บทที่ 4: ข้อมูลลับ
แสงไฟสีแดงกะพริบถี่ๆ สลับกับเสียงไซเรนเตือนภัยที่แผดร้องลั่นทั่วเรือสำราญหรูระดับห้าดาวปลุกสัญชาตญาณเอาตัวรอดของฉันให้ตื่นตัวและทำงานอย่างเฉียบคม ฉันรีบก้มลงมองประตูล็อกไฟฟ้าของห้องพักที่ขึ้นสัญญาณไฟสีแดงติดค้างเด่นชัด ซึ่งนั่นหมายความว่าระบบความปลอดภัยกลางกลางลำเรือได้สั่งล็อกดาวน์โซนห้องพัก VIP ทั้งหมดเรียบร้อยแล้วเพื่อจำกัดพื้นที่ในการค้นหาและกักตัวคนร้าย หากฉันมัวแต่วิ่งไปที่ประตูหลักและพยายามกะเทาะถอดรหัสบานประตู บอดี้การ์ดติดอาวุธคงแห่กันมาล้อมจับฉันคาสภาพล่อแหลมนี้แน่แท้
ฉันหันขวับไปมองที่ระเบียงห้องสูทขนาดใหญ่ ม่านผ้าไหมสีทองสะบัดพลิ้วไหวอย่างรุนแรงตามแรงลมพายุทะเลที่พัดเข้ามากระทบหน้าต่างกระจกบานกว้างที่เปิดทิ้งไว้ ส่งเสียงหวีดหวิวชวนหวาดเสียวปนะเืหนาวเหน็บ
‘พี่วาวคะ! บอดี้การ์ดสี่คนในชุดดำพร้อมปืนพกติดกระบอกเก็บเสียงกำลังวิ่งขึ้นบันไดมาที่ห้องพี่แล้วค่ะ! เหลือเวลาไม่ถึงสามสิบวินาทีประตูลอนจะถูกยิงหรือะเิทำลายจากข้างนอก!’ เสียงพราวดังเตือนร้อนรนและสั่นเครือมาตามสัญญาณติดต่อในต่างหูที่แนบสนิทกับช่องหูขวา
“ไม่มีเวลาคิดหาทางออกอื่นที่ปลอดภัยกว่านี้แล้วพราว เจอกันที่จุดนัดพบใต้โขดหินผาสูงชัน!”
ฉันถอดรองเท้าส้นสูงคู่สวยแบรนด์หรูทิ้งลงบนพื้นห้องอย่างไร้เยื่อใย สองเท้าเปลือยเปล่าก้าวรัวเร็ววิ่งตรงไปยังระเบียงกว้าง ร่างระหงปีนข้ามราวกันตกสเตนเลสสตีลที่เย็นเฉียบ ลมทะเลเย็นะเืพัดผ่านผิวเนื้อพ่นเอาละอองไอเกลือมาประทะใบหน้าและเดรสสีแดงเพลิงผ้าซาตินให้สะบัดแนบไปกับสัดส่วนนาฬิกาทรายและสะโพกผายอย่างรุนแรง ฉันก้มลงมองผืนน้ำทะเลสีดำสนิทเบื้องล่าง ระยะห่างจากชั้นสามถึงผิวน้ำประมาณยี่สิบเมตร เสียงคลื่นลมแรงและฟองคลื่นสีขาวม้วนตัวไปมาดูน่ากลัวและเย็นะเื ทว่าเสียงกระแทกประตูห้องโถงด้านหลังเตือนให้ฉันรู้ว่าไม่มีทางเลือกอื่นให้ลังเลและรอช้าอีกต่อไปแล้วในค่ำคืนนี้
ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกจนทรวงอกอวบอิ่มเบียดชิด ดันตัวออกจากราวระเบียงและตัดสินใจะโดิ่งลงสู่ความมืดมิดเบื้องล่างทันที!
*ตู้ม!*
ร่างกายของฉันปะทะกับความเย็นเฉียบของผืนน้ำทะเลจนรู้สึกจุกวาบสะท้านไปทั่วทรวงอกและหน้าท้องจนลมหายใจแทบหมดปอด แรงดันน้ำมหาศาลพยายามกดร่างของฉันให้จมดิ่งลงสู่ใต้ท้องทะเลลึก ฉันดิ้นรนต้านแรงดันน้ำ ใช้สองมือสองแขนตะเกียกตะกายและเตะเรียวขาเรียวยาวสลัดตัวเพื่อพาร่างโผล่พ้นผิวน้ำอย่างยากลำบาก ชุดเดรสซาตินเปียกชุ่มแนบลู่เน้นสัดส่วนของสะโพกผายที่กว้างขวางและหน้าอกคู่งามที่ตูมแน่นตึงยามที่ผ้าอมน้ำ แต่นั่นไม่ได้ช่วยลดความเร็วในการว่ายน้ำหลบหนีของฉันลงเลยแม้แต่น้อย
ฉันโผล่พ้นผิวน้ำขึ้นมาสูดอากาศเข้าปอดอย่างแรงท่ามกลางความมืดมิดของผืนน้ำทะเล เรือสำราญั์จอดทอดสมออยู่ห่างออกไป แสงไฟสีแดงกะพริบจากเรือั์ยังคงส่องสว่างโชติ่ ฉันรีบว่ายน้ำมุ่งหน้าไปยังทิศทางตรงกันข้ามลัดเลาะไปตามเงามืดของโขดหินแนวชายฝั่งเพื่อป้องกันไม่ให้สปอตไลท์ส่องมาโดน จนกระทั่งสายตาสังเกตเห็นเรือยางทหารสีดำสนิทที่จอดดับเครื่องรออยู่ท่ามกลางซอกหินแคบที่เตรียมไว้เผื่อกรณีฉุกเฉิน
“ทางนี้ค่ะพี่วาว! รีบขึ้นมาเร็ว! พราวอยู่นี่!” เสียงกระซิบเบาๆ ของพราวดังขึ้นพร้อมกับยื่นมือเรียวมาช่วยฉุดดึงฉันขึ้นจากน้ำทะเลอุ่น
ฉันตะเกียกตะกายขึ้นไปนอนหอบหายใจอยู่บนพื้นเรือยางอย่างเหนื่อยอ่อนล้า ร่างกายเปียกปอนสั่นสะท้านไปด้วยความหนาวเย็นของลมทะเลยามค่ำคืน พราวรีบส่งผ้าขนหนูผืนใหญ่มาห่มคลุมไหล่และเนื้อตัวของฉันพลางสตาร์ตเครื่องยนต์เรือเบาๆ แล่นฝ่าความมืดหลบหนีไปในท้องทะเลอันกว้างใหญ่ไร้ร่องรอยและเป้าหมายจับพิกัดใดๆ ของศัตรู
“ได้ข้อมูลมาไหมคะพี่วาว? ปลอดภัยดีใช่ไหมคะ?” พราวถามพลางมองฉันอย่างลุ้นระทึกขณะคุมหางเรือยางแล่นฝ่าลูกคลื่นลมทะเล
ฉันเอื้อมมือลูบไล้ไปที่ต้นขาขวา แกะชิปการ์ดอุปกรณ์เจาะข้อมูลที่เปียกน้ำออกมาส่งให้เธอพร้อมรอยยิ้มพึงใจบนใบหน้าที่เปียกชื้นและมีเสน่ห์ดึงดูด “ระดับฉันแล้ว... ไม่มีคำว่าคว้าน้ำเหลวหรือกลับบ้านมือเปล่าหรอกค่ะพราว”
เราเดินทางกลับมาถึงเซฟเฮาส์ลับที่แฝงตัวอยู่ริมชายฝั่งทะเลที่แสนมิดชิด ฉันรีบเดินเข้าห้องอาบน้ำอุ่นเพื่อชำระล้างคราบเกลือทะเลและคราบน้ำรักอุ่นร้อนของวินสตันที่ค้างคาเปื้อนเนื้อตัวล้างออกให้สะอาดหมดจด ยามที่สายน้ำอุ่นจัดรดลงบนหน้าอกอวบอิ่มและสะโพกผาย ฉันลูบไล้ผิวเนื้อละมุนพลางรู้สึกว่าร่างกายมีความไวต่อััวาบหวามและพร้อมรับมือกับการปฏิบัติภารกิจถัดไปอย่างประหลาดที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ยามที่น้ำอุ่นััผิวกายใจฉันเต้นระรัว
เมื่อสวมชุดเสื้อคลุมผ้าไหมบางเบาสบายเสร็จ ฉันก้าวเดินออกมาที่ห้องควบคุมหลัก พราวดังกำลังจดจ่ออยู่กับการถอดรหัสแฟ้มข้อมูลหลักที่เจาะมาจากแล็ปท็อปของวินสตัน หน้าจอคอมพิวเตอร์หลายจอแสดงรหัสตัวเลขสีเขียววิ่งวนไปมาอย่างรวดเร็วส่งเสียงประมวลผลข้อมูลดังถี่ๆ ในความเงียบสงัดของค่ำคืน
“เป็ยังไงบ้างพราว? ถอดรหัสคีย์หลักเพื่อเปิดเอกสารได้ไหม?” ฉันถามพลางเดินมาหยุดข้างเก้าอี้ของเธอ มือเรียวประคองถ้วยชาสมุนไพรอุ่นๆ ขึ้นจิบช้าๆ พลางมองจอภาพ
“แฟ้มข้อมูลนี้ใหญ่และซับซ้อนมากค่ะพี่วาว วินสตันไม่ได้แค่กุมรหัสลับขององค์กรเรา แต่เขากำลังติดต่อขายข้อมูลเหล่านี้ให้กับมาเฟียยากูซ่ารุ่นใหม่ในประเทศญี่ปุ่นที่ชื่อ 'เคนจิ' ผู้นำแก๊งสายดาร์กที่มีอิทธิพลล้นฟ้าในโตเกียวและย่านชินจูกุ” พราวขยับแว่นตาพลางชี้รหัสบนหน้าจอให้ฉันดูอย่างจดจ่อ
“เคนจิ...” ฉันพึมพำชื่อนั้นเบาๆ สายตาสะท้อนประกายความตื่นเต้นท้าทายภารกิจใหม่ในต่างแดน “เขาซื้อขายข้อมูลผ่านช่องทางไหนกัน?”
“ตามข้อมูลในนี้ เคนจิกำลังรอคีย์สำหรับถอดรหัสรอยต่อสุดท้าย ซึ่งจะมีการส่งมอบผ่านสายข่าวของเราในโตเกียวที่ชื่อ 'ทาเคชิ' ในอีกสองวันข้างหน้าค่ะ พี่วาวต้องเดินทางไปญี่ปุ่นด่วนเพื่อรับคีย์นั้นตัดหน้าพวกมันและจับกุมหรือจัดการกับระบบคีย์รหัสของเคนจิให้ได้ค่ะ”
“เตรียมตั๋วเครื่องบินและเอกสารแปลงโฉมให้ฉันเลยพราว ฉันจะบินคืนนี้” ฉันสั่งการทันควัน ปลุกเร้าจิติญญาสายลับสาวที่รักความท้าทายและความเร้าใจขึ้นมาอีกครั้งอย่างมุ่งมั่นไร้ความกลัวเกรงใดๆ
วันรุ่งขึ้น... เมืองโตเกียวที่ถูกปกคลุมไปด้วยแสงไฟนีออนสีสวยงามตระการตายามค่ำคืนและเม็ดฝนโปรยปรายบางเบาชวนให้บรรยากาศดูเหงาเงียบและแฝงไปด้วยความอันตรายในตรอกซอกซอย ฉันเดินปะปนไปกับฝูงชนในย่านชินจูกุภายใต้ร่มคันใหญ่เพื่อพรางใบหน้า ฉันเลือกสวมชุดสเวตเตอร์รัดรูปสีเทาอ่อนเผยให้เห็นรูปทรงสะโพกผายที่ทอดโค้งและหน้าอกคู่งามที่ตูมแน่นนูนเด่นชัดเจนใต้เนื้อผ้าหนานุ่มยามก้าวเดิน แม้จะดูเป็ชุดลำลองธรรมดาแต่ความเซ็กซี่ตามธรรมชาติของฉันยังคงเรียกสายตาหนุ่มๆ ญี่ปุ่นรอบตัวให้หันมองกันเหลียวหลังตลอดทางที่ฉันเดินผ่านไปอย่างรวดเร็ว
จุดนัดพบระหว่างฉันกับทาเคชิ สายข่าวท้องถิ่น คือโกดังเก็บสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เก่าๆ แถบชานเมืองโตเกียว บรรยากาศรอบด้านเงียบสงัดและเต็มไปด้วยกลิ่นอายของน้ำฝนและความชื้นเฉอะแฉะ ฉันขยับร่มและก้าวขาเรียวยาวเดินผ่านซอยแคบๆ จนถึงประตูทางเข้าโกดังที่เปิดแง้มไว้เล็กน้อยไร้แสงไฟส่องสว่างบอกให้รู้ว่างานเริ่มแล้ว
ฉันลอบสื่อสารกับพราวเบาๆ ผ่านระบบสื่อสารหูฟัง ‘พราว... ฉันถึงจุดนัดพบแล้ว บรรยากาศรอบข้างเงียบผิดปกติ ไม่มีคนคุมประตูหรือเฝ้ายามเลยสักคนเดียว’
‘ระวังตัวด้วยนะคะพี่วาว สัญญาณระบุตำแหน่งของทาเคชิยังอยู่ในโกดังนั้นค่ะ แต่อยู่กับที่ไม่มีการเคลื่อนไหวเลยมาเกือบสิบนาทีแล้ว พราวสังเกตว่ามีการรบกวนสัญญาณอินเทอร์เน็ตในโซนนั้นด้วยค่ะ’ เสียงพราวดังตอบกลับมาด้วยความกังวลอย่างเห็นได้ชัดในสาย
ฉันผลักประตูเหล็กบานใหญ่เปิดออกช้าๆ เสียงประตูครูดกับพื้นดังเอี๊ยดอ๊าดชวนให้รู้สึกวังเวงและตื่นเต้นปนระแวงภัย ภายในโกดังมืดสลัวรกร้าง มีเพียงแสงไฟจากเสานีออนที่กะพริบแ่ๆ ส่องให้เห็นลังไม้และชิ้นส่วนอะไหล่คอมพิวเตอร์วางระเกะระกะ กลิ่นอับชื้นผสมกลิ่นคาวเืจางๆ โชยมาปะทะจมูกจนฉันต้องขมวดคิ้วอย่างสงสัยและระวังตัวยิ่งขึ้น
ฉันก้าวเดินอย่างแ่เบา ส้นเท้าแตะพื้นแทบไม่มีเสียง สะโพกผายขยับเคลื่อนตัวสอดส่องทุกทิศทางด้วยความระมัดระวังสูงสุดป้องกันการลอบโจมตีจากในมุมมืด ทันใดนั้น สายตาของฉันก็สะดุดเข้ากับเงาร่างหนึ่งที่นั่งพิงกองลังไม้ที่มุมมืดสลัวของโกดังเก่า
ฉันรีบก้าวเท้าเข้าไปหา “ทาเคชิ...”
ทว่าไม่มีเสียงตอบรับใดๆ ร่างของเขาล้มพับลงมาด้านข้างเผยให้เห็นใบหน้าที่ซีดเผือดไร้ชีวิต ลำคอถูกกรีดด้วยของมีคมเป็แผลฉกรรจ์ เืสีแดงฉานยังคงไหลนองชโลมพื้นปูนซีเมนต์ส่งกลิ่นคาวคลุ้งอบอวลสะท้อนประกายแสงนีออน บ่งบอกว่าเขาเพิ่งเสียชีวิตไปได้ไม่นานชั่วอึดใจนี้เอง!
หัวใจของฉันกระตุกวูบสั่นระทึกพลุ่งพล่าน ทันใดนั้น กลิ่นโคโลญจน์จางๆ และััเย็นเฉียบของปลายกระบอกปืนสั้นก็แตะเข้าที่ท้ายทอยของฉันอย่างรวดเร็วจากด้านหลังโดยที่ฉันไม่ทันตั้งตัวหรือได้ยินเสียงฝีเท้าของใครแม้แต่น้อย!
“อย่าขยับ... ถ้าไม่อยากหัวะเินองเืเหมือนหมอนี่” เสียงทุ้มต่ำและเย็นะเืกระซิบชิดหลังหูของฉัน ส่งกระแสความตื่นตระหนกแล่นพล่านไปทั่วแผ่นหลังจนฉันยืนนิ่งเกร็งสนิทและรับรู้ถึงอันตรายครั้งใหญ่ที่กำลังมาเยือนแบบไม่ทันตั้งตัว!