด ฉันจึงออกแบบให้มี ‘ชั้นลอยสุดโคซี่’ สร้างโครงสร้างไม้ยกพื้นขึ้นไปอยู่เหนือระดับเตาผิงเล็กน้อยพื้นที่ตรงนั้นจะกลายเป็ ‘ห้องนอน’ ที่อบอุ่นที่สุดในบ้าน!มวลอากาศร้อนที่ลอยขึ้นมาจะโอบล้อมชั้นลอยนั้นไว้ตลอดคืนรับรองได้เลยว่าต่อให้ข้างนอกหิมะตก แกก็จะได้นอนพุงกางแบบไม่ต้องกลัวหนาวเลยล่ะฟินน์!”
“โฮ่ง!เ้านายโคตรอัจฉริยะเลย! ฉันอยากได้ชั้นลอย! เอาชั้นลอยกว้างๆ เลยนะฉันจะเอาใบไม้ไปปูทำที่นอนนุ่มๆ!” ฟินน์ะโโลดเต้น หางปัดไปมาจนฝุ่นดินฟุ้งกระจายมันเริ่มจินตนาการถึงที่นอนอุ่นๆ บนที่สูงแล้ว
“ใจเย็นๆเราต้องไปทีละสเต็ป” อีไลอัสใช้กิ่งไม้วาดเส้นทแยงมุมเป็รูปทรงจั่ว ครอบแปลนอาคารทั้งหมดไว้ “ส่วนหลังคา เราจะทำความชัน ให้สูงๆหน่อย เพื่อให้รับมือกับพายุฝนหรือแม้กระทั่งหิมะตกหนักได้สบายๆน้ำและหิมะจะไหลทิ้งลงมาตามแรงโน้มถ่วงไม่ขังจนโครงสร้างพังทลายเหมือนเพิงหมาแหงนเมื่อคืน”
ปลายกิ่งไม้ในมือของเด็กชายตวัดวาดเส้นสุดท้ายลงบนผืนดินก่อนที่เขาจะถอยหลังออกมายืนมองโครงร่างของ ‘บ้านหลังแรก’ ด้วยแววตาที่เป็ประกาย ภาพแปลน 2มิติบนพื้นดินค่อยๆ ก่อตัวขึ้นเป็โครงสร้าง 3 มิติในจินตนาการของอดีตสถาปนิกซีเนียร์อย่างแจ่มชัด
"แกเห็นเหมือนที่ฉันเห็นไหมฟินน์?" อีไลอัสเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลทว่าเจือไปด้วยความตื่นเต้น
บ้านหินแม่น้ำรูปทรงผืนผ้าขนาดหกคูณแปดเมตรวางตัวในแนวยาวเปิดหน้ากว้างรับทิศใต้และทิศเหนืออย่างสมบูรณ์แบบตรงกึ่งกลางของตัวบ้านพอดิบพอดี คือที่ตั้งของ 'เตาผิงหินแม่น้ำ'ขนาดใหญ่ั์ที่มีความกว้างถึง 1.2 เมตรมันตั้งตระหง่านราวกับเป็เสาหลักแห่งชีวิตความกว้างระดับนี้ไม่ได้ดูเทอะทะเลยแม้แต่น้อยในพื้นที่สี่สิบแปดตารางเมตร กลับกันมันดูโอ่อ่า มั่นคง และพร้อมจะโอบกอดทุกคนไว้ด้วยเปลวไฟอันอบอุ่น
เตาผิงั์นี้ทำหน้าที่เป็ดั่ง ‘พาร์ทิชันธรรมชาติ’ ที่แบ่งฟังก์ชันของบ้านออกเป็สองฝั่งอย่างแยบยล
ฝั่งหน้าบ้านที่หันหน้าไปทาง ทิศใต้คือโถงพักผ่อนแบบดับเบิ้ลวอลลุ่ม เพดานสูงโปร่งทะลุขึ้นไปถึงจั่วหลังคากำแพงหินฝั่งนี้จะถูกเจาะเป็ช่องหน้าต่างเรียงรายตลอดแนวความยาวแปดเมตรเพื่อทำหน้าที่เป็เหมือนช่องต้อนรับแสงอาทิตย์ ในยามที่ฤดูหนาวมาเยือนแสงแดดสีทองจะสาดส่องผ่านช่องหน้าต่างเหล่านี้เข้ามาอาบไล้ทั่วทั้งโถงกว้างขับไล่ความชื้นและสร้างความสว่างไสวโดยไม่ต้องพึ่งพาเวทมนตร์แสงสว่างใดๆ
ส่วนฝั่งหลังบ้านทาง ทิศเหนือ คือป้อมปราการแห่งความอบอุ่นกำแพงหินด้านหลังจะถูกก่อขึ้นอย่างหนาแน่นและปิดทึบเพื่อปะทะกับลมหนาวที่เกรี้ยวกราดเหนือพื้นที่ครึ่งหลังนี้คือ 'ชั้นลอย' โครงสร้างไม้ขนาดใหญ่กว้างแปดเมตรลึกสามเมตรที่พาดตัวอยู่เหนือเตาผิงพอดีขอบหน้าของชั้นลอยจะเชื่อมต่อกับปล่องไฟ้าอย่างแเี
เมื่อไฟในเตาผิงขนาด 1.2 เมตรถูกจุดขึ้นมวลอากาศร้อนจะลอยตัวพุ่งขึ้นไปปะทะเพดานจั่ว้าก่อนจะม้วนตัวลงมาโอบล้อมพื้นที่ชั้นลอยทิศเหนือเอาไว้ทั้งหมด ทำให้มันกลายเป็ ‘ห้องนอนลอยฟ้า’ ที่มีอุณหภูมิอุ่นสบายและปลอดภัยที่สุดในป่าแห่งนี้ส่วนพื้นที่ด้านล่างใต้ชั้นลอยซึ่งมีเพดานต่ำกว่าและหลบมุมสายตาก็จะเป็พื้นที่อเนกประสงค์ชั้นเยี่ยมที่ได้รับรังสีความร้อนจากแผ่นหลังของเตาผิงโดยตรง
สถาปัตยกรรมที่สอดประสานกับวิชาอุณหพลศาสตร์อย่างหมดจด...ไม่มีเครื่องปรับอากาศเวทมนตร์ ไม่มีระบบทำความร้อนราคาแพงมีเพียงการจัดวางตำแหน่งผนังและทิศทางแสงอย่างชาญฉลาดเท่านั้น
"เตาผิงตรงกลางโถงรับแสงด้านหน้า และรังนอนอุ่นๆ ของแกที่ชั้นลอย้า..."อีไลอัสระบายยิ้มบางๆ พลางก้มลงมองลูกจิ้งจอกอสูรที่กำลังกระดิกหางระริก"นี่แหละฟินน์... แบบแปลนของวิมานแห่งเฮเซลบรุค"
มันเป็เพียงลายเส้นขยุกขยิกที่วาดบนดินร่วนๆโดยเด็กชายคนหนึ่ง แต่ในสายตาของอดีตสถาปนิกวัยสามสิบห้า นี่คือผลงานชิ้นเอก ที่บริสุทธิ์ที่สุดในชีวิตมันไม่มีข้อจำกัดเื่กฎหมายควบคุมอาคารไม่มีลูกค้ามาขอปรับเปลี่ยนโครงสร้างกลางคันไม่มีใครมาบีบบังคับให้เขาใช้วัสดุลดต้นทุน ทุกเส้นสายที่ขีดเขียนเกิดจากฟังก์ชันการใช้งานที่สมบูรณ์แบบ ผสานกับธรรมชาติรอบตัวอย่างแท้จริง
“แบบแปลนบ้านหินชั้นเดียวพร้อมชั้นลอยรับความร้อนอนุมัติผ่านการประเมิน!”
อีไลอัสประกาศก้องด้วยรอยยิ้มกว้างแสงแดดส่องกระทบใบหน้าที่เต็มไปด้วยความหวัง เขาหันไปมองลูกบ้านก้อนขนที่นั่งมองเขาตาแป๋ว
“เอาล่ะฟินน์ ผู้ช่วยสถาปนิกและหัวหน้าฝ่ายดมกลิ่นทรัพยากร...วันนี้เรามีงานหนักต้องทำอีกเยอะ เราต้องไปรวบรวมหินแม่น้ำเพิ่มหาไม้ซุงสำหรับทำคานชั้นลอย และขุดดินเหนียวมาตุนไว้ งานนี้ต้องใช้เวลาหลายวันแต่ฉันสัญญากับแกเลยว่า ผลลัพธ์ของมันจะคุ้มค่ากับหยาดเหงื่อทุกหยดแน่นอน”
“พร้อมเสมอเ้านาย!ลุยกันเลย!” ฟินน์เห่าตอบรับอย่างเริงร่า
อดีตสถาปนิกผู้หมดไฟบัดนี้ได้ถูกจุดประกายความฝันขึ้นมาใหม่อีกครั้งท่ามกลางผืนป่าที่ไร้ซึ่งความเจริญ เขาไม่ได้มุ่งหวังที่จะไปปราบจอมมาร ไม่ได้อยากจะกอบกู้จักรวรรดิไม่ได้อยากเข้าร่วมาแย่งชิงอำนาจใดๆ ทั้งสิ้น
สิ่งที่เขา้ามีเพียงแค่การลงมือสร้างสรรค์ ‘เซฟโซน’ ที่อบอุ่นและแข็งแกร่งที่สุดเพื่อให้ตัวเองและบรรดาลูกบ้านที่จะตามมาในอนาคตได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขและอิ่มเอมใจ
สายลมยามเช้าพัดพากลิ่นอายของอิสรภาพพัดผ่านร่างของเขาไป
โปรเจกต์การสร้างหมู่บ้านในฝัน...จุดเริ่มต้นของรัฐอิสระแห่งเฮเซลบรุคที่จะสั่นะเืไปทั้งทวีปโซลาริส... ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็ทางการแล้ว