สิ่งที่ปรากฏหน้าประตูวิหารคือเสือโคร่งสองตัว ตัวใหญ่มหึมาสูงกว่าห้าศอก ตัวหนึ่งขนพื้นสีขาวบริสุทธิ์มีลายพาดกลอนสีน้ำตาลเข้มอมทอง อีกตัวหนึ่งขนพื้นสีดำเทามีลายพาดกลอนสีดำเข้มสนิท ทั้งสองตัวลักษณะเหมือนกัน ใบหน้าแผ่กว้าง กรามใหญ่ ดวงตาสีฟ้าคมวาวสองคู่กำลังจ้องมองมา
มันคือ 'ศนิพยัคฆา' พยัคฆ์เทพา เป็หนึ่งในห้าเผ่าพันธุ์สัตว์เทวะศักดิ์สิทธิ์
ราวกับถูกจ้องมองจากเทพเทวา ทั้งคู่ตระหนักถึงตัวตนอันเล็กจ้อย มิอาจเทียบได้กับพลังแห่งห้วงนภาอันไพศาล
ศนิพยัคฆาคู่ขาวดำก้าวเยื้องย่างลงมาจากประตูวิหาร
.. ตุ๊บบ .. ตุ๊บบ .. ตุ๊บบ !!!
.. ตุ๊บบ .. ตุ๊บบ .. ตุ๊บบ !!!
ตรงมาหยุดตรงหน้าเมฆาและเดโชห่างเพียงสิบก้าว พยัคฆ์เทพาส่งพลังกดดันดังขุนเขาทั้งลูกกดทับ จิติญญาทั้งคู่นิ่งแข็งค้างลืมเลือนทุกอย่างเสียสิ้น
เมฆาและเดโชต้องผนึกพลังปราณเพื่อรักษาดวงิญญาน้อยๆ ของตนเอาไว้
ดังฟ้าถล่มแผ่นดินทลาย !!!
ศนิพยัคฆาทั้งสองกระโจนใส่เมฆาและเดโชโดยฉับพลัน !!!
ศนิพยัคฆาขาวพุ่งตะปบเมฆาด้วยกรงเล็บ ฝ่าเท้าใหญ่เท่ากระด้งส่งแรงกดดันมหาศาล เมฆาถึงกับกระอักโลหิตออกมา ใช้ออกด้วยท่าร่าง 'ล่องอิรวดี' ดีดตัวถอยพุ่งไปด้านหลังทิ้งภาพเงาไว้เบื้องหน้า
.. ตั๊บบบบ !!! กรงเล็บขวาตะปบถูกภาพเงากลายเป็อากาศธาตุว่างเปล่า ศนิพยัคฆาขาวฟาดกรงเล็บซ้ายตามติดพุ่งเข้าใส่
เมฆาตั้งหลักได้แล้วจึงเร่งเร้าท่าร่างะโพุ่งเข้าหา หลบลอดกรงเล็บซ้ายไปลอยอยู่ตรงหน้าศนิพยัคฆาขาว ยันต์อักขระมนต์สีทองเปล่งประกายทั้งตัว
.. สะบัดดาบตัดขุนเขา !
เมฆาใช้สันมือฟาดใส่แสกหน้าเสือโคร่งขาว
.. ผั๊ววววววะ !!!
เหมือนดั่งฟาดใส่แสกหน้าตัวเอง เมฆาถูกพลังสายหนึ่งฟาดกลับกระเด็นกระดอนไปนับห้าสิบก้าว ...
เมฆานอนกองยังลุกไม่ขึ้น !
ในขณะเดียวกันศนิพยัคฆาดำจู่โจมะโงับใส่เดโช หัวพยัคฆ์ใหญ่มหึมาพุ่งเข้าหา ทั้งโลกหล้าเห็นเพียงดวงตาคู่ั์ใหญ่สีฟ้า เดโชเืผนึกแข็งทั่วร่างมันต้องเร่งเร้าปลุกจิตใช้ออกด้วยท่าร่าง 'วิชชุท่องนภา' หลบหลีกได้อย่างเฉียดฉิว
เดโชเร้าพลังปราณก่อเกิดประกายวิชชุสีม่วงเข้มข้นดัง เปรี๊ยะปร๊ะ !!! เป็พลังสุดรุนแรงกลางฝ่ามือ
.. วิชชุกัมปนาท !
ไม่ทันซัดพลังออก เดโชกลับถูกศนิพยัคฆาดำฟาดตะปบกรงเล็บเข้าใส่ ทำได้เพียงใช้ 'วิชชุกัมปนาท' เข้ารับการโจมตี
.. เปรี๊ยงงงงงง !!! แสงสีม่วงสว่างว๊าบบบ
เดโชถูกตะปบร่างโลหิตพุ่งออกจมูกปากกระเด็นกลิ้งไปนอนเคียงคู่กับเมฆา
.. ศนิพยัคฆาคู่ขาวดำไม่ได้ติดตามต่อ เพียงยืนนิ่งจ้องมองดู หรือนี่เป็เพียงการหยอกเย้าของพวกมัน
ขณะทั้งสองคนนอนนิ่ง ส่งลมหายใจรวยริน .. เสียงหนึ่งถูกส่งเข้าดวงจิตของพวกมัน
‘ช่างน่าเวทนา เพียงสะกิดเบาเบา ก็ลงไปกองแผ่หลาเสียแล้ว ..’
‘มนุษย์อันโง่เขลา ดั้นด้นมาถึงสถานที่แห่งนี้ ..’
‘แต่กลับเกียจคร้าน เอาแต่นอนนิ่ง อยู่เยี่ยงนั้น ..’
เมฆา "!!!"
เดโช "!?*#$"
'ฮ้า ฮ้า ฮ้า ... เ้าพวกสันหลังยาว จะนอนอีกนานเท่าไร .. ตามเข้ามา ...'
ศนิพยัคฆาคู่ขาวดำหันตัวเดินกลับไปทางขึ้นวิหารประธาน มันเอี้ยวหัวมาดูพวกมันครู่หนึ่งแล้วจึงค่อยๆ ก้าวย่างต่อไป
เมฆาและเดโชถูกศนิพยัคฆาอัดจนพลังปราณพลุ่งพล่าน พวกมันค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้น
เดโชกล่าว "ช่างเป็การต้อนรับที่อบอุ่นนัก ... โอ๊ยยยยย"
เมฆา "..."
ทั้งคู่ประคองกัน ลากสังขารเดินตามศนิพยัคฆาคู่ขาวดำก้าวเข้าสู่ประตูวิหาร
เมื่อเท้าก้าวเหยียบย่างผ่าน มิติเบื้องหน้าพลันยืดขยายออกไปจนสุดสายตา
.. หรือพวกมัน ถูกตบจนสมองกระทบกระเทือน จึงมองเห็นภาพหลอนที่เบื้องหน้า !!!
เท้าััพื้นหินสีขาววาววับ แสงนวลเรืองเรืองส่องมาจาก้า แสงสะท้อนสีทองระยับเหลือบด้วยแดงเขียวน้ำเงิน ส่องอยู่ถ้วนทั่วทุกแห่งทุกหน
ทั้งสองแสบตายิ่ง เมื่อพิจารณาดูสิ่งเ่าั้คือ .. เหรียญทองคำ .. แท่งทองคำ .. เครื่องใช้ทองคำ และเครื่องประดับอัญมณีหลากชนิด มีทั้งเพชรพลอยหลากสีสัน ต่างกองอยู่สองฟากข้างทางเดิน ถึงกับกองสุมกันเป็ูเาลูกย่อมๆ มองไปไม่เห็นจุดสิ้นสุด
เสียงหนึ่งดังขึ้นในดวงิญญาของเมฆาและเดโช 'สิ่งที่เ้าพบเห็นล้วนเป็ของเ้าทั้งสิ้น ...'
เดโช "..."
เมฆา "..."
พวกมันแปลกใจยิ่ง ! เกิดมายังไม่เคยพบเห็นสิ่งของมีค่ามากมายมหาศาลเช่นนี้มาก่อน ยังคงก้าวเดินตามศนิพยัคฆาต่อไปกว่าพันก้าว กองสมบัติเ่าั้ยังไม่มีท่าทีจะสิ้นสุดลง
รอบข้างภายในกองสมบัติเริ่มปรากฏเป็ชั้นวางประดับอาวุธต่างๆ มีทั้งกระบี่ ดาบยาว มีดสั้น โล่ พลอง ง้าว ขวาน ชุดเสื้อเกราะ เสื้อคลุม ทั้งหมดมากมายหลากหลายชนิดล้วนเป็ของวิเศษ ต่างมีจิตปราณสถิตอยู่ทั้งสิ้น
.. วิ้งงงงง .. วิ้งงงงง .. วิ้งงงงง
.. กระบี่ใหญ่เล่มหนึ่งสั่นสะท้าน จิตปราณภายในส่งเสียงร่ำร้อง เป็กระบี่เล่มนี้ยาวกว่าหกศอกเปล่งพลังธาตุพสุธา วารี อัคคี วิชชุ และวายุอย่างรุนแรง กระบี่เล่มเดียวกลับถูกสร้างด้วยธาตุธรรมชาติถึงห้าธาตุ
.. ขวานสีดำสนิทที่วางอยู่ด้านข้างก็สั่นสะท้านไม่แพ้กัน ปรากฏจิตวิหคเทพตนหนึ่งเรืองแสงบินแฉลบไปมาส่งเสียงร่ำร้อง
.. กร๊าซซซซซ ! กร๊าซซซซซ !
.. ถัดไปเป็ดาบเล่มยาวเปล่งแสงสีรุ้ง ด้วยอักขระมนต์เรืองรองดูศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง อาวุธนับพันต่างสั่นสะท้านร่ำร้องระงมจนอื้ออึง แต่ทั้งสองเพียงผ่านตาชมดู มิได้มีความคิด้าไว้ .. ยังคงก้าวเดินต่อไปไม่หยุด
เดินต่อไปนับอีกพันก้าวไม่ทราบศนิพยัคฆาคู่ขาวดำหายไปเมื่อใด พบเห็นโต๊ะไม้สูงใหญ่ตัวหนึ่งยาวกว่าสิบวาวางขวางอยู่ เป็โต๊ะไม้ที่จัดสร้างอย่างประณีตมีลายสลักเสลางดงาม
้าวางด้วยสุราอาหารทิพย์นับพันชนิด ส่งกลิ่นหอมหวนชวนบริโภคยิ่ง ทั้งยังบรรจุด้วยภาชนะแก้วเจียระไนและจานชามทองคำสุดล้ำค่า ปลายโต๊ะสองด้านมีที่นั่งพนักสูงปุนวมสีแดงวางว่างอยู่
ขณะทั้งสองหยุดยืน ปรากฏหญิงสาวสามนางกำลังเดินเยื้องย่างมาหา
หญิงสาวทั้งสามล้วนงดงาม .. งดงามอย่างที่ไม่เคยปรากฏบนโลกหล้ามาก่อน
ใบหน้าราวสลักจากหยก หนึ่งผมดำขลับ หนึ่งผมสีทอง อีกหนึ่งผมสีน้ำตาลแดง ทั้งหมดมัดมวยผมเกล้าบนศีรษะประดับปิ่นอัญมณีงดงาม
คอตั้งงามระหงใบหน้ายิ้มแย้ม ริมฝีปากอวบอิ่ม จมูกจิ้มลิ้ม คิ้วโค้งโก้ง ดวงตาสุกใส ดวงหน้าได้รูปงดงามแม้มิได้พอกแป้งตกแต่งใด
ขนาดรูปร่างก็เกือบเท่าเทียมกัน ผิวกายขาวนวลประดุจหยกขาว แขนยาวกลมกลึง สูงโปร่งได้สัดส่วน เอวคอดกิ่วสะโพกผึ่งผาย พวกนางสวมชุดใยไหมสีขาวคอเว้าลึก ผ้าไหมบางเบามองเห็นปทุมถันตั้งตูมได้รูป ชุดไหมทิ้งยาวถึงข้อเท่าผ่าเป็ทางจากสะโพกข้างแสดงสัดส่วนเรือนร่าง
เท้าเล็กขาวของพวกนางเปลือยเปล่า ยามก้าวเดินเผยให้เห็นท่อนขาเรียวยาวกลมกลึงละเอียดงดงาม
ทั้งสามเป็ความงามที่สดใสบริสุทธิ์เปี่ยมเสน่ห์เฉพาะตัวแตกต่างกันสามชนิด
.. หญิงงามผมดำ .. ให้ความรู้สึกลุ่มหลงร้อนแรงเปี่ยมด้วยเสน่หา
.. หญิงงามผมทอง .. ให้ความรู้สึกเลอค่าสูงส่งควรค่าแก่การของบุรุษ
.. หญิงงามผมน้ำตาลแดง .. นางแม้มีเค้าบึ้งตึงอยู่บ้างแต่ให้ความรู้สึกชวนทะนุถนอม บุรุษที่ดีควรสร้างความพึงพอใจให้แก่นาง
ไม่เพียงเท่านั้น ห่างไปด้านหลังสามสิบก้าวยังมีสาวงามยืนอยู่ดังหญิงรับใช้อีกยี่สิบหกนาง มีหลากหลายอายุั้แ่สิบกว่าปีถึงสามสิบเศษ ทั้งหมดล้วนแต่งกายวาบหวาม แต่ละนางประกอบด้วยเสน่ห์ความงามแทบล่มเมือง
หญิงสาวทั้งสามหยุดยั้งเบื้องหน้าย่อกายคารวะ พูดโดยพร้อมเพรียง
"ขอเชิญนายท่านรับประทานอาหารทิพย์อันโอชาเหล่านี้ .."
"หรือหากนายท่านเหนื่อยล้า อาจ้าชำระร่างกาย นอนพักผ่อนสักครู่ก่อน .."
"พวกเราทั้งหมดนี้จะปรนนิบัตินายท่าน .."
เมื่อกล่าวจบพวกนางหน้าแดงระเรื่อมีสีหน้าเอียงอาย หญิงรับใช้ด้านหลังร่างกายสั่นระริกยืนก้มหน้าแดงปลั่งยกยิ้มหลบสายตา
ดังเวทมนตร์เนรมิตปรากฏอ่างน้ำหินหยกเขียว ปล่อยสายน้ำแร่อุ่นรินไหลวน ไอลอยกรุ่นหอมกลิ่นพฤกษาสดชื่นยิ่งนัก ห่างไปมีเตียงทองคำกว้างใหญ่นอนได้นับสิบคน บรรจุฟูกนอนหนานุ่ม ปล่อยม่านบางเบาห้อยย้อยปิดบัง
เมฆาและเดโชยืนนิ่งดังคนโง่งมมิตอบคำใด !!!
'สิบปี ! ข้าดั้นด้นมาถึง .. สรวง์เป็เช่นนี้เอง ..' เดโชครุ่นคิด
'หรือนางงามทั้งสาม คือ .. ราคะ .. ตัณหา .. อิรดี ..' เสียงภายในจิตของเมฆา
ทั้งสองเพียงคิดมิทันเอ่ยปาก .. แต่กลับได้ยินความคิดของกันและกัน .. ต่างมองหน้ากันล่อกแล่ก
หญิงงามผมดำยิ้มกล่าว "ท่านผู้สูงส่ง .. รู้จักนามของพวกข้าสามพี่น้อง..."
"ท่านทั้งสองเดินทางมาไกลยิ่ง ผู้น้อย 'ราคะเทวี' ประทับรอนายท่านอยู่นานแล้ว" ตานางเป็ประกายวับวาม กริยาอ่อนหวานแต่แฝงความร้อนเร่า แววตาและน้ำเสียงของนางประทับเข้าไปในจิตสำนึกของทั้งคู่
หญิงงานผมทองกล่าว "ผู้น้อย 'ตัณหาเทวี' หวังได้ปรนนิบัติรับใช้แก่นายท่านผู้กล้าทั้งสอง นับเป็เกียรติแก่ผู้น้อยยิ่งนัก" แววตากริยาของนางแสดงความเทิดทูนดังเจอวีรบุรุษซึ่งตนหลงรักอย่างสุดหัวใจ และพร้อมที่จะพลีร่างถวายกายให้
หญิงงามผมน้ำตาลแดงกล่าว "ผู้น้อย 'อิรดีเทวี' เป็น้องเล็กสุด .." สีหน้าของนางสลดแสดงความน้อยเนื้อต่ำใจ "พวกท่านไม่เหลียวแลพวกเราสามพี่น้องแม้แต่น้อย .. ตัวข้ารู้สึกต่ำต้อยด้อยค่าเป็อย่างยิ่ง" ปรากฏน้ำตาจางๆ คลอเคลียหน่วยตาของนาง
วีรบุรุษยังตายเพราะหญิงงามฉันใด มีหรือทั้งคู่จะรับมือสตรีงดงามทั้งสามได้
"มิได้ มิได้ .. เสียมารยาทแล้ว ข้ามิได้หมายความเช่นนั้น แม่นางน้อยอย่าถือโทษเลย" เมฆารีบปฏิเสธเป็พัลวัน มันเกรงว่าหญิงงามผมน้ำตาลแดงจะร้องไห้ออกมา
ถึงรู้ทั้งรู้ว่าสตรีทั้งสามมิใช่สิ่งสามัญ แต่ก็มิสามารถหักห้ามจิตใจปฏิเสธไมตรีของสตรีทั้งสามได้
เดโชก็มิได้ดีกว่าเท่าใดนัก มันกล่าวว่า "แม่นางน้อยทั้งสามอย่าเพิ่งสำคัญผิด เรามิใช่ผู้กล้าอันใดเป็เพียงผู้ผ่านทางมาเท่านั้น"
กล่าวไปหัวใจกลับเต้นรุนแรง มันไม่เคยรู้สึกร้อนรุ่มลุ่มหลงต่อสตรีเช่นนี้มาก่อน
หญิงงามผมดำกล่าว "เช่นนั้นก็ดีแล้ว เมื่อท่านผู้สูงส่งไม่รังเกียจพวกเราสามพี่น้อง .. ขอเชิญท่านพักผ่อนก่อนเถิด .."
หญิงงานผมทองกล่าว "แลดูท่านเหนื่อยอ่อนล้ายิ่ง ประเดี๋ยวตัวข้าจะคอยนวดเฟ้นให้ .."
หญิงงามผมน้ำตาลแดงกล่าว "รับฟังมโหรีขับกล่อม ให้ผ่อนคลายเถิดหนา .." แล้วจึงปรบมือ .. แป๊ะ ! แป๊ะ !
หญิงรับใช้เริ่มบรรเลงเครื่องดนตรีขับกล่อม .. เสียงพิณดังแ่เบาประสานเสียงขลุ่ยหวิว .. ท่วงทำนองดั่งสายน้ำใสกระจ่างในสวนพฤษชาติยามต้องแสงอรุณสาดแสงยามเช้า สร้างความเคลิบเคลิ้มยิ่งนัก
หญิงรับใช้อีกส่วนหนึ่งเริ่มฟ้อนรำด้วยลีลาอ่อนช้อย .. บิดกายส่ายสะโพกงดงาม .. ต่างดำเนินเข้าใกล้และห้อมล้อมชักชวนเมฆาและเดโชให้ลงสรงน้ำในสระหินหยกเขียว
.. กลิ่นหอมจรุงจากกายสาวทำจิติญญาทั้งสองล่องลอยไปไกลแล้ว
.. หรือนี่คือสรวง์ที่ผู้คนใฝ่ฝันหา !
ไม่ทราบผ่านไปเนิ่นนานเท่าใด เสียงดั่งระฆังใบน้อยดังขึ้น
.. กิ๊งงงงงงงงงง !
.. กิ๊งงงงงงงงงง !
.. กิ๊งงงงงงงงงง !
แสงเรืองสีทองวับวามส่องออกมาจากหินกลมแบนก้อนหนึ่งที่เมฆาห้อยคออยู่ .. 'เก้ามงกุฎพุทธรักษ์' หินาศักดิ์สิทธิ์ที่เมฆาประดับติดตัวมาั้แ่อายุได้ห้าขวบปี
เมฆาสติฟื้นคืนััได้ถึงจิติญญาของตน ความคิดกลับปฏิเสธสิ่งที่มันกำลังประสพจากภายนอกทั้งรูป รส กลิ่น เสียง ัั และอารมณ์ทั้งมวล
มันดึงรั้งแขนของเดโชไว้ .. เดโชดวงตาล่องลอยหันมาสบตามันแวบหนึ่ง ภายในดวงตาเมฆาสว่างวาบด้วยอักขระสีทองวิ่งวนเป็วงภายในดวงตาดำ
.. วิ๋งงงงงงงง !!!
เดโชสะดุ้งโหยง .. แววตาค่อยๆ กลับมารวมรั้งอีกครั้ง แต่คนยังดูงุนงงอยู่ไม่น้อย
ทั้งสองเพิ่งรับรู้สติแต่จะยังคงสภาพเช่นนี้ไปได้อีกนานเท่าใด เหล่าสตรีทั้งมวลก็กำลังพะเน้าพะนอพัวพันพวกมันอยู่
สิ่งที่มันลืมเลือนไปสิ้น เสือโคร่งหายไปยังที่ใด ? .. เมฆาคิดได้ดังนั้นจึงตั้งสมาธิ กล่าวว่า "แม่นางน้อยทั้งสาม !!! พวกท่านเห็นเสือโคร่งตัวใหญ่สองตัวผ่านมาหรือไม่"
"ใช่ๆ แม่นางน้อยเห็นหรือไม่ !!! เป็เสือโคร่งสีขาวมีลวดลายสีดำ อีกตัวหนึ่งกลับมีสีดำลวดลายก็สีดำ" เดโชกล่าวสำทับอย่างงงงวย
"..." หญิงงามทั้งสามหยุดกึก .. ดนตรีพลันหยุดบรรเลง .. หญิงงามที่ระบำอยู่หยุดร่ายรำ
หญิงงามรับใช้ทั้งหมดเดินไปรวมตัวกันอย่างสงบ
ส่วนหญิงงามผู้เป็นายทั้งสามย่อกายคารวะ เผยแววตาชื่นชมจากเบื้องลึกของิญญา
ภายใต้การยั่วยุมอมเมา .. การระลึกได้ถึงตัวตน และภารกิจที่กำลังกระทำอยู่นั้น แสดงถึงทั้งสองเป็ผู้มีบุญบารมีสูงส่ง .. หญิงงามผมสีดำผายมือไปยังทิศทางเบื้องหน้า พร้อมกล่าวอย่างนอบน้อม ".. ท่านผู้สูงส่งทั้งสอง .. โปรดดำเนินไปทางด้านนี้"