ทั้งสองพูดคุยกันมากขึ้นภายในระยะเวลาหนึ่งเดือน
ในที่สุดศุภกิจก็สามารถชวนให้ฤทธิชัยลงมานั่งร่วมก๊วนรับประทานอาหารกลางวันด้วยกันใน่พักได้ถึงแม้ฝ่ายนั้นจะเอาข้าวกล่องมาจากบ้านก็ตาม
“ไอ้เบสท์แกนี่เก่งว่ะขนาดคุณหนายังชอบงานของแกกับไอ้พิชิตถึงขนาดออกปากชม สุดยอดไปเลย”
ศุภกิจกล่าวชมเชยลูกน้องด้วยใบหน้ายิ้มแย้มขณะตักข้าวเข้าปาก
“ขอบคุณครับพี่กบ”
ฤทธิชัยยิ้มน้อย ๆ
พวกเขากำลังสนทนากันถึงเื่งานที่ถูกนำเสนอเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่แล้ว
ตัวการ์ตูนเกาหลีเป็อะไรที่โดดเด่นและแปลกใหม่ จนใครหลาย ๆคนต่างส่งเสียงฮือฮา แม้แต่คนอย่างผู้จัดการฝ่ายอิทธิพงษ์ ก็ยังออกปากชมเชย ซึ่งเป็สิ่งที่พบเห็นได้ไม่บ่อยนัก
“ซอฟต์แวร์คราวนี้คงไปได้สวยอีกแน่ล่ะเด็กสมัยนี้ชอบพวกเกาหลีกันอยู่ด้วย”
ศุภกิจพูดต่อไป
“ที่จริงไอเดียนี้คุณเบสท์เป็คนเสนอมากกว่าผมเองมีส่วนร่วมแค่นิดหน่อย”
พิชิตพูดขึ้นมาอย่างนอบน้อม
“ไม่ใช่หรอกครับ คุณพิชิตเองก็มีส่วนร่วมในคราวนี้มาก”
ฤทธิชัยพูดยิ้ม ๆ
“จะว่าไปฉันรู้สึกขัดหูจังว่ะเวลาพวกแกสองคนเรียกกัน คุณ ๆๆฟังดูแหม่ง ๆ อย่างไรชอบกล”
ศุภกิจออกความคิดเห็นตามที่เขาคิดเพราะผู้เป็เ้านายไม่เคยได้ยินพิชิตเรียกอานุภาพซึ่งเป็เพื่อนพนักงานรุ่นราวคราวเดียวกันแบบที่เรียกฤทธิชัยในลักษณะนี้เลย
มันค่อนข้างแสดงความเกรงอกเกรงใจมาก และดูไม่ค่อยสนิทสนมเท่าไหร่แต่เอาเถอะ ถ้าเ้าตัวพอใจจะเรียกแบบนั้นล่ะก็นะ...กว่าจะทำให้ฤทธิชัยมาเข้ากลุ่มสามหนุ่มสามมุมได้ (?) ก็เหนื่อยแทบตายแล้ว
วันเวลาผ่านพ้นไปหลายเดือน
พิชิตก็ยังคงใช้ชีวิตอย่างปกติเหมือนเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา
เขาไม่ได้ให้ความสนิทสนมอะไรกับฤทธิชัยมากไปกว่านั้นแต่แน่นอนว่ามีการพูดคุยกันมากขึ้นระหว่างอยู่ที่บริษัทจนกระทั่งวันหนึ่งเมื่อเขาทราบข่าวว่าทางฝ่ายได้จัดให้พนักงานไปศึกษาดูงานที่บริษัทสาขาย่อยในต่างจังหวัด...
“เฮ้ย อะไรมันจะกะทันหันขนาดนี้” ชายหนุ่มพูดกับตนเอง“สัปดาห์หน้าเลยเหรอ ? หนึ่งสัปดาห์เลยเหรอ ??”
เขาตั้งคำถามกับบอร์ดประกาศ ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่สามารถตอบคำถามของเขาได้
สุดท้ายแล้วเขาจึงกลับมานั่งที่โต๊ะด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่าย
...ระยะหลัง ๆมานี้ทางฝ่ายออกแบบผลิตภัณฑ์มีงานให้พนักงานอย่างล้นมือทีเดียว บางครั้งใน่พักพิชิตไม่ได้มีเวลาลงไปรับประทานอาหารที่โรงอาหารสำหรับพนักงานเลยด้วยซ้ำ สิ่งที่ใช้ประทังชีวิตก็คืออาหารที่ซื้อมาจากร้านสะดวกซื้อในตอนเช้าก่อนเวลาเข้างาน...
ซึ่งนี่เองเป็สาเหตุอันนำมาสู่ความใจดีของฤทธิชัยที่ตัวพิชิตเองก็คาดไม่ถึง
เมื่อ่กลางวันของวันหนึ่งมือเรียวขาวส่งข้าวกล่องที่ตนเอามาจากบ้านให้เขา
“อะ”
ฤทธิชัยว่า
“อะไรเหรอครับ ?”
พิชิตถาม
“ผมเห็นว่าคุณพิชิตไม่มีเวลาได้ลงไปกินข้าวเลยเมื่อเช้าก็เลยทำข้าวกล่องมาเผื่อ ถ้าไม่รังเกียจ อย่างไรก็...”
“แล้วคุณเบสท์ล่ะครับ ?”
“ผมมีแล้ว”
ชายหนุ่มยิ้มขณะที่ยังคงยื่นกับข้าวที่ตนเองเตรียมมาจากบ้านให้เพื่อนร่วมงานที่นั่งอยู่โต๊ะติดกัน
“...”
พิชิตลังเล มือของเขาไม่ขยับออกไปเลย
บอกตามตรงว่าตัวเขามีนิสัยเย่อหยิ่งจองหองเกินกว่าจะรับอะไรจากคนอื่นง่ายๆ... โดยเฉพาะคนที่เขาไม่ได้จัดลำดับความสำคัญอะไรในชีวิต...
“รังเกียจเหรอ ? ผมไม่ได้ใส่ยาพิษลงไปในนั้นหรอกน่าสบายใจได้”
สีหน้าของชายหนุ่มลูกครึ่งตรงหน้าดูผิดหวังเล็ก ๆแต่ก็ยังแสร้งพูดให้เป็เหมือนเื่ตลก เมื่อพิชิตเหมือนจะไม่รับไมตรีจากเขา
“เปล่า ไม่ใช่แบบนั้นหรอกครับ...”
พิชิตพูดเบา ๆเป็จังหวะเดียวกับที่ท้องเ้ากรรมร้องประท้วงขึ้นมาพอดี
แบบนี้จะอ้างอะไรส่ง ๆ ไปคงไม่ได้เพราะกระเพาะอาหารของเขาไม่โกหกว่าขณะนี้เขาหิวมากแค่ไหนสุดท้ายชายร่างโย่งจึงยื่นมือออกไปรับและขอบคุณตามมารยาท
มันไม่ใช่ครั้งเดียวที่ฤทธิชัยดูจะใส่ใจเขามากเหลือเกิน
เพราะวันต่อ ๆมาจนกระทั่งครบหนึ่งสัปดาห์ที่งานของพิชิตถูกเคลียร์จนเสร็จเรียบร้อย เขาไม่ต้องลงไปที่โรงอาหารอีกเลยเมื่อฝ่ายนั้นเอาข้าวและกับข้าวมาเผื่อเขาทุกวัน...