ทะเลยามค่ำคืนยังคงโอบล้อมบ้านไม้หลังเล็กนี้ไว้ด้วยเสียงกระซิบแ่ของเกลียวคลื่น ราวกับธรรมชาติกำลังบรรเลงบทเพลงกล่อมให้หัวใจที่อ่อนล้าค่อย ๆ ผ่อนคลาย คัมภีร์ยังคงเปิดเพลงเดิมอีกครั้งในคืนนี้ แต่ละคำร้องนั้นเต็มไปด้วยความหมาย แม้ไร้คำพูดระหว่างกัน แต่ธีรัชที่นั่งอยู่บนโซฟาที่มุมห้องนั่งเล่นก็หลับตารับฟัง เหมือนกำลังทบทวนความรู้สึกที่ตัวเองลืมไปนานมากแล้ว
"คุณเปิดเพลงอย่างนี้ทุกคืนก่อนนอนเหรอครับ"
ธีรัชถามขึ้นเบา ๆ เมื่อคำภีร์เปิดเพลงที่ชอบอย่างต่อเนื่อง
"ครับ ไม่เคยขาดเลยสักคืนเดียว"
ธีรัชพยักหน้ารับทราบ แล้วไม่ถามต่อ และไม่มีเสียงใดแทรกอีก พวกเขานั่งอยู่ในความเงียบที่ลึกซึ้งจนน่าแปลกใจ เงียบแต่ไม่อึดอัด เงียบที่นั่งฟังเพลง และเงียบที่เหมือนการฟังกันและกันด้วยหัวใจ
หลังจากนั้น ธีรัชลุกขึ้น เดินไปที่ห้องครัว แค่อยู่ที่นี่ไม่กี่วัน เขาก็รู้สึกราวกับว่าเขาอยู่ที่นี่มาเนิ่นนาน แล้วกลับมาพร้อมชาสองถ้วย เขาส่งให้คัมภีร์หนึ่งถ้วย
"คุณนอนดึกแบบนี้ทุกคืนไหมครับ"
ธีรัชถาม
คัมภีร์รับถ้วยชามาถือไว้ในมือแล้วกล่าวขอบคุณเบา ๆ
"ผมเป็คนนอนน้อย แต่ไม่ได้นอนไม่หลับ"
คัมภีร์ตอบ
"อ้อ นอนน้อยแต่นอนนะ"
ธีรัชยิ้มบาง ๆ ก่อนจะขยับมานั่งตรงโต๊ะไม้ตัวยาว แสงโคมไฟสีอุ่นในห้องนั่งเล่นทำให้เงาของธีรัชและคัมภีร์ทอดทับกันไปบนผนังไม้ที่ทาสีขาวอย่างไม่ตั้งใจ
"ผมเองนอนไม่ค่อยหลับ แต่ถ้ามีเสียงเพลงที่คุณเปิดทุกคืน ผมคงจะหลับง่ายขึ้น"
คัมภีร์หัวเราะเบา ๆ เป็ครั้งแรก รอยยิ้มเล็ก ๆ นั้นทำให้ใบหน้าที่ดูสงบนิ่งของเขาเปลี่ยนไปชั่วขณะ
มันทำให้ธีรัชเกิดความรู้สึกดี ๆ บางอย่างขึ้นในใจ
'อยู่นานจนเสียงเหมือนทะเล ส่วนเสียงหัวเราะก็นุ่มเป็คลื่นลูกเล็กซัดฝั่ง'
ธีรัชคิดอยู่ในใจแล้วยิ้มตอบอย่างเป็กันเอง ความรู้สึกบางอย่างในใจเขาเริ่มเติบโตอย่างเงียบเชียบ มันเป็ความรู้สึกที่เขาเคยหักห้ามมันมาตลอดั้แ่สูญเสียใครบางคนไป
จนเขาเองยังแปลกใจว่า เขารู้สึกอย่างนี้ได้อีกครั้งได้ด้วยหรือ
หลายวันผ่านไป ธีรัชยังคงอยู่ที่บ้านใจพัก คัมภีร์ไม่ถามว่าเขาจะพักนานแค่ไหน และเขาก็ไม่เอ่ยว่าจะจากไปเมื่อไหร่
มีเพียงความรู้สึกของคนสองคน ที่คนหนึ่งไม่อยากให้ไป และอีกคนนั้น ก็ไม่อยากจะจากไป
ธีรัชโอนเงินเพิ่มเข้ามาในบัญชีของคัมภีร์อีกในวันหนึ่ง
"ที่คุณโอนมานี่ผมรวยไปจนสิ้นปีเลยนะ"
ธีรัชยิ้มกับคำพูดของคัมภีร์
"กินและอยู่ที่นี่สบายใจดีครับ อาหารที่เตรียมให้สามมื้อก็ไม่หมูหมากาไก่เลย เพราะเ้าของทำเองทุกอย่าง เป็อันว่าผมยังไม่มีกำหนดกลับก็แล้วกัน"
ทั้งสองสบตาแล้วต่างก็ยิ้มให้แก่กัน ต่างคนต่างรู้ความหมายในดวงตาที่ไม่ซ่อนเร้นของกันและกัน เพียงแต่รอวันที่มันจะงอกงามจนสุกงอม
วันหนึ่งฝนตกหนักจนลมทะเลแปรเปลี่ยนเป็พายุย่อม ๆ พวกเขาติดอยู่ในบ้านกันทั้งวัน ประตูหน้าต่างทุกบานถูกปิดสนิท เพราะพายุหอบพัดเอาทั้งลมและทรายเข้ามาในบ้าน คัมภีร์นั่งอ่านหนังสือเงียบ ๆ ส่วนธีรัชนั้นนั่งเขียนหนังสืออย่างมีสมาธิราวกับมีแรงบันดาลใจไหลมาไม่หยุด ใน ขณะที่ข้างนอกมีพายุลูกย่อม ๆ กระแทกบ้านเล็กริมทะเลอยู่
"คุณภีร์..."
ธีรัชเรียกชื่อเขาขึ้นท่ามกลางเสียงฝนสาดและลมแรง
"ครับ"
คัมภีร์เงยหน้าขึ้นจากหนังสือ
"คุณคิดว่า... คนเราจะเริ่มใหม่ได้จริงไหมครับ ไม่ว่าจะผ่านอะไรมามากมายแค่ไหนก็ตาม"
เขาไม่ตอบในทันที คัมภีร์นิ่งคิดเล็กน้อยก่อนจะพูดช้า ๆ อย่างเข้าใจ
"ผมคิดว่าเราทุกคนเริ่มใหม่ได้เสมอเพราะเราจะต้องมีชีวิตต่อไปเพื่อตัวเองให้ได้... แต่เราต้องยอมรับว่าอดีตมันจะยังอยู่กับเราตลอดไป และไม่ว่าคนที่จะเดินไปต่อกับเราจะเป็ใคร เขาต้องเข้าใจาแนั้นของเราด้วย"
ธีรัชยิ้มจาง ๆ แล้วพยักหน้าเบา ๆ
"ผมดีใจนะ ที่เลือกมาที่นี่"
คัมภีร์นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยเบา ๆ กลับไปให้ธีรัช
"ผมเองก็ดีใจที่คุณมา"
มีหลายอย่างที่เขาอยากจะพูดกับธีรัช แต่เขาก็นิ่งเสีย มันไม่ใช้เื่ที่เขาจะต้องไปบอก เพราะไม่ว่าอย่างไร เื่บางเื่มันก็ควรจะเป็เื่ที่เขาเก็บไว้คนเดียวตลอดไป แม้มันจะไม่ใช่ความลับก็ตาม
บรรยากาศในห้องอุ่นขึ้นทั้งที่นอกหน้าต่างฝนยังตกหนัก ความเงียบสงบค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็ความใกล้ชิดที่มีเพียงคนสองคนรับรู้
ในคืนฝนตกหนัก เงาของพวกเขาทอดทับกันบนผนังไม้ในห้องนอน และเสียงหัวใจเต้นเบา ๆ ก็เริ่มประสานกันอย่างที่ยังไม่มีใครล่วงรู้หัวใจของตัวเอง
ก่อนที่เสียงหัวใจของทั้งคู่จะกลับกลายเป็เต้นแรงเร็วรัว ราวกับพายุที่พัดอยู่ข้างนอก
รุ่งเช้าหลังคืนฝนหนัก ท้องฟ้าเปิดเผยให้เห็นฟ้าสีครามสดใส และทะเลที่เคยคลุ้มคลั่งกลับสงบลงอย่างน่าประหลาด
คัมภีร์นั้นตื่นั้แ่เช้าตรู่ ออกมาเก็บกวาดใบไม้ที่ปลิวมากองเต็มลานหลังบ้าน ท่าทางของเขาเงียบขรึมแต่ไม่เร่งรีบ ราวกับว่าเขากำลังใช้เวลาระลึกถึงบางสิ่งที่อยู่ในใจ
ธีรัชตื่นทีหลัง เขาเดินมายืนอยู่ตรงบานประตู มองคัมภีร์กวาดลานหลังบ้านอยู่เงียบ ๆ เขายืนนิ่งเป็ครู่ราวกับ้าความมั่นใจก่อนที่จะพูดอะไรบางอย่างออกไป
"ให้ผมช่วยไหมครับ"
เขาถาม พร้อมเดินเข้ามาดึงไม้กวาดออกไปจากมือของอีกฝ่ายอย่างนุ่มนวล
คัมภีร์มองเขาเล็กน้อย แล้วยิ้มบาง ๆ ก่อนจะกล่าวขอบคุณเบา ๆ
"ขอบคุณครับ ถ้าอย่างนั้น ผมจะเข้าไปในครัวเตรียมอาหารเช้านะ"
หลังจากเก็บกวาดใบไม้บนระเบียงเรียบร้อยแล้ว ธีรัชได้นั่งตรงเก้าอี้ตัวเดิมในครัวแล้วมองทะเล คัมภีร์นั่งลงตรงเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม ชงชาสมุนไพรให้ธีรัชนั่งดื่มหลังอาหารเช้า ทะเลลมสงบ เสียงคลื่นเบา ๆ เหมือนเสียงกระซิบของความทรงจำของทั้งสองคน ความทรงจำที่มันดีกว่าที่พวกเขาเคยนึกไว้
หลังอาหารเช้า ทั้งสองคนทำงานเคียงข้างกันในความเงียบที่แสนสบาย ไม่มีบทสนทนาใดเพิ่มเติม แต่ทุกการเคลื่อนไหวกลับประสานกันอย่างลงตัว เหมือนพวกเขาเคยทำเช่นนี้ด้วยกันมาก่อนในอดีตอันไกลโพ้น
"คุณเคยมีคนรักหรือเปล่า"
ธีรัชชะงักกับคำถามของคัมภีร์ มือที่กำถ้วยชาหยุดนิ่งครู่หนึ่ง ก่อนเขาจะเงยหน้าขึ้นมองคนถาม
"เคยครับ... แต่เราจากกันไปนานแล้ว สองปีแล้วมั้ง"
"เสียใจด้วยนะครับ"
คัมภีร์พูดเสียงเบา
"ผมไม่เคยรู้เลยว่าทำไม? แต่เื่เสียใจของเรา บางทีมันก็มาจากเื่อื่น"
ธีรัชยิ้มจาง ๆ แต่แววตาเต็มไปด้วยาแที่ยังปิดไม่สนิท
คัมภีร์ไม่ได้ถามต่อ เขารู้ดีว่า บางความเ็ปต้องปล่อยให้คนพูดมันออกมาเอง เมื่อคนคนนั้นพร้อม เขาก็จะรอเมื่อธีรัชพร้อมที่จะเล่าให้เขาฟัง มันก็คงเหมือนกับเขา ที่ยังไม่พร้อมที่จะแชร์เื่ส่วนตัวให้กับใคร
ค่ำวันนั้น คัมภีร์เปิดลิ้นชักโต๊ะเขียนหนังสือในห้องนอน เขาหยิบกล่องไม้เล็ก ๆ ออกมา เปิดฝากล่องที่มีภาพถ่ายเก่าและจดหมายจำนวนหนึ่ง มือของเขายังลูบไล้ขอบภาพอย่างแ่เบา ภาพนั้นเป็ภาพของตัวเขาเองเมื่อห้าปีที่แล้ว ยืนเคียงข้างชายหนุ่มหน้าคมเข้มคนหนึ่ง ซึ่งมีรอยยิ้มที่เขาไม่มีวันลืม
มันจะยังคงอยู่ในใจของเขาตลอดไป แม้ว่าคนนั้นจะไม่ได้นึกถึงเขาแล้วก็ตาม
คนบางคนมูฟออนได้เร็ว แต่กับบางคนนั้น ไม่เคยคิดจะมูฟออน
บางทีความเ็ป มันก็ทำให้เขาได้ดื่มด่ำความรู้สึกบางอย่างที่เป็สุข อย่างที่ไม่อยากจะลืม
"คุณยังอยู่ในใจเสมอนะ แม้ว่าระหว่างเราจะเป็ไปไม่ได้อีกแล้ว และผม ก็ไม่ได้คิดว่าจะย้อนคืนไปได้แล้วด้วย"
คัมภีร์พึมพำกับตัวเอง แล้วปิดกล่องลงอย่างเบามือ ก่อนจะลุกขึ้นไปเปิดหน้าต่างปล่อยให้แสงจันทร์สาดเข้ามาในห้อง
และในขณะเดียวกัน ธีรัชเองก็กำลังนั่งอยู่หน้าสมุดบันทึก เขียนประโยคใหม่ที่ไม่เคยกล้าเขียนมาก่อน
"บางครั้ง ความเงียบของใครบางคน ก็ดังพอจะทำให้เรารู้ว่า เราไม่ได้อยู่คนเดียว..."
เขาหยุด หันไปมองท้องฟ้านอกหน้าต่าง แล้วกระซิบกับตัวเองว่า
"คัมภีร์... คุณกำลังช่วยให้ผมเขียนชีวิตใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง"