อสูรมังกรฟ้า เล้งซาน [จบ]

    ตอนที่ 32 อักขระกำกับ

    ตอนที่ 32 อักขระกำกับ

    เล้งซานหลังจากที่ปล่อยวายุเพลิงมังกรไปที่ซูจ้าว มันก็พยายามบิดเบือนรัศมีพลังของตนกลบร่องรอยของพลังลมปราณในร่างให้ค่อยๆเลือนลางทีละนิดเพื่อมิให้อาวุโสทั้งสองคนจับพิรุษและสัมผัสถึงการหายตัวไปอย่างกะทันหันของมันได้ จากนั้นก็เปิดใช้วิญญาณมังกรทะยานหนีไปอย่างรวดเร็วในขณะที่ทั้งคู่หันหลังกลับไปช่วยซูจ้าว ทุกอย่างที่กระทำเป็นอุบายหลบหนีที่มันคำนวนเหตุการน์ไว้ทั้งหมดแล้ว!!

     

     

    แต่มันมิได้ขยับออกจากที่นั่นไกลแต่อย่างใดมันกลับเข้ามาในรูเดิมที่มันใช้หลบซูจ้าวและเปิดใช้สัมผัสมังกรเพื่อสังเกตการณ์อาวุโสทั้งสองเพราะมันทราบดีว่าหากหนีไปทันทีแม้ในระยะสั้นชายแก่ทั้งสองอาจจะติดตามมันไม่ได้แต่ด้วยความต่างของชั้นลมปราณถึง 2 ระดับในระยะยาวหากทั้งคู่ไม่ลดละการติดตามย่อมถูกจับตัวได้อย่างแน่นอน

     

     

    การที่ซูจ้าวหมดสติไปแล้วย่อมไม่สามารถบอกถึงอุบายก่อนหน้าให้ชายแก่ทั้งสองทราบได้มันปกปิดลมปราณอย่างมิดชิด และเฝ้าดูสถานะการณ์อย่างสงบ....

     

     

     

     

    ชายแก่ทั้งสองเมื่อรู้ตัวว่าเล้งซาน ใช้โอกาสนี้หลบหนีไปแล้ว ใบหน้าของทั้งสองแดงกร่ำไปด้วยเพลิงโทสะไม่เคยคิดเลยว่าอาวุโสวัยชราอายุร่วม 60 ปีอย่างพวกมันกลับถูกเด็กผู้เยาว์อายุเพียง 15-16ปี ปั่นหัวได้ถึงเพียงนี้

     

     

    ชายแก่หน้าดำทำท่าจะติดตามไป แต่ถูกหยุดไว้โดยชายแก่ผมขาว

     

     

    "อาวุโสเอี้ยท่านห้ามปรามข้าด้วยเหตุใดกัน!!"

     

     

    "ใจเย็นก่อนอาวุโสหงสิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้ มิใช่การแก้แค้น แต่เป็นชีวิตของอาวุโสซูอาการของอาวุโสซูสาหัสอย่างมากพวกเราจำต้องพาไปรักษาโดยเร็วมิเช่นนั้นอาจจะไม่พ้นครึ่งวันก็เป็นได้"

     

     

     

    "บัดซบเอ๊ย!!"

     

     

    ตรึมมมมมมม!!

     

     

    ชายแก่หน้าดำปล่อยหมัดใส่ก้อนหินข้างทางจนแหลกละเอียดเพื่อระบายโทสะ

     

     

    "มันบอกว่าอีก1 ปีจะกลับมาลบชื่อพรรคป้อมอัคคีของเราออกจากทวีป ดี!!หวังว่ามันคงรักษาคำพูด ข้าจะรอให้วันนั้นมาถึงและข้าจะสับมันเป็นหมื่นๆชิ้น!!"

     

     

    ชายแก่ทั้งสองช่วยกันพยุงร่างของซูจ้าวและทะยานเข้าเมืองไปอย่างรวดเร็ว

     

     

    เล้งซานที่เฝ้าดูสถานะการณ์อยู่เห็นว่าไม่มีใครติดตามมันจึงรีบออกจากที่ซ่อนและกลับไปยังสถานที่ต่อสู้เมื่อครู่อีกครั้งมันตรงไปยังตำแหน่งที่ซูจ้าวโดน ตัดแขนและขา 

     

     

    ในจุดนั้นมีใบไม้กองอยู่เต็มไปหมดและมีกองเลือดขนาดใหญ่ มีเลือดติดอยู่บนใบไม้ประปรายแต่ส่วนมากจะแทรกซึมลงผืนดินหมดแล้ว เล้งซานแสยะยิ้มเล็กน้อยจากนั้นตรงเข้าไปที่กองเลือด ค่อยๆเก็บเลือดที่ค้างอยู่บนเศษใบไม้ลงในขวดยาที่อยู่ในแหวนมิติของมัน รวมๆแล้วได้ราวๆ 20-30 หมด

     

     

    "อืม...เท่านี้ก็คงเพียงพอแล้ว"

     

     

    มันเก็บขวดเลือดเข้าไปในแหวนมิติและรีบทะยานร่างไปทางทิศตะวันตก ออกจากสถานที่แห่งนั้นในทันที

     

     

     

    "เจ้าเด็กน้อยเจ้าเก็บโลหิตของซูจ้าวไปเพื่อเหตุอันใด??"

     

     

    เสียงของเฟรย่าดังขึ้น

     

     

    "หืม?...เลือดในขวดนี้หน่ะหรอ ข้าจะใช้มันสำหรับตัดสายสัมพันธ์ระหว่างขวานทลายสวรรค์และซูจ้าว หน่ะสิ"

     

     

    "มีวิธีเช่นนั้นด้วยหรือ!!"เสียงของเฟรย่าตกใจเล็กน้อย

     

     

    "แน่นอนว่ามีแต่ไม่ใช่ทุกคนหรอกนะที่จะทำมันได้" 

     

    เล้งซานยิ้มเล็กน้อยที่มุมปาก

     

     

    "เหอะ!!เรื่องนั้นเรารู้ 3 ปี ก่อนที่เราจะข้ามเวลามาวิชาอักขระกำกับถูกคิดค้นขึ้นมาและปู่ของเจ้าก็เป็นคนเผยแพร่วิชาอักขระกำกับไปทั่วทวีปมังกรฟ้าเจ้าซึ่งเป็นทายาทมีหรือที่จะไม่เชี่ยวชาญวิชานี้"

     

     

    เล้งซาน แสยะยิ้มขึ้น

     

    "ที่ท่านกล่าวมาก็ถูกนะเฟรย่าและท่านทราบหรือไม่ ว่าที่มาของวิชานี้เป็นมายังไง"

     

     

    "เราไม่รู้หรือว่าเจ้ารู้??"

     

     

     

    "แน่นอนว่าข้าย่อมรู้ ก็เป็นข้าเองนี่แหละ ที่คิดค้นวิชานี้ขึ้นมา"

     

     

     

    "เป็นเจ้า!!" 

     

    น้ำเสียงของเฟรย่าตกตะลึงอย่างเห็นได้ชัด

     

     

    "ใช่เป็นข้าเองข้าศึกษาอักษรยุคบรรพกาลในอดีตทั้ง 74 ภาษา จนแตกฉานตอนอายุ 10ปี และเมื่อนำตัวอักษรพวกนั้นมาหลอมรวมกัน ก็จะได้เป็นอักษรอักขระที่ทรงพลัง 

     

     

    ข้าจึงบัญญัติวิชานี้ขึ้นตอนอายุ12 ปีและได้บอกให้ท่านปู่ช่วยเผยแพร่ออกไปราวๆ 6 ส่วนของวิชาทั้งหมดที่เหลืออีก 4 ส่วนมิได้เผยแพร่ไปเพราะกลัวว่าจะเป็นดาบสองคมถูกนำมาทำลายตระกูลข้า"

     

     

    "หากกลัวเช่นนั้นเจ้าจะเผยแพร่6 ส่วนไปเพื่ออะไร??" 

     

    เฟรย่ายังคงค้างคาใจเล้งซานส่ายหน้าเล็กน้อย แต่ก็ยอมอธิบายแต่โดยดี

     

     

    "วิชาอักขระกำกับนี้แตกออกแยกย่อยได้เป็นวิชา 3 แขนง 

     

    1 คือการสร้างอาวุธอักขระ 

     

    2 คือการสร้างพื้นที่อักขระ 

     

    และสุดท้ายคือการลงอักขระบนร่างกาย

     

    ข้าได้ให้ท่านปู่เผยแพร่การสร้างอาวุธอักขระ และการสร้างพื้นที่อักขระออกไปเพราะร่างกายของเผ่ามนุษย์นั้นอ่อนแอมาก หากเทียบกับเผ่าเทพ และเผ่าอสูรแม้มีชั้นลมปราณที่เท่ากันแต่หากมีการปะทะกันเผ่ามนุษย์ก็ยังมิอาจเทียบอีกสองเผ่าที่เหลือได้ 

     

     

    วิชาอักขระกำกับนี้ใช้ได้เฉพาะเผ่ามนุษย์เท่านั้นเนื่องจากต้องใช้เลือดของเผ่ามนุษย์เป็นองค์ประกอบหลักของการเขียนอักขระหากเผ่ามนุษย์แข็งแกร่งขึ้นย่อมสามารถคานอำนาจของเผ่าที่เหลือลงได้

     

     

    สิ่งที่จะลดความต่างชั้นของเผ่ามนุษย์และอีกสองเผ่าลงได้ก็คืออาวุธอักขระ ส่วนพื้นที่อักขระนั้นใช้สำหรับปกป้องสถานที่ที่ไม่ต้องการให้ผู้ใดก้าวเข้าไปได้ แม้จะเป็นเผ่าเทพ หรือเผ่าอสูรก็ตาม 

     

     

    แต่น่าเสียดายที่วิชานี้ยังถูกเผยแพร่ได้ไม่นานพออีกทั้งการสร้างอาวุธอักขระนั้นมิใช่เรื่องง่าย ในเวลาเพียง 3 ปีที่เผยแพร่ออกไปจึงไม่มีพลังพอที่ตระกูลเล้งของข้าจะต่อต้านเผ่าอสูร"

     

     

    เฟรย่าเงียบลงทันทีมันแทบไม่อย่างจะเชื่อว่าเด็กหนุ่มผู้นี้กลับมองการไกลถึงเรื่องการคานอำนาจของเผ่าพันธ์ตนเองกับเผ่าอื่นตั้งแต่อายุเพียงแค่สิบกว่าปี นี่เป็นคุณลักษณะของราชาเผ่าพันธ์อย่างแท้จริง!!

     

     

    "หากมีใครบอกว่าเจ้าเป็นอัจฉริยะนั้นนับว่าเป็นการดูถูกเจ้าโดนแท้เจ้ามันเหมาะสมกับคำว่า สัตว์ประหลาด มากกว่า!!"

     

     

    "เป็นเกียรติอย่างยิ่งสำหรับคำชมพะยะค่ะองค์หญิง" เล้งซานยิ้มมุมปากเล็กน้อย

     

     

    "เลิกเล่นลิ้นได้แล้วเจ้าจะไปที่หุบเขาหมื่นพฤกษา ใช่หรือไม่?"

     

     

    "ใช่แต่ก่อนหน้านั้นข้าขอแวะสถานที่หนึ่งก่อน"

     

     

     

    ...................

     

     

    ณ เรือนหัวหน้าหมู่บ้านเมฆาล่องเซี่ยวหลินเยว่นั่งอยู่บนม้าหินอ่อน นั่งมองปลาในสระอยู่ในสวนพลางทำหน้าครุ่นคิด

     

     

    "เจ้าเล้งซานตัวแสบนั่นมันจะหนีรอดจากพวกป้อมอัคคีได้มั้ยนะตลอดเวลาเกือบสิบวันมานี่ไม่มีข่าวคราวเกี่ยวกับมันเลยตัวตนของคนๆนี้ช่างลึกลับยิ่งนัก ยิ่งครุ่นคิดเท่าใดยิ่งหาคำอธิบายเกี่ยวกับที่มาและพลังฝีมือมันไม่ได้แม้แต่น้อยหรือมันจะมาจากสำนักเทือกเขาไท่จู จริงๆ"

     

     

    เซี่ยวหลินเยว่กล่าวลอยขึ้นพลางเอามือมาท้าวคางมองดูปลาในสระที่แหวกว่ายไปมาจากนั้นนางขมวดคิ้วเล็กน้อยเนื่องจากเห็นสิ่งผิดปรกติบางอย่างที่ผิวน้ำ มันคล้ายใบหน้าบุคคลผู้หนึ่งนางพยายามหรี่ตาเล็กน้อย ภาพบุลคล บนผิวน้ำก็ค่อยๆชัดเจนขึ้นมันเป็นใบหน้าของเล้งซาน!!

     

     

    เซี่ยวหลินเยว่เบิกตากว้างตกใจในทันทีนางยกมือทั้งสองข้างขยี้ตาเบาๆและจ้องไปที่ผิวน้ำอีกครั้งแต่ภาพใบหน้าของเล้งซานก็ได้หายไปแล้ว

     

     

    "อะไรกัน!!นี่เรานึกเรื่องของมันจนเกิดภาพหลอนเชียวหรือนี่"

     

     

    นางส่ายหน้าเล็กน้อยพลางยิ้มที่มุมปากและใช้มือตบแก้มตัวเองเบาๆความสดใสของนางช่างเป็นภาพที่น่าชวนมองสำหรับบุรุษเป็นอย่างมากแม้มีจิตรมือเอกมานั่งอยู่ ณที่แห่งนี้ก็ไม่สามารถบรรยายถ่ายทอดภาพที่งดงามของหญิงสาวผู้นี้ออกมาได้หมด

     

     

    "คุณหนูผู้งดงามคิดถึง คนสวนผู้ต่ำต้อยคนนี้จนถึงขั้นตบหน้าตัวเองเชียวหรือนี่นับมาคุ้มค่าแล้วที่ข้าเล้งซานเกิดมาบนโลกใบนี้ ฮ่าๆๆ"

     

     

    เสียงจากด้านหลังที่ดังขึ้นข้างหูทำให้เซี่ยวหลินเยว่เบิกตากว้างในทันที นางรีบหันกลับไปมอง นางก็พบเล้งซาน ยืนยิ้มที่มุมปากมือทั้งสองข้างไขว้อยู่ด้วยหลังด้วยบุคลิคที่สง่า

     

     

    ใบหน้าของนางแดงขึ้นทันทีราวกับผลไม้ที่สุกงอม นางเองก็ไม่ทราบว่าเล้งซานได้ยินคำพูดก่อนหน้านี้หรือไม่

     

     

    "เจ้าคือเล้งซาน!!"

     

     

    "ขอรับคุณหนู ข้าเล้งซานแน่นอน มิใช่ผู้ใด จากกันเพียงสิบวันท่านลืมเลือนใบหน้าของผู้น้อยแล้วหรือ??"

     

     

    "แต่เจ้าถูกตามล่าอยู่มิใช่หรือเหตุใดจึงมาปรากฏตัว ณ ที่นี่คนของพรรคป้อมอัคคีติดประกาศจับเจ้าไปทั่วดินแดนเหนือแล้ว"

     

     

    เซี่ยวหลินเยว่รีบหันมองซ้ายขวา ในทันทีเพราะกลัวว่าจะมีคนของพรรคป้อมอัคคีมาพบเข้า

     

     

    "คุณหนูจะหันมองผู้ใดกันท่านลืมไปแล้วหรือว่าที่นี่คือสวนของบ้านท่าน จะมีคนของป้อมอัคคีอยู่ได้อย่างไร??"

     

     

    เซี่ยวหลินเยว่หน้าแดงอีกครั้งนางพึ่งรู้ตัวว่าแสดงอาการร้อนรนจนเกินไปเล้งซานเห็นแก้มที่แดงระเรื่อของนางก็อดยิ้มไว้ไม่ได้

     

     

    "คุณหนูที่ข้าย่อมเสี่ยงชีวิตมาที่นี่ วันนี้ เพราะตั้งใจมาหาท่าน"

     

     

    "มาหาข้า?"เซี่ยวหลินเยว่เอียงคอเล็กน้อยด้วยท่าทีสงสัย

     

     

    "ก่อนหน้านี้ข้าเห็นท่านมิค่อยชอบหน้าข้าเท่าใดนัก ข้าจึงอยากให้สัญญากับท่านซักข้อเพื่อแลกกับการที่ท่านจะมีรอยยิ้มให้ข้าบ้างมิใช่คอยแต่จับผิดข้าเช่นเมื่อก่อน"

     

     

    "ก็ใครใช้ให้เจ้าทำตัวลึกลับกันเล่าข้าย่อมต้องสงสัยไว้ก่อนเพื่อปกป้องตระกูลข้า" 

     

    เซี่ยวหลินเยว่ยกแขนขึ้นกอดอกพลางเชิดจมูกเล็กน้อย

     

     

    "ว่าแต่...เจ้าจะสัญญาสิ่งใดกัน"

     

     

    เล้งซานยิ้มเล็กน้อยจากนั่นค่อยๆก้มตัวลงให้ระดับสายตาอยู่ระดับเดียวกับเซี่ยวหลินเยว่ที่นั่งอยู่บนม้าหินอ่อนนางหน้าแดงเล็กน้อยที่เห็นเล้งซานจองตาของนางใกล้ๆเช่นนี้

     

     

    "อีกหนึ่งปีข้างหน้าข้าจะพาคุณหนู กลับเข้าไปอยู่ในเมืองเมฆครามดังเดิม"

     

     

    เซี่ยวหลินเยว่เบิกตากว้างเล็กน้อยหลังจากได้ยินคำพูด จากนั้นก็ส่ายหน้าเบาๆ และถอนหายใจเล็กน้อย

     

     

    "เป็นไปไม่ได้เจ้าก็รู้มิใช่หรือเรื่องข้อพิพาทระหว่างข้า และพรรคป้อมอัคคีข้ามิอยากกลับไปเพื่อสร้างความลำบากใจใดๆ ให้แก่ท่านปู่และพรรคตระกูลเซี่ยวหลินในเมืองเมฆคราม"

     

     

    เล้งซานยิ้มอีกครั้งจากนั้นก็ยืดตัวตรงดังเดิมและค่อยหมุนตัวเดินจากไปพร้อมตะโกนขึ้น 

     

     

    "เอาเป็นว่าข้าได้บอกสัญญาของข้าให้แก่คุณหนูไว้แล้ว อีกหนึ่งปี ข้าจะกลับมารับท่านเข้าเมืองท่านจะเชื่อข้าหรือไม่อันนั้นก็สุดแล้วแต่คุณหนูขอให้คุณหนูและนายท่านรักษาสุขภาพด้วย..."

     

     

    หลังกล่าวจบร่างของเล้งซานก็ค่อยๆเลือนรางและหายไปจากสายตาของเซี่ยวหลินเยว่ นางยังมึนงงกับคำพูดของเล้งซานแต่ก็มิได้กล่าวสิ่งใดออกไป จากนั้นนางค่อยๆหมุนตัวกลับไปมองดูปลาในสระอีกครั้งรอยยิ้มของบุปผางามค่อยๆปรากฏสะท้อนกับผิวน้ำในสระนางกล่าวเบาๆโดยมิได้หวังให้ผู้ใดได้ยิน

     

     

     

    "ข้าจะเชื่อเจ้าหวังว่าเจ้าจะรักษาสัญญานะ...."